รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    ปรมาจารย์นักปรุงโอสถขั้นที่สี่ (จบเล่มสอง จักรพรรดินีโอสถแห่งยุคสมัย)

            สถานการณ์ทุกอย่างบนเวทีถูกถ่ายทอดสดออกไปจนทั่วประเทศผ่านช่องทางออนไลน์เฉพาะของเหล่าผู้ฝึกตน ผู้กำกับหวังสามารถเก็บบันทึกทุกเหตุการณ์ที่เกิดโดยไม่ขาดหายไปแม้แต่ช็อตเดียว

             

            ภาพที่จอมดาบปรมาจารย์เจิ้งเหรินอี้ปรากฏตัวครั้งแรกสามารถเรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมที่ไม่ได้อยู่ที่สมาคมในตอนนั้นได้อย่างง่ายดาย

             

            โดยเฉพาะฉากที่ผู้ชมแหวกเป็นทางขณะที่ชายชราเดินตรงไปยังเวทีมันช่างดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง!

             

            แต่สิ่งที่ทำให้มันกลายเป็นประเด็นร้อนแรงจนโลกออนไลน์แทบจะระเบิดก็คือการระเบิดพลังอย่างกะทันหันของปรมาจารย์เจิ้ง  ภาพที่หอประชุมตกอยู่ในความวุ่นวายตัวอาคารถึงขนาดสั่นเบาๆไปจนถึงการกู่ร้องครั้งสุดท้ายมันดูน่าเหลือเชื่อราวกับกำลังชมภาพยนตร์

             

            เมื่อรวมกับความจริงที่ว่าบาดแผลร้ายแรงที่อยู่กลางหลังของชายชราค่อยๆสมานจนหายดีราวกับใช้เวทมนตร์ และที่สำคัญที่สุดคือการที่ระดับพลังของปรมาจารย์เจิ้งเหรินอี้พุ่งขึ้นมาพรวดพราดจนแม้แต่เจ้าตัวยังประหลาดใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมที่ไม่ได้มาดูสดๆรู้สึกเหมือนกำลังถูกหลอกลวง ขนาดที่มีบางคนออกมาโจมตีชุมนุมของเหล่าผู้ฝึกตนว่าทำการตัดต่อจนเกินจริง

             

            มันจะมีโอสถใดๆในโลกนี้ที่มีสรรพคุณสูงขนาดนั้นจริงเหรอ!

             

            “...นี่มันน่าเหลือเชื่อเกินไป”

             

            “ใช่ ถ้ามีโอสถที่ขนาดทำให้ปรมาจารย์คนหนึ่งพลังเพิ่มสูงขึ้นถึงสองขั้นย่อยได้ในอึดใจเดียวก็คงจะมีแต่โอสถในตำนานแล้ว!”

             

            “ถ้ามันแค่ช่วยรักษาบาดแผลนั้นเฉยๆฉันยังเชื่อนะแต่การที่สามารถเพิ่มพลังให้ผู้ใช้ด้วยนี่มันก็เกินไป...”

             

            “มันเพิ่มพลังแค่ชั่วคราวหรือเปล่า?”

             

            “ฉันก็คิดว่าอย่างนั้น...ถ้ามันทำให้ผู้ฝึกตนทะลวงผ่านได้จริงๆโลกยุทธภพได้ลุกเป็นไฟเพราะโอสถเม็ดนั้นแน่ๆ!”

             

            พวกเขาถกเถียงกันอย่างเผ็ดร้อน  ความคิดเห็นล่าสุดนั้นคือความจริงที่สุด

             

            หากในยุคสมัยนี้มีโอสถที่มีสรรพคุณมหาศาลมากมายขนาดนั้น  ไม่ว่าใครก็ย่อมให้ความสนใจมันสามารถดึงดูดตัวตนระดับปรมาจารย์ด้วยกันให้เริ่มทำสงครามแย่งชิงได้เลยด้วยซ้ำ!

             

            การเพิ่มพลังได้สองขั้นย่อยอาจจะดูไม่มากแต่ความจริงไม่ใช่เลย ในยุคที่พลังฝึกตนถดถอยลงมาขนาดนี้เพียงหนึ่งขั้นย่อยของระดับปรมาจารย์ก็สามารถกดข่มกันได้ระดับหนึ่งแล้ว

             

            ไม่เช่นนั้นกองทัพที่มีพลเอกซึ่งมีพลังฝึกตนปรมาจารย์ระดับกลางถึงสี่คนยังไม่นับรวมท่านจอมพลที่ไม่ค่อยปรากฏตัวขึ้นมาบ่อยนักก็คงจะไม่สามารถควบคุมโลกของผู้ฝึกตนให้อยู่ในความเรียบร้อยแบบนี้ได้

             

             

            “...ไม่ใช่มันไม่ใช่ชั่วคราว ฉันกำลังอยู่ในงาน มันไม่ใช่การเพิ่มพลังชั่วคราวแน่ๆ”

             

            ความคิดเห็นหนึ่งโผล่ออกมาแย้งขณะที่แนบรูปเป็นการยืนยันมาให้ด้วย

             

            “พลังของปรมาจารย์เจิ้งทั้งเสถียรและสมบูรณ์แม้แต่ตอนที่ไม่ได้ปล่อยออกมาแต่แค่แรงกดดันก็ยังรุนแรงกว่าตอนแรกที่เขามาเสียอีก!”

             

            การยืนยันคล้ายๆกันนี้เกิดขึ้นหลายครั้งพวกเขาล้วนบอกว่าตนเองกำลังอยู่ในงานในเมื่อเหล่าคนที่ไปเห็นเองกับตาจำนวนมากออกมาพูดขนาดนี้แล้วเหล่าผู้ชมผ่านโลกออนไลน์จึงได้แต่แสดงความอึ้งและทึ่งออกมา

             

             

            หลิวเยี่ยนเฟยกำลังนั่งอยู่ในห้องทำงานคอมพิวเตอร์ตรงหน้าเขากำลังถ่ายทอดสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ขาดตกบกพร่องพลเอกหนุ่มกุมขมับอย่างเหนื่อยใจเมื่อเห็นวีรกรรมที่ท่านปรมาจารย์ไป่ก่อขึ้น

             

            “ท่านพลเอกครับ...”จิ้นหลิงกลืนน้ำลายอึกขณะที่หันไปมองหัวหน้าใหญ่ของตัวเอง

             

            “ถ้ามีใครมาหาผมบอกไปว่าผมไม่อยู่...”

             

            ชายหนุ่มถอนหายใจเขาสามารถจินตนาการถึงความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ได้เลย โอสถที่ล้ำค่าพลิกสวรรค์ขนาดนี้กองทัพและพวกเบื้องบนไม่มีทางอยู่เฉยๆแน่

             

            แล้วใครล่ะที่พวกนั้นจะมาหาก่อน

             

            แน่นอนว่าต้องเป็นเขาไงล่ะ!

             

            หลิวเยี่ยนเฟยมองขวดยาในมือยาที่ปรมาจารย์ลู่ชิงหลอมให้ก่อนจะหายตัวไปยังเหลืออยู่ไม่มาก  หรือว่าเขาควรจะหาขออ้างลาพักร้อนไปสักพักดีไหมเนี่ย?

             

             

             

            นอกจากหลิวเยี่ยนเฟยแล้วย่อมมีขุมอำนาจอีกหลายฝ่ายที่กำลังเพ่งเล็งโอสถพลิกสวรรค์ฟื้นชะตาอยู่เช่นเดียวกันสี่ตระกูลใหญ่เริ่มเคลื่อนไหวรวมไปถึงตระกูลหานของหานจุนโป๋ที่มีข้อขัดแย้งกับไป่ฟานเซียนก่อนหน้านี้ด้วย

             

            “คุณพ่อพวกเราจะทำยังไงดี”

             

            หานเจิ้นตงหันไปถามบิดาที่กำลังนั่งอยู่ข้างหน้าต่างของโรงแรมแห่งหนึ่งในหมู่บ้านใต้เมฆา ภายใต้เสื้อคลุมของชายชรานายใหญ่ตระกูลหานนั้นมีบาดแผลที่ยังไม่หายดีจากการปะทะครั้งล่าสุดใบหน้าของเขาขาวซีดเล็กๆเพราะอาการบาดเจ็บแต่แรงกดดันระดับปรมาจารย์ที่แผ่ออกมาจากร่างยังเป็นเครื่องยืนยันว่าเขายังมีอำนาจในฐานะปรมาจารย์คนหนึ่งอยู่!

             

            พวกเขาเฝ้ารอให้หมอเทวดาออกมาจากการฝึกตนได้สองวันแล้วแต่ข่าวคราวของหมอเทวดากลับยังคงเงียบสนิทแม้แต่ลูกศิษย์ของเขาก็ยังให้คำตอบที่แน่นอนไม่ได้ควานวุ่นวายบางอย่างกำลังเกิดขึ้นภายในหมู่บ้านใต้เมฆานี้

             

            “หมอเทวดายังไม่ออกมา...?”ชายชราพึมพำเบาๆ

             

            “ครับแม้แต่พวกระดับสูงในหมู่บ้านก็เริ่มร้อนรนแล้ว พวกเขากังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหมอเทวดาหรือเปล่า...”หานเจิ้นตงพยักหน้ารับขณะรายงานสถานการณ์ที่เขาไปสืบมาให้ฟัง

             

             หานจุนโป๋ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจอาการบาดเจ็บของเขาถ้าปล่อยทิ้งไว้มันต้องเป็นปัญหาแน่นอน ขนาดยารักษาหรือสมุนไพรล้ำค่าจำนวนมากที่เขาหาได้จากอำนาจตระกูลหานก็ยังทำได้เพียงบรรเทาอาการไปวันๆเท่านั้น

             

            “พลิกสวรรค์ฟื้นชะตา...ถ้าเป็นยาเม็ดนั้น...”หานเจิ้นตงพูดขณะที่สายตากำลังจับจ้องไปยังหน้าจอที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ในหอประชุมอยู่แผลเรื้อรังที่หลังของจอมดาบเจิ้งเหรินอี้ยังสามารถรักษาให้หายได้ในพริบตา  อาการบาดเจ็บของพ่อเขาก็น่าจะรักษาได้ด้วยยานั้นเช่นกัน

             

            “แกคิดว่าไป่ฟานเซียนจะยอมยกยาเม็ดนั้นให้ฉันรึไง?”

             

            หานจุนโป๋ถามลูกชายอย่างหงุดหงิด

             

            “นางไม่มีทางยอมแน่ๆ...แต่ถ้าเรากดดันจนนางยอมล่ะครับ?”หานเจิ้นตงหันไปถามบิดาของตนด้วยรอยยิ้มมีเลศนัยบนใบหน้า ชายชราตระกูลหานที่ได้ยินประโยคของลูกชายก็แววตาสว่างวาบ

             

            “ในวันนั้นนอกจากเซี่ยวยี่ที่ไปบ้านตระกูลถังยังมีใครอีก?”

             

            “ติงคังหมิงจากตระกูลติงพวกกองทัพหน่วยเหยี่ยวดำ แล้วก็มีคุณชายจากตระกูลอี้อีกหนึ่งคนด้วยครับ...”หานเจิ้นตงทวนความจำแล้วไล่ออกมาทีละชื่อ

             

            “ตระกูลอี้ที่มีชื่อเสียงเรื่องการปรุงโอสถ...แล้วก็เป็นคู่แข่งตระกูลถังใช่ไหม?”

             

            “ใช่ครับ...หรือว่าคุณพ่อจะ?”ชายวัยกลางคนเบิกตากว้าง เขามองใบหน้าของบิดาที่เริ่มปรากฏรอยยิ้มที่มุมปาก

             

            “ติดต่อพวกเขา  โดยเฉพาะตระกูลอี้  พวกนั้นน่าจะสนใจเรื่องนี้ไม่น้อยเลยล่ะ...”

             

            หานจุนโป๋มองลูกชายที่ออกจากห้องไปทำตามคำสั่งทันทีบาดแผลภายในทำให้เขาไอแล้วกระอักเอาเลือดออกมากองหนึ่งชายชราเช็ดริมฝีปากขณะที่ประกายตาปรากฏความดุร้าย

             

             

             

             

            ย้อนกลับมาบนเวที  เหล่าตัวตนระดับอาวุโสของสมาคมนักปรุงโอสถกำลังมอง  “พลิกสวรรค์ ฟื้นชะตา”ที่เหลืออยู่อีกหนึ่งเม็ดราวกับมันเป็นของล้ำค่า

             

            พวกเขาอยากจะพุ่งเข้าไปเก็บมาใช้ในการทดลองจริงๆแต่ก็รู้ดีว่าเจ้าของนั้นเป็นใคร ต่อให้มีความกล้ามากกว่านี้สักสองเท่าพวกเขาก็ไม่กล้าขโมยมันต่อหน้าตัวตนระดับปรมาจารย์ถึงสามคน!

             

            “...ท่านปรมาจารย์ไป่โอสถอีกเม็ดหนึ่งนี้” เฉินเต๋อหมิงมีหรือจะไม่เข้าใจสายตาของผู้อาวุโสคนอื่นเขาในฐานะตัวแทนจึงจ้องบากหน้าออกมาขอร้องด้วยตัวเอง

             

            เพราะพวกเขาไม่มีสิทธิในโอสถเม็ดนี้เลยสักนิดขนาดวัตถุดิบปรมาจารย์ไป่ยังให้พ่อบ้านของนางหามาด้วยตัวเองพวกเขาจะถือสิทธิ์อะไรในการไปแย่งมันมาเล่า!

             

            “ข้าสัญญาว่าจะให้เขาสองเม็ด”ไม่ทันที่ไป่ฟานเซียนจะพูดจบโอสถอีกเม็ดก็ลอยออกจากมือของเฉินเต๋อหมิงไปอยู่ต่อหน้าจอมดาบเจิ้งเหรินอี้เสียแล้ว

             

            ชายชราหันมาก้มหัวให้ไป่ฟานเซียนด้วยความขอบคุณเขารีบนำโอสถอีกเม็ดหนึ่งไปให้หลานสาวของเขากินโดยมีสายตาอิจฉาและไม่ค่อยจะยินยอมของเหล่าผู้อาวุโสมองอยู่

             

            เด็กสาวมองโอสถในมือผู้เป็นปู่อย่างสนใจก่อนนี้เธอได้เห็นพลังของมันมากับตา ความหวังที่ร่างกายของตนจะหายดีเริ่มปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

             

            เธอหันไปมองยังพี่สาวที่งดงามที่สุดที่เธอเคยเห็นเมื่อเห็นว่านางไม่ว่าอะไร เด็กสาวก็กลืนโอสถเม็ดนั้นเข้าไปอย่างไม่ลังเล

             

            ราวกับมีคนฉายวิดีโอซ้ำปรากฏการณ์แบบเดิมเกิดขึ้นอีกครั้งโดยมีเด็กน้อยเป็นศูนย์กลาง  ร่างกายที่ทั้งผอมบางและอ่อนแอเริ่มปรากฏสีแดงฝาดความมีน้ำมีนวลเริ่มกลับมา ผิวหนังเริ่มเต่งตึง รวมถึงใบหน้าที่ไม่ขาวซีดความสดใสและสวยงามของเด็กสาววัยแรกแย้มปรากฏออกมาแทนที่

             

            สิ่งที่แตกต่างจากตอนของเจิ้งเหรินอี้ก็คือไม่ได้เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดที่พลังปราณระเบิดออกมาและทำให้ระดับการฝึกตนเพิ่มอย่างพรวดพราดเท่านั้น

             

            ก็แน่ล่ะเพราะคราวนี้ไป่ฟานเซียนไม่ได้ผสานปราณบริสุทธิ์ของตนเองเข้าไปด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นสรรพคุณจริงๆของโอสถพลิกสวรรค์ฟื้นชะตา

             

            “เหม่ยอิง...”เจิ้งเหรินอี้จับไหล่ของหลานสาวอย่างประหลาดใจ แขนที่เคยผอมจนแทบจะรู้สึกถึงกระดูกนั้นเต็มไปด้วยเนื้อหนังและความอ่อนเยาว์อย่างที่ควรจะเป็นชายชราดึงเด็กสาวเข้าไปกอดด้วยความดีใจและกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่

             

            ถังเทียนจี๋คล้ายกับได้เห็นภาพตัวเองซ้อนทับขึ้นมาเขาดึงถังเย่เย่รวมถึงฮุ่ยเอ๋อมากอดไว้ในอ้อมแขนชราทั้งสองข้างด้วยความสุขใจและสำนึกในบุญคุณของท่านปรมาจารย์ไป่

             

            ไป่ฟานเซียนไม่ได้สนใจเหตุการณ์ซาบซึ้งพวกนี้นักสิ่งที่เรียกความสนใจของนางกลับเป็นพลังชีวิตอ่อนๆที่ไหลออกมาจากร่างของเด็กสาวต่างหาก

             

            สัมผัสสวรรค์ของนางพุ่งไปตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งหญิงสาวขมวดคิ้ว เพราะเธอพบว่าพลังชีวิตที่พึ่งจะเติมเต็มจากโอสถพลิกสวรรค์ฟื้นชะตาของเด็กคนนี้กำลังค่อยๆไหลออกมาเหมือนกับลูกโป่งที่มีรอยรั่ว

             

            “...เจ้าสัมผัสได้หรือไม่”เสียงนี้มีเพียงเจิ้งเหรินอี้ที่ได้ยิน ชายชราทำท่าแปลกใจ แต่เมื่อเพ่งสัมผัสสวรรค์ของตนไปคลุมร่างหลานสาวเขาก็สามารถพบพลังชีวิตบางเบาที่ปล่อยออกมาจากร่างของเธอได้เช่นกัน

             

            “สะ...สาวน้อยนี่มันเกิดอะไรขึ้น?”

             

            เจิ้งเหรินอี้ทำสีหน้าแตกตื่นถ้าเป็นเรื่องของหลานสาวเขามักจะเก็บอารมณ์ไม่อยู่เช่นนี้

             

            “...ข้าก็ไม่ทราบแต่อย่างที่เจ้าเห็น พลังชีวิตที่ฟื้นกลับมากำลังค่อยๆหายไปด้วยความเร็วขนาดนี้ประมาณครึ่งปีเด็กคนนี้จะกลับไปสู่สภาพเดิม”

             

            ไป่ฟานเซียนตอบอย่างตรงไปตรงมานางไม่ใช่หมอ นางคือนักปรุงโอสถเรื่องที่ต้องเจาะลึกหรือหาสาเหตุอาการเช่นนี้นางไม่ค่อยจะถนัดนักจริงๆ

             

            แม้ว่าช่วงหลังนี้นางจะอ่านตำราการแพทย์มามากมายเลยก็เถอะ

             

            เจิ้งเหรินอี้มองใบหน้าของหลานสาวด้วยความสับสนเด็กคนนี้คือทุกสิ่งในชีวิตของเขาแล้ว ตั้งแต่ที่พ่อและแม่ของเธอตายเขาก็มีเธอเป็นครอบครัวและหลานสาวเพียงคนเดียว

             

            ชายชรากัดฟันเขาหันไปหาไป่ฟานเซียนอีกครั้ง

             

            “สาวน้อย...ให้ข้าติดตามเจ้าได้หรือไม่?”

             

            คำพูดประโยคนี้ของเจิ้งเหรินอี้ไม่ได้ส่งออกไปด้วยปราณทั้งมันยังเต็มไปด้วยพลังและฟังชัด ไม่เพียงแต่คนบนเวทีแต่เหล่าผู้ชมที่อยู่ด้านล่างก็ได้ยินประโยคนี้เช่นกัน

             

            มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแววตาของเขาแสดงว่าเขาเอาจริง  ในวันที่หมอเทวดายังไม่รู้จะออกมาเมื่อไรแบบนี้ความหวังเดียวของเขาก็มีเพียงไป่ฟานเซียนที่อยู่ตรงหน้า

             

            ถึงจะรักษาไม่หายแต่ถ้าสามารถพยุงอาการของหลานสาวเขาไว้ด้วยโอสถของนางได้ละก็ต่อให้ต้องไปติดตามทำงานให้นางเขาก็ยินยอม!

             

            นอกจากนี้สัญชาตญาณของเขายังร้องเตือนว่าไม่ควรที่จะเป็นศัตรูกับผู้หญิงคนนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นทั้งสิ้นบางทีการยอมติดตามนางอาจจะเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุดของเขาแล้วก็ได้

             

            “ฮึ่ม! ผู้ติดตามของพี่หญิงมีแค่ฉันก็พอค่ะ!”

             

            ไม่คิดว่าเซี่ยซูเหยาจะกระโดดขึ้นมาอีกครั้งเธอเกาะไปที่แขนของไป่ฟานเซียนอย่างหวงแหนขณะที่หันมาเขม่นใส่ชายชรา

             

            เมื่อเห็นว่าสถานการณ์มันกำลังจะวุ่นวายมากขึ้นไปอีกเฉินเต๋อหมิงจึงต้องรีบออกมาขัดตาทัพอีกครั้งหนึ่ง

             

            “ท่านปรมาจารย์ทั้งสาม!...คือว่า...ให้พวกเราจบการทดสอบกันก่อนดีไหมครับ?” อาวุโสเฉินพูดขณะที่แววตาของเขาเหมือนคนกำลังจะร้องไห้

             

            ตัวตนของเขาถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในสมาคมโอสถแห่งนี้ถ้าไม่นับท่านปรมาจารย์ลู่ชิงสถานะผู้อาวุโสและรักษาการณ์แทนของเขาไม่ว่าจะไปที่ใดในประเทศก็ย่อมได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีแต่ไม่รู้ทำไมพอมาอยู่ต่อหน้าทั้งสามคนนี้แล้วเขากลับไร้อำนาจไปถนัดตา!

             

            ก็ช่วยไม่ได้นี่คือปรมาจารย์สามคน  สามคนเชียว!

             

            ถ้าหันหน้าใส่กองทัพก็คงต้องยกเอาพลเอกทุกคนออกมาถึงจะพอรับมือได้!

             

            “ทำให้มันจบเถอะ...”เป็นไป่ฟานเซียนที่พยักหน้า เมื่อเห็นคำตอบของไป่ฟานเซียนทั้งเซี่ยซูเหยาและเจิ้งเหรินอี้ก็ถอยไปอยู่ด้านหลังราวกับผู้ติดตามที่ดีทันที

             

            “อะแฮ่ม!...ถ้าอย่างนั้น”

             

            เฉินเต๋อหมิงกระแอมขณะที่พูดใส่ไมค์

             

            “การทดสอบเพื่อเป็นนักปรุงยาขั้นสี่ของปรมาจารย์ไป่ฟานเซียนจะเริ่มทำการประกาศผล ณ บัดนี้!”

             

             

            ผู้ชมที่กำลังพูดคุยกันดังสนั่นค่อยๆเงียบเสียงลงวันนี้วันเดียวมันเกิดเรื่องน่าตื่นตะลึงมากมายเหลือเกินจนพวกเขาไม่อยากจะเชื่อว่าไม่ได้ฝันไป

             

            “การทดสอบแรกพลังฝึกตนระดับปรมาจารย์...” เขาหันไปมองไป่ฟานเซียนหญิงสาวยังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉย แต่เป็นผู้ติดตามของนางที่เริ่มแผ่แรงกดดันออกมาเบาๆจนชายชราสะดุ้ง

             

            “ผ่าน!”

             

             

            “การทดสอบที่สองการทดสอบตอบปัญหาต่อหน้าสาธารณชน...”

             

            คราวนี้มีแรงกดดันรุนแรงลอยเข้ามาจากทางฝั่งที่นั่งคนดูเหล่านักปรุงยาที่เรียกตนเองว่า “แฟนคลับของจักรพรรดินี” ส่งสายตาเขม่นมาทางเขาอย่างไม่สนใจตำแหน่งอาวุโสของเขาสักนิด

             

            เฉินเต๋อหมิงกลืนน้ำลายลงคอไปทีหนึ่งแล้วพูดต่อด้วยเสียงอันดัง

             

            “ผ่าน!”

             

             

            “และสุดท้ายการทดสอบการปรุงโอสถ...”

             

            คราวนี้ไม่จำเป็นต้องมีใครแผ่แรงกดดันใดๆออกมาเพราะทั้งเขาและผู้อาวุโสล้วนรู้ดีแก่ใจถึงพลังของโอสถ “พลิกสวรรค์ ฟื้นชะตา”  ที่นางปรุงออกมา

            ไม่มีใครในหมู่พวกเขาที่จะทำแบบนั้นได้!

             

            ทั้งผู้ที่ทดสอบก็ยืนกอดอกราวกับผู้ติดตามที่ดีอยู่ด้านหลังนางนั่นไง!

             

            “...ผ่าน!”

             

             

            คำว่าผ่านครั้งสุดท้ายออกมาพร้อมกับเสียงตะโกนดังลั่นของเหล่าผู้ชมพวกเขาล้วนจับจ้องไปยังหญิงสาวบนเวทีด้วยสายตาเป็นประกายความร้อนแรงของเหล่าคนดูทำให้ผู้อาวุโสเฉินถอนหายใจออกมาเบาๆเพราะหน้าที่ของเขายังไม่จบ

             

             

            “สมาคมนักปรุงโอสถขอประกาศรับรองสถานะ‘ปรมาจารย์นักปรุงโอสถขั้นที่ 4’ของท่านปรมาจารย์ไป่ฟานเซียนไว้ ณ ที่นี้!”

             

             

            เมื่อพูดจบเขาก็หันไปมองไป่ฟานเซียนทีหนึ่งแล้วหันไปมองผู้ชมที่กำลังเฝ้ามองอย่างใจจดใจจ่อ

             

             

            “และสมญานามของนางคือ...”

             

            เหล่าแฟนคลับของนางกำลังภาวนาอย่างตื่นเต้นน้ำตาของพี่ชายหยางและนักปรุงมือใหม่ไหลอาบแก้มพวกเขาโบกป้ายเชียร์ในมืออย่างบ้าคลั่งโดยไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย

             

             

             

            “...จักรพรรดินีโอสถ!”

             

             

             

            จักรพรรดินีโอสถปรมาจารย์ไป่ฟานเซียน!

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน