หนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 9 กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิต

            ช่วงพลบค่ำ หลินเสี่ยวซินค่อยๆฟื้นจากอาการบาดเจ็บ ขณะที่หนิงเทียนยังคงดูดซับพลังจากหินวิญญาณเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งต่อไป

            “มืดแล้วรีบลงจากภูเขากันเถอะ” นางกล่าวขึ้น

            “ลงไปทำไม?”

            “ยอดเขาหมิงเฟิงยามราตรีค่อนข้างอันตรายมีทั้งวิญญาณชั่วร้ายและเสียงโหยหวนน่าหวาดหวั่น”

            หนิงเทียนถามอย่างประหลาดใจ“จริงหรือ?”

            “ใช่สิ! ข้าอยู่ในนี้มาสิบวันแล้วได้ยินเสียงน่าสยดสยองนั่นทุกคืน หากมีลางร้ายเกิดขึ้นการอยู่ใต้เชิงเขาย่อมปลอดภัยกว่ายิ่งเข้าใกล้ยอดเขามากเท่าใดก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น”

            “แล้วไม่มีที่หลบภัยใกล้ๆ เลยหรือ?”

            “ว่ากันว่าซากโบราณเหล่านั้นสามารถขับไล่วิญญาณชั่วร้ายได้แต่ถึงกระนั้นลางร้ายก็ยังเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ทางที่ดีเราควรอยู่ให้ห่างจากยอดเขาหมิงเฟิงหรือไม่ก็ไปพักใต้เชิงเขา”

            หนิงเทียนครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า“ยังเหลือเวลาอีกสองสามก้านธูปก่อนฟ้ามืด เราลองไปสำรวจรอบๆ บริเวณนั้นกันก่อน หากดูท่าไม่ดีค่อยถอยกลับ”

            ทั้งสองคนเดินพลางพูดคุยพลางไม่นานก็พบกับกระท่อมหินทรุดโทรมซึ่งเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา

            หน้ากระท่อมมีโอ่งหินทรงกลมตั้งอยู่ตะไคร่น้ำสีเขียวเข้มปกคลุมทั่วโอ่ง ภายในนั้นก็มีน้ำอยู่ครึ่งหนึ่ง อีกทั้งพืชพรรณณ ที่แห่งนี้ก็ค่อนข้างทึบจนน่าขนลุก

            หลินเสี่ยวซินไม่ชอบที่นี่ทั้งยังบอกให้รีบออกไปทว่าหนิงเทียนกลับมีความรู้สึกแปลกๆ เกิดขึ้น

            “คืนนี้เราจะค้างที่นี่” เขาพูดพร้อมเดินไปที่โอ่งหินแล้วชะโงกมองด้านล่างน้ำในโอ่งขุ่นเล็กน้อยและมีแหนลอยอยู่ด้านบน นอกจากนี้ยังมีใบไม้ วัชพืช ก้อนกรวดและก้อนดินกองอยู่ก้นโอ่ง ไม่มีสิ่งใดน่าสนใจเป็นพิเศษ

            เมื่อความมืดคืบคลานเข้ามาความหนาวเหน็บก็เริ่มจู่โจมอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นเสียงน่าพิศวงก็ดังมาจากในป่าบางคราไกล บางคราใกล้ เอาแน่เอานอนไม่ได้ เป็นเหตุให้หลินเสี่ยวซินที่กำลังนั่งขัดสมาธิฝึกตนกระโดดตัวลอยก่อนจะมองเข้าไปในป่าอันมืดมิดอย่างประหม่า

            ภายนอกกระท่อมหินมีเสียงลมหายใจสะท้อนอย่างแผ่วเบาพลันเส้นผมของหนิงเทียนลุกตั้งไปทั่วหนังศีรษะ

            “ผู้ใดกัน?” เขาเริ่มกระสับกระส่าย และหลินเสี่ยวซินก็กังวลอย่างมาก

            “ข้าบอกแล้วว่าที่นี่มันประหลาดเจ้าก็ไม่เชื่อ...”

            พลันเสียงแหลมกรีดทะลุผืนนภายามราตรีหลินเสี่ยวซินสั่นสะท้านไปทั้งร่างพร้อมเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว

            “ไม่ต้องกลัวเสียงมาจากภูเขา ไม่ได้อยู่ใกล้เรา” หนิงเทียนพยายามสงบสติอารมณ์และปลอบนางเบาๆ

            ต้นหญ้าและต้นไม้ใหญ่โดยรอบสั่นระริกเสียงสยดสยองคำรามตามสายลม ทั้งยังมีเสียงฝีเท้าประหลาดค่อยๆ เข้ามาใกล้ราวกับมีบางอย่างกำลังสอดแนมพวกเขาอยู่

            หลินเสี่ยวซินอกสั่นขวัญแขวนจนนั่งนิ่งอยู่บนพื้นราวกับเป็นอัมพาตส่วนสภาพจิตใจของหนิงเทียนยามนี้ก็ไม่มั่นคงเช่นกันเขารู้สึกว่ามีบางสิ่งที่มองไม่เห็นกำลังบุกรุกสถานที่ ทั้งยังรู้สึกเหมือนมีคนมากระซิบข้างหู

            ในวิกฤตการณ์เช่นนี้พลังวิญญาณในร่างของเขาก็ไหลเวียนอย่างรวดเร็วรากบ่มเพาะในตันเถียนกำลังปลดปล่อยข้อมูลปริศนา และใบอ่อนทั้งสามใบล้วนชี้ไปทางโอ่งหินนอกกระท่อม

            ขณะที่หนิงเทียนกำลังตัดสินใจอากาศเย็นยะเยือกก็ไหลผ่านหลังใบหูราวกับมีใครบางคนเป่าลมมาจากด้านหลังจนผมของเขาตั้งชันเขาจึงรีบวิ่งไปที่โอ่งหินตามสัญชาตญาณ

            ท่ามกลางความมืดยามราตรีเสียงประหลาดหลากชนิดดังสนั่นหวั่นไหว ทั้งสัตว์ร้ายคำราม นกร้องระงม และพืชพรรณสั่นเทาสัมผัสน่าพิศวงปกคลุมภูเขาเฮยเสวียนไปทั้งลูกราวกับวิญญาณชั่วร้ายนับพันตื่นขึ้นมาในยามราตรี

            เมื่อมาถึงโอ่งหิน หนิงเทียนใช้มือทั้งสองข้างจับขอบโอ่งและสะดุดตากับน้ำด้านในจึงได้เห็นภาพที่ทำให้จิตใจสั่นสะท้าน

            น้ำเปรียบเสมือนกระจกเงาสะท้อนร่างซึ่งภาพที่หนิงเทียนเห็น ณ วินาทีนี้ คือ ใบหน้าซีดเผือดแสดงความหวาดกลัวของตน เนื่องจากมีงูตัวหนึ่งกำลังเลื้อยพันรอบไหล่แต่หัวของมันกลับเป็นหญิงผมยาวหน้าตาสะสวย

            นางเป่าลมใส่หูของเขาอย่างอ่อนโยนดวงตาเย้ายวนบนใบหน้าทรงเสน่ห์ทำให้คนเสียสติได้ไม่ยาก

            สาวงามร่างงูจ้องเข้าไปในโอ่งพร้อมส่งเสียงหัวเราะ“น้องเหลียน พี่มาหาเจ้าแล้ว เหตุใดเจ้าไม่ออกมาทักทายพี่เสียหน่อยเล่า?”

            หลินเสี่ยวซินไม่ได้ยินสิ่งใดเลยราวกับเสียงนี้ไม่มีอยู่จริงทว่าหนิงเทียนกลับตั้งใจฟัง พลางสาปส่งในใจว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติเป็นแน่

            ทันใดนั้นประกายคลื่นก็ผุดขึ้นบนผิวน้ำทั้งยังปรากฏดวงตาสีฟ้าคู่หนึ่งหนิงเทียนตกใจจนแทบกรีดร้องออกมา นี่มันนรกชัดๆ!

            “น้องเหลียน... น้องเหลียน...”

            เสียงลึกลับจำนวนมากพร้อมใจกันขานชื่อนี้ซ้ำๆผ่านสายลมยามค่ำคืน บ้างเป็นชาย บ้างก็เป็นหญิง

            หนิงเทียนอยากหนีไปจากที่แห่งนี้แต่ต้นอ่อนสามใบในตันเถียนกลับครอบงำร่างของเขา ทำให้เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ทั้งที่ยังมีสติ

            นอกกระท่อม เสียงประหลาดใกล้เข้ามาเรื่อยๆและหนิงเทียนก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแปลกๆ ที่หลั่งไหลเข้ามาในบริเวณนี้

            “น้องเหลียนเรามาหาเจ้าแล้ว”

            ลมกระโชกแรงเงาดำแปดเงาปรากฏรอบโอ่ง หลินเสี่ยวซินยังคงมองไม่เห็นสิ่งใด ส่วนหนิงเทียนก็เห็นร่างเงาเหล่านั้นผ่านการสะท้อนบนผิวน้ำ

            ต้นไม้โบราณที่แห้งเหี่ยวเผยใบหน้าชราบนลำต้นเน่าเปื่อยที่กำลังส่งยิ้มให้โอ่งหิน

            “ออกมาเถิดน้องเหลียน เราไม่ได้อยู่ร่วมกันมานานมากแล้ว”

            หินขายาวก้อนหนึ่งมีช่องปากปรากฏขึ้นมายามแผดเสียงเรียก

            ผีเสื้อตัวหนึ่งกระพือปีกอันงดงามแต่ลำตัวของมันดูคล้ายคนตัวเล็กๆ

            หญ้าเก้าใบลวดลายลึกลับต้นหนึ่งส่งเสียงดังชัดเมื่อกระทบกับโอ่งหินทุกใบของมันคมกริบราวกระบี่

            เหนือโอ่งหิน สัตว์ประหลาดหัวมนุษย์ร่างนกกำลังร้องเรียกน้องเหลียนพร้อมด้วยปลามีปีกที่บินวนอยู่ด้านบน ตลอดจนเถาวัลย์เจ็ดสีที่ทอดตัวเป็นตาข่ายพาดผ่านท้องนภาครอบคลุมสถานที่แห่งนี้

            สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติเหล่านี้ล้วนร้องเรียกชื่อเดียวกันหนิงเทียนที่เดิมทีหวาดกลัวจึงเกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมา

            น้องเหลียนคือผู้ใด?นางเป็นที่ชื่นชอบถึงเพียงนี้เลยหรือ?

            ทันใดนั้นคลื่นแสงสว่างวาบก็เปล่งประกายขึ้นในโอ่งดวงตาสีฟ้าคู่นั้นเริ่มตอบสนองต่อเสียงเรียกนับไม่ถ้วน

            บัวเขียวปรากฏสู่สายตาของหนิงเทียนเมื่อดอกบัวทะยานขึ้นมา ใบบัวทั้งแปดใบก็ไล่ระดับจากสูงลงต่ำราวบันไดวน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความงดงามของดอกบัวอย่างเด่นชัด

            นี่คือความประณีตและเอกลักษณ์ทรงเสน่ห์แห่งฟ้าดินดอกบัวตั้งเด่นอยู่ตรงกลาง และใบกลมมนแปดใบที่ร้อยเรียงกันราวภาพฝันแม้กระทั่งหนิงเทียนที่ได้เห็นปรากฏการณ์นี้อย่างใกล้ชิดก็ยังไม่อาจแน่ใจได้ว่านี่คือความจริง

            “น้องเหลียน...”

            เสียงเรียกยังคงดังอย่างต่อเนื่องแต่เมื่อผ่านไปครู่หนึ่ง งูสาวงาม ต้นไม้โบราณ หินขายาว ผีเสื้อร่างคน นกหัวมนุษย์หญ้าเก้าใบ ปลาบิน และเถาวัลย์เจ็ดสี ต่างก็โรยตัวลงบนใบบัวจากนั้นร่างของพวกมันก็หดลงอย่างรวดเร็ว

            บัวเขียวหนึ่งดอกแปดใบลอยเหนือน้ำเพียงหนึ่งฉื่อ[1]ภายในเกสรมีหญิงร่างชมพูขนาดเท่าถั่วลิสงนั่งขัดสมาธิอยู่

            แปดสิ่งอัศจรรย์ขนาดย่อมประจำอยู่บนใบบัวแต่ละใบพวกมันล้วนมีท่วงท่าและเอกลักษณ์เฉพาะตัว ราวกับผลงานศิลปะอันวิจิตรบรรจง

            กลางเกสรดอกบัว ทันทีที่หญิงร่างชมพูประทับตราเหนือใบบัวทั้งแปดบรรดาสิ่งเหนือธรรมชาติเหล่านั้นก็มีท่าทีเปลี่ยนไป

            เมื่อดวงวิญญาณทั้งเก้าเชื่อมโยงกัน สรวงสวรรค์ก็บันดาลท่วงทำนองแห่งเต๋าช่างน่าพิศวงราวกับมีความลึกลับบางอย่างซ่อนอยู่

            หนิงเทียนยังไม่เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้มากนักแต่รากบ่มเพาะในร่างของเขาก็เริ่มทำงานแล้ว

            กำไลหยกหยวนบนข้อมือเปิดออกโดยอัตโนมัติหินวิญญาณด้านในค่อยๆ ลอยออกมาทีละก้อนราวกับสายฟ้าพันรอบร่างของเขา

            หินวิญญาณเปล่งประกายด้วยแสงแห่งจิตวิญญาณทั้งยังเปลี่ยนรูปโฉมตลอดเวลา มันกำลังจำลองบงกชสีมรกตและใบทั้งแปดเลียนแบบท่วงท่าและเสน่ห์ของวิญญาณเหนือธรรมชาติทั้งเก้า พร้อมทั้งพยายามถอดรหัสความลึกลับ

            ขณะเดียวกันเส้นลมปราณในร่างของหนิงเทียนก็สั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่องมันคอยดูดซับพลังจากหินวิญญาณและทำให้การบำเพ็ญของหนิงเทียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

            หญิงร่างชมพูปรับเปลี่ยนอิริยาบถของแปดชีวิตนั้นอยู่ตลอดเวลาจากการตีความขั้นสูงพบว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนประกอบด้วยความหมายอันแท้จริงของลัทธิเต๋า

            หินวิญญาณที่หมุนรอบหนิงเทียนก็เปลี่ยนเส้นทางโคจรเช่นกันการจำลองท่วงท่าดำเนินไปอย่างแม่นยำราวกับกำลังจารึกเสน่ห์ของลัทธิเต๋าลงไป

            หินวิญญาณแต่ละก้อนค่อยๆ หดตัวลงและพลังวิญญาณในร่างของหนิงเทียนก็เพิ่มขึ้นหนึ่งส่วน สองส่วน สามส่วน...

            ความเร็วนี้ช่างน่ากลัวนัก ทั้งยังไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของหนิงเทียนแม้แต่น้อยเขาจึงเข้าสู่ช่วงกลางของขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าอย่างง่ายดาย และความแข็งแกร่งก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            ราตรีนั้น บงกชสีมรกตในโอ่งหินกำลังพัฒนาเส้นทางแห่งฟ้าดินหนิงเทียนซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลก็สามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งยังเข้าใจความลึกลับอันยอดเยี่ยมจากความช่วยเหลือของรากบ่มเพาะในร่าง

            เมื่อหญิงสาวร่างชมพูแสดงอิริยาบถครบเก้าท่าทางผิวน้ำในโอ่งหินก็กระเพื่อมอีกครั้ง พลันนก งู ผีเสื้อ หญ้า ต้นไม้ หินและเถาวัลย์บนใบบัวทั้งแปดล้วนบานสะพรั่งออกมา ก่อนจะก่อตัวเป็นหลักธรรมเต๋าอันสูงส่งราวเส้นแสงหลายพันเส้นเชื่อมโยงและควบแน่นเข้าด้วยกัน

            ทันใดนั้นหินวิญญาณรอบร่างของหนิงเทียนก็แตกกระจายทีละก้อนพลังวิญญาณหลั่งไหลเข้าสู่เส้นลมปราณพร้อมเพิ่มความแข็งแกร่งให้เขาทีละระดับ เมื่อก้าวข้ามขอบเขตรวบรวมขั้นเก้าช่วงกลางแล้วเขาก็เข้าสู่ช่วงปลายทันที

            แสงจำนวนนับไม่ถ้วนทอประกายอยู่ในใจเขาราวกับบางอย่างกำลังตื่นขึ้น

            “เส้นลมปราณทั้งเก้าครองนภา! จากมนุษย์สู่ความเป็นอมตะ ทางเดินแห่งเต๋าทั้งสามพันสายต้อนรับจักรพรรดิหนิงเทียน!”

            เสียงสะท้อนก้องอยู่ในใจของหนิงเทียนทุกพยางค์ดังราวสวรรค์คำรามสะเทือนโลกา ส่งผลให้จิตวิญญาณของเขาตึงเครียด

            รากบ่มเพาะเริ่มเปิดเผยข้อมูลดั้งเดิมในที่สุดหนิงเทียนก็สามารถรู้ต้นกำเนิดว่ารากพฤกษานี้คือกล้วยไม้เซียนเก้าชีวิต!

            กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตเป็นรากบ่มเพาะโบราณอันลึกลับที่ไร้ซึ่งคำอธิบายเกี่ยวกับระดับหนิงเทียนจึงรู้จักเพียงชื่อของมันเท่านั้น

            กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตกำลังสร้างกระแสจิตร่วมกับหนิงเทียนทฤษฎีโบราณและทักษะลึกลับค่อยๆ ปรากฏขึ้นในใจของเขา

            “ยุทธศาสตร์ครองสวรรค์ส่วนแรกของศาสตร์จักรพรรดิเซียนเก้าอมตะ เมื่อเส้นลมปราณทั้งเก้าครองนภาจากมนุษย์สู่ความเป็นอมตะ ทุกสิ่งจะกลายเป็นอาหาร และเต๋าของข้าคือสวรรค์!”

            คำพูดอันลึกซึ้งดังก้องอยู่ในใจในที่สุดเขาก็ปลุกทักษะโดยกำเนิดของตนได้ ทั้งยังเป็นทักษะชั้นยอดอีกด้วย

            ยุทธศาสตร์ครองสวรรค์หยั่งรากในสวรรค์ และเหนือความเป็นอมตะทั้งปวง เหล่านี้เป็นเพียงส่วนแรกของศาสตร์จักรพรรดิเซียนเก้าอมตะเท่านั้น

            หนิงเทียนตื่นเต้นอย่างยิ่งแค่ส่วนแรกก็สามารถหยั่งรากในสวรรค์ได้ เช่นนั้นส่วนกลางและส่วนต่อๆ ไปของศาสตร์จักรพรรดิเซียนเก้าอมตะจะไม่น่ากลัวยิ่งกว่านี้หรอกหรือ?

            ด้วยลักษณะพิเศษของจื๋อซิวแล้วระดับความสำเร็จนั้นสัมพันธ์กับรากบ่มเพาะ

            ทว่าเขาเพิ่งปลุกพลังขึ้นมากลับได้รับยุทธศาสตร์ครองสวรรค์เสียแล้วหากขอบเขตของเขาสูงขึ้น ในอนาคตจะเป็นไปได้หรือไม่ที่จะปลุกทักษะที่ทรงพลังยิ่งกว่ายามนี้ขึ้นมาได้?

            เพียงครุ่นคิดหนิงเทียนก็มีความสุขมากแต่เขาก็ยังคงจับจ้องบงกชสีมรกตในโอ่งต่อไป

            ยุทธศาสตร์ครองสวรรค์สะท้อนอยู่ในจิตใจภายใต้การแนะนำของกล้วยไม้เซียนเก้าชีวิต พลังวิญญาณในกายของเขาเริ่มเปลี่ยนวงโคจรรูขุมขนทั่วร่างค่อยๆ ขยายตัว และความเร็วในการดูดซับพลังวิญญาณก็เพิ่มขึ้นหลายเท่า

            หลังจากนั้นไม่นาน พลังที่ไหลเวียนในร่างของเขาก็เทียบเท่าการบำเพ็ญเก้าสัปดาห์

            ยามนี้หนิงเทียนพบว่าเส้นลมปราณที่ไหลผ่านเท้าซ้ายมีการเปลี่ยนแปลงเงาของบงกชสีมรกตปรากฏขึ้นภายในเส้นลมปราณของเขา หนึ่งดอกมีแปดใบ และแสงแห่งจิตวิญญาณเก้าดวงก็ยังแปรเปลี่ยนตลอดเวลา

            หากมองให้ดีจะเห็นว่า จิตวิญญาณทั้งเก้าดวงบนเกสรและใบบัวมีแบบแผนการเปลี่ยนแปลงเหมือนกับบงกชสีมรกตในโอ่งหินทั้งยังเหมือนกับการเปลี่ยนแปลงของวิญญาณประหลาดทั้งเก้าดวงก่อนหน้านี้ทุกประการ

            นี่คือการจารึกของรอยประทับทางจิตวิญญาณซึ่งเป็นการลอกเลียนแบบสัมผัสแห่งเต๋า

            กล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตผสานท่วงทำนองแห่งเต๋าของบงกชสีมรกตเข้าสู่หนึ่งในเส้นลมปราณของมันความสามารถนี้ช่างน่าเหลือเชื่อจนหนิงเทียนตกตะลึง

            การผสานดังกล่าวทำให้เส้นลมปราณเส้นนั้นมีทักษะเลิศล้ำยิ่งกว่าเส้นลมปราณอื่นภายในประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงอันลึกซึ้งของเก้าท่วงท่าแห่งฟ้าดิน หนิงเทียนจึงถือว่านี่คือการผสานเส้นลมปราณชั่วคราวเป็นครั้งแรก

            ภายในโอ่งหินแสงหลากชนิดต่างเชื่อมโยงสอดคล้องกันหญิงร่างชมพูปรับเปลี่ยนอิริยาบถของวิญญาณประหลาดทั้งแปดอีกคราตั้งแต่ท่าที่หนึ่งถึงเก้าการเปลี่ยนท่วงท่าเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดก็รวมกันเป็นท่าเดียว ทั้งยังกระตุ้นให้ท้องฟ้าวิปริตแปรปรวนทันที

            ร่างกายของหนิงเทียนสั่นสะท้านกล้วยไม้เซียนเก้าชีวิตในตันเถียนกำลังจำลองท่วงท่าทั้งเก้าของบงกชสีมรกต และเกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นสูงสุดในเส้นลมปราณเส้นแรก

            ทันใดนั้นท้องนภายามค่ำคืนก็เริ่มส่งเสียงคำรามสายฟ้าฟาดปกคลุมทั่วทั้งเขาเฮยเสวียน พลันวัตถุแปลกปลอมบุกเข้ามาในความมืดก่อนจะปรากฏขึ้นภายนอกกระท่อมหิน

    ---------------------------------------

    [1] ฉื่อ (尺) เป็นคำบอกระยะทางของจีน โดย 1 ฉื่อ เท่ากับ 10 นิ้ว

    คล้ายกับเรื่องหนิงเทียน จักรพรรดิเซียนพฤกษา (จบ) ที่คุณอ่าน