ร่างสถิตราชันมังกร : God Spirit

    ตอนที่ 98 ปราณกระบี่ vs ปราณกระบี่

            ทันทีที่ฮูจินตะโกนว่า 'เริ่มการประลองได้!'

            ความเงียบก็ถาโถมลงมาบนสนามราวกับมีมือที่มองไม่เห็นปิดปากผู้ชมทั้งสนาม

            เสียงฮือฮาของผู้ชมนับหมื่นหายวับไป..

            เหลือเพียงเสียงลมหายใจของผมที่ดังอยู่ในหู..

             

            ผมกับคิมบีโฮยืนประจันหน้ากันบนเวทีอย่างไม่ละสายตา

            คลื่นปราณจากร่างของเราปะทะกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด

            อากาศรอบกายเริ่มบิดเบี้ยวอย่างเห็นได้ชัด เย็นยะเยือกราวกับว่าทั้งเวทีกำลังจะกลายเป็นดินแดนของผู้วิเศษ

            ไม่มีใครพูด ไม่มีใครรอสัญญาณ ทุกอย่างเกิดขึ้นในพริบตาเดียว

             

            หมอนั่นขยับก่อน!

            ผมเห็นร่างของคิมบีโฮทะยานเข้ามาเหมือนสายฟ้าฟาดในคืนพายุ

            ทุกย่างก้าวของเขาแน่นหนักราว แต่กลับไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้า

            มือขวาของหมอนั่นจับด้ามดาบทาจิไว้แน่น แล้วค่อย ๆ ชักออกมาเพียงครึ่งเดียว

            เสียงกรีดของโลหะดังขึ้นท่ามกลางอากาศเย็นเฉียบ มันไม่ใช่เสียงธรรมดา แต่เป็นเสียงที่ทำให้ผมรู้ว่าหมอนั่นพร้อมจะทำให้ผมกองราบหากขวางทางมัน

             

            ดาบของคิมบีโฮฟันลงมาเป็นแนวโค้งสุดหวาดหวั่นจนน่าโมโห..

            แต่ก็งดงามเหมือนพู่กันสุดท้ายของจิตรกรบนผืนผ้าที่ชื่อว่า 'สนามประลอง'

            ผมเบี่ยงตัวหลบในเสี้ยวพริบตา กระบี่กระแสธาราแทบจะพุ่งสวนออกไปโดยที่ผมไม่ต้องสั่ง

            คมกระบี่กระแทกกับดาบทาจิกลางอากาศ เสียงดัง 'เคร้ง!' เสียดหูจนผมรู้สึกเหมือนเสียไวโอลินที่สายขาด

            ไฟแลบจากแรงปะทะสาดเข้าตาเราทั้งคู่

            ท่าทางของคิมบีโฮไหลลื่นอย่างไม่น่าไว้ใจ เขาหมุนตัวแล้วฟันเฉียงซ้ำลงมา

             

            ผมไม่ตั้งรับตรง ๆ แต่เบี่ยงตัวตามแรงโน้มถ่วง แล้วสะบัดปลายกระบี่เบา ๆ ไปที่กลางสันดาบของหมอนั่น พอให้เปลี่ยนทิศการฟันให้ออกนอกทาง

            เสียงเหล็กกระแทกกันดังอีกระลอก

            จากนั้นทุกอย่างเริ่มเร็วขึ้นแบบไม่มีใครยั้งมือ

            จังหวะของเรากลายเป็นเหมือนการร่ายรำที่มีเสียงขอโลหะเคาะประกอบฉาก

            กระบวนท่าของบีโฮคมเหมือนสายฟ้า ส่วนกระบี่ของผมเฉือนลมเหมือนสายน้ำ

            เราตวัดอาวุธใส่กันพร้อมเสียงฝีเท้าและเหล็กที่ประสานกันเป็นเพลงประหลาดกลางสนาม

             

            คมดาบกับปลายกระบี่ของเราตวัดใส่กันราวกับบทกวีที่เขียนด้วยเลือด-!

            ไม่สิ..

            ด้วยชีวิตของพวกเรา!

             

            คิมบีโฮรุกเข้ามาอีกครั้ง ดาบทาจิในมือของหมอนั่นเปลี่ยนจากท่ารุกแบบกดดัน กลายเป็นการฟันขวางตัดแนวลำตัว

            เขาเหยียดแขนออกเต็มระยะ สะโพกหมุนตามแรงส่งอย่างแม่นยำ เสียงหวีดแหลมจากปลายดาบฉีกอากาศราวกับเสียงของยมทูต

            ผมไม่รอให้มันเฉียดถึง!

            เท้าของผมก้าวเข้าไปครึ่งก้าวเพื่อลดระยะ แล้วเหวี่ยงกระบี่จากล่างขึ้นเฉียงเฉียด

            ด้านข้างกระบี่ผมพุ่งเข้ากระแทกใต้ข้อมือของหมอนั่น แต่ไม่ได้หมายจะตัดมือเขาทิ้ง

            แต่เพื่อทำให้ดาบของหมอนั่นเบี่ยงทิศออกนอกทางอีกครั้ง

            ทุกการเคลื่อนไหวของผมในตอนนั้น มันเร็วเกินกว่าสมองจะคิดสั่ง แต่ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณและห้วงทำนองของการประชันฝีมือ

             

            ไอ้คางบุ๋มผละหลบรวดเร็ว สะโพกขวาหมุน เท้าซ้ายถอยครึ่งจังหวะ เสี้ยววินาทีนั้น ดาบที่เบี่ยงทิศก็ผันเปลี่ยนเป็นจ้วงแทงเข้าหา

            ทว่าร่างกายของผมมันก็ยังตอบสนองได้ทัน ผมกดข้อมือซ้ายลงเล็กน้อย ใช้หลังมือปัดไปที่สันดาบของหมอนั่น จนปลายดาบแฉลบเฉียดข้างเอวไป

            จัวหวะนั้นผมสบโอกาส! หมุนกระบี่กลับตีโค้งไปด้านหลังของตัวเอง เสี้ยววิถัดมา คมอาวุธของเราก็ประสานกันอีกครั้ง

            เสียงกระบี่ปะทะดาบดังก้องสะท้อนในหู จนรู้สึกเหมือนสนามประลองทั้งสนามหายไป เหลือแค่เสียงลมหายใจของเราสองคนเท่านั้น

             

            ท่วงท่าของหมอนั่นเปลี่ยนอีกครั้ง จากฟันเฉียงเป็นแทงตรงสั้น ๆ ที่เร็วและหนักหน่วงผิดมนุษย์

            มันขยับปลายเท้าเล็กน้อยเพื่อลดระยะ จากนั้นแทงดาบออกอย่างแม่นยำโดยไม่เสียการทรงตัว

            ผมก้าวเฉียงเข้าหาในจังหวะเดียวกัน โน้มตัวต่ำ หวังให้ปลายดาบเฉียดหัวไป แล้วสะบัดปลายกระบี่สวนขึ้นแนวเฉียงจากล่างขึ้นบน

            แรงเฉือนจากปลายกระบี่ของผมเฉียดผ่านคางมันไปเพียงเส้นผมเดียวจนเกือบจะสร้างรอยบุ๋มที่คางของหมอนั้นเพิ่มอีกรอย

            คิมบีโฮถอยหมุนตัวออกห่าง ท่วงท่าเขาราวกับนักร่ายรำในเวทีที่ปูด้วยไฟ กระบวนดาบของเขาไม่มีลังเล รุกต่อรุก รุกซ้ำ ๆ จนผมแทบไม่ได้หายใจ

             

            แต่ผมเองก็ไม่ใช่คนที่จะถอยง่าย ๆ เหมือนกัน

            ผมตั้งท่าต่ำ ปลายกระบี่นิ่งสมชื่อกระแสธาราที่สงบ แต่ทุกครั้งที่ขยับ

            มันเร็วพอจะเฉือนเรียกโลหิต!

            บางครั้งผมสวนขึ้นด้วยแรงเหมือนพายุ บางครั้งก็เบาเหมือนสายน้ำซัดกระทบโขดหิน

            เราผลัดกันรุก ผลัดกันรับ จังหวะแล้วจังหวะเล่า นี่มันไม่ใช่แค่การฟาดฟันเพื่อชนะ

            แต่มันคือการร่ายรำแห่งศิลปะยุทธ์จริง ๆ

            และผมรู้..

            ว่าเราทั้งคู่ต่างบ่มสิ่งนี้มาเนิ่นนานจนเข้มข้น

             

            ในตอนที่ประดาบกัน บีโฮมันก็ออกแรงใช้ฝักดาบดันเสยใส่ปลายคางของผมจนหมดถลาถอยไปครึ่งก้าว

            ทว่าจังหวะต่อมา..

            หมอนั้นก็ได้ย่อโน้มตัวลง ดาบทาจิของมันตอนนี้กลับเข้าไปอยู่ในฝักพร้อมด้วยพลังปราณที่เอ่อท้นออกมาดังสายนทีที่เชี่ยวกราก

            “ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งดาบปิดนที”

            ดาบของบีโฮถูกชักออกจากฝักด้วยความเร็วขนาดที่หูผมแทบไม่ได้ยินเสียง

            ปราณวารีสีครามเข้มแผ่พุ่งออกมาเป็นเส้นแหลมคมเหมือนเคียวลมบางเฉียบ ฟาดเข้าหาผมโดยไม่มีการลังเลแม้แต่น้อย

             

            ผมแทบมองไม่เห็นมันด้วยซ้ำ แต่มันกลับให้ความรู้สึกคมกริบราวกับจะเฉือนทุกอย่างที่ขวางหน้า

            เสี้ยววินาทีนั้น ลมหายใจของผมแทบหยุด ไอเย็นของมันเหมือนจะแช่แข็งอากาศรอบตัว ทำให้ผมรู้สึกเสียวสันหลังราวกับมีมือยมทูตอ้าแขนรอรับอยู่

             

            ผมไม่ได้นิ่งเฉย!

            สัญชาตญาณนักสู้สั่งให้ร่างกายผมขยับเพื่อตอบสวน!

            ใบกระบี่สีเทาควันบุหรี่สะท้อนแสงสลัว ๆ ภายในปราการปราณ

            เสี้ยววินาทีนั้น ผมหมุนตัวหลบคมดาบของหมอนั่นแบบเฉียดฉิวสุด ๆ เส้นผมของผมรู้สึกได้เลยว่ามันเกือบจะโดนคลื่นวิชาของดาบนั่นฟันขาดไปแล้ว

             

            ทันทีที่ร่างผมหันกลับมา ผมฟาดกระบี่สวนทันทีโดยไม่รีรอ

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 1 กลบฝังธารา!”

            ผมฟาดกระบี่ออกไปด้วยแรงทั้งหมดที่มีในจังหวะนั้น!

            ใช้วิชาของผมตอบสวนวิชาของหมอนั่นที่เฉียดเข้าใกล้คอผมให้เบี่ยงทิศ

             

            เคร้ง!

             

            เสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่นจนหูผมอื้อไปหมด

            ประกายไฟสีเงินระเบิดกลางอากาศเหมือนดวงดาวแตกกระจาย

            คลื่นพลังของผมกับหมอนั่น..

            คนหนึ่งร้อนระอุ อีกหนึ่งหนักแน่นดุจผืนธรณี ทั้ง ๆ ที่ต่างคนต่างใช้ออกด้วยปราณวารี

            พื้นหินใต้เท้าแตกร้าวเป็นลายงาอย่างชัดเจน ผมรู้สึกได้ถึงแรงสะท้อนที่กระแทกขึ้นมาถึงปลายกระดูก

            การปะทะครั้งนี้..

            ทำให้ผมรู้ได้เลยว่าการประลองในรอบก่อน ๆ กับรอบนี้แตกต่างกันขนาดไหน

            ผมไม่จำเป็นต้องมองไปรอบเวทีก็รู้ว่า เสียงซุบซิบพวกนั้นที่เคยด่าทอผมได้หยุดลงไปแล้ว

            ทุกสายตาจับจ้องมาที่ผม..

            ไม่ใช่ด้วยแววตาดูแคลนเหมือนตอนแรก

            แต่เต็มไปด้วยความตกตะลึง

             

            แล้วก็เหมือนบีโฮมันจะรู้ว่าผมเองก็ไม่เหมือนคู่ประลองของมันในรอบก่อน ๆ

            แววตาของมันดูเอาจริงขึ้น รอบตัวเองก็ปล่อยรัศมีปราณออกมาข่มยิ่งนานยิ่งมาก

            “ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งกระเพื่อมในบึงเงา”

             

            พรึบ!

             

            ร่างของคิมบีโฮหายวับไปจากกรอบสายตาของผม

            เหมือนเงาที่ถูกกลืนในความมืด

            เกิดแอ่งน้ำเจิ่งนองอยู่บนพื้นสนามประลองจนเหมือนพวกเราสู้กันอยู่ขอบชายบึง

             

            “เนตรจ้าวมังกร!”

            ทันทีดวงตาของผมก็ได้เปลี่ยนไปตามที่ผมคุ้นเคย

            กระแสกลิ่นอายพลังปราณต่างเห็นชัดในดวงตาคล้ายอสรพิษของผม

            นัยน์ตาทั้งสองข้างพลันกวาดมองหา

            ในที่สุดผมก็เห็นกระแสปราณบางอ่อนที่ตัดฉับอยู่อีกทางหนึ่ง

             

            ในทันทีคิมบีโฮก็โผล่มาอีกทางจากทิศที่ผมไม่ทันตั้งรับ

            การเคลื่อนไหวของหมอนี่แม่นยำเกินมนุษย์ แถมยังไร้เสียงราวกับนักลอบสังหารที่กำลังเล่นสนุกกับเหยื่อ

            มือซ้ายของเขาไม่ว่างเปล่าอย่างที่คิด มันถูกใช้สนับสนุนการโจมตีและป้องกันอย่างลื่นไหลด้วยปอกดาบที่ใช้ปัดการโจมตีของผมด้วยท่าทีอ่อนนุ่ม

            แต่น้ำหนักที่ส่งมานั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันรุนแรงจนน่าเหลือเชื่อ

             

            “ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งเกล็ดสะท้านคลื่น “”

            คราวนี้มันปล่อยคลื่นดาบบางเฉียบที่ซ่อนปราณวารีไว้ ฟาดมากับสายลมเยือกเย็น

             

            คลื่นดาบนั้นแทบมองไม่เห็น แต่ผมสัมผัสได้ถึงไอเย็นเฉือนกระดูกที่แฝงอยู่ในทุกระลอก

            ยิ่งผมเคลื่อนไหวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งโดนมันดักทางมากขึ้นเท่านั้น

            คลื่นพวกนี้มันไม่ได้แค่โจมตี แต่เหมือนกับกับดักที่แอบวางไว้ทุกตารางนิ้วของสนามประลอง

            ผมถูกบีบให้ถอยจนแทบไม่เหลือเวลาให้หายใจ

             

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 2 แยกปฐพี!”

            ผมสะบัดกระบี่ออก ส่งคลื่นกระบี่กระแทกใส่หมอนั่นเต็มแรง หวังจะสกัดการเคลื่อนไหวให้ได้บ้าง

            แต่เปล่าเลย..

            คิมบีโฮหลบคลื่นนั้นราวกับมันไม่มีอยู่จริง

            ตัวหมอนั่นดูเหมือนภาพลวงตาที่ไม่มีอะไรแตะต้องได้

             

            ซ้ำนั้นยังไม่พอ

            ผิวกายของผมรับรู้ได้ถึงสัมผัสกลิ่นอายปราณที่เฉือนคม

            มันคือปราณกระบี่แห่งสำนักกระบี่สี่ขุนเขา!

             

            ในทันทีผมพลันปลดปล่อยปราณกระบี่ออกไปเพื่อต้านยัน

            รอบตัวของผมเกิดเสียงการเสียดสีของเหล็กแหลมคมสะท้อนก้องอยู่โดยรอบ

            นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกได้ว่ารอบตัวของผมดูเป็นอันตรายมากที่สุด ราวกับการขยับพลาดเพียงนิดเดียวอาจทำให้ผมลงนอนจมกองเลือดของตัวเองได้

             

            ไอ้คางบุ๋มมันบีบให้ผมร่นถอยต่อเนื่อง

            ผมต้องคอยป้องกันตัวเองด้วยปราณกระบี่ฯ แถมยังต้องคอยรับการฟันดาบที่แรงจนทำให้มือของผมตอนนี้แทบจะไร้ความรู้สึก

            ผมรู้สึกเหมือนพยายามปิดรูรั่วของเรือที่กำลังจมด้วยมือเปล่า

             

            ผมเหล่ตามองไปที่แอ่งน้ำตรงพื้นที่บีโฮมันสร้างขึ้น

            ในหัวพลันรู้และคิดออก

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 3 อสูรสูญ!”

            กระแสธาราที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณของผมพลันฟาดใส่ลงไปในแอ่งน้ำที่เท้า

             

            ตู้ม...!

             

            แอ่งน้ำที่บีโฮสร้างขึ้นพลันถูกคลื่นพลังปราณและแรงกระแทกของวิชาของผมทำให้แตกกระเจิงหายไปในการฟันฉับเดียว

             

            ตอนแรกผมก็คิดว่าวิธีนี้นั้นน่าจะได้ผล

            ทว่า..

            เพียงไม่กี่อึดใจต่อมาแอ่งน้ำที่ควรจะหายไปหรือเหลือน้อยกลับค่อย ๆ เจิ่งนองอยู่ที่พื้นอีกครั้ง

            ซ้ำช่วงจังหวะการออกดาบของคิมบีโฉมันไม่สะดุดลงเลยด้วยซ้ำไป!

             

            ผมรู้สึกเหมือนเสียแรงเปล่า และเหมือนการถูกต้อนของผมมันไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่นิดเดียว

            แต่ในตอนที่ผมกำลังถูกบีบให้จนมุมอยู่นั้น..

            คำสอนของผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ที่สอนผมเมื่อคืน..พลันผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่ต้องเชิญ

             

            มันไม่ใช่เรื่องของวิชาใหม่ ไม่ใช่กระบวนท่าลับอะไรทั้งนั้น

            แต่เป็นสิ่งที่พื้นฐานที่สุด.. การเข้าใจแก่นแท้ของปราณ และการอ่านกระแสพลังของอีกฝ่ายให้ขาด

            เสียงของผู้เฒ่าดังก้องอยู่ในหัวผมเหมือนเสียงกระซิบจากฟ้าที่มาตอนที่ผมกำลังหลงทาง

            ก็จริงอยู่..

            ที่ผ่านมา ผมฝึกปราณธาตุกับวิชากระบี่มาได้ค่อนข้างดี

            แต่ก็ด้วยตัวคนเดียวเป็นส่วนใหญ่

            ผมกับท่านพ่อบุญธรรมไม่ได้เจอกันมานานกว่าแปดเดือนแล้ว ที่ฝึกมาก็ล้วนมาจากตำราเก่า ๆ กับประสบการณ์จากห้องฝึก

            แต่คำพูดของผู้เฒ่าซุนเมื่อคืน มันเหมือนกุญแจที่ไขปมทั้งหมดในหัวผมออก

            ผมเริ่มมองเห็นกระแสปราณของคิมบีโฮได้ชัดเจนขึ้น มองเห็นช่องว่างเล็ก ๆ ที่ผมไม่เคยสังเกตมาก่อน

            ใช่..!

            นี่แหละคือสิ่งที่ผมขาด!

            สิ่งที่ผมต้องการมาตลอด เพื่อจะเปลี่ยนเกมนี้ให้กลับหัวกลับหาง!

             

            ผมเริ่มปรับลมหายใจให้สงบ พยายามเพ่งจิตลงไปให้ลึกกว่าที่เคย สัมผัสกระแสปราณวารีที่แผ่จากร่างของคิมบีโฮให้ละเอียดที่สุด เหมือนพยายามอ่านใจหมอนั่นผ่านกระแสพลังแทนการใช้เนตรจ้าวมังกร

            ผมเริ่มปรับปราณของตัวเองให้เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่ใช้กำลังบุกแบบตรง ๆ แต่ใช้มันอย่างยืดหยุ่น

            ใช้ความสามารถทั้งผมพลิกแพลงให้เป็นเหมือนสายน้ำที่รอซึมเข้าไปรอยร้าวแทนที่จะพุ่งทะลวง

            และผมตัดสินใจลองสิ่งที่ไม่เคยลองมาก่อน

            เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือตำรา..

            เป็นสิ่งที่ทุกคนทำไม่ได้ยกเว้นผม!

             

            “วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 4 กรีดผ่าเมฆา!”

            ผมเปล่งเสียงพร้อมฟาดกระบี่ออกไป คลื่นพลังที่อัดแน่นด้วยปราณธาตุพุ่งออกจากปลายกระบี่ แทนที่จะเป็นเพียงพลังธรรมดา

            กลับกลายเป็นเสี้ยวจันทร์พลังงานที่ทั้งเยือกเย็นและร้อนแรงในเวลาเดียวกันจากปราณอัคคีและปราณวารี

             

            พลังงานนั้นพุ่งเข้าใส่คิมบีโฮอย่างฉับไว ไม่ได้หวังให้การใช้ปราณผสานจะทำให้ผมชนะการประลองในรอบนี้

            เพียงหวังแค่ว่ามันจะทำให้หมอนั่นเสียจังหวะบ้าง

             

            คิมบีโฮมองคลื่นปราณผสานธาตุของผมด้วยดวงตาที่สั่นไหว

            ก่อนที่หมอนั่นจะรีบออกดาบฟันไปที่แผ่นพื้นสนามจนแตก แล้วจึงออกแรงเหวี่ยงขาเตะแผ่นพื้นสนามแผ่นที่หลุดล่อนนั่นไปทางคลื่นพลังปราณผสานรูปจันทร์เสี้ยวของผม

             

            ซึ่งช่วงจังหวะที่หมอนั่นต้องหันไปพะวงกับคลื่นพลังของผม..

            แค่นั้นก็พอให้ผมหายใจได้เต็มปอดสักครั้ง

             

            แต่ช่วงเวลานั้นมันก็แสนสั้น..

            ทันทีที่สามารถต้านยันคลื่นปราณของผมได้

            หมอนั่นก็เร่งพุ่งตรงเข้าหาผมอีกครั้ง

             

            พวกเรากลับมาผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างดุเดือด

            จังหวะของผมเริ่มเข้ารูปมากขึ้น ผมจับการเคลื่อนไหวของคิมบีโฮได้แม่นขึ้น วิชาที่ปล่อยออกไปเริ่มเจาะลึกและหนักแน่นกว่าเดิม

            แต่หมอนั่นก็มักจะหาวิธีใหม่ ๆ ในการเข้าทำเสมอ

            ดาบทาจิในมือยังเร็วเสมอต้นเสมอปลาย ผสานกับปราณวารีที่เยือกเย็นแบบโคตรจะจู่โจมทางจิตใจ

            มันบีบให้ผมต้องเร่งใช้พลังอย่างต่อเนื่อง แทบไม่มีโอกาสให้ถอนหายใจ

            การต่อสู้มันเข้าขั้นสูสีแบบแท้จริง ไม่มีใครเหนือกว่ากัน

            อีกปราณกระบี่ของพวกเราก็ยังโรมรันกันไม่หยุดหย่อน

             

            คิมบีโฮคงรู้แล้วว่าผมเริ่มจับทางมันได้มากขึ้นทุกที

            หมอนั่นเลยตัดสินใจอะไรบางอย่างที่ผมเองก็ไม่เข้าใจในตอนนั้น

            “ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งเหมันต์โอบนภา!”

            ทันทีที่เสียงนั้นหลุดออกจากปาก..

            ปราณวารีสีครามเข้มข้นแผ่ออกมาจากร่างของหมอนั่นเหมือนพายุที่พร้อมจะกลืนทุกอย่าง

            ดาบทาจิถูกฟาดเป็นวงกว้างกลางอากาศ!

            แล้วในพริบตา..

            สายลมเย็นจัดก็พัดทะลุผ่านสนามพร้อมเกล็ดน้ำแข็งนับไม่ถ้วนที่ลอยวนเหมือนจะเฉือนเนื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า

             

            ในพริบตาเดียว..

            กำแพงน้ำแข็งขนาดมหึมาผุดขึ้นจากพื้นสนามต่อหน้าต่อตาผม

            ล้อมรอบเวทีเอาไว้ราวกับปราการจากขั้วโลกเหนือ บดบังทำให้ผมไม่สามารถมองเห็นอะไรนอกจากเวทีประลองกับคิมบีโฮ

            นี่น่าจะเป็นวิชาที่หลินซินเคยพูดถึงแน่ ๆ

            วิชาที่มันเคยใช้กับยัยซากินั่น!

             

            ทันทีที่กำแพงน้ำแข็งปิดล้อมสมบูรณ์ ผมยังไม่ทันได้สูดลมหายใจเต็มปอด

            หมอนั่นก็ค่อย ๆ ลดดาบลงแล้วมองตรงมาที่ผม

            แววตาของคิมบีโฮเปลี่ยนไป ไม่ใช่สายตาของนักสู้ที่กำลังประเมินกันในสนาม

            แต่มันลึกกว่า เงียบกว่า และเต็มไปด้วยบางสิ่งที่ผมอธิบายไม่ได้ในทันที

            “เจ้าทำทั้งหมดไปเพื่ออะไร?”

            เสียงของคิมบีโฮเรียบ จนเงียบเกินไป

            แต่แรงกดดันที่แฝงมากับคำถามของเขากลับหนักจนผมรู้สึกเหมือนมีอะไรทับอยู่บนหน้าอก

             

            ผมสบตาหมอนั่นกลับไป โดยไม่หลบ ไม่ถอย ถึงในใจจะเต็มไปด้วยคำถาม

            แต่หน้าผมยังคงนิ่งไว้เหมือนเดิม

            “มันไม่ใช่เรื่องของเจ้า..!”

            เสียงที่ผมเปล่งออกมาไม่ได้ดังกึกก้อง แต่หนักแน่นพอจะบอกว่าผมจะไม่ถอย

            ไม่ใช่วันนี้!

            และไม่ใช่ตรงนี้!

             

            หมอนั่นยิ้มออกมาเล็กน้อย ไม่ใช่ยิ้มแบบเยาะเย้ย แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขมขื่นปนเจ็บลึก

            มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้ทันทีว่าเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่

            คิมบีโฮค่อย ๆ เอื้อมมือซ้ายไปถอดถุงมือที่มันสวมอยู่ที่มือขวาออก

            แล้วสิ่งที่เผยออกมา! มันทำให้หัวใจผมแทบหยุดเต้น

            เพราะบนหลังมือนั่น..!

            มันคือปานแดงรูปมังกรฟ้า!

             

            “แต่ว่าข้ามีความแค้นกับคนตระกูลห้าเสาหลัก..

            หากเหตุผลของเจ้าไม่ดีพอ..

            ก็จงยอมแพ้ไปซะ..

            หลิวเจี้ยน..”

            น้ำเสียงของคิมบีโฮตอนนั้น..

            มันนิ่งจนน่ากลัว

            แต่ในความน่ากลัวนั้น..

            มันก็เต็มไปด้วยเจตนาแน่วแน่แบบที่ไม่มีใครสั่นคลอนได้

             

            ผมยืนนิ่งราวกับถูกตอกไว้กับพื้น..

            สายตาผมยังจับจ้องไปที่ปานมังกรฟ้าบนข้อมือของเขา

            ไม่ใช่แค่เพราะตกใจ..

            แต่เพราะมันทำให้ทุกอย่างในหัวผมปั่นป่วนไปหมด