ปราณ จอมคนเหนือพิภพ ภาคปฐมบท

    บทที่ 31 เมื่อความจริงปรากฏ

    บทที่ 31

    เมื่อความจริงปรากฏ

     

           “เออ...ก็ได้ค่ะ ท่านปรมาจารย์อาบุญ!”

     

           แล้วสองสาวก็แสดงโค้งคำนับเล็กน้อย

     

           “ไม่ใช่...ไม่ใช่ ไม่ต้องมีปรมาจารย์มันฟังประหลาดพิกลนะหลานเดือนหลานดาว”

     

           “อ้า...ค่ะ! ท่านอาบุญ”สองแฝดทำหน้าเขินอายเล็กน้อยแล้วเรียกใหม่

     

           “ฮ่าๆๆๆ เยี่ยมเลยวันนี้ถือเป็นวันดีอีกหนึ่งวันที่ข้ามีความสุขที่สุดนอกจากว่าจะได้กระบวนท่าใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งกระบวนท่ายังได้ลูกศิษย์รุ่นใหม่อย่างเธียรธวัช และยังมีหลานสาวเพิ่มมาอีกสองคนช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดีนัก ถ้าเช่นนั้นวันนี้ข้าจะขอเลี้ยงทุกท่านเพื่อเป็นการยินดีต่อมิตรภาพที่แน่นแฟ้นนี้แม้ว่าข้ากับท่านเสนาภาคย์จะทำงานร่วมกันมานานหลายปีแต่ยังไม่เคยได้มีโอกาสได้กินเลี้ยงอย่างกันเองเสียที”

     

           “แหม...ท่านปรมาจารย์บุญก็กล่าวเกินไปครับ”

           “ไม่ต้อง...ไม่ต้องกล่าวเช่นนั้นในเมื่อข้าและวรรณมีหลานสาวเพิ่มขึ้นมาท่านทั้งสองก็ควรจะเรียกข้าสองคนว่าน้องได้แล้วนะครับท่านพี่ทั้งสอง”

     

           ปรมาจารย์บุญลุกขึ้นยืนแล้วโค้งคำนับท่านเสนาภาคย์และแม่นายอัมพุชาเพราะในความเป็นจริงแล้ว ทั้งเสนาภาคย์และภริยาต่างก็มีอายุมากกว่านายช่างบุญและอาจารย์วรรณ

     

           เสนาภาคย์และภริยารีบลุกขึ้นยืนตอบอย่างรวดเร็วอย่างเสียมิได้ ที่โดนจู่โจมแบบนี้

     

           “เออ...เอาแบบนั้นก็ได้ น้องบุญ-น้องวรรณ!”

     

           แล้วทั้งหมดก็หัวเราะออกมา

     

           “เออ...แล้วที่บุญว่า...ได้กระบวนท่าใหม่คือยังไงหรือ? ใบหน้าอิ่มเอิบมีความสุขมากกว่าที่ข้าเคยเห็นมาเสียอีก!”

     

           ท่านเสนาเอ่ยถามเพราะเห็นสีหน้าของปรมาจารย์ในวันนี้ มีความสุขเป็นพิเศษ

     

           จากนั้นจึงเล่าวีรกรรมการคิดค้นกระบวนท่าใหม่ของปราณโดยบังเอิญให้กับเสนาภาคย์และภริยาฟังทั้งหกคนที่มาใหม่ ได้รู้ถึงความสามารถของปราณจึงพากันตื่นเต้นและชื่นชมกับความสามารถที่เกินอายุอย่างแท้จริง

     

            เด็กน้อยปราณยังมีความสามารถอะไรซ่อนอยู่อีกทุกคนก็ไม่สามารถประเมินได้คงต้องรอดูความสามารถที่เขาจะแสดงออกมาเรื่อยๆ

             

           “ข้าว่า...ปีนี้โรงเรียนมหรรณพาลัยต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่แน่ๆในรอบ 100 กว่าปี ที่ผ่านมาไม่มีความเปลี่ยนแปลงอะไรกับอาณาจักรของเรามานานแล้ว”

     

           “ข้าก็เห็นด้วยกับความคิดของท่านเสนาครับ!นี่ขนาดแค่สามสัปดาห์เอง ปราณยังก้าวหน้าไปแบบข้าสองคนก็ยังตกใจไม่หายวันนี้ยังจะมีเรื่องใหม่อีก ข้าอึ้งไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบแล้วครับ” ขรรค์ส่ายหัวช้าๆแบบไม่อยากจะเชื่อ ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย

             

           หลังจากที่การฝึกเสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้วท่านปรมาจารย์ยุทธ์เรียกให้นายทหารเตรียมรถม้าคันใหญ่สองคันเพื่อจะเดินทางไปทานมื้อเย็นในตัวเมือง เพื่อฉลองให้กับมิตรภาพที่งดงามโดยให้เด็กๆ ทั้งหกนั่งร่วมกันไปหนึ่งคัน ส่วนอีกคันก็เป็นของผู้ใหญ่ทั้งสี่

     

    **********

     

           ณ ร้านอโยดาราชากุ้งเผาร้านกุ้งเผาที่ใหญ่โตและคับคั่งด้วยบรรดาเสนาอำมาตย์ทั้งหลายรวมถึงบรรดาชนชั้นสูงในเมืองเมื่อบริกรเห็นปรมาจารย์บุญและพวกมากันร่วมสิบ จึงรีบวิ่งมาต้อนรับ ผู้คนภายในร้านต่างกล่าวทักทายผู้ใหญ่ทั้งสี่ด้วยความเคารพศรัทธา

     

           ‘ไม่น่าเชื่อว่าท่านพ่อ-ท่านแม่ท่านลุง-ท่านป้า จะมีผู้คนให้ความเคารพขนาดนี้ตำแหน่งหน้าที่การงานของพวกท่านช่างยิ่งใหญ่และมีอำนาจยิ่งกว่าท่านเจ้าเมืองเชียงคลองเสียอีกไม่น่าเชื่อว่าแค่เป็นระดับเสนาในเมืองหลวงจะได้รับการนอบน้อมถึงเพียงนี้...นี่เราเป็นลูกของท่านจริงๆ หรือ?’

     

           ปราณมองเห็นผู้คนที่ลุกขึ้นยืนทักทายผู้ใหญ่ทั้งสี่แต่ต้องฝ่าด่านอีกหลายโต๊ะ กว่าจะเดินถึงห้องพิเศษที่ไว้รับรองแขกระดับอำมาตย์ขึ้นไป

     

           อาหารชั้นเลิศ โดยเฉพาะกุ้งแม่น้ำตัวมหึมาซึ่งหาที่ไหนไม่ได้ ถูกวางบนโต๊ะ ปราณมองด้วยความตื่นเต้นเขาไม่เคยเห็นกุ้งตัวใหญ่ขนาดนี้

     

            เนื้อกุ้งสดๆเด้งๆ ราดซอสเข้มข้นพร้อมควันฉุย น่าทานยิ่งนัก สมแล้วที่บอกว่ากุ้งแม่น้ำแห่งเมืองอโยดาเป็นกุ้งขึ้นชื่อที่สุดในอาณาจักรไชยคราม เมนูแต่ละอย่างล้วนยิ่งใหญ่อลังการ จัดเรียงอย่างสวยงาม เพลานี้ไม่มีใครพูดคุยได้ยินแต่เสียงเครื่องมือการกินแทน

             

           ช่วงเวลาแห่งมื้อเย็นผ่านไปอย่างรวดเร็วเวลาบนโต๊ะอาหารที่เนิ่นนาน ทั้งหมดกลับรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เพราะคนทั้งหมดต่างเอร็ดอร่อยกับเมนูอันหลากหลายจนลืมเวลา

     

           “อ้าว...สวัสดีครับท่านเสนา...แม่นายอัมพุชา...ท่านปรมาจารย์บุญและอาจารย์วรรณ”

     

           ชายสูงอายุประมาณ 60 กว่าๆแต่งกายดี ผมขาวทั่วทั้งศีรษะ ร่างท้วมเล็กน้อยหนวดเคราสีขาวที่ตัดแต่งอย่างประณีต ท่าทางยังแข็งแรง แต่งกายสวยงามแสดงความมีฐานะ ลุกขึ้นทักทายผู้อาวุโสทั้งสี่ ด้วยความนอบน้อม

     

           “ไม่คิดว่าจะเจอท่านคหบดีวิโรจน์ที่นี่ด้วยสบายดีไหมครับ?”  ปรมาจารย์บุญกล่าวรับแล้วพยักหน้า

     

           “ก็ตามอัตภาพแหละครับท่าน...ว่าแต่วันนี้มากันเยอะเลยนะครับเนี่ยนับว่าเป็นโชคดีของข้าและภริยาที่ได้เจอท่านทั้งหลายที่นี่”

     

           คหบดีวิโรจน์ โค้งศีรษะให้ความเคารพอีกครั้งภริยาที่อายุไล่เลี่ยกัน จึงลุกขึ้นยืนแสดงความเคารพบ้างแม้เธอจะมีรูปร่างค่อนข้างอวบอ้วน แต่ก็ยังมองเห็นถึงความสวยได้อย่างชัดเจน

     

           “ไม่ต้องเกรงใจ เชิญพวกท่านตามสบาย”

     

           ปรมาจารย์บุญกล่าวจบก็เดินนำทั้งหมดออกจากร้านคหบดีวิโรจน์รีบวิ่งตามออกมา

     

           “เออ...เดี๋ยวครับ!! ทุกท่าน”

     

           “ว่ายังไงล่ะท่านคหบดี?” 

     

           “ก็มากันเยอะแบบนี้ท่านเสนาภาคย์จะไม่แนะนำให้ข้าน้อยได้รู้จักหน่อยหรือครับเผื่อมีอะไรที่ข้าพอจะช่วยเหลือพวกท่านได้ก็ยินดีทุกเมื่อ...ช่วยพวกท่านเรื่องเล็กน้อยสำหรับข้าครับ!”

           “ฮ่าๆๆๆๆ ท่านก็กล่าวเกินไปท่านทำงานให้ซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีนอกใน จ่ายฤชากรครบถ้วนก็เท่ากับได้ช่วยทางการเป็นอย่างดีแล้วไม่ต้องช่วยเหลืออะไรที่เกินหน้าที่ของท่านหรอก!”

     

            ท่านเสนาภาคย์รู้นิสัยใจคอของคหบดีวิโรจน์มานานเขามิใช่คนที่จะหวังดีอะไรจริง เพียงแต่ต้องการเกาะคนมีอำนาจบารมีเพื่อให้ตัวเองได้มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

     

            “แหะๆๆ ท่านเสนาก็กล่าวเกินไปครับ ข้ายินดีให้ความช่วยเหลือจากใจจริงครับมิได้ต้องการอะไรเพิ่มเติม แค่นี้ข้าก็พอใจแล้วขอให้ข้าได้แสดงน้ำใจแก่พวกท่านบ้าง ก็จะเป็นความกรุณาอย่างที่สุดครับ”

             

            ถ้อยคำเจรจาที่หวานหูเช่นนี้อาจจะเป็นที่ชื่นชอบของเสนาอำมาตย์บางคน แต่กับสกุลฤชากร หาเป็นเช่นนั้นไม่

             

            “พวกเขายังเด็กๆ กันอยู่เลย ไม่มีเหตุอันใดที่จะต้องรบกวนท่านกันหรอก!”

             

           คหบดีวิโรจน์มองแฝดหนุ่มและปราณกับเธียรธวัชเพราะไม่คุ้นหน้า แล้วเอ่ยถามทันทีไม่มีรีรอ

           “หนุ่มแฝดและคุณหนูทั้งสอง ข้ามิเคยเห็นแสดงว่าพวกท่านเพิ่งจะมาที่เมืองอโยดาเป็นครั้งแรก”

     

           “ใช่แล้วกล่าวมิผิดหรอก แฝดหนุ่มชื่อแสง-ขรรค์โสมศัตรา ส่วนคุณหนูในชุดสีฟ้าชื่อเธียรธวัช เป็นหลานชายของข้าเพิ่งมาจากเมืองน้ำโพสองแคว ส่วนคุณหนูอีกคนชื่อปราณ เป็นบุตรชายของท่านปรมาจารย์บุญและอาจารย์วรรณเพิ่งมาจากเมืองเชียงคลอง”

     

           “เออ...ท่านว่ายังไงนะครับ?...มะ...มะ...มาจากเมืองเชียงคลองหรือ?”

     

           “ใช่แล้ว...ท่านสงสัยอะไรหรือ? ท่านคหบดีวิโรจน์ โชติชัชวาล! ปราณเป็นบุตรชายคนเดียวของข้าเขาอยู่เมืองเชียงคลองตั้งแต่เกิด มาที่นี่เพราะได้ทุนมาเรียนที่มหรรณพาลัย!”

     

           ท่านปรมาจารย์บุญพูดช้าๆแต่หนักแน่นแล้วจากนั้นจึงพูดต่อ

     

           “ท่านตกใจอะไรหรือ?...ดูสิเหงื่อท่านแตกเชียว?”

     

           “มะ...มะ...มะ...ไม่มีอะไรครับ!สะ...สะ...สะ...สวัสดีครับคุณหนูปราณ”

           จู่ๆ คหบดีวิโรจน์ ก็แสดงบทบาทคนติดอ่างไปเสียเฉยๆท่าทางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นอบน้อมเด็กน้อยปราณผิดกับเมื่อครู่ที่มีสีหน้าสดชื่นดีใจ

     

           “ท่านก็กล่าวเกินไปครับท่านคหบดีวิโรจน์ข้าเป็นแค่เด็กตัวเล็กๆ เอง มิต้องแสดงท่าทีขนาดนั้นก็ได้ครับ”

     

           “เออ...มิได้ครับคุณหนูเป็นบุตรชายของท่านปรมาจารย์บุญ ที่ใครๆในเมืองอโยดาต่างก็ให้ความเคารพนบนอบ เมื่อรู้ว่าท่านปรมาจารย์มีบุตรชายก็ต้องให้ความเคารพมิต่างกันสิครับ”

     

           คหบดีวิโรจน์น้อมศีรษะตลอดการพูด ไม่กล้าสบตาผู้ใด

     

           “ถ้าเช่นนั้นข้า...เออ...ข้าไม่รบกวนพวกท่านแล้วนะครับเดินทางกลับโดยปลอดภัยครับ”

     

           คหบดีวิโรจน์ โค้งคำนับทุกคนอีกครั้งแล้วรีบเดินไปที่โต๊ะอย่างรวดเร็ว

     

           “เขาเป็นอะไรของเขากัน? ข้างงกับท่าทางของเขาเมื่อครู่ก็ยังดูสดชื่น แต่พอได้ยินชื่อข้าท่าทีก็เปลี่ยนไป!”

           ปราณพูดไปก็ขมวดคิ้ว เธียรธวัชก็เช่นกัน

     

            “นั่นสิครับ ข้าก็งงเหมือนปราณนั่นแหละ เขาเป็นอะไรของเขากัน?”

             

           “ฮ่าๆๆๆๆ ไม่ต้องงงหรอกเด็กๆ”

     

           ท่านเสนาหัวเราะร่วน แล้วก็อธิบายให้ฟัง

     

           “คหบดีวิโรจน์ เป็นพี่ชายของคหบดีวิรัตน์โชติชัชวาล ซึ่งเป็นพ่อของแม่นายรัตนาภรณ์ภริยาสมุหเสนาแก่นนครแห่งเมืองเชียงคลองไง!”

     

           ถึงตอนนี้ทุกคนพยักหน้าเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างดี

     

           “ข้าเดาว่า เรื่องของปราณคงมาถึงที่อโยดาแล้วแต่ไม่มีใครตามหาตัวเจอ และคหบดีวิโรจน์นี่แหละที่ได้ข่าวเป็นคนแรกก่อนที่จะส่งข่าวให้บรรดาลูกน้องช่วยกันตามหาปราณและแสง-ขรรค์แต่ก็คงหาตัวไม่เจอ...ตอนนี้เจอแล้ว ก็ต้องอึ้งเพราะเขาคิดไม่ถึงว่าปราณจะเป็นลูกชายของปรมาจารย์บุญกับอาจารย์วรรณ”

     

           “พี่ภาคย์คาดเดาได้แม่นยำยิ่งนัก ข้าก็คิดเช่นท่านชื่อเสียงของข้าสองคน จะมีเพียงนักฌานยุทธ์และบรรดาผู้คนในเมืองนี้เท่านั้นที่รู้สถานะที่แท้จริง ส่วนคนต่างเมือง ไม่มีใครรู้ เพราะข้าไม่ชอบเปิดเผยตัวตน”

     

           ปรมาจารย์บุญโอบร่างของปราณเข้ามากอด

     

           “เป็นแบบนี้ก็ดีเรื่องที่คิดร้ายต่อปราณจะได้หมดไปเสียที วันนี้ถือเป็นวันดีของครอบครัวข้าเสียจริงพวกเรากลับกันเถอะ พรุ่งนี้เด็กๆ ต้องตื่นไปเรียนกันแต่เช้า”

     

    **********

     

           “อ้าว!! ท่านพี่!!!ทำไมท่านทำหน้าอย่างนั้นเสียล่ะคะ?”

     

           “ก็...เออ...เจ้ารู้ไหมว่าไอ้เจ้าเด็กปราณที่น้องเล็กของข้าบอกให้ช่วยตามหาแล้วให้ช่วยจัดการฆ่ามันให้ตายพร้อมครุยุทธ์แฝดอะไรนั่นน่ะมันเป็นบุตรชายของปรมาจารย์บุญกับอาจารย์วรรณ!”

     

           คหบดีวิโรจน์เล่าให้ภริยาฟัง ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีอาหารมื้อนี้ที่ดูท่าจะอร่อยคงกร่อยลงอย่างถนัด เมื่อภริยาทราบดังนั้นก็ตกใจไม่แพ้สามี

           “แล้ว...แล้วท่านพี่จะทำยังไงต่อไปดีล่ะ?”

     

           “ข้าก็คงต้องหยุดทุกอย่าง ขืนช่วยน้องเล็กมีหวังกิจการของเราได้พังพินาศเป็นแน่ ยิ่งตอนนี้ดูท่าแล้วเสนาภาคย์กับปรมาจารย์บุญจะสนิทกันมากกว่าแต่ก่อน คงไม่เป็นการดีแน่ๆเราอยู่อโยดามาแทบทั้งชีวิตไม่เคยสร้างเรื่องเดือดร้อนใดๆขืนงานนี้ทำตามที่น้องเล็กขอร้อง มีหวัง....”

     

           “ถ้าอย่างนั้นท่านพี่จะกังวลอะไรเราก็ส่งข่าวไปบอกสิว่าเราไม่ทำแล้ว เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยถามไปด้วยว่าเจ้าเด็กปราณที่เขาว่ามานั้น มันใช่เด็กปราณคนเดียวกับที่เราเจอหรือเปล่า?”

     

           คหบดีวิโรจน์พยักหน้าเชื่อคำภริยาพวกเขาดำเนินกิจการขนส่งทั่วทั้งเมืองและยังลามไปเกือบทั่วอาณาจักรแม้จะมีเส้นสายคนมีอำนาจหนุนหลังแต่เรื่องนี้ไม่มีเหตุผลหนักมากพอที่จะเล่นงานคนอื่นโดยเฉพาะกับคนที่เกี่ยวพันกับชนชั้นสูงหรือคนของทางการ

     

           ถ้าปราณเป็นเด็กสามัญชนจริงดังที่วิรัตน์กล่าวมาก็ไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะจัดการให้เด็กน้อยหายไปจากมหาพิภพอย่างถาวรแต่ในความเป็นจริงตอนนี้ มันไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว

     

           แม้ว่าสกุลโชติชัชวาลจะกระทำเรื่องไม่ดีเหล่านี้มาอย่างมากมายแต่ทุกเรื่องก็สามารถจบได้ด้วยเงินและผู้เสียหายหรือผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยินดีกับเงินจำนวนมหาศาลที่สกุลโชติชัชวาลพร้อมมอบให้เพื่อเป็นค่าปิดปากไม่สืบสาวหาความกับใครๆ หรือว่าใครเป็นผู้บงการ

     

           นี่เป็นงานใต้ดินนอกกฎที่สกุลโชติชัชวาลรับทำอยู่เสมอ เพราะได้เงินดี พวกเขาจะใช้เส้นสายที่มีรวมถึงลูกน้องที่กระจายด้วยทั่วทั้งอาณาจักรให้ช่วยจัดการเรื่องไม่ถูกต้องเหล่านี้

     

            จึงไม่ใช่เรื่องยากในการจะลอบสังหารใครคนใดคนหนึ่งซึ่งมักจะทำให้เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็ไม่มีใครเอาความเพราะไม่มีพยานหลักฐานที่จะเอาผิดใดๆ  

             

           แต่กับปราณ ไม่ใช่เรื่องง่ายแบบนั้นถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกของปรมาจารย์บุญซึ่งยังกินตำแหน่งผู้อาวุโสสามแห่งเมืองอโยดาอีกด้วยไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะใช้เงินปิดปากเฉกเช่นคนทั่วไป การปลีกตัวออกมาไม่ขอข้องเกี่ยว จึงเป็นทางออกเดียวที่ทำให้วิโรจน์ปลอดภัยจากเรื่องนี้

     

           “ถ้าไอ้เจ้าเล็กมันอยากจะทำ ก็ให้มันมาจัดการเองเรื่องนี้ข้าไม่ขอข้องเกี่ยวเด็ดขาด!”

     

    นิยายแนะนำ