สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 5 ตอนที่ 148 ดาบไม้กับรอยแตก

        “ช่าง...ช่างน่าขายหน้าจริง ๆ!”

 

        อาจารย์ท่านหนึ่งใช้มือปิดหน้าแล้วพูด“นี่ไม่ใช่การต่อสู้ของผู้ฝึกพลังวัตร แต่เป็นการตีกันข้างทางมากกว่าใช้ก้อนอิฐ...ไม่สง่างามเลยสักนิด และไม่ได้ดูใจกว้างด้วย!”

 

        อาจารย์อีกคนพยักหน้าแล้วพูดอย่างจริงจัง“จริง...แต่ถึงกระนั้น ดูแล้วก็ไม่เลวเหมือนกัน”

 

        ฉางฮวันมองด้วยแววตาที่เย็นชาเมื่อเห็นอันเจิงใช้ก้อนอิฐทุบติงเซิ้นซาจนล้มลง มุมปากก็กระตุกอย่างอดไม่ได้เขาเดาได้ตั้งแต่แรกแล้วว่าอันเจิงต้องซ่อนพลังของตัวเองไว้แน่เจ้าเด็กนี่ช่างเป็นคนที่ทำให้คนอื่นต้องมองเขาใหม่เสมอเมื่อถึงคราที่นึกว่าถึงขีดจำกัดของเขาแล้ว เขาก็ยังทำให้คนอื่นตกตะลึงเพิ่มได้อีก

 

        อาจารย์ท่านหนึ่งพูดอย่างอดใจไม่ได้“อันเจิง นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะเข้าขอบเขตสุมารุแล้ว ทำให้คนอื่นตะลึงจริง ๆแต่ถึงกระนั้น ในเมื่อเจ้าอยู่ในขอบเขตสุมารุก็ต้องใช้พลังอย่างสง่างามเจ้านำก้อนอิฐไปทุบคนเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่า...เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยเหมาะสม”

 

        อันเจิงขานรับ “ข้าเป็นผู้ฝึกพลังในขอบเขตสุมารุฉะนั้นจะหยิบก้อนอิฐไปทุบคนไม่ได้...”

 

        เขาโบกมือเบา ๆ ก้อนอิฐที่อยู่บนกำแพงก็ลอยออกมาหนึ่งก้อนจากนั้นก็ใช้พลังบังคับก้อนอิฐไปฟาดหน้าติงเซิ้นซา “แล้วแบบนี้เป็นอย่างไร?”

 

        อาจารย์ท่านนั้นปิดปากทันทีและไม่อยากพูดกับอันเจิงต่ออีก

 

        อันเจิงไม่แม้แต่จะมองติงเซิ้นซาที่นอนกองอยู่บนพื้นเขาเดินไปถามตู้โซ่วโซ่ว “ชนะพนันเท่าไหร่?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วชี้เงินที่กองอยู่บนโต๊ะ“ทั้งหมดนี่!”

 

        อันเจิงหยิบเงินกำหนึ่งวางไปที่กลางอกของเถ้าแก่โรงน้ำชา“ค่าน้ำชาของเจ้า”

 

        เถ้าแก่คนนั้นชะงักไปจากนั้นก็กล่าวขอบคุณ อันเจิงเห็นที่ริมกำแพงมีกระสอบผ้าวางอยู่คาดว่าน่าจะเป็นกระสอบที่ใส่ฟืน เขาวิ่งไปหยิบกระสอบผ้ามา จากนั้นก็หยิบเงินอีกหนึ่งกำยัดใส่กลางอกเถ้าแก่“ค่ากระสอบของเจ้า”

 

        ตู้โซ่วโซ่วหัวเราะ เสียงหัวเราะนั้นราวกับไม่เป็นตัวของตัวเองอันเจิงหยิบเงินยัดใส่เข้าไปในกระสอบผ้าจนแน่นที่เหลือตู้โซ่วโซ่วก็หยิบมากอดเอาไว้

 

        เถ้าแก่โรงน้ำชาตะโกนมาจากด้านข้าง“ข้ายังมีกระสอบผ้าอีก ต้องการหรือไม่? จะซื้อหรือไม่?”

 

        ตู้โซ่วโซ่วหันไปเขม่นหน้าเขา“โลภมากจริง ๆ”

 

        เถ้าแก่หัวเราะเขินอายและหน้าแดง

 

        อันเจิงนำกระสอบผ้าพาดไว้บนบ่าตู้โซ่วโซ่วเอามือกอดไหล่อันเจิง พวกเขาจากไปราวกับครอบครัวเล็ก ๆ ดูแล้วช่างสุขใจ

 

        ผู้คนที่เดิมพันว่าติงเซิ้นซาชนะยืนอยู่ไกลออกไปด้วยสีหน้าที่ผิดหวังและเพราะชาวเยี่ยนชอบเล่นพนัน รู้แพ้รู้ชนะ ฉะนั้นต่อให้จะดูผิดหวัง แต่สามารถเห็นการประลองแบบนี้ก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก

 

        ติงเซิ้นซานอนหงายอยู่บนพื้นรู้สึกราวกับโลกนี้ถอยห่างจากเขาไปไกล เมื่อเทียบกับอันเจิงและพวกที่จากไปอย่างมีความสุขติงเซิ้นซาที่หน้าปูดบวมรู้สึกว่าตัวเองถูกเหยียดหยามอีกครั้งเป็นการเหยียดหยามที่น่าอัปยศ เดิมทีเขาคิดว่าตัวเองเข้าขอบเขตสุมารุแล้วต่อให้จะสูญเสียสิทธิ์ในการประลองป๋าโกยก็ตาม แต่หากแก้แค้นได้ก็ถือว่าคุ้มค่า

 

        แต่ตอนนี้อันเจิงกลับใช้วิธีที่ไม่มีเหตุผลมาหยามศักดิ์ศรีเขาเขาคิดถึงคำพูดของอันเจิงก่อนหน้านี้...เจ้าไม่ได้เป็นเจ้าคนเดิมส่วนข้ายังคงเป็นข้าคนเดิม...นั่นก็หมายความว่า อันเจิงมีพลังในขอบเขตสุมารุมานานมากแล้วและก็หมายความว่า การต่อกรกับอันเจิงในครั้งแรก หากอันเจิงต้องการก็สามารถทำให้เขาแพ้อย่างน่าอับอายมากกว่านี้

 

        ติงเซิ้นซารู้สึกเหมือนตัวเองเกือบตายแล้วอย่างน้อยความเคารพที่มีก็ถูกอันเจิงทำลายไปหมด ไม่หลงเหลือเลยแม้แต่น้อย

 

        มีสิทธิ์อะไร?

 

        เพราะอะไร?

 

        เบื้องหลังเขาคือตระกูลติง เป็นบิดาเขาที่ใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตสร้างความสัมพันธ์มากมายขนาดนี้ขึ้นเขาได้ผลประโยชน์จากความสัมพันธ์เหล่านี้แน่นอนว่าทั้งชีวิตนี้อันเจิงก็ไม่มีทางได้ แต่ทว่า เพราะอะไรกระบวนท่าที่เขาฝึกอันเจิงก็เป็นเพราะอะไรอาวุธของเขายังสู้ไม่ได้กับก้อนอิฐในมืออันเจิง?

 

        ฉางฮวันหันไปมองติงเซิ้นซาแวบหนึ่งจากนั้นก็ส่ายหน้าอย่างผิดหวัง “พื้นฐานวรยุทธ์ไม่เลว แต่จิตใจแย่คงยากที่จะฝึกเป็นอาวุธดี”

 

        หลังจากพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบจบฉางฮวันก็เดินจากไป

 

        ผู้คนที่ยืนล้อมอยู่เริ่มกระจายออกไปถนนกลับมาสู่ความเงียบอีกครั้ง ติงเซิ้นซายังคงนอนอยู่บนพื้น และมองไปยังท้องฟ้ารู้สึกราวกับก้อนเมฆบนท้องฟ้ายังหัวเราะเยาะตัวเอง เขาอยากปามีดขึ้นไปบนฟ้าหากเป็นไปได้ ฟ้าที่สมควรตายก็ควรต้องรับผิดชอบบ้าง

 

        “ข้าต้องฆ่าเจ้าให้ได้!”

 

        ติงเซิ้นซากำหมัดแน่น แววตาอาฆาต

 

        ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ติงหนิงตงเดินมาอยู่ข้างกายเขานางคุกเข่าลงแล้วยื่นมือออกไป หวังจะประคองเขาลุกขึ้น “พี่รอง เรากลับบ้านกันเถอะนะ”

 

        ติงเซิ้นซาหันมามองนางแวบหนึ่ง“ไสหัวไป!”

 

        แววตาติงหนิงตงสั่นไหว จากนั้นน้ำตาก็ร่วงริน“เรากลับกันเถอะ อย่านอนที่นี่ต่อเลย”

 

        ติงเซิ้นซาพลิกตัวลุกขึ้นจากนั้นก็ใช้มือเช็ดเลือดที่ริมฝีปาก “รู้สึกขายหน้ามากใช่หรือไม่?ขายหน้าตระกูลติง? ขายหน้าคนของเจ้า? เจ้ารีบไสหัวไป หากรู้สึกว่ามีพี่ชายอย่างข้าแล้วขายหน้าเจ้าก็แกล้งทำไม่รู้จักข้าไปเสีย ไม่จำเป็นต้องมาแสร้งทำเหมือนสงสารข้าที่นี่ข้าไม่ต้องการความสงสารจากใคร ข้าต้องฆ่ามันให้ได้ให้ทุกคนรู้ว่าข้าแกร่งกว่ามัน!”

 

        เขาลุกขึ้น จากนั้นก็เก็บดาบของตัวเองขึ้นมาแล้วเดินจากไปอย่างเดียวดาย

 

        ซางโหยวดึงแขนติงหนิงตงไว้“อย่าสนใจเขาเลย ตอนนี้เขาก็ไม่ต่างไปจากคนบ้า”

 

        ติงหนิงตงส่ายหน้า“แต่เขาก็เป็นพี่ชายข้า”

 

        เมื่อฉางฮวันเดินกลับเข้าไปในสำนักวรยุทธ์ชางก็เจอเหยียนชวี่ที่รอเขาอยู่

 

        เหยียนชวี่มองฉางฮวันแวบหนึ่งจากนั้นก็เดินไปพลางพูดขึ้น “ดูเหมือนข้าจะประเมินอันเจิงนั่นต่ำไป ดูท่าตอนนี้เขาได้เตรียมตัวสำหรับการประลองป๋าโกยแล้วน่าเสียดายที่เขาเพิ่งจะเข้าสำนักวรยุทธ์ชาง ยังไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการประลองป๋าโกยไม่อย่างนั้น หากมีเขาและเนี่ยชิงเป็นตัวแทนสำนักวรยุทธ์ชางเข้าร่วมการประลองแล้วละก็การกำชัยชนะก็คงเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก”

 

        ฉางฮวันส่ายหน้า “ดูแล้วเขาก็คงเพิ่งเข้าขอบเขตสุมารุเท่านั้นแหละฉะนั้นจึงซ่อนพลังที่มีเสมอมา สำนักต้าติงไม่ได้มีเพียงซูเฟยหลุน สำนักไท่ซ่างเต้าก็ไม่ได้มีเพียงเฟิงเสี่ยวหยางอย่าลืมว่า รองลงมาจากซูเฟยหลุนยังมีถังฟ้างหนิวที่แปลกประหลาดและยังมีอีกคนที่ทุกคนมักจะลืมก็คือลีซือซานทางด้านสำนักไท่ซ่างเต้าที่รองมาจากเฟิงเสี่ยวหยางยังมีติงหว่านเชียวและยังมีหานโย้อีกคนด้วย”

 

        เหยียนชวี่พูดขึ้น“หลายปีมานี้สำนักวรยุทธ์ชางก็มีเพียงเนี่ยชิงแต่เมื่อเทียบกับสำนักต้าติงและสำนักไท่ซ่างเต้าแล้วก็ยังไม่อาจเทียบได้แม้แต่น้อย”

 

        ฉางฮวันหันกลับไปมองด้านนอกแวบหนึ่ง“หลังจากนี้อีกสี่ปี ไม่ว่าจะเป็นสำนักต้าติงก็ดี สำนักไท่ซ่างเต้าก็ดีคาดว่าคงไม่มีใครเทียบกับเขาได้แล้ว”

 

        เหยียนชวี่ส่ายหน้า “สี่ปีข้ารอไม่ไหวให้เนี่ยชิงขึ้นชั้นสาม”

 

        สีหน้าฉางฮวันเปลี่ยนไปทันที“หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น สูญเสียเนี่ยชิงไป...”

 

        “ทุกคนต่างมีชะตากรรมที่ต่างกัน ก็คงต้องลุ้นเอาแล้วล่ะ”

 

        ทางด้านอันเจิงทั้งสี่คนที่ดูร่ำรวยเดินไปอย่างสำราญใจ กู่เชียนเยว่โยนเงินในมือเล่น“น่าขันสิ้นดี ติงเซิ้นซานั่นคงคิดว่าครั้งนี้ตัวเองจะต้องชนะอย่างไม่มีข้อสงสัย”

 

        ตู้โซ่วโซ่วพูด“เขาจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกเรามีของฝืนชะตาอย่างตราประทับท้าทายสวรรค์”

 

        กู่เชียนเยว่พูด “ผู้เฒ่าฮั่วก็บอกแล้วไงโชคชะตาของอันเจิงน่าแปลกมาก โชคดีบ่อยอย่างกับอะไรดี พวกเจ้าว่าชาติที่แล้วเขาทำดีมากเกินไปหรือไม่ฉะนั้นจึงได้ผลตอบแทนในชาตินี้?”

 

        คนอื่นไม่มีใครสนใจ แต่อันเจิงกลับรู้สึกสั่นไหว...จะเป็นแบบนั้นหรือไม่นะ?

 

        พวกเขาเลือกเข้าไปในร้านอาหารที่แลดูสะอาดสะอ้านไม่นานบนโต๊ะก็เต็มไปด้วยอาหารอันโอชะและเหล้าชั้นดีจากนั้นก็เริ่มกินอย่างเอร็ดอร่อย พ่อครัวของร้านนี้ฝีมือดีไม่น้อยถึงแม้จะเป็นผักธรรมดาที่ไม่ได้ดูพิเศษใด ๆ แต่กลับทำให้มันอร่อยได้คนที่มากินข้าวที่นี่ไม่ได้เป็นคนสูงศักดิ์อะไร แต่การค้าก็เป็นไปด้วยดีอันเจิงและพวกโชคดีไม่น้อยจึงได้โต๊ะริมหน้าต่างชั้นสอง

 

        เมื่อกินไปได้ครึ่งหนึ่ง อันเจิงก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่กลางถนนด้านล่างอายุเขาราวสิบห้าถึงสิบหกปี สวมชุดสีเขียวอ่อน ชายหนุ่มคนนี้แลดูสะอาดมากไม่ใช่เสื้อผ้าที่ดูสะอาด แต่เป็นทั้งร่างกายที่ดูแล้วให้ความรู้สึกที่สะอาด

 

        ชุดยาวปักรูปหยินหยาง ชุดนี้ตัดพอดีกับร่างเด็กหนุ่มผู้นั้นเป็นอย่างมากแขนเสื้อเขาปลิวขึ้น จึงเห็นเสื้อชั้นในสีขาวสะอาด เท้าก็สวมรองเท้าสีดำที่มีพื้นเป็นสีขาวมองดูแล้วสะอาดสะอ้าน

 

        เขาแบกดาบไม้อยู่ด้านหลังดาบนั้นเป็นสีแดงทึบ

 

        อันเจิงกำลังมองเด็กหนุ่มคนนั้น เด็กหนุ่มคนนั้นก็จ้องมองอันเจิง

 

        จากนั้นเด็กหนุ่มก็ถอยไปหนึ่งก้าว หยิบดาบที่แบกอยู่ลงมาแล้วฟาดลงไปกลางอากาศหนึ่งครั้งบนพื้นดินมีรอยแตกที่ดูดุดันเกิดขึ้น ไม่รู้ว่าเขาต้องการจะทำอะไร สีหน้าอันเจิงเปลี่ยนเป็นสงสัยขึ้นมาทันทีไม่นานเขาก็ลุกขึ้น เดินลงจากชั้นสองไปหยุดอยู่ตรงหน้าเด็กหนุ่มผู้นั้น ทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงหนึ่งเมตรโดยมีรอยแตกบนพื้นแยกพวกเขาเอาไว้

 

        “ข้าชื่อติงหว่านเชียว” ชายหนุ่มชุดยาวแนะนำตัวด้วยเสียงที่อ่อนโยนราวกับเป็นคนขี้อาย และยิ่งไปกว่านั้น เขาดูคล้ายเด็กผู้หญิงมากกว่า

 

        เขาเก็บดาบไว้ที่กลางหลังเช่นเดิมจากนั้นก็ยกมือขึ้นคารวะ “เมื่อครู่เจ้าล้มพี่ชายข้า ฉะนั้นข้าจึงอยากมาดูเจ้าสักหน่อย”

 

        อันเจิงเงียบไปสองนาทีโดยประมาณจากนั้นก็ก้าวข้ามรอยแตกบนพื้น

 

        เท้าของเขาหยุดอยู่กลางอากาศครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจก้าวข้ามมันไป ขณะนี้ทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ถึงครึ่งเมตร ตาจ้องตาเวลานี้ทั้งสองสามารถมองเห็นทุกสิ่งอย่างในแววตาของกันและกัน

 

        ใบหน้าของติงหว่านเชียวงดงามมากงดงามจนดูน่าเหลือเชื่อ เขามีผิวที่ขาวผุดผ่อง มันไม่ใช่ความขาวแบบคนป่วยแต่ราวกับผิวของหญิงสาวเช่นนั้น เขามีคอที่ยาว มือก็ดูเรียวยาวหากเปลี่ยนเป็นผู้หญิงละก็ คงไม่มีความรู้สึกคัดค้านเลยสักนิด ดวงตาทั้งสองของเขากลมโตทั้งยังมีขนตางอนยาวในดวงตาไม่มีเส้นเลือดต่าง ๆ อยู่เลย ช่างสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ

 

        ขณะที่อันเจิงกำลังก้าวเท้าข้ามรอยแตกมานั้นสีหน้าของติงหว่านเชียวเปลี่ยนไปทันที จากนั้นก็ยกมือคารวะอีกครั้ง “ที่แท้ก็แข็งแกร่งมากเขาพ่ายแพ้ต่อเจ้าก็ไม่ถือว่าขายหน้า โอสถวิญญาณนั้นก็ไม่ได้เสียเปล่า”

 

        หลังจากพูดจบ ติงหว่านเชียวก็เดินจากไปราวกับฝีเท้าที่ก้าวไปดูไม่ค่อยมั่นคงนัก เขามาอย่างแปลกประหลาดและยังจากไปอย่างแปลกประหลาดอีกด้วย

 

        อันเจิงหันกลับไปโบกมือ “เรากลับสำนักกันเถอะ”

 

        ตู้โซ่วโซ่ว กู่เชียนเยว่ และชวีหลิวซีรีบลงมาจากชั้นสองสังเกตเห็นอันเจิงมีสีหน้าซีดขาวจนน่าตกใจ อันเจิงเดินไปด้านหน้าไม่กี่ก้าวเท้าของเขาก็เริ่มสั่นเทา เมื่อเดินก้าวที่หก มุมปากก็มีเลือดไหลออกมา

 

        ตู้โซ่วโซ่วตกใจทันที เขารีบแบกอันเจิงวิ่งกลับสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์หลังจากถึงสำนักแล้ว เขาถอดเสื้ออันเจิงออกจึงพบว่าร่างอันเจิงมีรอยแดงที่แปลกประหลาด ร่างกายอันเจิงร้อนระอุ สีหน้าชวีหลิวซีดูสงสัยเป็นอย่างมากนางถลกขากางเกงของอันเจิงขึ้น จึงเห็นว่าที่หน้าแข้งถูกความร้อนกรีดจนแตกออกไม่ต่างจากการถูกน้ำมันร้อน ๆ ลวกผิวหนังเลย

 

        “ดูแลเขา ข้าจะไปเตรียมยา”

 

        ชวีหลิวซีวิ่งออกไปด้านนอก“คิดไม่ถึงว่าชายหนุ่มที่ดูเหมือนอ่อนแอจะมีพลังวัตรที่แข็งแกร่งและโหดร้ายมากถึงเพียงนี้”

 

       รองเท้าและเสื้อผ้าอันเจิงดูไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แต่ร่างกายเขาร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเนื้อถูกไฟไหม้ไปแล้ว

 

        หลายกิโลเมตรนอกสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์ หลังจากติงหว่านเชียวแยกจากอันเจิงก็เดินออกมาได้หลายร้อยเมตรก่อนจะทนต่อไปไม่ไหวกระอักเลือดออกมากองใหญ่ หลังนั่งพักครู่หนึ่งเขาก็ยกมือขึ้นมาเช็ดเลือดที่ปากชายหนุ่มผิวขาวราวกับหิมะพยายามลุกขึ้น เพียงครู่เดียวแขนเขาก็เต็มไปด้วยเลือด

 

        เขาก้มหน้ามอง จึงเห็นว่าที่แขนมีรอยแผลกว่าสิบรอยเขาปล่อยแขนเสื้อลง จากนั้นเลือดก็ไหลลงตามมือเขาแล้วหยดลงพื้น

 

        “แข็งแกร่งจริง ๆ”

 

       ติงหว่านเชียวรู้สึกว่าดาบที่อยู่ด้านหลังตัวเองสั่นเทานั่นคืออาการตื่นเต้นที่ได้เจอคู่ต่อสู้ เขาใช้มือที่เต็มไปด้วยเลือดจับดาบไม้“ดอกท้อเชื่อฟังหน่อย...ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา เป้าหมายของพวกเราคือเทศกาลใบไม้ร่วง”

 

        เขามีชื่อว่าติงหว่านเชียว และเขาก็มีดาบไม้ชื่อว่าดอกท้อ

 

        ติงหว่านเชียวยกมือยันต้นไม้ครู่หนึ่งหลังจากกินโอสถวิญญาณเข้าไปแล้วจึงค่อย ๆ เดินไปด้านหน้าพร้อมกับยิ้มแห้ง ๆ“ฝึกพลังวัตรมานานนับสิบปี จิตใจยังไม่นิ่งอีก อยู่ดี ๆ จะไปหาเขาทำไมบาดเจ็บถึงขนาดนี้ หากเป็นการทำลายความพร้อมของการแข่งในเทศกาลใบไม้ร่วงจะทำอย่างไรไม่คุ้มและไม่ฉลาดเอาเสียเลย”

 

        สมองเขานึกถึงตอนที่อันเจิงก้าวเท้าข้ามมาราวกับตัดขาดพลังของดาบวิเศษ และยังเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจแห่งพลังวิญญาณที่มีความเป็นใหญ่ในใต้หล้าไม่ต่างไปจากบารมีของราชา

 

        “คนคนนี้...แปลกจริง”

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน