กองฟางก้าวลงจากรถเมื่อถึงจุดหมายปลายทางทั้งที่อะไรๆยังค้างคาใจไม่กระจ่าง เพราะพอถามออกไปอย่างนั้นพ่อเ้าประคุณก็เล่นเงียบไปเฉยเลยพอเธอจะอ้าปากพูดต่อเพราะความเงียบทำเสียประสาทเขากลับยื่นโทรศัพท์มือถือคืนให้แถมยังทวงของขวัญที่เ้าตัวยัดเยียดให้ถือไว้ยิกๆราวกับกลัวว่าจะติดมือเธอไปอีก
เฮ้อ! นายคนนี้นี่แปลก
ว่าแต่..เจอกันตั้งสองหนแล้วยังไม่รู้จักชื่อเขาเลย มือเล็กๆ ยกขึ้นเขกหัวตัวเองอย่างเสียไม่ได้
คุยกันได้เป็วรรคเป็เวรแต่ไม่ยักจะรู้จักชื่อกันละกัน
คนกำลังใช้ความคิดมีอันต้องสะดุ้งโหยงเมื่อมือหนักๆมารั้งบ่าไว้เต็มแรง
“หายไปไหนมา ปล่อยให้ฉันตามหาซะทั่ว โทร.ไปก็ไม่พูดคิดจะกวนประสาทฉันหรือไง”เจอะเิลงชุดใหญ่แบบนี้คนฟังแทบตั้งตัวไม่ติด
ทำตัวน่าเบื่ออีกคนละ
“ใครใช้ให้นายตามฉัน บอกแล้วไงว่าให้รอ ฟังภาษาคนไม่รู้เื่เอง” กองฟางแกล้งะโจับสองหูของเป็หนึ่งกางออกด้วยนึกหมั่นไส้ แต่เ้าตัวก็มือไวไม่ใช่เล่นตามตะปบมือคนก่อกวนไว้แน่น
“เล่นอะไรของเธอเนี่ย”
“อ๊ะ! อยากมากล่าวหากันทำไม แล้วใครรับสายแต่ไม่พูดไม่เห็นได้ยินสักกรี้ง”
“หยิบขึ้นมาถ่างตาดูซะ ไม่นานนี่เอง” เขาปล่อยมือข้างหนึ่งให้เธอได้มีโอกาสหาหลักฐานมาพิสูจน์ไอ้ครั้นจะปล่อยสองมือเลยทีเดียว เดี๋ยวได้หายตัวไปอีกเ้าหล่อนยิ่งชิ่งเก่งอยู่ด้วย
ขณะนั้นเองที่ทำให้คนคิดหาข้อโต้แย้งพลันนึกได้ว่าโทรศัพท์ไม่ได้อยู่กับตัวตลอดเวลานี่นา
“อ่อ! จำได้ละ ตอนนั้นสัญญาณคงไม่ค่อยดีน่ะ”
“เอามาดู”
แน้ะ!
“ดูทำไม” กองฟางค้านเสียงแข็ง แน่ใจว่าตัวเองไม่ได้ฉายแววพิรุธให้เห็นเป็แน่หากแต่ตาพองๆ ที่ฉายวาบไม่ทำให้อีกฝ่ายนึกเกรง กลับยุดแย่งของจากมือ
“เอ๊ะ! นายนี่ยังไงนะ เื่แค่นิดเดียวทำเป็ใหญ่โต”
“อย่างนั้นก็เอามาดูสิ เธอต่างหากที่ทำเหมือนว่ามันใหญ่โต” กองฟางกัดฟันกรอด เล็กพริกขี้หนูอย่างเธอก็สู้ยิบตาสิเอ้าคิดว่าตัวโตกว่าแล้วจะมารังแกกันได้ง่ายๆ กระนั้นหรือ
ไม่มีทาง
สุดท้ายยื้อกันไปฉุดกันมาจนของกลางหลุดมือหล่นลงพื้น
“โอ๊ยยย เห็นไหมเพราะนายแท้ๆ เลย จะพังไหมเนี่ย”กองฟางโวยลั่นขณะอีกฝ่ายก้มลงเก็บของ
เป็หนึ่งถอนหายใจเฮือกไม่อยากให้เป็แบบนี้สักหน่อย
“เธออยากดื้อทำไมล่ะ”
“นายก็ด้วยแหละ คอยดูนะถ้าพังขึ้นมาละก็ฉันจะฟ้องคุณลุงว่านายเป็ต้นเหตุ” คนฟังหรี่ตาขวาง นึกอยากแจกมะเหงกให้หายซ่าหากไม่ติดว่ามีเื่อื่นสำคัญกว่า ไม่ใช่แค่ตั้งใจมารับเพียงอย่างเดียว
คนยอมอ่อนข้อให้กลายๆ จัดแจงสำรวจความเสียหาย..ประเมินดูคร่าวๆแล้วคงไม่ต้องถึงมือช่างหรอก
“อ่ะ ใช้ได้ปกติ ของเขาดี”
“ขอบใจ” เธอกระแทกเสียงใส่อันที่จริงไม่อยากจะเอ่ยด้วยซ้ำไป..ใครทำเล่า
มือหนากระชากแขนคนตัวเล็กจนปลิวตามไปอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยอีกแล้วกองฟางได้แต่ห่อปากย่นยู่เพราะเบื่อการออกเสียงเต็มที ชักเริ่มเจ็บคอขึ้นมาตงิดๆสงสัย่นี้คงต้องงดโก่งคอตะแบงเสียงสักพัก
เขายัดเธอเข้าไปรถในเวลาอันรวดเร็วแม้กระทั่งหวานที่ตามมาสมทบยังเรียกไว้ไม่ทัน
“ฟาง! เอ้ยยัยฟาง รอด้วย” วิทยาต้องเข้ามาห้ามไว้“ดูเขารีบอยู่นะ”
“รีบยังไงก็ต้องบอกสิ นัดกันแล้วนี่นาว่าจะกลับด้วยกัน”
“เขาอาจมีธุระด่วนก็ได้ ไม่อย่างนั้นจะหุนหันไปแบบนี้เรอะ ไปๆ เรากลับบ้านกันดีกว่า”
รถขับเคลื่อนสี่ล้อพากันทยอยออกไปเป็ลำดับทว่าบางคันที่น่าจะไปไกลเสียตั้งนานแล้ว กลับเพิ่งค่อยๆ เคลื่อนตัวออกรั้งท้ายคล้าย้ามิให้ผิดสังเกต
“เธอว่าไง เื่หมั้น” เป็หนึ่งเปิดฉากการสนทนาหลังจากต่างคนต่างปิดปากเงียบอยู่ครู่หนึ่งกองฟางเองก็ดูเหมือนจะทำใจไว้แล้วกับเื่นี้
“ไม่ว่าไงนี่” คำตอบไม่โดนใจคนถาม
“ฉันซีเรียสนะ”
“เื่อะไร” กองฟางย้อนถามหน้าตาเฉยพร้อมๆ กับพ่นลมหายใจลงจมูกั้แ่เขารับรู้เื่ที่คุณลุงขอให้เธอหมั้นหมายกับนายแทนไทอะไรนั่นดูเขาร้อนรนกระวนกระวายชอบกล
“นายไม่อยากให้ฉันหมั้นกับเขา”
“ใช่”
“และที่มารับฉันก็เพราะจะพูดเื่นี้”
“ใช่” เธอกรอกตาขึ้นฟ้า สาธุ!
คิดไว้แล้วเชียว
“ขอเหตุผลหน่อยได้ไหม” คำย้อนถามทำให้เขาเม้มริมฝีปากแน่นเหตุผลคืออะไรน่ะหรือ..ทำไมต้องถามด้วย
“ไอ้หมอนั่นมันไม่เหมาะสมกับเธอ”
“ยังไงง่ะ” เขารู้สึกหงุดหงิดกับความไร้เดียงสาและท่าทีไม่ทุกข์ร้อนของเ้าหล่อนเต็มทน
“จะยังไงก็ช่างเถอะ รู้ว่าไม่เหมาะก็แล้วกัน” เธอเค้นเสียงหัวเราะิ่ๆ
“ฉันว่าเหตุผลที่แท้จริงของนาย คือเพราะนายไม่ชอบเขามากกว่า ไม่ใช่เพราะฉันกับเขาไม่เหมาะกัน”คนฟังหันพรืดมาทำตาเขียวเหมือนถ้อยคำนั้นเข้าไปเสียดแทงข้างในให้ปั่นป่วน “แต่ก่อนชีวิตฉันวนเวียนอยู่แต่กับคนในตระกูลวรากรณ์ซึ่งเครือญาติหรือแม้แต่ตัวนายเองยังไม่ยอมรับ คิดว่าฉันคือคนนอกไม่สมควรแม้กระทั่งจะใช้นามสกุลวรากรณ์ด้วยซ้ำแล้วตอนนี้เกิดอะไรขึ้น..นายน่าจะดีใจที่ฉันกำลังจะพ้นไปจากวงจรอันมีเกียรติของพวกนายสักที” ทำลมหายใจคนฟังติดขัดเหมือนมีก้อนแข็งๆ ติดขวางหลอดลม
กองฟางสูดลมหายใจลึก พยายามกลั้นน้ำใสๆที่เริ่มคลอเบ้าด้วยการกระพริบตาถี่ แล้วพูดต่อ
“แต่ฉันก็เข้าใจนะ เพราะคนที่กำลังจะดึงฉันออกไปให้พ้นหูพ้นตากลับกลายเป็คู่อริของนาย”เธอหันมาเผชิญหน้ากับเขาเมื่อเสียงเหยียบเบรกดังเอี๊ยดแทรกขึ้นตีคู่กับคำพูดหากเป็ยามปกติเธอคงตกอกใกับการหยุดรถกะทันหันแบบนี้แต่ที่มันมากกว่าจนแซงความรู้สึกนั้นไปหลายขุม..คือความน้อยเนื้อต่ำใจ
“นายแค่กำลังรู้สึกว่าถูกหยาม เลยร้อนรนทนไม่ได้ไม่อยากให้เขามาตัดหน้าเอาอะไรของนายไปอีก..ก็เท่านั้น”
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะฟาง”ดวงตากลมยิ่งเบิกกว้างอย่างไม่เชื่อคำนี่เป็ครั้งแรกที่เธอได้ยินชื่อตัวเองจากปากของเขา ไม่ใช่คำแทนตัวอย่าง ‘ยัยเจ๋อ’ เหมือนเช่นทุกครั้ง
เชอะ! แต่อยากเรียกอะไรก็เรียกเถอะตอนนี้ไม่ใส่ใจอยากฟังละ
“พาฉันกลับบ้านเถอะ ไม่ว่านายหรือคุณลุงจะพูดยังไงฉันขอตัดสินใจเื่นี้ด้วยตัวเอง”และเป็ครั้งแรกอีกเช่นกันที่เขาทำอะไรไม่ถูก นอกจากทำตามที่เธอบอก
กว่าคำบางคำจากก้นบึ้งของหัวใจจะหลุดออกมาได้..ช่างยากเย็น
“ฉันขอโทษ”
“เื่อะไร”
“ที่ผ่านมาฉันคงทำตัวแย่จนทำให้เธอคิดว่าฉันเป็อย่างนั้น”
“ถ้าไม่ได้เป็อย่างนั้นก็แล้วไปสิ ไม่เห็นต้องเดือดร้อนหนิ” เธอสะบัดเสียงหงุดหงิดในตอนแรก หากแต่ทอนลงใน่ท้าย น่าแปลกที่เธอไม่นึกโกรธเขาเลยแม้แต่น้อยมันเป็ความรู้สึกน้อยใจมากกว่า
เขาถอนหายใจก่อนพยายามพูดอีกครั้ง
“แต่เื่หมั้นฉันยังยืนยันคำเดิม”หญิงสาวตวัดตาชำเลืองมองแวบหนึ่ง
“เอาเป็ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ นั่นเพราะ..นายหวังดีกับฉันแค่นี้พอใจไหม” ชายหนุ่มคลี่ริมฝีปากออกมาได้บ้างคล้าย้าขอบคุณบรรยากาศที่แปลกไปจากเดิมทำให้คนทั้งสองไม่คิดว่ามันคุ้น
“ไม่ต้องมาทำปั้นหน้าเทพบุตรเลย ฉันขนลุกไปหมดละยังไงซะฉันก็มีความสุขกับหน้าั์หน้ามารอย่างที่นายเคยเป็มากกว่า ขอบอก!”
“โหยยยย ยัยเจ๋อ เดี๋ยวนี้ริอาจมองฉันเป็ั์เป็มารแล้วเรอะ! ปากอย่างนี้หย่อนลงกลางทางซะดีมั้ง”
“อ้าว! จู่ๆ จะมาทิ้งกันได้ไง บกพร่องต่อหน้าที่นะเนี่ย..นิสัยไม่ดีส่งฉันให้ถึงบ้านก่อนแล้วนายอยากจะไปไหนก็ค่อยไปสิ ไม่มีใครห้าม”
“XXX”
“XXX”
ไม่นานรถยนต์ของเป็หนึ่งก็เข้ามาเทียบจอดหน้าบ้านไม้สองชั้นสีฟ้าอ่อนในเนื้อที่60 ตารางวา
“ขอบใจนะขับรถกลับบ้านดีๆ ล่ะ แล้วอย่าเถลไถลให้คุณลุงโทร.ตามมาตัวกับฉันนะพ่อคนโปรด!”
“พูดอย่างกับตัวเองไม่ใช่คนโปรดด้วยงั้นล่ะ”คนฟังยักไหล่ ทำหน้าทะเล้น
“ก็ไม่ใช่น่ะสิพี่อันต่างหาก..กลับบ้านไปได้ละไป”เ้าหล่อนหัวเราะคิกเมื่ออีกฝ่ายทำหน้าปั้นยากสุดบรรยายเธอรอจนเขาออกรถแล่นฝ่าความมืดไปจนไกลลิบ
ใครคนหนึ่งที่แม้จะเห็นเพียงเงาตะคุ่มอยู่ไกลๆแต่ก็ทำให้คนยืนมองอยู่ก่อนแล้วแน่ใจว่าต้องใช่
“ไผ่” เธอยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู เกือบสี่ทุ่มแล้ว
หนุ่มน้อยร่างโปร่งชะงักฝีเท้านิดหนึ่งเมื่อเห็นคนเป็พี่ยืนกอดอกหน้านิ่งอยู่ข้างๆรั้วไม้หน้าบ้าน เขารีบยกมือป้องปากทำกระแอมไอ
“อ้าว! พี่ฟาง มายืนเป็เหยื่อยุงตรงนี้ทำไม ไม่เข้าบ้าน”ว่าแล้วก็ไอโครกสำทับเข้าไปอีก คราวนี้กองฟางชิงเป็ฝ่ายแย่งเปิดประตูรั้ว
“สอบเป็ยังไงบ้าง” ต้นไผ่ปรี่เดินนำเข้าบ้าน โบกไม้โบกมือ
“เดี๋ยวค่อยเล่าให้ฟังนะพี่ผมคอแห้งจัง ขอไปกินน้ำก่อน” คนฟังเขม่นตารู้สึกถึงความผิดปกติอะไรบางอย่าง เพราะวันนี้น้องชายของเธอดูลุกลี้ลุกลนชอบกล
หญิงสาวปิดประตูรั้วยันประตูบ้านเรียบร้อยก่อนเดินตามคนเป็น้องไปถึงหน้าตู้เย็น
“พี่เป็ห่วงเธอนะไผ่ที่ถามก็ไม่ใช่อยากเซ้าซี้” คนฟังค้างมือที่กำลังกระดกแก้วน้ำไว้ชั่วอึดใจก่อนค่อยๆ หันหน้ามามอง กองฟางแทบลมจับ
“ตายแล้ว! ไปโดนอะไรมา แดงเป็จ้ำๆ เลย”ต้นไผ่ยกปลายนิ้วขึ้นแตะเบาๆ อย่างไม่รู้สึกรู้สา
“ขอโทษพี่ผมทะเลาะกับเพื่อนน่ะ”คำสารภาพทำให้เธอต้องรีบลากตัวคนเจ็บไปทำแผล สำลีก้อนโตถูกชุบแอลกอฮอลแล้วโปะเข้าที่รอยแดงช้ำ “อูยยยย เบาสิพี่ เจ็บนะเนี่ย”กองฟางถอนใจเหนื่อยอ่อน
“ผิดใจกันเื่อะไรนะถึงลงไม้ลงมือจนได้เื”
“ไม่มีอะไรหรอกแค่แย่งกันจีบผู้หญิง”
“แย่งกันจีบผู้หญิง?” เธอทวนคำเสียงสูงพลางส่ายหน้า “ไร้สาระแท้ๆนี่ขนาดเป็เพื่อนกัน”
“เพื่อนร่วมห้องแต่คนละกลุ่มไม่ค่อยสนิทกัน”
“แล้วผู้หญิงมีตั้งถมเถไปทำไมใจตรงกันนัก”
“อ้าว! เื่แบบนี้มันกะเกณฑ์กันได้ด้วยหรือไง ใช่ว่าผู้หญิงทุกคนจะน่าสนใจหมดแล้วก็ใช่ว่าเราจะสนใจผู้หญิงได้หมดทุกคน”กองฟางเลิกคิ้วหยอก
“แหม! สำบัดสำนวนนะเรา สนใจเื่เรียนก่อนเถอะจ้ะ เื่สาวน่ะค่อยว่ากันทีหลังดีกว่า”
“อย่าบอกยายกับน้านะพี่”คำขอร้องทำให้กองฟางต้องยกนิ้วชี้เล็กๆขึ้นจิ้มกับหน้าผากคนเป็น้อง
“หลักฐานคาตาออกขนาดนี้ยายกับน้าคงดูไม่ออกหรอกนะ พรุ่งนี้แดง มะรืนเขียว มะเื่คล้ำ กว่าจะจางลงคงเป็อาทิตย์โน่นแหละ”
“เื่นั้นไม่ต้องห่วงพรุ่งนี้ผมต้องออกจากบ้านแต่เช้ามืดอยู่แล้ว นัดเพื่อนๆ เที่ยวน้ำตก”
“ที่ไหน”
“เริ่มั้แ่สระบุรีนครนายก ไปเรื่อยๆ ไล่ตามจังหวัดใกล้ๆ นี่ล่ะ”
“ไปกันกี่คน”
“ทั้งแก๊ง” ต้นไผ่ตอบขณะลุกพรวดขึ้นยืน “ขอบคุณนะพี่ผมไปเตรียมตัวดีกว่า”ว่าแล้วก็วิ่งปรูดขึ้นข้างบนไปอย่างรวดเร็ว กองฟางได้แต่อ้าปากค้างอยู่นั่น
ยังคุยกันไม่รู้เื่เลย