ตอนที่ 13 แม่บัวขาวฮวาโหรวหลาน
ตอนที่ 13 แม่บัวขาว[1]ฮวาโหรวหลาน
อิ่งเม่ยกล่าวจบก็ยื่นมือไปกุมมือชิวเอ๋อร์เอาไว้ ใบหน้างามล้ำปรากฏรอยยิ้มบางอย่างอ่อนล้า “องค์ชายรอง หม่อมฉันเกิดรู้สึกไม่สบายขึ้นมา ต้องขอทูลลาก่อนเพคะ”
ไม่รอให้เชียนหงเยี่ยนกล่าวอะไรอีก อิ่งเม่ยหมุนกายด้วยท่วงท่าระเหิดระหง แต่ในเวลานั้นเอง เสียงเล็กเสียงหนึ่งก็ดังมาจากสวนด้านนอก พร้อมกับกลิ่นหอมจางๆ ของมะลิลอยเข้ามา
“หงเยี่ยน มาแล้วเหตุใดไม่บอกข้าสักคำ”
เสียงมาถึงก่อนคน อิ่งเม่ยได้ยินเสียงนุ่มนิ่มกัดกระดูกนี้เข้าก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวไปหมด นางถึงกับเกิดความรู้สึกหวั่นกลัวขึ้นในจิตใจ อิ่งเม่ยขมวดคิ้วมุ่น นางทราบดีว่า ความหวั่นกลัวนี้ไม่ใช่ความรู้สึกของนาง นี่น่าจะเป็ความรู้สึกที่หลงเหลืออยู่ในจิติญญาก่อนหน้านี้
แค่จากข้อนี้ก็นึกภาพได้เลยว่า เมื่อก่อนเ้าของร่างหวาดกลัวเ้าของเสียงนี้ถึงเพียงไหน
อิ่งเม่ยหันข้าง ปรายตามองไปทางหญิงสาวที่เดินตรงเข้ามาหาเชียนหงเยี่ยนด้วยรอยยิ้มหยาดเยิ้มพร้อมแววตาประกายความรักอย่างไม่ปิดบัง
นางสวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีขาวนวลลายเรียบง่าย ท่อนบนเป็ลวดลายมงคลเล็กๆ เต็มไปหมด ชุดด้านนอกเป็ผ้าโปร่งติดดอกไม้เล็กๆ สีแดงเข้ม ผ้าโปร่งบางถักทอเป็ลายโบตั๋น รวบเป็ทบหลวมๆ อยู่บนบ่า ทิ้งชายลงมาถึงครึ่งแขน ผ้าแพรคาดเอวสีเหลืองสายหนึ่งรัดเอวอ้อนแอ้นเอาไว้
ใบหน้าขาวละเอียดอ่อนแต่งหน้าบางๆ ยิ่งขับเน้นดวงตาทั้งคู่ให้เรียกิญญาผู้คนกว่าเดิม คิ้วเรียวจมูกโด่งเชิดงาม ริมฝีปากแดงสดใส ปอยผมยาวสองข้างทิ้งตัวอยู่บนอกพลิ้วตามสายลมพัด ช่างงามเย้ายวนชวนให้คิดเตลิดไกลยิ่งนัก
ที่ชวนให้ผู้คนไม่อาจต่อต้านยิ่งกว่าก็คือ รอยยิ้มอบอุ่นนุ่มนวลยิ่งของอีกฝ่าย ต่อให้เป็ธารน้ำมรกตยามฤดูใบไม้ผลิยังไม่อ่อนโยนเทียบเท่านางได้เลย
ต่างจากฮวาอิ่งเม่ยที่งามเฉิดฉันสะดุดตา ขณะที่ฮวาโหรวหลานรูปโฉมงามนุ่มนวลสบายตา ไม่ทำให้ผู้คนรู้สึกถึงแรงกดดันเลยแม้แต่น้อย
นางมีรูปลักษณ์เป็เลิศ งดงามใจดีมีเมตตา ดูเหมือนคำสรรเสริญถึงความดีงามทั้งหลายล้วนมารวมกันที่นางทั้งสิ้น
โฉมวิลาศเลื่องระบือตราบกาลนาน แม้นสัตบงกชแย้มกลีบยังได้อาย!
นี่เป็บทกลอนที่ปัญญาชนในยุคนี้แต่งขึ้นเพื่อสรรเสริญความงามของฮวาโหรวหลาน แต่ไม่มีใครเลยที่ทราบว่า ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกนี้ของนาง ได้เก็บซ่อนดวงจิตเช่นไรเอาไว้
จุดจบของฮวาอิ่งเม่ยในยามนี้ มีสาเหตุกว่าครึ่งที่มาจากคนตรงหน้า!
เ้าของร่างถูกคนเยาะหยันว่ามีเพียงรูปโฉมแต่ไร้สมอง ถูกคนค่อนแคะว่าเป็สวะขลาดเขลา จะมีใครที่เข้าใจถึงจิตใจและความสามารถแท้จริงที่เก็บซ่อนอยู่ในร่างนี้
คนที่ยังกินไม่อิ่มท้องทั้งถูกข่มเหงรังแกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจะมีจิตใจแต่งกลอนเขียนหนังสือ ชื่นชมทิวทัศน์ความงามของบุปผาอยู่ได้อย่างไรกัน!
ที่ผ่านมาอิ่งเม่ยปรารถนาจะหลีกหนีไปจากจวนตระกูลฮวา นางเข้าใจผิดว่าเชียนหงเยี่ยนคือพระโพธิสัตว์ที่มาช่วยให้นางหลุดพ้นจากทะเลทุกข์ กระทั่งวาระสุดท้ายก็ต้องสิ้นหวังเมื่อพบว่า เขาไม่ใช่พระโพธิสัตว์ที่มาช่วยให้นางจากไป แต่เป็พญามารที่ผลักนางลงสู่ห้วงอเวจีต่างหาก
ดังนั้นนางตายแล้ว ะโน้ำฆ่าตัวตายเพราะหมดสิ้นความหวัง
หากการละเลยทอดทิ้งของฮวาจวิ้นหยางเป็จุดเริ่มต้นของเื่ทั้งหมด อย่างนั้นหญิงร้ายชายเลวที่อยู่ตรงหน้าคู่นี้ ก็คือสาเหตุสำคัญสุดที่นำพาโศกนาฏกรรมมาสู่ชีวิตฮวาอิ่งเม่ย
‘ฮวาอิ่งเม่ย เ้าวางใจได้ ข้าจะไม่ปล่อยพวกเขาไปแน่ ไม่เอาไว้อย่างแน่นอน!’
ฮวาอิ่งเม่ยคนปัจจุบันมองดูรอยยิ้มที่มุมปากของฮวาโหรวหลาน แววตาสาดประกายเย็นเยียบ ยามนี้นางนึกภาพได้เลยว่า เมื่อเชียนหงเยี่ยนได้กุมอำนาจ ขึ้นครองบัลลังก์เมื่อใด ก็คือจุดเริ่มความตกต่ำของจวนตระกูลฮวาและตระกูลจ้าว ต่อเมื่อเขากวาดล้างทั้งสองจนสิ้นซากแล้ว ก็จะถึงคราวฝันสลายของฮวาโหรวหลาน
ไม่มีฮ่องเต้องค์ไหนจะยอมให้ขุนนางมีคุณูปการเหนือตน ไม่ว่าจะจงรักภักดีแค่ไหน ก็เป็เสี้ยนหนามตำคอเขาอยู่ดี
ตำแหน่งฮองเฮา พระมารดาแห่งแผ่นดิน ฮวาโหรวหลาน เ้าอย่าได้คิดฝันไปเลย!
“โหรวหลาน เหตุใดเ้าถึงมาได้ล่ะ” เมื่อเทียบกับน้ำเสียงตื่นเต้นดีใจระคนเยาะหยันของฮวาโหรวหลาน เสียงของเชียนหงเยี่ยนกลับฟังดูเรียบเฉยมาก เห็นชัดว่าเขาไม่พอใจกับการปรากฏกายของอีกฝ่ายนัก
“หงเยี่ยน ข้า...แค่อยากมาพบหน้าท่าน” ฮวาโหรวหลานอยู่ข้างกายเชียนหงเยี่ยน รับรู้ได้ถึงน้ำเสียงที่เย็นลงเล็กน้อยของเขา ดวงตาหยาดเยิ้มทั้งคู่ก็เป็ประกายน้ำตาวาววับขึ้นมา
อิ่งเม่ยหันกลับมาได้เวลาพอดี ได้เห็นประกายน้ำตาของฮวาโหรวหลาน นางเหยียดยิ้มออกมา
ต้องบอกว่าฮวาโหรวหลานนับได้ว่าเป็หญิงสาวที่ฉลาดผู้หนึ่ง รู้จักหลบเลี่ยงไม่ปะทะคมมีดโดยตรง แต่แสร้งทำตัวอ่อนแอน่าสงสาร ผู้ชาย...ไม่ว่าจะยุคสมัยโบราณหรือปัจจุบัน ส่วนใหญ่ล้วนชอบหญิงสาวที่นุ่มนิ่มอ่อนแออยู่บ้างกันทั้งนั้น
“เอาน่า ร้องไห้ทำไมกัน” เชียนหงเยี่ยนตวัดสายตาลึกล้ำกวาดผ่านฮวาโหรวหลานไป น้ำเสียงกลับอ่อนลงกว่าเดิมไม่น้อย
อิ่งเม่ยมองสำรวจท่าทีออดอ้อนกันของทั้งสอง มุมปากเหยียดยกไม่เชิงยิ้ม พวกดาราเบอร์ใหญ่ในชาติก่อนนับเป็อะไรได้ มาดูนี่สิ สองคนนี้ถึงจะเรียกว่านักแสดงขนานแท้ล่ะ
หญิงสาวเรียกร้องความเห็นใจ ชายหนุ่มแสร้งมอบใจ ช่างน่าดูชมเสียจริง
หางตาของฮวาโหรวหลานกวาดมาเห็นอิ่งเม่ยที่ยืนอยู่ข้างหนึ่ง แอบยิ้มเยาะในใจ ไม่คิดจะใส่ใจแม้แต่น้อย
ดวงตาหยาดเยิ้มของนางจับจ้องไปที่เชียนหงเยี่ยน ชั่วครู่จึงรั้งสายตาที่บอกถึงความรักเปี่ยมล้นกลับมา คล้ายกับเพิ่งพบเห็นอิ่งเม่ย แสร้งกล่าวว่า “โอ๊ะ ที่แท้พี่หญิงใหญ่ก็อยู่นี่ด้วย ดูข้าสิ ไม่น่าเลยจริงๆ”
น้ำเสียงเย้ยหยัน สายตาดูแคลน ฮวาโหรวหลานแสดงออกถึงคำว่า ‘คนเลวนั่งแท่น’ ได้อย่างแจ่มแจ้ง
ดวงตาหงส์ของอิ่งเม่ยกวาดไปยังเชียนหงเยี่ยนที่นั่งอยู่ด้านข้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงประชดอย่างไม่ปิดบัง “ไม่เป็ไรหรอก ยากนักที่น้องหญิงจะได้พบกับชายในดวงใจ ดีใจจนลืมมารยาทไปบ้างก็เป็เื่ธรรมดา”
เชิงอรรถ
^ ในที่นี้ใช้ในความหมายประชดว่า เป็นคนเสแสร้ง เปลือกนอกดูใสซื่อบริสุทธิ์ ดีงามแต่ภายในคิดร้าย เลวทราม