ทันทีที่ฮูจินตะโกนว่า 'เริ่มการประลองได้!'
ความเงียบก็ถาโถมลงมาบนสนามราวกับมีมือที่มองไม่เห็นปิดปากผู้ชมทั้งสนาม
เสียงฮือฮาของผู้ชมนับหมื่นหายวับไป..
เหลือเพียงเสียงลมหายใจของผมที่ดังอยู่ในหู..
ผมกับคิมบีโฮยืนประจันหน้ากันบนเวทีอย่างไม่ละสายตา
คลื่นปราณจากร่างของเราปะทะกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด
อากาศรอบกายเริ่มบิดเบี้ยวอย่างเห็นได้ชัด เย็นยะเยือกราวกับว่าทั้งเวทีกำลังจะกลายเป็นดินแดนของผู้วิเศษ
ไม่มีใครพูด ไม่มีใครรอสัญญาณ ทุกอย่างเกิดขึ้นในพริบตาเดียว
หมอนั่นขยับก่อน!
ผมเห็นร่างของคิมบีโฮทะยานเข้ามาเหมือนสายฟ้าฟาดในคืนพายุ
ทุกย่างก้าวของเขาแน่นหนักราว แต่กลับไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้า
มือขวาของหมอนั่นจับด้ามดาบทาจิไว้แน่น แล้วค่อย ๆ ชักออกมาเพียงครึ่งเดียว
เสียงกรีดของโลหะดังขึ้นท่ามกลางอากาศเย็นเฉียบ มันไม่ใช่เสียงธรรมดา แต่เป็นเสียงที่ทำให้ผมรู้ว่าหมอนั่นพร้อมจะทำให้ผมกองราบหากขวางทางมัน
ดาบของคิมบีโฮฟันลงมาเป็นแนวโค้งสุดหวาดหวั่นจนน่าโมโห..
แต่ก็งดงามเหมือนพู่กันสุดท้ายของจิตรกรบนผืนผ้าที่ชื่อว่า 'สนามประลอง'
ผมเบี่ยงตัวหลบในเสี้ยวพริบตา กระบี่กระแสธาราแทบจะพุ่งสวนออกไปโดยที่ผมไม่ต้องสั่ง
คมกระบี่กระแทกกับดาบทาจิกลางอากาศ เสียงดัง 'เคร้ง!' เสียดหูจนผมรู้สึกเหมือนเสียไวโอลินที่สายขาด
ไฟแลบจากแรงปะทะสาดเข้าตาเราทั้งคู่
ท่าทางของคิมบีโฮไหลลื่นอย่างไม่น่าไว้ใจ เขาหมุนตัวแล้วฟันเฉียงซ้ำลงมา
ผมไม่ตั้งรับตรง ๆ แต่เบี่ยงตัวตามแรงโน้มถ่วง แล้วสะบัดปลายกระบี่เบา ๆ ไปที่กลางสันดาบของหมอนั่น พอให้เปลี่ยนทิศการฟันให้ออกนอกทาง
เสียงเหล็กกระแทกกันดังอีกระลอก
จากนั้นทุกอย่างเริ่มเร็วขึ้นแบบไม่มีใครยั้งมือ
จังหวะของเรากลายเป็นเหมือนการร่ายรำที่มีเสียงขอโลหะเคาะประกอบฉาก
กระบวนท่าของบีโฮคมเหมือนสายฟ้า ส่วนกระบี่ของผมเฉือนลมเหมือนสายน้ำ
เราตวัดอาวุธใส่กันพร้อมเสียงฝีเท้าและเหล็กที่ประสานกันเป็นเพลงประหลาดกลางสนาม
คมดาบกับปลายกระบี่ของเราตวัดใส่กันราวกับบทกวีที่เขียนด้วยเลือด-!
ไม่สิ..
ด้วยชีวิตของพวกเรา!
คิมบีโฮรุกเข้ามาอีกครั้ง ดาบทาจิในมือของหมอนั่นเปลี่ยนจากท่ารุกแบบกดดัน กลายเป็นการฟันขวางตัดแนวลำตัว
เขาเหยียดแขนออกเต็มระยะ สะโพกหมุนตามแรงส่งอย่างแม่นยำ เสียงหวีดแหลมจากปลายดาบฉีกอากาศราวกับเสียงของยมทูต
ผมไม่รอให้มันเฉียดถึง!
เท้าของผมก้าวเข้าไปครึ่งก้าวเพื่อลดระยะ แล้วเหวี่ยงกระบี่จากล่างขึ้นเฉียงเฉียด
ด้านข้างกระบี่ผมพุ่งเข้ากระแทกใต้ข้อมือของหมอนั่น แต่ไม่ได้หมายจะตัดมือเขาทิ้ง
แต่เพื่อทำให้ดาบของหมอนั่นเบี่ยงทิศออกนอกทางอีกครั้ง
ทุกการเคลื่อนไหวของผมในตอนนั้น มันเร็วเกินกว่าสมองจะคิดสั่ง แต่ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามสัญชาตญาณและห้วงทำนองของการประชันฝีมือ
ไอ้คางบุ๋มผละหลบรวดเร็ว สะโพกขวาหมุน เท้าซ้ายถอยครึ่งจังหวะ เสี้ยววินาทีนั้น ดาบที่เบี่ยงทิศก็ผันเปลี่ยนเป็นจ้วงแทงเข้าหา
ทว่าร่างกายของผมมันก็ยังตอบสนองได้ทัน ผมกดข้อมือซ้ายลงเล็กน้อย ใช้หลังมือปัดไปที่สันดาบของหมอนั่น จนปลายดาบแฉลบเฉียดข้างเอวไป
จัวหวะนั้นผมสบโอกาส! หมุนกระบี่กลับตีโค้งไปด้านหลังของตัวเอง เสี้ยววิถัดมา คมอาวุธของเราก็ประสานกันอีกครั้ง
เสียงกระบี่ปะทะดาบดังก้องสะท้อนในหู จนรู้สึกเหมือนสนามประลองทั้งสนามหายไป เหลือแค่เสียงลมหายใจของเราสองคนเท่านั้น
ท่วงท่าของหมอนั่นเปลี่ยนอีกครั้ง จากฟันเฉียงเป็นแทงตรงสั้น ๆ ที่เร็วและหนักหน่วงผิดมนุษย์
มันขยับปลายเท้าเล็กน้อยเพื่อลดระยะ จากนั้นแทงดาบออกอย่างแม่นยำโดยไม่เสียการทรงตัว
ผมก้าวเฉียงเข้าหาในจังหวะเดียวกัน โน้มตัวต่ำ หวังให้ปลายดาบเฉียดหัวไป แล้วสะบัดปลายกระบี่สวนขึ้นแนวเฉียงจากล่างขึ้นบน
แรงเฉือนจากปลายกระบี่ของผมเฉียดผ่านคางมันไปเพียงเส้นผมเดียวจนเกือบจะสร้างรอยบุ๋มที่คางของหมอนั้นเพิ่มอีกรอย
คิมบีโฮถอยหมุนตัวออกห่าง ท่วงท่าเขาราวกับนักร่ายรำในเวทีที่ปูด้วยไฟ กระบวนดาบของเขาไม่มีลังเล รุกต่อรุก รุกซ้ำ ๆ จนผมแทบไม่ได้หายใจ
แต่ผมเองก็ไม่ใช่คนที่จะถอยง่าย ๆ เหมือนกัน
ผมตั้งท่าต่ำ ปลายกระบี่นิ่งสมชื่อกระแสธาราที่สงบ แต่ทุกครั้งที่ขยับ
มันเร็วพอจะเฉือนเรียกโลหิต!
บางครั้งผมสวนขึ้นด้วยแรงเหมือนพายุ บางครั้งก็เบาเหมือนสายน้ำซัดกระทบโขดหิน
เราผลัดกันรุก ผลัดกันรับ จังหวะแล้วจังหวะเล่า นี่มันไม่ใช่แค่การฟาดฟันเพื่อชนะ
แต่มันคือการร่ายรำแห่งศิลปะยุทธ์จริง ๆ
และผมรู้..
ว่าเราทั้งคู่ต่างบ่มสิ่งนี้มาเนิ่นนานจนเข้มข้น
ในตอนที่ประดาบกัน บีโฮมันก็ออกแรงใช้ฝักดาบดันเสยใส่ปลายคางของผมจนหมดถลาถอยไปครึ่งก้าว
ทว่าจังหวะต่อมา..
หมอนั้นก็ได้ย่อโน้มตัวลง ดาบทาจิของมันตอนนี้กลับเข้าไปอยู่ในฝักพร้อมด้วยพลังปราณที่เอ่อท้นออกมาดังสายนทีที่เชี่ยวกราก
“ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งดาบปิดนที”
ดาบของบีโฮถูกชักออกจากฝักด้วยความเร็วขนาดที่หูผมแทบไม่ได้ยินเสียง
ปราณวารีสีครามเข้มแผ่พุ่งออกมาเป็นเส้นแหลมคมเหมือนเคียวลมบางเฉียบ ฟาดเข้าหาผมโดยไม่มีการลังเลแม้แต่น้อย
ผมแทบมองไม่เห็นมันด้วยซ้ำ แต่มันกลับให้ความรู้สึกคมกริบราวกับจะเฉือนทุกอย่างที่ขวางหน้า
เสี้ยววินาทีนั้น ลมหายใจของผมแทบหยุด ไอเย็นของมันเหมือนจะแช่แข็งอากาศรอบตัว ทำให้ผมรู้สึกเสียวสันหลังราวกับมีมือยมทูตอ้าแขนรอรับอยู่
ผมไม่ได้นิ่งเฉย!
สัญชาตญาณนักสู้สั่งให้ร่างกายผมขยับเพื่อตอบสวน!
ใบกระบี่สีเทาควันบุหรี่สะท้อนแสงสลัว ๆ ภายในปราการปราณ
เสี้ยววินาทีนั้น ผมหมุนตัวหลบคมดาบของหมอนั่นแบบเฉียดฉิวสุด ๆ เส้นผมของผมรู้สึกได้เลยว่ามันเกือบจะโดนคลื่นวิชาของดาบนั่นฟันขาดไปแล้ว
ทันทีที่ร่างผมหันกลับมา ผมฟาดกระบี่สวนทันทีโดยไม่รีรอ
“วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 1 กลบฝังธารา!”
ผมฟาดกระบี่ออกไปด้วยแรงทั้งหมดที่มีในจังหวะนั้น!
ใช้วิชาของผมตอบสวนวิชาของหมอนั่นที่เฉียดเข้าใกล้คอผมให้เบี่ยงทิศ
เคร้ง!
เสียงโลหะกระแทกกันดังสนั่นจนหูผมอื้อไปหมด
ประกายไฟสีเงินระเบิดกลางอากาศเหมือนดวงดาวแตกกระจาย
คลื่นพลังของผมกับหมอนั่น..
คนหนึ่งร้อนระอุ อีกหนึ่งหนักแน่นดุจผืนธรณี ทั้ง ๆ ที่ต่างคนต่างใช้ออกด้วยปราณวารี
พื้นหินใต้เท้าแตกร้าวเป็นลายงาอย่างชัดเจน ผมรู้สึกได้ถึงแรงสะท้อนที่กระแทกขึ้นมาถึงปลายกระดูก
การปะทะครั้งนี้..
ทำให้ผมรู้ได้เลยว่าการประลองในรอบก่อน ๆ กับรอบนี้แตกต่างกันขนาดไหน
ผมไม่จำเป็นต้องมองไปรอบเวทีก็รู้ว่า เสียงซุบซิบพวกนั้นที่เคยด่าทอผมได้หยุดลงไปแล้ว
ทุกสายตาจับจ้องมาที่ผม..
ไม่ใช่ด้วยแววตาดูแคลนเหมือนตอนแรก
แต่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
แล้วก็เหมือนบีโฮมันจะรู้ว่าผมเองก็ไม่เหมือนคู่ประลองของมันในรอบก่อน ๆ
แววตาของมันดูเอาจริงขึ้น รอบตัวเองก็ปล่อยรัศมีปราณออกมาข่มยิ่งนานยิ่งมาก
“ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งกระเพื่อมในบึงเงา”
พรึบ!
ร่างของคิมบีโฮหายวับไปจากกรอบสายตาของผม
เหมือนเงาที่ถูกกลืนในความมืด
เกิดแอ่งน้ำเจิ่งนองอยู่บนพื้นสนามประลองจนเหมือนพวกเราสู้กันอยู่ขอบชายบึง
“เนตรจ้าวมังกร!”
ทันทีดวงตาของผมก็ได้เปลี่ยนไปตามที่ผมคุ้นเคย
กระแสกลิ่นอายพลังปราณต่างเห็นชัดในดวงตาคล้ายอสรพิษของผม
นัยน์ตาทั้งสองข้างพลันกวาดมองหา
ในที่สุดผมก็เห็นกระแสปราณบางอ่อนที่ตัดฉับอยู่อีกทางหนึ่ง
ในทันทีคิมบีโฮก็โผล่มาอีกทางจากทิศที่ผมไม่ทันตั้งรับ
การเคลื่อนไหวของหมอนี่แม่นยำเกินมนุษย์ แถมยังไร้เสียงราวกับนักลอบสังหารที่กำลังเล่นสนุกกับเหยื่อ
มือซ้ายของเขาไม่ว่างเปล่าอย่างที่คิด มันถูกใช้สนับสนุนการโจมตีและป้องกันอย่างลื่นไหลด้วยปอกดาบที่ใช้ปัดการโจมตีของผมด้วยท่าทีอ่อนนุ่ม
แต่น้ำหนักที่ส่งมานั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันรุนแรงจนน่าเหลือเชื่อ
“ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งเกล็ดสะท้านคลื่น “”
คราวนี้มันปล่อยคลื่นดาบบางเฉียบที่ซ่อนปราณวารีไว้ ฟาดมากับสายลมเยือกเย็น
คลื่นดาบนั้นแทบมองไม่เห็น แต่ผมสัมผัสได้ถึงไอเย็นเฉือนกระดูกที่แฝงอยู่ในทุกระลอก
ยิ่งผมเคลื่อนไหวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งโดนมันดักทางมากขึ้นเท่านั้น
คลื่นพวกนี้มันไม่ได้แค่โจมตี แต่เหมือนกับกับดักที่แอบวางไว้ทุกตารางนิ้วของสนามประลอง
ผมถูกบีบให้ถอยจนแทบไม่เหลือเวลาให้หายใจ
“วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 2 แยกปฐพี!”
ผมสะบัดกระบี่ออก ส่งคลื่นกระบี่กระแทกใส่หมอนั่นเต็มแรง หวังจะสกัดการเคลื่อนไหวให้ได้บ้าง
แต่เปล่าเลย..
คิมบีโฮหลบคลื่นนั้นราวกับมันไม่มีอยู่จริง
ตัวหมอนั่นดูเหมือนภาพลวงตาที่ไม่มีอะไรแตะต้องได้
ซ้ำนั้นยังไม่พอ
ผิวกายของผมรับรู้ได้ถึงสัมผัสกลิ่นอายปราณที่เฉือนคม
มันคือปราณกระบี่แห่งสำนักกระบี่สี่ขุนเขา!
ในทันทีผมพลันปลดปล่อยปราณกระบี่ออกไปเพื่อต้านยัน
รอบตัวของผมเกิดเสียงการเสียดสีของเหล็กแหลมคมสะท้อนก้องอยู่โดยรอบ
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรู้สึกได้ว่ารอบตัวของผมดูเป็นอันตรายมากที่สุด ราวกับการขยับพลาดเพียงนิดเดียวอาจทำให้ผมลงนอนจมกองเลือดของตัวเองได้
ไอ้คางบุ๋มมันบีบให้ผมร่นถอยต่อเนื่อง
ผมต้องคอยป้องกันตัวเองด้วยปราณกระบี่ฯ แถมยังต้องคอยรับการฟันดาบที่แรงจนทำให้มือของผมตอนนี้แทบจะไร้ความรู้สึก
ผมรู้สึกเหมือนพยายามปิดรูรั่วของเรือที่กำลังจมด้วยมือเปล่า
ผมเหล่ตามองไปที่แอ่งน้ำตรงพื้นที่บีโฮมันสร้างขึ้น
ในหัวพลันรู้และคิดออก
“วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 3 อสูรสูญ!”
กระแสธาราที่อัดแน่นไปด้วยพลังปราณของผมพลันฟาดใส่ลงไปในแอ่งน้ำที่เท้า
ตู้ม...!
แอ่งน้ำที่บีโฮสร้างขึ้นพลันถูกคลื่นพลังปราณและแรงกระแทกของวิชาของผมทำให้แตกกระเจิงหายไปในการฟันฉับเดียว
ตอนแรกผมก็คิดว่าวิธีนี้นั้นน่าจะได้ผล
ทว่า..
เพียงไม่กี่อึดใจต่อมาแอ่งน้ำที่ควรจะหายไปหรือเหลือน้อยกลับค่อย ๆ เจิ่งนองอยู่ที่พื้นอีกครั้ง
ซ้ำช่วงจังหวะการออกดาบของคิมบีโฉมันไม่สะดุดลงเลยด้วยซ้ำไป!
ผมรู้สึกเหมือนเสียแรงเปล่า และเหมือนการถูกต้อนของผมมันไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่นิดเดียว
แต่ในตอนที่ผมกำลังถูกบีบให้จนมุมอยู่นั้น..
คำสอนของผู้เฒ่าซุนต้าหลี่ที่สอนผมเมื่อคืน..พลันผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่ต้องเชิญ
มันไม่ใช่เรื่องของวิชาใหม่ ไม่ใช่กระบวนท่าลับอะไรทั้งนั้น
แต่เป็นสิ่งที่พื้นฐานที่สุด.. การเข้าใจแก่นแท้ของปราณ และการอ่านกระแสพลังของอีกฝ่ายให้ขาด
เสียงของผู้เฒ่าดังก้องอยู่ในหัวผมเหมือนเสียงกระซิบจากฟ้าที่มาตอนที่ผมกำลังหลงทาง
ก็จริงอยู่..
ที่ผ่านมา ผมฝึกปราณธาตุกับวิชากระบี่มาได้ค่อนข้างดี
แต่ก็ด้วยตัวคนเดียวเป็นส่วนใหญ่
ผมกับท่านพ่อบุญธรรมไม่ได้เจอกันมานานกว่าแปดเดือนแล้ว ที่ฝึกมาก็ล้วนมาจากตำราเก่า ๆ กับประสบการณ์จากห้องฝึก
แต่คำพูดของผู้เฒ่าซุนเมื่อคืน มันเหมือนกุญแจที่ไขปมทั้งหมดในหัวผมออก
ผมเริ่มมองเห็นกระแสปราณของคิมบีโฮได้ชัดเจนขึ้น มองเห็นช่องว่างเล็ก ๆ ที่ผมไม่เคยสังเกตมาก่อน
ใช่..!
นี่แหละคือสิ่งที่ผมขาด!
สิ่งที่ผมต้องการมาตลอด เพื่อจะเปลี่ยนเกมนี้ให้กลับหัวกลับหาง!
ผมเริ่มปรับลมหายใจให้สงบ พยายามเพ่งจิตลงไปให้ลึกกว่าที่เคย สัมผัสกระแสปราณวารีที่แผ่จากร่างของคิมบีโฮให้ละเอียดที่สุด เหมือนพยายามอ่านใจหมอนั่นผ่านกระแสพลังแทนการใช้เนตรจ้าวมังกร
ผมเริ่มปรับปราณของตัวเองให้เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่ใช้กำลังบุกแบบตรง ๆ แต่ใช้มันอย่างยืดหยุ่น
ใช้ความสามารถทั้งผมพลิกแพลงให้เป็นเหมือนสายน้ำที่รอซึมเข้าไปรอยร้าวแทนที่จะพุ่งทะลวง
และผมตัดสินใจลองสิ่งที่ไม่เคยลองมาก่อน
เป็นสิ่งที่อยู่นอกเหนือตำรา..
เป็นสิ่งที่ทุกคนทำไม่ได้ยกเว้นผม!
“วิชากระบี่โบยสวรรค์ ขั้นที่ 4 กรีดผ่าเมฆา!”
ผมเปล่งเสียงพร้อมฟาดกระบี่ออกไป คลื่นพลังที่อัดแน่นด้วยปราณธาตุพุ่งออกจากปลายกระบี่ แทนที่จะเป็นเพียงพลังธรรมดา
กลับกลายเป็นเสี้ยวจันทร์พลังงานที่ทั้งเยือกเย็นและร้อนแรงในเวลาเดียวกันจากปราณอัคคีและปราณวารี
พลังงานนั้นพุ่งเข้าใส่คิมบีโฮอย่างฉับไว ไม่ได้หวังให้การใช้ปราณผสานจะทำให้ผมชนะการประลองในรอบนี้
เพียงหวังแค่ว่ามันจะทำให้หมอนั่นเสียจังหวะบ้าง
คิมบีโฮมองคลื่นปราณผสานธาตุของผมด้วยดวงตาที่สั่นไหว
ก่อนที่หมอนั่นจะรีบออกดาบฟันไปที่แผ่นพื้นสนามจนแตก แล้วจึงออกแรงเหวี่ยงขาเตะแผ่นพื้นสนามแผ่นที่หลุดล่อนนั่นไปทางคลื่นพลังปราณผสานรูปจันทร์เสี้ยวของผม
ซึ่งช่วงจังหวะที่หมอนั่นต้องหันไปพะวงกับคลื่นพลังของผม..
แค่นั้นก็พอให้ผมหายใจได้เต็มปอดสักครั้ง
แต่ช่วงเวลานั้นมันก็แสนสั้น..
ทันทีที่สามารถต้านยันคลื่นปราณของผมได้
หมอนั่นก็เร่งพุ่งตรงเข้าหาผมอีกครั้ง
พวกเรากลับมาผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างดุเดือด
จังหวะของผมเริ่มเข้ารูปมากขึ้น ผมจับการเคลื่อนไหวของคิมบีโฮได้แม่นขึ้น วิชาที่ปล่อยออกไปเริ่มเจาะลึกและหนักแน่นกว่าเดิม
แต่หมอนั่นก็มักจะหาวิธีใหม่ ๆ ในการเข้าทำเสมอ
ดาบทาจิในมือยังเร็วเสมอต้นเสมอปลาย ผสานกับปราณวารีที่เยือกเย็นแบบโคตรจะจู่โจมทางจิตใจ
มันบีบให้ผมต้องเร่งใช้พลังอย่างต่อเนื่อง แทบไม่มีโอกาสให้ถอนหายใจ
การต่อสู้มันเข้าขั้นสูสีแบบแท้จริง ไม่มีใครเหนือกว่ากัน
อีกปราณกระบี่ของพวกเราก็ยังโรมรันกันไม่หยุดหย่อน
คิมบีโฮคงรู้แล้วว่าผมเริ่มจับทางมันได้มากขึ้นทุกที
หมอนั่นเลยตัดสินใจอะไรบางอย่างที่ผมเองก็ไม่เข้าใจในตอนนั้น
“ประกายครามแห่งเกล็ดมังกร หนึ่งเหมันต์โอบนภา!”
ทันทีที่เสียงนั้นหลุดออกจากปาก..
ปราณวารีสีครามเข้มข้นแผ่ออกมาจากร่างของหมอนั่นเหมือนพายุที่พร้อมจะกลืนทุกอย่าง
ดาบทาจิถูกฟาดเป็นวงกว้างกลางอากาศ!
แล้วในพริบตา..
สายลมเย็นจัดก็พัดทะลุผ่านสนามพร้อมเกล็ดน้ำแข็งนับไม่ถ้วนที่ลอยวนเหมือนจะเฉือนเนื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า
ในพริบตาเดียว..
กำแพงน้ำแข็งขนาดมหึมาผุดขึ้นจากพื้นสนามต่อหน้าต่อตาผม
ล้อมรอบเวทีเอาไว้ราวกับปราการจากขั้วโลกเหนือ บดบังทำให้ผมไม่สามารถมองเห็นอะไรนอกจากเวทีประลองกับคิมบีโฮ
นี่น่าจะเป็นวิชาที่หลินซินเคยพูดถึงแน่ ๆ
วิชาที่มันเคยใช้กับยัยซากินั่น!
ทันทีที่กำแพงน้ำแข็งปิดล้อมสมบูรณ์ ผมยังไม่ทันได้สูดลมหายใจเต็มปอด
หมอนั่นก็ค่อย ๆ ลดดาบลงแล้วมองตรงมาที่ผม
แววตาของคิมบีโฮเปลี่ยนไป ไม่ใช่สายตาของนักสู้ที่กำลังประเมินกันในสนาม
แต่มันลึกกว่า เงียบกว่า และเต็มไปด้วยบางสิ่งที่ผมอธิบายไม่ได้ในทันที
“เจ้าทำทั้งหมดไปเพื่ออะไร?”
เสียงของคิมบีโฮเรียบ จนเงียบเกินไป
แต่แรงกดดันที่แฝงมากับคำถามของเขากลับหนักจนผมรู้สึกเหมือนมีอะไรทับอยู่บนหน้าอก
ผมสบตาหมอนั่นกลับไป โดยไม่หลบ ไม่ถอย ถึงในใจจะเต็มไปด้วยคำถาม
แต่หน้าผมยังคงนิ่งไว้เหมือนเดิม
“มันไม่ใช่เรื่องของเจ้า..!”
เสียงที่ผมเปล่งออกมาไม่ได้ดังกึกก้อง แต่หนักแน่นพอจะบอกว่าผมจะไม่ถอย
ไม่ใช่วันนี้!
และไม่ใช่ตรงนี้!
หมอนั่นยิ้มออกมาเล็กน้อย ไม่ใช่ยิ้มแบบเยาะเย้ย แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความขมขื่นปนเจ็บลึก
มันเป็นรอยยิ้มที่ทำให้ผมรู้ทันทีว่าเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่
คิมบีโฮค่อย ๆ เอื้อมมือซ้ายไปถอดถุงมือที่มันสวมอยู่ที่มือขวาออก
แล้วสิ่งที่เผยออกมา! มันทำให้หัวใจผมแทบหยุดเต้น
เพราะบนหลังมือนั่น..!
มันคือปานแดงรูปมังกรฟ้า!
“แต่ว่าข้ามีความแค้นกับคนตระกูลห้าเสาหลัก..
หากเหตุผลของเจ้าไม่ดีพอ..
ก็จงยอมแพ้ไปซะ..
หลิวเจี้ยน..”
น้ำเสียงของคิมบีโฮตอนนั้น..
มันนิ่งจนน่ากลัว
แต่ในความน่ากลัวนั้น..
มันก็เต็มไปด้วยเจตนาแน่วแน่แบบที่ไม่มีใครสั่นคลอนได้
ผมยืนนิ่งราวกับถูกตอกไว้กับพื้น..
สายตาผมยังจับจ้องไปที่ปานมังกรฟ้าบนข้อมือของเขา
ไม่ใช่แค่เพราะตกใจ..
แต่เพราะมันทำให้ทุกอย่างในหัวผมปั่นป่วนไปหมด