โปรแกรมสร้างนักรบ

    จอมยุทธ์ผู้องอาจ 1 – ปู่กับหลานในโรงตีเหล็ก!

            “เจ้าเด็กนั่น! เหลือเวลาอีกแค่ไม่ถึงเดือน ยังมีกะจิตกะใจออกไปล่าสัตว์อยู่อีกหรือ?”


            “นั่นสิ เด็กรุ่นเดียวกันคนอื่น ๆ ต่างพากันคร่ำเคร่งฝึกฝน สงสัยคงจะปลงได้แล้วละมั้ง?”


            “น่าเสียดาย… ฝีไม้ลายมือในการล่าสัตว์มิใช่ชั่ว ถ้าตั้งใจฝึกฝนก็น่าจะผ่านไปได้ หรือไม่อย่างน้อย การจะรอดกลับออกมาคงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้”


            เสียงซุบซิบพูดคุยของทหารยาม 2 คนดังขึ้นมา เป้าหมายในการนินทาคือเด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางอายุประมาณ 14-15 ปีที่เพิ่งเดินผ่านประตูไปพร้อมกับซากของ ‘กวาง’ ตัวใหญ่ที่พาดอยู่บนบ่า


            “เฮ้อ… พูดถึงเรื่องนั้น ข้าเองก็อยากจะให้เขารอดกลับมาอยู่ในเมืองเหมือนกัน เจ้าเด็กนั่นเป็นหลานชายของตาแก่ช่างตีเหล็กในชุมชนของข้า ถ้าเขารอดกลับมาสืบทอดโรงตีเหล็กได้ก็คงจะดีไม่น้อย”


            ทหารยามอีกคนที่อยู่อีกฝากของประตูเอ่ยให้ความเห็นออกมาบ้าง โดยที่สีหน้าและแววตาไม่ได้แสดงว่า ‘เสียดาย’ เหมือนอย่างคำที่พูดออกมาแม้แต่นิดเดียว


            “หือ… เจ้ารู้จักเจ้าเด็กนั่นอย่างนั้นหรือ?”


            “เคยเห็นหน้ากันอยู่บ้าง ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัวอะไร เป็นหลานชายกำพร้าพ่อแม่ของช่างตีเหล็กในเขตชุมชนของข้าเอง ช่างตีเหล็กคนนั้นน่าจะทำงานอยู่ได้อีกไม่กี่ปีแล้ว พอเจ้าเด็กนี่ผ่านการทดสอบไปได้ โรงตีเหล็กเล็ก ๆ นั่นก็คงจะต้องปิดตัวลงในไม่ช้า”


            “เอ๋… ผ่านการทดสอบ? เจ้าคิดว่ามันจะง่ายอย่างนั้นเชียวหรือ?”


            “10 ขวบก็เริ่มติดตามขบวนนายพรานออกไปล่าสัตว์ 12 ขวบเริ่มที่จะออกล่าด้วยตัวเอง ประสบการณ์มากมายขนาดนี้ พวกเจ้าคิดว่ายังไงล่ะ?”


            “ล่าสัตว์ใช้ธนู แต่การผ่านหอคอยต้องใช้ความแข็งแกร่งทางด้านอื่น ไม่ใช่ว่าเป็นนายพรานที่เก่งกาจแล้วจะผ่านการทดสอบไปได้อย่างง่าย ๆ เสียเมื่อไร”


            “ฮ่าฮ่าฮ่า! ความแข็งแกร่งด้านอื่น? ด้านไหนกันล่ะ? เจ้าจำได้อย่างนั้นหรือว่าการทดสอบในหอคอยเป็นอย่างไร? พวกเราที่รอดกลับมาได้เพราะอะไร ทุกคนไม่มีใครจำได้ทั้งนั้น…”


            ทหารยามคนนั้นหัวเราะลั่น ก่อนจะกล่าวถามออกมายาวเหยียด เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามตบท้ายออกมา


            “ความแข็งแกร่ง!? พวกเจ้าไม่รู้จักเขา แต่รู้ว่าเป็นเด็กที่จะต้องเข้ารับการทดสอบในครั้งนี้ เพราะอะไร?”


            “ก็เขาเป็นผู้ฝึกปราณ! หือ… บ้าน่า เป็นไปไม่ได้…”


            “ฮ่าฮ่าฮ่า! หมุนเวียนปราณได้ทั่วร่างกายแล้วแบบนี้ พวกเจ้าคิดว่ายังจะต้องเสียเวลาฝึกฝนอีกหรือ?”


            “…”

            …………


            ผึง…. ฉึก!


            เสียงลูกธนูพุ่งออกไปกระทบเป้าดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อลูกธนูจำนวน 50 ดอกที่เตรียมเอาไว้ถูกใช้ไปจนหมดสิ้น เด็กหนุ่มร่างผอมบางที่สูงประมาณ 160 เซนติเมตรก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ เพื่อผ่อนคลาย ก่อนจะวางคันธนูในมือลง แล้วเปลี่ยนเป็นหยิบดาบขึ้นมาร่ายรำแทน


            ขวับ… ฟึ่บ….


            หนักแน่น เชื่องช้า และฉับไว มันเป็นคำอธิบายถึงกระบวนท่าที่ถูกร่ายรำอยู่ในตอนนี้


            ขัดแย้ง เข้าใจยาก และไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว


            ย่างก้าวที่เป็นพื้นฐานของกระบวนท่านั้นหนักแน่น วงแขนถูกวาดออกไปอย่างเชื่องช้ามั่นคง สิ่งที่รวดเร็วจนตาแทบจะมองไม่ทันคือข้อมือที่ขยับควงดาบจนแทบจะกลายเป็นโล่วงกลม


            นี่คือทักษะ ‘ดาบไผ่บนผา’ เพลงดาบที่เน้นหนักทางด้านป้องกันมากกว่าโจมตี


            และมันเป็นการร่ายรำที่สมบูรณ์แบบ ไหลลื่นต่อเนื่องไม่มีติดขัดเลยแม้แต่นิดเดียว


            “เด็กเอย… พักก่อนเถิด ปู่เตรียมอาหารเย็นเสร็จแล้ว มากินกันก่อนเถิด”


            เสียงอันเต็มเปี่ยมด้วยความเมตตาดังขึ้น ทำให้กระบวนท่าดาบที่ไหลลื่นเปลี่ยนเป็นเชื่องช้า ก่อนจะหยุดตัวลงในเวลาไม่นานนัก ลมปราณที่หมุนเวียนทั่วร่างกายถูกปลดปล่อยให้สลายไป


            “ขอรับ ท่านปู่”


            เด็กหนุ่มร่างผอมบางลืมตาขึ้นหลังจากควบคุมจังหวะการหายใจของตัวเองกลับมาสู่สภาพปกติได้อีกครั้ง เสียงตอบรับดังออกมาอย่างสดชื่นแจ่มใส แม้ว่าในแววตาจะแฝงความกังวลอยู่ไม่น้อยก็ตาม

            …


            “ท่านปู่ ท่านไปนั่งพักดื่มชารอก่อน เดี๋ยวข้าล้างถ้วยล้างจานเสร็จแล้วจะกลับมานวดขาให้”


            เป็นคำพูดที่เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นมาระหว่างเก็บถ้วยชามบนโต๊ะ ก่อนที่จะยกทุกอย่างเดินออกไปจัดการที่ลานหลังบ้าน มันใช้เวลาไม่นานนัก เขากลับมาทรุดตัวลงนั่งอยู่ข้างชายชรา และเริ่มบีบนวดขาข้างขวาที่ผอมลีบผิดธรรมชาติอย่างชำนิชำนาญ


            นี่คือสิ่งที่เด็กหนุ่มทำเป็นประจำในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา บีบนวดให้เลือดลมในขาที่พิการไหลเวียนได้สะดวกมากที่สุด เป็นวิธีเดียวที่จะบรรเทาความเจ็บปวดและทำให้ปู่ของเขานอนหลับอย่างสบายได้ตลอดคืน


            “ท่านปู่?”


            “ฮืม?”


            “ข้าไม่ไปแล้วดีหรือไม่? ต่อให้ผ่านการทดสอบได้ ข้าก็จะขอกลับมาอยู่เป็นเพื่อนท่านปู่ ท่านว่าแบบนี้ดีกว่าหรือไม่?”


            “ไม่ดีหรอก”


            ชายชราผมขาวที่ใบหน้าเหี่ยวย่นลืมตาขึ้นมากล่าวไม่เห็นด้วย มือขวายื่นมาลูบหัวของหลานชายคนเดียวอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความปราณี


            “ปู่รู้ว่าเจ้าเป็นห่วง แต่จะทิ้งอนาคตไปเพื่ออะไร? เพื่อกลับมาอยู่เป็นเพื่อนคนแก่อย่างปู่อีกไม่กี่ปี? แต่งงานมีลูกหลาน? แล้วแบบนั้น ชีวิตของเจ้าจะต่างอะไรกับปู่ในตอนนี้? นั่งเฝ้ามองส่งลูกหลานให้ออกเดินทางอย่างไม่รู้ชะตากรรม…


            ด้วยพรสวรรค์ของเจ้า… โอกาสที่จะหยุดวงจรชะตากรรมแบบนี้ได้มีสูงไม่น้อย มุ่งไปข้างหน้าเถิด เดินต่อไปให้สุดทาง อย่าได้มาพะวักพะวนอยู่กับคนแก่ใกล้ตายอย่างปู่เลย…”


            “แต่…”


            เด็กหนุ่มคิดจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่สิ่งที่ปู่ผู้ชราของตนเองกล่าวนั้นถูกต้อง เขาแค่ไม่อยากจะยอมรับมัน เท่านั้นเอง


            “ไม่ต้องห่วงปู่หรอก… เงินทองที่เจ้าหาทิ้งไว้มีอยู่ไม่น้อย มันช่วยให้ปู่มีชีวิตอยู่อย่างสบายไปได้อีกหลายปี แล้วปู่ก็ยังไม่ได้ไร้ประโยชน์ถึงขั้นทำมาหากินเองไม่ได้ ต่อให้ซ่อมอาวุธไม่ไหว แต่งานประเภทลับมีดลับดาบยังทำได้แบบสบาย…


            เจ้าเลิกคิดฟุ้งซ่าน ตั้งใจฝึกฝนเพื่อผ่านการทดสอบไปให้ได้เถิด”


            เสียงพูดที่เต็มไปด้วยความปราณีดังออกมาต่อ แต่ในแววตาของชายชราที่ก้มมองดูหลานชายนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์อันซับซ้อน วิตก หวาดหวั่น เชื่อมั่น มีความหวัง ทุกสิ่งทุกอย่างปนเปกันจนบอกความรู้สึกอันแท้จริงไม่ได้เลย

            ………


            เก๊ง… แก้ง…


            เสียงค้อนกระทบกับแผ่นเหล็กดังกังวานออกมาตั้งแต่ฟ้าเริ่มสาง เป็นเสียงที่ชาวบ้านรอบข้างได้ยินจนคุ้นชิน หลานชายคนเดียวของโรงตีเหล็กเล็ก ๆ แห่งนี้จะตื่นขึ้นมาทำงานซ่อมอาวุธหรือเครื่องมือเหล็กตั้งแต่เช้าตรู่ทุกวัน


            วันนี้มีดาบบิ่นส่งมาเพื่อตีลับคมใหม่ 3 เล่ม กระทะที่มีรอยรั่วถูกส่งมาตีปะผุ 1 ใบ งานแค่ 4 ชิ้น เด็กหนุ่มใช้เวลาทำเพียงแค่ 2-3 ชั่วโมงก็เรียบร้อย


            “ท่านปู่! ข้าออกไปล่าสัตว์นะ”


            หลังจากที่กินอาหารมื้อสายที่จัดเตรียมเอาไว้เสร็จเรียบร้อย เด็กหนุ่มก็คว้าดาบสั้นมาเสียบเหน็บเอาไว้ที่เอว กระบอกใส่ลูกธนูถูกยกขึ้นสะพายไหล่ มือซ้ายถือธนูคันยาวประมาณ 1.2 เมตรเอาไว้ ก่อนจะหันไปบอกกล่าวปู่ของตัวเอง


            “อืม… ไปเถอะ ระวังตัวด้วยล่ะ”


            “ขอรับ!”


            เด็กหนุ่มรับคำก่อนจะหมุนตัวก้าวเท้ายาว ๆ ออกจากประตูบ้านไปอย่างแคล่วคล่อง มันคือกิจวัตรที่เขาทำเป็นประจำทุกวันไม่ได้ขาดมาเกือบจะครบ 1 ปีแล้ว


            กิจวัตรนี้เริ่มขึ้นหลังจากพิธีกระตุ้นความสามารถ 4 วัน


            หรือถ้าจะกล่าวให้ถูกต้องจำเพาะเจาะจงลงไป มันเกิดขึ้นหลังจากที่เด็กหนุ่มได้รับรู้มูลค่าของเคล็ดวิชาทักษะการต่อสู้ที่ปู่นำมาให้


            เพื่อส่งเสริมและเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิต ชายชรานำเงินเก็บทั้งหมดที่มีไปแลกเป็นทักษะการต่อสู้มือเปล่า และทักษะวิชาดาบมาให้หลานชายเพียงคนเดียวฝึกฝน และนั่นจะทำให้การใช้ชีวิตในภายภาคหน้าของเขาแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ช่างตีอาวุธขาพิการที่ชราภาพมากขึ้นทุกวัน โอกาสที่จะผ่านวันเวลาไปโดยไม่มีเงินเก็บสำรองเอาไว้ใช้จ่าย


            มันเป็นไปไม่ได้เลย


            เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร เขาจะยังอยู่ที่เมืองนี้หรือต้องจากไป ทุกอย่างยังไม่แน่นอน สิ่งเดียวที่ทำได้คือการเตรียมพร้อมเอาไว้ให้ดีที่สุด


            ไม่ใช่การฝึกฝน แต่เป็นการล่าสัตว์เพื่อนำมาขายแลกเป็นเงิน


            ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อที่ท่านปู่ของเขาจะผ่านวันเวลาที่เหลืออยู่ไปได้อย่างสุขสบาย…