ตอนที่ 30: สู่เส้นชัย
ตอนที่ 30: ก้าวย่างสุดท้ายสู่เส้นชัย หลังจากที่ได้หยุดพักจนพอมีเรี่ยวแรงกลับคืนมาบ้างแล้ว ฮ่าวหรานและฟาง เจี๋ย ก็เริ่มออกเดินทางกันอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่แท่นศิลาอันเป็นจุดหมายปลายทางของการทดสอบด่านสุดท้าย ซึ่งบัดนี้สามารถมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นจากระยะไกล แสงตะวันยามบ่ายแก่ๆ เริ่มคล้อยต่ำลงสู่ทิวเขาเบื้องตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ ทาบทอเงาของเทือกเขามังกรครามให้ยาวเหยียดและดูน่าเกรงขาม บ่งบอกว่าเวลาสำหรับการทดสอบในด่านนี้เหลือน้อยลงทุกขณะแล้ว"อีกนิดเดียวเท่านั้น สหายเฉิน! พวกเราต้องไปให้ถึงแท่นศิลานั่นก่อนตะวันจะตกดินให้ได้!" ฟาง เจี๋ย กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทั้งเหนื่อยล้าแต่ก็ยังคงเจือไว้ด้วยความหวังและความตื่นเต้น เขามองไปยังแท่นศิลาขนาดใหญ่เบื้องหน้าด้วยแววตาที่มุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเฉิน ฮ่าวหราน พยักหน้ารับเบาๆ เขาไม่ได้ตอบคำอะไรออกไป แต่กลับใช้โอกาสในการเดินทางในช่วงสุดท้ายนี้ ทำความคุ้นเคยกับ "วิชาตัวเบาประกายสายฟ้า - ส่วนที่ 1" ที่เพิ่งได้รับมาอย่างจริงจัง เขาลองโคจรพลังงานสายฟ้าสายเล็กๆ ไปยังฝ่าเท้าเป็นจังหวะสม่ำเสมอตามหลักการในเคล็ดวิชา รู้สึกถึงแรงกระตุ้นที่ทำให้ร่างกายเบาหวิวและสามารถก้าวเท้าได้รวดเร็วกว่าเดิมอย่างชัดเจน บางครั้งพลังงานที่ส่งไปก็ขาดช่วงไปดื้อๆ ทำให้เขาเกือบจะสะดุดล้มลงไปกองกับพื้น บางครั้งพลังงานที่ส่งไปก็ดูจะรุนแรงเกินไปจนทำให้เขาก้าวพุ่งไปข้างหน้าอย่างควบคุมทิศทางได้ไม่ดีนัก แต่ทุกๆ ครั้งที่เกิดความผิดพลาด เขาก็ได้เรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนการโคจรพลังงานให้มีความละเอียดอ่อนและแม่นยำมากยิ่งขึ้นทีละน้อย เขาสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนระหว่างจิตใจที่ใช้ในการควบคุม, พลังปราณในระดับก่อลมปราณที่ใช้เป็นพื้นฐาน, และพลังงานอัสนีบรรพกาลที่ต้องนำมาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องผสานกันอย่างลงตัวเพื่อที่จะสามารถใช้วิชาตัวเบานี้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้เส้นทางในช่วงสุดท้ายนี้ กลายเป็นทางลาดชันที่ต้องไต่ระดับขึ้นไปสู่ที่ราบสูงซึ่งเป็นที่ตั้งของแท่นศิลาปลายทาง พื้นดินเต็มไปด้วยหินกรวดที่ร่วนซุยและโขดหินแหลมคมที่ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการก้าวเดิน ลมที่พัดผ่านบริเวณนี้ก็ดูจะแรงและกระโชกกว่าบริเวณอื่น หอบเอาฝุ่นผงฟุ้งกระจายไปทั่วขณะที่พวกเขากำลังจะเดินทางมาถึงช่วงขึ้นเนินสุดท้าย ที่ซึ่งสามารถมองเห็นแท่นศิลาขนาดใหญ่ได้ในระยะใกล้เพียงแค่เอื้อม! ร่างมหึมาทะมึนของอสูรมายาตัวหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นจากหลังแนวหินขนาดใหญ่เบื้องหน้า! มันยืนสงบนิ่งขวางทางขึ้นสู่แท่นศิลาเอาไว้ราวกับทวารบาลผู้ซื่อสัตย์และน่าเกรงขาม!มันคือ โคหินผา (Rock Bull)! อสูรมายาธาตุดินที่ขึ้นชื่อเรื่องพละกำลังและพลังป้องกัน! ร่างกายของมันสูงใหญ่กว่าสองเมตร บึกบึนกำยำ ปกคลุมไปด้วยแผ่นเกล็ดหินสีเทาเข้มที่หนาทึบและซ้อนกันเป็นชั้นๆ ดุจเกราะธรรมชาติอันแข็งแกร่งและยากจะทำลาย เขาคู่ใหญ่บนศีรษะของมันโค้งงอและแหลมคมราวกับหอกศิลา ดวงตาสีเหลืองขุ่นของมันปราศจากแววแห่งปัญญา จ้องมองมายังผู้บุกรุกทั้งสองด้วยสัญชาตญาณดิบที่พร้อมจะเข้าขย้ำ! มันกระทืบเท้าหน้าลงบนพื้นหินเสียงดัง ตึง! ผืนดินรอบๆ สั่นสะเทือนเล็กน้อย! พร้อมกันนั้น กลิ่นอายพลังงานธาตุดินอันหนักหน่วงและมั่นคงก็แผ่กดดันออกมาจากร่างของมัน!【พบ: อสูรมายา - โคหินผา (Rock Bull) (ระดับพลังเทียบเท่า: ขั้นที่ 2 ก่อลมปราณ - ช่วงกลาง)】'ระดับ 2 ช่วงกลางอีกแล้ว! แถมยังเป็นอสูรธาตุดินที่เน้นพลังป้องกันและพละกำลังเป็นหลักอีก!' ฮ่าวหรานวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรวดเร็วในใจ 'ดูจากรูปร่างแล้ว ความเร็วไม่น่าจะเป็นจุดเด่นของมัน แต่พลังในการพุ่งชนคงจะมหาศาลอย่างแน่นอน เกราะหินที่ปกคลุมร่างนั่นก็ดูแข็งแกร่งและหนาทึบมาก การโจมตีด้วยพลังธรรมดาคงจะไร้ผลอย่างสิ้นเชิง ต้องหาจุดอ่อนของมันให้เจอ และใช้ความเร็วเข้าต่อสู้เท่านั้น!'"สหายฟาง!" ฮ่าวหรานหันไปสั่งการฟางเจี๋ยอย่างรวดเร็ว "ท่านเห็นโขดหินสูงๆ ทางด้านซ้ายมือนั่นหรือไม่! พอข้าให้สัญญาณ ท่านจงไปหลบอยู่หลังโขดหินนั้น แล้วส่งเสียงดังที่สุดเท่าที่จะทำได้ออกมา! พยายามดึงความสนใจของมันไปทางท่านให้ได้นานที่สุด!""ดะ... ได้เลย! ข้าจะพยายามให้เต็มที่!" ฟาง เจี๋ย พยักหน้ารับอย่างประหม่า แต่ก็รีบวิ่งหลบไปทางหลังโขดหินสูงตามที่ฮ่าวหรานชี้ในทันทีโฮก!โคหินผาคำรามลั่นออกมาเสียงดัง! มันก้มหัวอันใหญ่โตลงต่ำ จ้องเขม็งมายังฮ่าวหรานผู้ซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าเพียงลำพัง เตรียมพร้อมที่จะพุ่งเข้าขวิดด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มันมี!"ตอนนี้แหละ สหายฟาง! ส่งเสียงเลย!" ฮ่าวหรานตะโกนขึ้นสุดเสียง!"เฮ้! เจ้าวัวหินหน้าโง่! ทางนี้เฟ้ย! มาทางนี้สิถ้าเจ้ากล้าจริง!" ฟาง เจี๋ย ร้องตะโกนออกมาเสียงดังที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ พร้อมกับใช้ก้อนหินที่อยู่ใกล้มือทุบเข้ากับโขดหินที่เขาหลบอยู่ซ้ำๆ อย่างสุดแรง!เสียงตะโกนอันดังและเสียงหินกระทบกันที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทำให้โคหินผาที่กำลังจะพุ่งเข้าใส่ฮ่าวหราน ต้องชะงักงันไปชั่วขณะ! มันหันศีรษะอันใหญ่โตไปมองทางต้นเสียงนั้นด้วยความสับสนตามสัญชาตญาณนักล่า!นั่นคือเสี้ยววินาทีแห่งโอกาสที่เฉิน ฮ่าวหราน กำลังรอคอยอยู่!เขารวบรวมพลังงานทั้งหมดที่มี! โคจรพลังงานอัสนีบรรพกาลตามหลักการของ "ก้าวย่างประกายอัสนี" อย่างเต็มที่! ร่างของเขาพลันพร่าเลือน! พุ่งทะยานเข้าใส่โคหินผาจากทางด้านข้างด้วยความเร็วสูงราวกับสายฟ้าฟาด! เขาไม่ได้เล็งไปที่ลำตัวหรือส่วนหัวที่ดูเหมือนจะแข็งแกร่งที่สุด แต่กลับมุ่งเป้าไปที่ ขาหลังข้างหนึ่ง ของมันแทน! บริเวณ ข้อต่อ ซึ่งเป็นจุดที่เกราะหินดูจะเบาบางที่สุด และมีการเคลื่อนไหวมากที่สุด! เขาโคจรพลังปราณในระดับก่อลมปราณ ผสานเข้ากับ "กระแสอัสนี" ที่เขาพยายามควบคุมอย่างแม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้ในตอนนี้! เขาใช้จิตใจสัมผัสถึงหินสะกดอัสนีที่ซ่อนไว้เพื่อช่วยรักษาความเสถียรของพลังงานและ อำพราง กลิ่นอายบรรพกาลไม่ให้รั่วไหลออกมา! พลังงานสายฟ้าสีฟ้าขาวอันบริสุทธิ์แต่แฝงไว้ด้วยความแหลมคม ถูกรวบรวมไว้ที่ฝ่ามือขวา! แล้วซัดเข้าใส่ข้อต่อขาหลังของโคหินผาตัวนั้นอย่างเต็มแรง!ปัง! เปรี้ยะ! เคร้ง!เสียงกระแทกดังสนั่นขึ้นพร้อมกับเสียงเกล็ดหินที่แตกร้าว! ประกายไฟฟ้าสีฟ้าขาวแลบแปลบปลาบไปทั่วบริเวณข้อต่อขาหลังนั้น!โคหินผาร้องคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวดสุดขีด! ขาหลังข้างที่ถูกโจมตีเกิดอาการชาและสั่นสะท้านอย่างรุนแรง! มันพยายามที่จะก้าวเดินต่อ แต่กลับทรุดฮวบลงไปเล็กน้อย! ร่างกายอันใหญ่โตมหึมาของมันเสียหลักไปชั่วขณะ! มันยังไม่ล้มลง! แต่กลับหันขวับมาด้วยดวงตาสีแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น! อ้าปากเตรียมที่จะพ่นลำแสงสีเหลืองขุ่นอันเป็นพลังงานธาตุดินเข้มข้นออกมาโจมตี!'แย่ล่ะสิ! มันยังคงโจมตีสวนกลับมาได้!' ฮ่าวหรานไม่คิดที่จะยืนอยู่รอรับการโจมตีสวนกลับอันรุนแรงนั้นแน่!"ฟางเจี๋ย! รีบวิ่งขึ้นไป!" เขาตะโกนสุดเสียง!ตัวเขาเองก็ใช้ "ก้าวย่างประกายอัสนี" อีกครั้ง! แต่คราวนี้เป็นการใช้เพื่อหลบหลีกและเคลื่อนที่ขึ้นเนินเป็นหลัก! ร่างของเขาพุ่งผ่านด้านข้างของโคหินผาที่กำลังรวบรวมพลังงานเพื่อโจมตี ขึ้นไปบนเนินลาดชันสุดท้ายได้อย่างรวดเร็ว! ความเร็วของเขาในตอนนี้เหนือกว่าตอนที่กระโดดข้ามช่องเหวมากนัก!ฟาง เจี๋ย ที่เห็นโอกาสก็รีบวิ่งตามขึ้นไปติดๆ! แม้จะยังคงซุ่มซ่ามและหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่เขาก็สามารถวิ่งผ่านโคหินผาที่กำลังจะปล่อยพลังงานออกมาได้ทันอย่างฉิวเฉียด!ตูม!ลำแสงพลังงานธาตุดินสีเหลืองขุ่นพุ่งเข้าใส่จุดที่เฉิน ฮ่าวหราน เคยยืนอยู่ก่อนหน้าอย่างรุนแรง! ทำให้พื้นหินบริเวณนั้นแตกกระจายออกเป็นวงกว้าง! แต่เป้าหมายทั้งสองคนของมัน ได้วิ่งขึ้นไปถึงขอบของ แท่นศิลาขนาดใหญ่ อันเป็นเส้นชัยของการทดสอบด่านสุดท้ายนี้แล้ว!พวกเขากระโจนขึ้นไปบนแท่นศิลาพร้อมๆ กัน! ทันทีที่เท้าแตะลงบนพื้นศิลาอันมั่นคงและปลอดภัย ความรู้สึกโล่งอกอย่างแท้จริงก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น!"ถึง... ถึงแล้ว! แฮ่กๆๆ! ในที่สุดพวกเราก็มาถึงจนได้!" ฟาง เจี๋ย ทรุดลงนั่งกับพื้นทันทีด้วยความหมดแรง แต่ใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้างแห่งความดีใจและความโล่งอกอย่างสุดซึ้งเฉิน ฮ่าวหราน ยืนหอบหายใจอยู่เล็กน้อย กลิ่นเหงื่อ กลิ่นดิน และกลิ่นคาวเลือดจางๆ (น่าจะมาจากผู้เข้าสอบคนอื่นที่บาดเจ็บ) ลอยปะปนอยู่ในอากาศ เขากวาดตามองไปรอบๆ แท่นศิลาแห่งนี้กว้างขวางมาก มีผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ที่สามารถเดินทางมาถึงก่อนหน้าพวกเขาแล้วประมาณร้อยกว่าคน แต่ละคนอยู่ในสภาพที่อิดโรยแตกต่างกันไป บ้างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสและกำลังได้รับการปฐมพยาบาลจากศิษย์พี่ของสถาบันที่รออยู่ บ้างก็หมดสติไปแล้ว บ้างก็นั่งนิ่งอยู่กับพื้นด้วยแววตาที่ว่างเปล่าหลังจากที่ต้องผ่านบททดสอบอันแสนเข็ญนี้มาได้ แต่ท่ามกลางความเหนื่อยล้าและความโล่งอกเหล่านั้น สายตาของเขาพลันไปสะดุดเข้ากับร่างในชุดขาวฟ้าอันคุ้นเคยของ หลิง ชิงเยว่ ที่กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาอยู่ ณ มุมหนึ่งของแท่นศิลาอย่างสงบ นางยังคงดูสะอาดสะอ้านและสงบนิ่งราวกับรูปสลักหยกน้ำแข็ง ไม่ได้มีร่องรอยของการต่อสู้หรือความเหน็ดเหนื่อยปรากฏให้เห็นเลยแม้แต่น้อย ช่างแตกต่างราวฟ้ากับดินจากสภาพของผู้เข้าสอบคนอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง! การทดสอบในหุบเขาเสียงสะท้อนนี้ ดูเหมือนจะไม่ได้สร้างความยากลำบากให้แก่นางเลยแม้แต่น้อยนิด!ณ ขอบของแท่นศิลาทางฝั่งตรงข้าม มีศิษย์พี่ของสถาบันเทียนซวนสองสามคนยืนรออยู่ พวกเขากำลังใช้ศิลาบันทึกผลชนิดพิเศษ จดบันทึกหมายเลขประจำตัวและเวลาที่ผู้เข้าสอบแต่ละคนสามารถเดินทางมาถึงแท่นศิลาแห่งนี้ได้อย่างใจเย็นและเป็นกลางเฉิน ฮ่าวหราน ละสายตาจากหลิง ชิงเยว่ เขาทรุดกายนั่งลงข้างๆ ฟาง เจี๋ย ที่ยังคงหอบหายใจไม่หยุดแต่ใบหน้าก็ยังคงเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสำเร็จ เขามองย้อนกลับไปยังเส้นทางที่เขาเพิ่งจะเดินทางผ่านมาในหุบเขาเสียงสะท้อน ความรู้สึกโล่งอกอย่างใหญ่หลวง ความเหนื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ และความภาคภูมิใจเล็กๆ ในความสามารถของตนเองที่สามารถผ่านพ้นมาได้ ผสมปนเปกันไปหมด... แต่ในที่สุด... เขาก็สามารถผ่านพ้นบททดสอบทั้งสามด่านอันแสนเข็ญของสถาบันเทียนซวนมาได้สำเร็จแล้วจริงๆ!(จบตอนที่ 30)