อภินิหารศาสตราวุธ

    ตอนที่​ 149 ปราณ​จักรพรรดิ​

    ตอนที่​ 149 ปราณ​จักรพรรดิ​

    ในที่สุด​เจ้าสำนักอินทรีก็สามารถ​ก้าวข้ามผ่านหยางเจี่ยงมาได้เรียบร้อย​ แต่ก็ต้องพบกับความจริงที่น่าเศร้าเมื่อหยางเจี่ยงไม่อาจจะพัฒนาปราณ​ต่อไปได้อีกแล้วทำให้ตนเองไม่เคยเผยปราณออกมาต่อสู้​ได้เต็มที่​สักครั้ง

    "ปราณ​จักพรรดิ ​!!!"

    เต้าซื่อ ที่ตนเองมีปราณ​ราชันขั้นปลายแต่ก็ยังถูกกดดัน​จากพลังลมปราณ​อีกฝ่ายที่ปลดปล่อย​ออกมา

    ทำให้ เต้าซื่อที่คิดได้อย่างเดียวว่า เจ้าสำนักอินทรี มีปราณ​เกินขอบเขต​ราชันไปแล้วซึ่งก้าวเข้าสู่​ปราณ​จักรพรรดิ​ซึ่งเป็นอีกระดับของปราณ​

    "ไม่นึกเลยว่า นอกจาก เจ้าสำนักมังกร​สุริยันจะมีสุดยอด​จอมยุทธ​ที่เก็บซ่อนฝีมือ​เช่นนี้อยู่อีก"

    "แบบนี้ เจ้าเต้าซื่อ แย่แน่"

    เสี่ยหาย กับ ซือฟางที่มาจากสำนักนอกรีต​เหมือนกับเต้าซื่อ มองดูการต่อสู้​ของทั้งสองจากที่ห่างไกล​แต่ก็ยังรับรู้ลมปราณ​ที่แผ่ออกมาได้มาถึงพวกตนเองเช่นกัน​

    แม้ว่าจะรู้สึก​ได้ว่าเจ้าสำนักอินทรีตอนนี้มีลมปราณ​เหนือกว่าเต้าซื่อแต่ทั้งสองก็ไม่คิดจะขยับตัว​เข้าไปช่วยเหลือ​พวกเดียวกัน​แต่อย่างใด​

    "ดูเหมือน​ว่า สหายจากสำนักนอกรีต​ของเจ้าจะไม่คิดจะเข้ามาร่วมต่อสู้​ด้วยสินะ"

    เจ้าสำนัก ที่จ้องมอง​เสี่ยหาย กับซือฟาง ที่ไม่มีการเคลื่อนไหว​ใดจนรู้สึก​ประหลาดใจ​

    เพราะหากตนเองเผยปราณจักรพรรดิ​ออกมาแล้วก็มีความเป็นไปได้​ว่าคนจากสำนักนอกรีต​จะต้องเข้่ามาต่อสู้​ด้วยแน่แต่กับสิ่งที่ตรงข้ามกับความคิดตนเองขึ้นมาแทน

    "คงรู้แล้วสินะ ว่าข้าสังหาร​เจ้าเสร็จ"

    "เป้าหมาย​ต่อไป​คือ พวกมัน"

    เจ้าสำนักอินทรี ที่ไม่คาดคิดเลยว่าสำนักนอกรีต​แต่ละคนต่างมีความมั่นใจ​ในตัวเองเช่นนี้หรือจะบอกว่าไม่แคร์​ใครเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นมิตรหรือศัตรู​ก็ตาม

    "ไม่ต้องห่วง เจ้าพวกนั้นไม่เข้ามาเกะกะ​การต่อสู้​หรอก"

    เต้าซื่อ ที่รู้อยู่​แล้วว่าทั้งสองต้องไม่เข้ามายุ่งแน่เพราะตนเองสั่งห้ามเอาไว้แล้ว แม้ว่าคู่ต่อสู้​จะมีลมปราณ​มากกว่า​แข็งแกร่ง​กว่าก็ตาม

    หากทั้งสองเข้ามาเกะกะ​จะเป็นตนเองนี้ละที่จะเล่นงาน​เจ้าพวกนั้นแทน

    ตอนนี้​รอบตัวเต้าซื่อเกิดการแบ่งแยกระหว่างกลางวันและกลางคืนออกมา

    พัดสีดำฝั่งซ้ายมือของเต้าซื่อที่จู่ๆก็มืดลงอย่างกะทันหัน​ราวกับโลกกำลังถูกความมืดปกคลุมเหมือนกับช่วงเวลากลางคืน

    พัดสีขาวฝั่งขวามือเต้าซื่อที่มีแสงสว่างสว่างไสว​ออกมา เหมือนกับแสงจากพระอาทิตย์​ จนคล้ายเป็นเวลากลางวันที่พระอาทิตย์​สาดแสง

    "ช่างเป็นพลังที่น่าเกรงขาม​นัก"

    เจ้าสำนักอินทรี​ ​รอบตัวตอนนี้​เริ่มมีบรรยากาศ​เปลี่ยนแปลง​อย่างรวดเร็ว​

    เมื่อด้านล่างของเจ้าสำนักอินทรีหรือผืนดิน​ที่เหยียบย่ำอยู่บนฝ่าเท้า​ของเจ้าสำนักมีบางอย่าง​เกิดขึ้น​

    เกิดการสั่นไหวของพื้นดินสั่นสะเทือน​อย่างรุนแรง​ราวกับโลกจะแตกออกมา

    จากนั้น​ก็มีคลื่นความร้อนสูงที่ปรากฏ​ออกมากะทันหัน​จนเปลี่ยน​ผืนดินกลายเป็น​สีแดงฉาน​ที่พร้อมจะลุกไหม้ได้ตลอดเวลา​

    ส่วนด้านบนเหนือหัวเจ้าสำนักก็มีการเปลี่ยนแปลง​เช่นเดียวกัน​

    สายลมกรรโชก​รุนแรง​สั่นไหวไปมาราวกับต้องการ​ฉีกกระชาก​อากาศ​ให้แยกออกจากกัน

    ส่วนท้องฟ้าที่ตอนนี้เริ่มมีเมฆครื้มขึ้นมาก่อตัวเป็นกลุ่มเมฆดำขนาดใหญ่​ จากนั้น​ก็มีฝนเทกระหน่ำลงมาจากเบื้องบน​เหมือนกับคล้ายวันสิ้นโลกที่เคยมีนักปราชญ์​คนนึงทำนายเอาไว้

    ตอนนี้สองฝั่งที่มีสภาพ​แตกต่าง​กันอย่างสิ้นเชิง​เหมือนกับมีโลกสองใบเกิดขึ้น

    "ไม่นึกว่าเจ้าสำนักอินทรี​ จะบรรลุ​ปราณ​จิตจนถึงขั้นสุดท้าย​แล้วเช่นกัน"

    เต้าซื่อ เห็นพลังธรรมชาติ​ที่แสดงออกมาจากเจ้าสำนักที่มีความคล้ายคลึง​กับตนเองยังไงยังงั้น

    ทั้งคู่ที่ต่างบรรลุ​ปราณ​จิตขั้นสูงสุด​ต่างงัดทักษะ​ วิชาออกมาใช้เต็มที่​

    ด้วยการผสมผสาน​ของปราณ​จิตขั้นต่างจนก่อเกิดปรากฎการณ์​เหนือธรรมชาติ​เช่นนี้ขึ้นมาได้

    ตอนนี้​ทั้งสองดูเหมือน​กับพระเจ้าผู้สร้างโลก

    เต้าซื่อเปรียบเสมือน​พระเจ้า​ที่ควบคุมแสงสว่าง​และความมืด

    เจ้าสำนักอินทรีเปรียบเสมือน​พระเจ้าที่ควบคุม​พลังธรรมชาติ​ทั้งสี่ธาตุ​ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ

    เมื่อทั้งสองต่างบรรลุปราณ​จิตขั้น8 คือผสานศาสตรา​วุธเข้ากับร่างตนเอง ก่อให้เกิดปรากฎการณ์​เช่นนี้ขึ้นมาได้

    โดยปราณจิตขั้น 5 เสริมธาตุ​ให้กับศาสตราวุธ​ จากนั้นขั้น 6 อำนาจแห่งกฏ ที่ทั้งสองต่างมีวิชาคล้ายคลึง​กัน คือควบคุม​ธาตุ​ ที่ทั้งสองถนัดต่อมาจากปราณ​จิตขั้น 5 เป็นการส่งเสริมปราณ​จิตออกมาอย่างต่อเนื่อง​

    จากนั้น​ปราณ​จิตขั้น 7 สร้างจิตวิญญาณ​ศาสตรา​วุธ ซึ่งเป็นวิธีการ​แตกต่าง​จากคางหมิง คือ สร้างจิตตัวเองขึ้นมาโดยไม่ต้องการจิตของคนอื่น เรียกได้ว่าเชื่อมั่นในตัวเองอย่างมาก

    ซึ่งการทำเช่นนี้หากตนเองมีจิตอ่อนแอ​ก็จะไม่มีประโยชน์​ใดๆในการสร้างขึ้นมาเลยสักนิดแถมอาจจะกลายมาเป็นภาระให้กับผู้ใช้ได้อีกด้วย

    ทำให้คนที่บรรลุปราณ​จิตขั้น 7 ได้ด้วยตนเอง ต้องเป็นคนมีความสามารถ​ที่สุดยอดมาก

    โดยทั้งสองคนต่างสร้างจิตวิญญาณ​ใส่ให้กับศาสตราวุธ​ตัวเองจนมีชีวิต​เปรียบเสมือน​ตัวผู้ใช้เอง

    ส่วนปราณ​จิตขั้น 8 ผสานกับผู้ใช้ คือ การนำศาสตราวุธ​ที่ได้รับการเสริมแกร่งจนถึงขีดสุดแล้วมาผสานกับร่างกาย​ ทำให้ทั้งสองได้รับพลังควบคุม​ธาตุที่ตัวเองถนัดมาไว้กับตัวโดยไม่จำเป็นต้องมีศาสตราวุธ​ในมืออีกต่อไป​

    จนก่อให้เกิดปรากฎการณ์​เหนือธรรมชาติ​เช่นนี้ขึ้นมา

    โลกทั้งสองใบที่มีพลังธรรมชาติ​ทั้งสี่ธาตุ​คือดิน น้ำ ลม ไฟ ปะทะกับ โลกอีกใบที่มีพลังธาตุ​มืดกับแสง

    โดยตรงกลางของโลกทั้งสองใบต่างมีบุคคล​ยืนอยู่ด้วยซึ่งเป็นแกนกลางที่ขับเคลื่อน​โลกทั้งสองใบนี้ให้เป็นไปอย่างที่ใจนึก

    ครืน

    ตอนนี้​โลกทั้งสองต่างเข้าปะทะกันเรียบร้อย​ต่างต้องการ​จะกลืนกินกันและกัน เพื่อต้องการ​พิชิต​โลกฝ่ายตรงข้าม​ลงให้ได้

    บึ้ม

    จนในที่สุด​เมื่อโลกทั้งสองต่างเข้าหากัน และไม่ยอมปล่อยให้โดนโลกอีกใบกลืนกินจนก่อให้เกิดการระเบิดขึ้นมาในที่สุด

    แรงระเบิด​จากพลังธาตุ​ของโลกทั้งสองแผ่ขยายออกมาขยายวงกว้างไกลหลายร้อยเมตรเป็นพันเมตรขึ้นมาในพริบตาเดียว