ชาวบ้านต่างเฮโลกันมาที่บ้านของหลี่ฟู่กุ้ยจนเจ้าตัวตกอกตกใจ แต่พอเห็นสถานการณ์ชัดเจนแล้วก็รีบหลีกทางให้คนเข้ามาในบ้าน
“น้ำอุ่นสุราแรง กรรไกร ผ้าฝ้าย ไหมฝ้าย เข็ม ไฟ!” หมิงเป่าจูไม่พูดพร่ำทำเพลง พอเข้ามาในบ้านก็บอกสิ่งที่ตนเองต้องการทั้งหมด
หลี่ฟู่กุ้ยชะงักไปชั่วขณะหนึ่งแต่ก็นับว่ามีปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็ว พยักหน้ารัวๆ พลางรับปากอย่างรวดเร็ว“อ้อๆ มีครบหมด! เทียนไขได้หรือไม่?”
เขาไม่แน่ใจจริงๆจึงเอ่ยถามขึ้นมา ไฟอย่างอื่นคงไม่สะดวกที่จะนำมาใช้
“ได้!”
หลี่ฟู่กุ้ยมองหัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่ด้านหลังนางกับชาวบ้านจำนวนมากก็ไม่กล้าชักช้า รีบจัดเตรียมทุกอย่าง โชคดีที่เขาเป็นพวกคอทองแดงชอบดื่มสุราเป็นชีวิตจิตใจ อย่างอื่นไม่มีก็ช่าง ขอแค่มีสุราแรงก็เพียงพอ
เขาจัดการรวดเร็วยิ่งเพิ่งจะช่วยกันยกหลี่ไหวฺอวี้ขึ้นไปบนเตียงหมาดๆ ของทุกอย่างก็เตรียมเสร็จพร้อมสรรพหมิงเป่าจูก้มลงตรวจสอบ พบว่าของครบถ้วนแล้ว
จึงเริ่มจากใช้ผ้าฝ้ายชุบน้ำอุ่นเช็ดคราบเลือดรอบบาดแผลพยายามไม่ให้สัมผัสถูกบาดแผลอย่างเต็มที่
หลี่ไหวฺอวี้ลืมตาขึ้นมองหมิงเป่าจูใบหน้าไม่มีสีเลือดแม้แต่น้อย
“ต่อไปอาจเจ็บมากท่านทนเอาหน่อยนะ”
หมิงเป่าจูพูดโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามองก่อนขบริมฝีปากแน่น นางไม่กล้าเงยหน้า เพราะกลัวว่าจะเห็นสีหน้าทรมานของหลี่ไหวฺอวี้
“อืม”
หลี่ไหวฺอวี้ขานรับเบาๆน้ำเสียงฟังดูเรียบเฉย ไม่มีอาการกัดฟันขณะตอบกลับมา ทำให้หัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะของหมิงเป่าจูสงบลงมาก
นางราดสุราเข้มลงบนมือของตนเองก่อนจากนั้นถึงราดลงบนบาดแผล สุราสามารถฆ่าเชื้อโรคได้ ซ้ำยังช่วยให้รู้สึกชาได้อีกด้วย
หมิงเป่าจูเห็นได้ชัดว่ากล้ามเนื้อหน้าท้องของเขาเกร็งขึ้นมาแต่สุดท้ายก็ไม่เปล่งเสียงร้องสักคำ นางขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็เร่งมือให้เร็วขึ้น
ร้อยเข็มกับด้ายนำเข็มไปลนไฟ จากนั้นก็พูดกับหลี่ฟู่กุ้ยว่า “มีดอกหลงจ่าวจินหรือไม่?”
“มะ...ไม่มี” หลี่ฟู่กุ้ยถึงกับพูดติดอ่างด้วยความตกใจ
นี่คงมิได้แกล้งกันใช่หรือไม่เขาก็แค่หมอในหมู่บ้านธรรมดาๆ คนหนึ่ง สมุนไพรทั่วไปยังเตรียมให้ครบไม่ได้ด้วยซ้ำยังมาถามหายาวิเศษสำหรับรักษาแผลภายนอกอย่างดอกหลงจ่าวจินกับเขาอีกหรือ
แน่นอนว่าหมิงเป่าจูไม่ได้ตั้งใจจะสร้างความลำบากให้เขาเพียงแค่ถามขึ้นมาเฉยๆ หากที่นี่มีย่อมประหยัดเวลาและสะดวกมากขึ้น แต่เมื่อไม่มี...
ขณะกำลังจะเงยหน้าขึ้นมองน้องชายก็ได้ยินหมิงเป่าอวี้เอ่ยขึ้นว่า “พี่หญิง ข้าจะกลับไปเอา และจะรีบกลับมาทันที!”
เขาช่วยรดน้ำมานานขนาดนี้ดอกหลงจ่าวจินเป็นสมุนไพรที่ธรรมดาที่สุดในบรรดาสมุนไพรทั้งหมด เขาจำได้แน่นอนหมิงเป่าจูพยักหน้า ก้มหน้าลงมือต่อไป
หมิงเถี่ยจู้โหดเหี้ยมจริงๆมีดสั้นกรีดหน้าท้องของหลี่ไหวฺอวี้เป็นแผลยาวเกือบยี่สิบเซนติเมตร ลึกหนึ่งเซนติเมตร
ระหว่างทางที่พามามีเลือดไหลไม่หยุดชาวบ้านหลายคนที่ตามมาดูเหตุการณ์ พอเห็นฉากนี้แล้วก็หน้าซีด ไม่กล้าเดินเข้ามาดูใกล้ๆ
“ไม่ต้องกลัวคิดเสียว่าเย็บถุงผ้าขาดๆ ใบหนึ่งก็ได้” หลี่ไหวฺอวี้เห็นนางรีรอไม่ลงมือสักทีจึงเอื้อมมือมาจับแขนนางไว้
หมิงเป่าจูขำพรืดออกมาสีหน้าผ่อนคลายในชั่วพริบตา ถุงผ้าขาดๆ อะไรกัน มีใครเปรียบเปรยตนเองเช่นนั้นบ้าง
แต่รอยยิ้มปรากฏขึ้นเพียงชั่วพริบตาหลังจากนั้นก็กลับมาจริงจังเหมือนเดิม แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่ามือของตนเองมีเลือดหล่อเลี้ยงไม่เย็นเฉียบเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว
ทุกคนต่างอ้าปากตาค้างมองดูหมิงเป่าจูดันบาดแผลทั้งสองข้างเข้ามาประสานกันอย่างระมัดระวังปลายเข็มเงินเส้นเล็กๆ แทงทะลุผิวหนัง เชื่อมต่อกับอีกด้านหนึ่ง แล้วเย็บติดกันจริงๆเหมือนกับงานเย็บปักถักร้อยไม่มีผิด
แต่นี่มันเนื้อมนุษย์เชียวนะทำเช่นนี้ได้จริงหรือ
คนในหมู่บ้านเล็กๆไหนเลยจะเคยเห็นวิธีการรักษาแบบนี้ ต่างพากันซุบซิบเสียงเบาบางคนถึงกับเป็นลมล้มพับไปตั้งแต่ตอนที่หมิงเป่าจูลงเข็มแล้ว
อย่าว่าแต่ชาวบ้านแม้แต่หลี่ฟู่กุ้ยก็ไม่เคยเห็น วันนี้ได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ
“พวกเจ้าออกไปกันก่อนเถอะ”
หัวหน้าหมู่บ้านอายุมากแล้วพอเห็นภาพนองเลือดเช่นนี้ก็อดกระอักกระอ่วนไม่ได้ อีกอย่างเขารู้ว่าหมิงเป่าจูต้องการความสงบอย่างแน่นอนกลัวว่านางจะถูกรบกวน จึงไล่ทุกคนออกไป
เสียงดังจอแจในห้องค่อยๆเลือนหายไป เหลือเพียงเสียงหายใจหอบถี่ของหลี่ไหวฺอวี้ที่ชัดเจนเป็นพิเศษ
จะไม่เจ็บได้อย่างไรกันเล่าความรู้สึกชาจากแอลกอฮอล์ย่อมไม่สามารถคงอยู่ได้นานและได้ผลดีเท่ากับยาสลบสมัยปัจจุบันยิ่งนางลงมือช้าเท่าไร ผิวหนังก็จะยิ่งรู้สึกเจ็บปวดเท่านั้น
“ซี้ด!”
บนหน้าผากของหลี่ไหวฺอวี้มีเหงื่อเม็ดละเอียดผุดพรายและค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นเหงื่อเม็ดใหญ่เท่าเมล็ดถั่วไหลลงมา ในที่สุดก็ทนไม่ไหวเปล่งเสียงร้องออกมา
ทั้งที่การเย็บแผลเป็นแค่เรื่องง่ายๆเมื่อก่อนตอนอยู่ในห้องผ่าตัด เคยทำมานับครั้งไม่ถ้วน แม้จะหลับตาก็ยังทำได้แต่ตอนนี้ เวลาน่าจะผ่านไปหนึ่งก้านธูป[1]แล้วกระมัง
“ใกล้จะเสร็จแล้วท่านทนอีกนิด”
ความเจ็บปวดทรมานของหลี่ไหวฺอวี้ชัดเจนขึ้นตามระยะเวลาที่ยาวนานออกไปผ้าปูเตียงถูกแรงมือเขาขยุ้มจนขาดไปแล้ว
“เหตุใดถึงมารับแทนข้า?”
หมิงเป่าจูถามเสียงเบาขณะเย็บมาจนเกือบถึงปลายบาดแผลแล้ว อีกประมาณหนึ่งเซนติเมตรก็จะแล้วเสร็จ
ในใจอยากถามข้อกังขานี้มาโดยตลอดเพียรบอกกับตนเองว่าอย่าวอกแวก แต่พอเห็นว่างานใกล้จะเสร็จก็อดถามขึ้นมาไม่ได้
ด้วยฝีมือของเขาสามารถหลบได้โดยสิ้นเชิง
“ขนาดมีข้าอยู่เขายังกล้าลงมือ ช่างไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาจริงๆ!”
คำพูดนี้ของหลี่ไหวฺอวี้แม้จะฟังดูยโสโอหังไปบ้างแต่ก็กล่าวไม่ผิด
สุดรู้ได้ว่าหมิงเถี่ยจู้ประเมินความสามารถตนเองสูงเกินไปหรือถูกบีบบังคับจนต้องทุบหม้อจมเรือ[2]แม้จะรู้ว่ามีหลี่ไหวฺอวี้อยู่ อาจจะทำร้ายนางไม่สำเร็จ มิหนำซ้ำสุดท้ายตนเองก็อาจต้องติดคุกก็ยังดันทุรังหวังจะฆ่าหมิงเป่าจูให้ตาย
แต่กลับไม่ได้ตอบคำถามของนางโดยตรง
หมิงเป่าจูนิ่งเงียบหลี่ไหวฺอวี้เองก็ไม่พูดอะไร
ผ่านไปครู่ใหญ่นางก็ได้ยินเสียงตะกุกตะกักอย่างลังเลของหลี่ไหวฺอวี้จากเหนือศีรษะอีกครั้ง“ไม่ได้คิดอะไรเลย”
หมิงเป่าจู“อืม”
หลี่ไหวฺอวี้“...”
อืม? อืมหมายความว่าอย่างไร?
“ข้าเป็นบุรุษมีแผลเป็นทิ้งไว้ก็ไม่เป็นไร สตรีอย่างเจ้าถ้ามีแผลเป็นก็คงแต่งงานไม่ออกแล้ว”หลี่ไหวฺอวี้พูดเสริม
หมิงเป่าจู“อืม”
นางไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะพูดอย่างไรดีเหมือนมีความคาดหวังอยู่เล็กๆ แต่ไม่รู้ว่าคาดหวังสิ่งใด
ตามมาด้วยความเงียบอีกระลอกผ่านไปชั่วครู่…
“หมิงเป่าจูเจ้า...”
หลี่ไหวฺอวี้เอ่ยปากอย่างกระอักกระอ่วนดูเหมือนอยากจะถามอะไรบางอย่าง แต่น่าเสียดายยังพูดไม่จบ หมิงเป่าอวี้ก็กลับมาพร้อมกับดอกหลงจ่าวจิน
“พี่หญิงข้าเอาดอกหลงจ่าวจินมาแล้ว” หมิงเป่าอวี้ใช้มือประคองสมุนไพรที่ยังมีดินติดอยู่มาหนึ่งต้น
“ในตู้ยามีโกร่งบดยาอยู่บดดอกหลงจ่าวจินให้ละเอียด ผสมไป๋เหมา[3]กับหงจี้[4]ลงไปเล็กน้อย”
ไป๋เหมากับหงจี้มีสรรพคุณห้ามเลือดและลดการอักเสบอยู่แล้วเมื่อผสมกับดอกหลงจ่าวจินยังช่วยสมานแผลให้ฟื้นฟูเร็วขึ้นด้วยได้ผลดีกว่ายาพอกรักษาแผลชนิดอื่นๆ
หมิงเป่าจูสั่งน้องชายเสร็จในที่สุดก็เงยหน้าขึ้นมองหลี่ไหวฺอวี้แวบหนึ่ง “เมื่อครู่ท่านอยากพูดอะไรหรือ?”
หลังผูกปมด้ายเส้นสุดท้ายเสร็จก็หยิบกรรไกรขึ้นมา ตัดด้ายส่วนเกินออก
นางจำได้ว่าก่อนที่เป่าอวี้จะเข้ามาเหมือนได้ยินเขาพูดอะไรบางอย่าง แต่ตอนนั้นนางกำลังจดจ่ออยู่กับการผูกปมสุดท้ายจึงได้ยินไม่ชัดเจนนัก
คิ้วของหลี่ไหวฺอวี้ขมวดเข้าหากันเป็นปมมองไปที่หมิงเป่าจูอยู่นาน สุดท้ายก็ถอนหายใจ “หมิงเป่าจู เจ้าช่างมือหนักยิ่งนัก!”
“แล้วข้าต้องอ่อนโยนกับถุงผ้าขาดๆใบหนึ่งด้วยหรือ?”
หมิงเป่าจูตกตะลึงไปชั่วขณะที่แท้เขาก็อยากบอกแบบนี้นี่เอง นางรู้สึกฉุนจนหัวเราะออกมา ไม่ตกประหม่าเหมือนก่อนหน้านี้อีกก่อนโต้กลับแกมประชด
เชิงอรรถ
[1] หนึ่งก้านธูป(一炷香)คือเวลาประมาณ 30 นาที
[2] ทุบหม้อจมเรือ(破釜沉舟) หมายถึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะทำให้ถึงที่สุดโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดพร้อมเสียสละทุกอย่างเพื่อชัยชนะ มีที่มาจากยุทธการที่จวี้ลู่ศึกนั้นฝ่ายเซี่ยงอวี่ (ฉู่ป้าหวัง) หมายต่อต้านราชวงศ์ฉิน ทว่ามีกำลังน้อยกว่าเมื่อข้ามแม่น้ำแล้วจึงสั่งให้ทุบหม้อข้าวแล้วจมเรือของตนเองเสียเพื่อปลุกขวัญทหาร ให้สู้ตายไม่ยอมถอย จนกระทั่งมีชัยชนะฝ่ายฉินในที่สุด
[3] ไป๋เหมา(白茅) คือหญ้าคา มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Imperata cylindrica
[4] หงจี้(红蓟) หรือ Ageratum conyzoidesL เป็นพืชในวงศ์ทานตะวัน ดอกเป็นช่อตามง่าม ดอกคล้ายสาบเสือแต่ดอกเล็กและกลีบสั้นกว่า ทุกส่วนของต้นมีกลิ่นฉุนใบและบริเวณส่วนยอดของลำต้นเป็นสมุนไพร ใบแก้ไข้หวัด เจ็บคอ ปวดบวมตามข้อห้ามเลือด