สิ่งที่ปรากฏออกมาเบื้องหน้าของเซและอีวานคือเด็กหน้าตาใสซื่อคนหนึ่งที่ได้เดินออกมาจากกองูเาหนังสือขนาดั์พร้อมกับคฑาเวทย์ในมือ เซและอีวานไม่คาดคิดเลยว่าเ้าของเสียงจะเป็เด็ก ทั้งคู่จึงได้ประหลาดใจไปพักหนึ่ง
‘เด็กอย่างงั้นหรอ!!’
เซที่เป็คนที่ไม่ค่อยคิดหน้าคิดหลังซักเท่าไหร่ก็ได้พูดออกมาทันที
“นี่เ้าหนู ช่วยนำทางพวกฉันไปหาองค์าาของที่นี่ที”
“…ก็อยู่ตรงนี้แล้วไง…” เด็กคนนั้นตอบกลับด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“นี่! พวกฉันไม่มีเวลาเล่นกับนายหรอกนะเ้าหนู ช่วยพาพวกฉันไปหาองค์าาของที่นี่ที!” เซเริ่มหงุดหงิดและดุใส่เด็กคนนั้นไป
“ก็บอกว่าอยู่ตรงนี้แล้วไง…”
“ตรงนี้แล้วมันตรงไหนล่ะ!!!”
“ก็อยู่ตรงหน้าพวกนายแล้วเนี่ย…”
เซและเด็กคนนั้นยังคงยืนเถียงกันไปกันมา อีวานที่ยืนครุ่นคิดมาั้แ่เมื่อครู่ก็ได้ทำท่าทางใขึ้นมาราวกับว่าเขานึกอะไรบางอย่างที่สำคัญออกมาได้
‘หรือว่า!!!!’
“ถ้ายังไม่หยุดล้อเล่นพี่ชายที่แสนดีคนนี้จะโมโหแล้วนะ เพราะฉะนั้นฉันจะพูดเป็ครั้งสุดท้ายพาพวกฉั-”
“ต้องขออภัยที่เสียมารยาทด้วยครับท่านองค์าา!!!” อีวานได้รีบคุกเข่าลงหนึ่งข้างและพูดเสียงดังออกมาทันที
เซที่เห็นอีวานทำกริยาท่าทางแบบนั้นก็ทำให้เขารู้สึกตลกขึ้นมา เพราะเซเข้าใจว่าอีวานพยายามจะล้อเลียนเด็กคนนั้น และดูเหมือนกับว่าอีวานจะเล่นใหญ่ซะจนเกินเบอร์ทำให้เซถึงกับกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่
“ฮ่า ๆ ๆ อีวานนายเล่นอะไรของนายน่ะ จะเล่นอะไรก็ให้มันน้อย ๆ หน่อยซี่… ไม่เห็นจะต้องเล่นใหญ่ซะขนาดนั้นเลย และอีกอย่างนะ ไม่มีทางที่เ้าหนูนี่จะเป็องค์าาของที่นี่ได้หรอกนะ จริงมั้ยล่ะ…?” เซได้หัวเราะคิกคักออกมาด้วยความชอบใจ แต่อีวานก็ยังคงก้มหน้าคุกเข่านิ่งอยู่เหมือนเดิมจนเซเริ่มตงิดใจขึ้นมาเล็กน้อย
“นี่...อีวาน...พอได้แล้วน่า เลิกเล่นได้แล้ว ไม่มีทางหรอกที่เด็กคนนี้จะเป็.…” เซที่เห็นอีวานยังคงนิ่งไม่ขยับตัวไปไหนก็หน้าถอดสีและเหงื่อก็เริ่มแตกพลั่กออกมา จากนั้นเซก็ได้หันหน้ามองไปที่เด็กคนนั้นก็ยังคงเห็นเด็กคนนั้นยิ้มด้วยท่าทีที่ใสซื่ออยู่เหมือนเดิม และเซก็ได้หันหน้ากลับมามองอีวานก็เห็นอีวานกำลังเหงื่อแตกพลั่กอยู่ไม่ต่างกัน
“รีบ ๆ คุกเข่าลงได้แล้วเ้าบ้า...!!” อีวานขบฟันพูดและมองหางตามาทางเซ
ณ วินาทีนั้นเซก็ตะหนักขึ้นมาได้ในทันทีว่าอีวานไม่ได้กำลังเล่นสนุกแต่กำลังจริงจังแบบสุด ๆ อยู่ เขาจึงรีบคุกเข่าลงหนึ่งข้างและก้มหน้าลงทันที
“ขะ...ขออภัยที่เสียมารายาทด้วยครับท่านองค์าา!!!!” เซะโเสียงดังออกมาพร้อมกับเหงื่อที่แตกพลั่กและหัวใจที่เต้นระรัวจนแทบจะทะลุอกออกมาข้างนอกและเขาก็เริ่มสั่งเสียกับตัวเองในใจ ‘ตายแน่เรา! ตายแน่เรา! ตายแน่เรา! ขอโทษนะครับลุงอังเดร ขอโทษนะซาเรีย ขอโทษนะเอลิน่า ขอโทษนะคิว… ถ้าฉันตายไป...ช่วยเอาเอแคร์ไปไว้ที่หน้าหลุมศพของฉันให้ด้วยนะ.…’
เด็กคนนั้นที่เห็นเซและอีวานกำลังประหม่าจนตัวสั่นก็ได้หัวเราะชอบใจออกมา
“ฮ่า ๆ ๆ ไม่เป็ไรครับ ไม่เป็ไร…ลุกขึ้นแล้วทำตัวตามสบายเถอะนะครับ…”
“ครับท่านองค์าา!!!” เซและอีวานได้ลุกพรวดขึ้นพร้อมกันทันที
“ไม่ต้องเรียกเป็ทางการมากขนาดนั้นก็ได้ครับ เรียกผมว่า ‘ลีฟ’ เฉย ๆ ก็ได้ และก็พูดจาเป็กันเองเถอะนะครับ...”
เซและอีวานที่ได้ยินอย่างแบบนั้นก็ได้พูดขึ้นมาพร้อมกันทันทีโดยไม่ได้นัดหมาย
“โอเคเข้าใจแล้วลีฟ” หลังจากพูดจบเซและอีวานก็เริ่มผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
“แล้ว.…มีอะไรให้ผมช่วยหรอครับ?”
เซไม่รอช้าก็ได้รีบพูดสิ่งที่พวกเขา้าไปทันที
“ฉัน้ารู้วิธีรักษาโรคมะเร็งอีนิกม่า นายพอจะรู้บางไหมว่าต้องทำยังไง?”
ลีฟที่ได้ยินคำถามของเซเขาก็นิ่งเงียบไปซักพัก
“มะเร็งอีนิกม่า…? อืม....หนักเอาการเลยนะครับเนี่ย….”
เซและอีวานที่ได้ยินลีฟพูดแบบนั้นพวกเขาก็เริ่มใจสั่นขึ้นมาด้วยความกังวล
“น่าจะพอมีวิธีรักษาอยู่นะครับ แต่ว่า....”
“แต่ว่าอะไรล่ะ!?” เซได้ถามกลับไปด้วยความร้อนรน
“พวกคุณต้องช่วยผมอะไรบางอย่างให้ผมก่อนน่ะครับผมถึงจะบอก”
“…”
“…แล้วนายจะให้พวกเราช่วยอะไรนายล่ะ...”
หลังจากที่อีวานได้ถามออกไปทั้งคู่ก็ได้ยืนลุ้นคำตอบของลีฟกันอย่างใจจดใจจ่อ
“งั้นพวกคุณทั้ง 2 คนตามผมมาทางนี้สิครับ...”
หลังจากพูดจบลีฟก็ได้เดินนำเซและอีวานลงบันไดที่อยู่ในห้องไปยังที่ใดซักที่หนึ่ง และในระหว่างที่ทั้ง 3 คนกำลังเดินลงบันไดไปนั้น พวกเขาก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดคุยอะไรกันเลยซักคำเดียวจนเซไม่อยากให้บรรยากาศมันตึงเครียดเกินไปเขาจึงได้พยายามที่จะชวนลีฟคุย
“คือว่า...ฉันไม่คิดเลยว่าาาของที่นี่จะยังเป็เด็กน่ะ”
“ฮ่า ๆ ๆ งั้นหรอครับ แต่ว่าผมไม่ใช่เด็กแล้วนะครับ… ถึงรูปลักษณ์ของผมจะใช่ก็เถอะ แต่ว่าผมน่ะอายุเยอะกว่าพวกคุณทั้ง 2 คนมาก ๆ เลยล่ะครับ...”
เซและอีวานที่ได้ยินแบบนั้นพวกเขาก็เริ่มทำตัวไม่ถูกและไม่รู้ว่าควรที่จะปฏิบัติตัวอย่างไรจนบรรยากาศเริ่มค่อย ๆ ตึงเครียดขึ้นกว่าเดิมและลีฟ ก็รู้ได้ในทันทีเลยว่าเซและอีวานกำลังรู้สึกอึดอัดอยู่เขาจึงพูดออกมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“พวกคุณทำตัวตามสบายเถอะนะครับ พวกเรากลายเป็เพื่อนกันแล้วนี่ ทำตัวตามสบายเหมือนที่เพื่อนเขาทำกันเถอะนะครับ...”
หลังจากที่ลีฟพูดออกมาแบบนั้นก็ทำให้เซและอีวานเริ่มผ่อนคลายลงมาบ้างและบรรยากาศที่ดูตึงเครียดเมื่อครู่ก็ได้หายวับออกไป จากนั้นลีฟก็ได้เดินนำทางเซและอีวานลงบันไดมาลึกลงมาเรื่อย ๆ จนแสงสว่างจากข้างบนเริ่มจางลงและเริ่มที่จะส่องลงมาไม่ถึง และในที่สุดทั้ง 3 คนก็เดินมาถึงบันได้ขั้นสุดท้าย บรรยากาศด้านล่างเงียบสงัดไม่มีแม้กระทั่งเสียงของลมพัด มีเพียงแต่แสงอ่อน ๆ จากข้างบนที่ส่องสลัว ๆ ลงมายังข้างล่างเท่านั้น จากนั้นเซและอีวานก็ได้ไปสะดุดตาเข้ากับถ้ำถ้ำหนึ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขา มันมีบรรยากาศชวนน่าขนลุกมากเกินกว่าที่สิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไปจะสามารถอาศัยอยู่ได้
“เอาล่ะ พวกคุณทั้ง 2 คนลองเดินเข้าไปในถ้ำนั้นดูสิครับ” ลีฟพูดออกมาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่มีพิษมีภัย
เซและอีวานได้หันมามองหน้ากันเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะหันกลับไป และพวกเขาก็ได้กลืนน้ำลายเสียงดังเอื้อกออกมา จากนั้นทั้ง 2 คนก็ค่อย ๆ เดินเข้าไป และมันก็เริ่มใกล้ปากถ้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ พอทั้งคู่ได้เดินมาถึงบริเวณปากถ้ำ ทันใดนั้นเองก็ได้มีมานาสีดำที่แผ่รังสีความชั่วร้ายและความน่ารังเกียจออกมาจากภายในถ้ำอย่างรุนแรงแบบเดียวกันกับที่เซและอีวานเคยเจอในคืน ๆ นั้นจนทำให้พวกเขาทั้ง 2 คนตัวแข็งทื่อไม่สามารถแม้แต่ที่จะหันหลังหรือเดินหน้าต่อไปได้ เซและอีวานเริ่มหายใจหนักหน่วงมากขึ้นเรื่อย ๆ และสติของพวกเขาก็เริ่มเลือนลางลงไป และในขณะที่ทั้งคู่กำลังยืนตัวแข็งทื่อจากแรงกดดันของมานาสีดำชวนขนลุกนั่น ลีฟก็ได้เคาะคฑาเวทย์ของเขาลงไปที่พื้นหนึ่งที
ตึ้ง.…!!!
การเคาะคฑาเวท์ลงไปที่พื้นของลีฟนั้นทำให้เกิดเป็พลังงานสีเขียวบริสุทธิ์ขยายเป็วงกว้างออกมาจากบริเวณจุดที่ลีฟได้เคาะลงไป พลังงานสีเขียวของลีฟได้แผ่ขยายออกจนมันได้ไปปะทะกับมานาสีดำที่แผ่ออกมาจากปากถ้ำนั้น ทำให้มานาชั่วร้ายพวกนั้นได้หายกลับเข้าไปในถ้ำทันทีและพลังงานสีเขียวของลีฟนั้นก็ได้แตกออกจนเกิดเป็ละอองแสงสีเขียวอ่อน ๆ ที่ดูราวกับหิมะกำลังร่วงโรยอยู่ในอากาศ จากนั้นเซและอีวานก็ได้ล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปบนพื้นและพยายามที่หายใจเข้าไปในปอดทันที
“เป็ยังไงบ้างครับ?” ลีฟยังคงถามด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม
เซและอีวานยังคงหวาดกลัวกับมานาสีดำที่ได้แผ่ออกมาจากภายในถ้ำเมื่อสักครู่จึงทำให้ทั้ง 2 คนยังไม่สามารถที่จะพูดอะไรออกมาได้
“นี่แหละครับคือสิ่งที่ผม้าจะให้พวกคุณช่วย- เข้าไปในถ้ำแล้วจัดการกับต้นตอของมานาชั่วร้ายที่แผ่ออกมานั่นซะ แล้วผมจะบอกวิธีรักษาโรคมะเร็งอีนิกม่าให้กับพวกคุณ…”
เซที่เริ่มได้สติกลับมาก็ได้โมโหแล้วลุกขึ้นพรวดทันที
“อย่ามาล้อเล่นนะเว้ย!!” เซที่กำลังโกรธเป็ฟืนเป็ไฟก็กำลังจะเดินเข้าไปหาลีฟแต่ก็โดนอีวานห้ามเอาไว้ก่อน จากนั้นอีวานก็ค่อย ๆ รวบรวมสติและถามลีฟออกไปอย่างใจเย็น
“แล้วองครักษ์ของนายล่ะ หายไปไหนกันหมด? เป็ถึงองครักษ์ก็น่าจะจัดการเ้าตัวที่อยู่ในถ้ำนั่นได้สบายอยู่แล้วไม่ใช่หรอ?”
“อ๋อ…พอดีพวกเขาไม่ว่างน่ะครับ กำลังติดธุระสำคัญอยู่น่ะ”
“แล้วนายล่ะ นายที่เป็ถึงองค์าาของอาณาจักรนี้ก็น่าจะจัดการเองได้ง่าย ๆ ไม่ใช่หรือไง? ทำแบบที่ทำเหมือนเมื่อกี้นี้น่ะ” อีวานยังคงถามลีฟอย่างต่อเนื่อง
“อืม....พอดีผมก็ไม่ว่างเหมือนกันน่ะครับ ผมจำเป็ต้องไปศึกษาค้นคว้าหาวิธีรักษาโรคมะเร็งอีนิกม่าในระหว่างที่พวกคุณ 2 คนกำลัง ‘ฝึกฝน’ กันอยู่น่ะ….”
เซและอีวานที่ได้ยินลีฟพูดแบบนั้นทั้งคู่ต่างก็ทำหน้างงขึ้นมาและไม่เข้าใจว่าการฝึกฝนที่ลีฟพูดมันหมายความว่าอะไร
“ฝึกฝนงั้นหรอ? ฝึกฝนอะไร?” เซที่เริ่มใจเย็นลงแล้วก็ได้ถามออกมา
“ใช่แล้วครับ พวกคุณทั้ง 2 คนจำเป็ต้องได้รับการฝึกฝนจากองครักษ์ของผมจนกว่าจะสามารถจัดการกับเ้าตัวที่อยู่ในถ้ำนั้นได้ ไม่ยากเลยใช่ไหมล่ะครับ…” ลีฟพูดกับเซและอีวานพร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเ้าเลห์เ้ากลจนทำให้เซและอีวานไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าลีฟนั้นกำลังคิดจะทำอะไรอยู่กันแน่…