The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 63 ถ้ำนันทมูลในตำนาน

            สิ่งที่เดินเข้ามาใกล้นั้นคือหญิงสาวผู้หนึ่ง ปรากฏเป็นเสียงเหยียบใบไม้ดังสวบๆ ของนางนี่เอง ที่ใกล้เข้ามามากแล้ว มิเนอร์วาลืมตาผึงจดจ้องไปยังทิศทางของต้นเสียง ด้วยความที่แสงสว่างบนผาสูงส่องลงมาไม่มากนัก ภาพในสายตาเลยเลือนรางมืดสลัวอยู่เล็กน้อย เป็นหญิงสาวนางนั้นที่เดินเข้ามาจากที่ไกล ท่าทางดูกำลังหวาดกลัว แสร้งทำเป็นไม่รู้ตัวว่าถูกชายหนุ่มจดจ้องอยู่ สงสัยคงจะกังวลว่าแสดงได้ไม่เนียนพอ อีกฝ่ายถึงกับยอมลงทุนแกล้งหกล้มร้องเสียงเบา มีท่าทีน่าสงสาร จริตมารยานั้นช่างล้นเหลือ จนแม้แต่มิเนอร์วาที่มองไปยังต้องเปลี่ยนแววตา ปรับสายตาให้เย็นชามากขึ้นยิ่งกว่าเดิม



            "คราวนี้ตัวอะไรกันอีก… ไม่คิดว่าแม้ข้าจะหยุดแล้ว แต่พวกมันก็ยังไม่ยอมแพ้ เป็นฝ่ายเข้ามาหาข้าแทนเสียได้ เช่นนั้นก็ให้ข้าดูเถิด ละครนั้นของเจ้าน่ะ!"



            หญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ แล้วแสร้งทำเป็นตกใจที่เห็นชายหนุ่ม ซึ่งนั่งจ้องมองลงมาจากที่สูง สตรีนางนี้เผยท่าทีหวาดกลัว ดูอ่อนแอน่าถนอม



            "ท… ท่านอย่าทำร้ายข้าเลย โปรดเมตตาปกป้องข้าด้วย… ข้าหลงทางผ่านมา ช่วยข้าด้วย!"



            มิเนอร์วาเหยียดยิ้มเล่นละครตามน้ำอีกฝ่าย แสร้งทำทีเป็นบุรุษผู้สุภาพ



            "ข้าไม่ชมชอบตบตีอิสตรี แต่ให้ช่วยนั่นก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ข้ามีกฎเป็นของตัวเอง กฎที่จะช่วยเฉพาะครอบครัวของข้าเท่านั้น เชิญท่านไปหาเอาทางด้านหน้าเถิด…"



            สตรีนางนี้ค่อยๆ ขยับขาอย่างเชื่อฟัง แสร้งทำเป็นจะเดินผ่านไป แต่ในระหว่างนั้นเอง นาง



            "ท่านไม่เก็บไปคิดหน่อยหรือ… หากท่านยอมช่วยข้า ท่านพ่อข้าเป็นถึงเจ้าเมือง เขาย่อมตอบแทนด้วยสมบัติชิ้นใหญ่"



            "มารดาข้าเป็นราชินีผู้อารี แน่นอนว่าบิดาย่อมเป็นราชาผู้มากทรัพย์ สมบัติใดในโลกหล้าล้วนหาให้ข้าได้ ดังนั้นข้าไม่สนใจ เชิญ…"



            มิเนอร์วาสายตาเย็นชาอ้าปากเอ่ยปฏิเสธ แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำสิ่งใด เพื่อหยุดอีกฝ่ายที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ ในระยะที่มองเห็นกันได้ชัดเจน สตรีนางนี้ใบหน้าหมดจดงดงาม หากไปเดินเล่นรอบตัวเมืองสักหนึ่งครา ก็คงจะลวงบุรุษได้นับร้อยแล้ว ตัวนางที่เดินเข้ามาเริ่มเปลื้องผ้าตัวเอง ปล่อยให้ร่างกายล่อนจ้อนอวดทรวดทรงขนาดพอดีมือ ทั้งช่วงบนและช่วงล่างเต็มไปด้วยความอวบอิ่ม เดินยักย้ายส่ายเข้าหาอย่างยั่วยวน บนใบหน้างามเปื้อนน้ำตาดูน่าทะนุถนอม บุรุษใดได้มาเห็นก็คงจะว่ากล่าวตำหนิชายหนุ่ม ที่แล้งน้ำใจ ไม่ไยดีสตรีผู้หลงทาง



            "หากท่านยอมช่วยข้า… แม้แต่ร่างกายนี้ก็จะเป็นของท่าน ข้าขอพลีกายนี้มอบให้ท่าน"



            "ข้ามีพวกนางอยู่มากมาย ยังไม่อยากได้เพิ่มในตอนนี้… ท่านจงไปเสียเถิด"



            สองมือของมิเนอร์วาจับหัวของสองนารีผลที่สุกงอมขึ้นมาถือ กลิ่นหอมจางๆ ลอยฟุ้งไปทั่วอากาศ ชายหนุ่มยังคงเอ่ยปฏิเสธข้อเสนอของอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ในตอนนี้นางได้เดินมาหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ด้านล่าง มิเนอร์วาก้มหน้ามองลงไปก็เห็นนางร้องไห้สะอึกสะอื้น น้ำเสียงที่เศร้าหมองนั้นยังคงเอ่ยเสนออีกครั้งไม่ยินยอม



            "เช่นนั้น… ข้าต้องทำเช่นไรกัน?"



            นางเงยหน้ามองชายหนุ่มที่อยู่สูงขึ้นไป หยาดน้ำตาได้จางหาย รอยยิ้มเย็นน่าขนลุกแสยะออกจนเห็นเขี้ยวแหลมทั้งสองซี่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงบ้าคลั่งดุร้าย เต็มไปด้วยความพยาบาทไร้สิ้นสุด



            "หรือต้องให้ข้ากัดท่านดูสักคำ ท่านถึงจะยอมช่วยข้าเสียที? ..."



            ม่านตาของชายหนุ่มหดวูบลง สตรีใบหน้างามที่กำลังแหงนมองประสานสายตากันในตอนนี้ มีหยดน้ำตาที่เริ่มกลายเป็นสีเลือดไหลหยดย้อย ดวงตาของนางข้างหนึ่งเริ่มกลวงโบ๋ มีเพียงเบ้าตาที่ว่างเปล่าสีดำมืดมาแทนที่ มีเพียงดวงตาอีกข้างที่แดงก่ำเท่านั้น ที่ยังคงดูเหมือนตาคนเป็นที่แค้นจัด นางเสียงหัวเราะแปลกพิกล ดังขึ้นไปทั่วป่าที่เงียบสงบอย่างน่าสยดสยอง ทันทีที่สองตาประสานกันกับอีกฝ่าย สตรีนางนี้ก็กระโดดเกาะต้นไม้สูงที่ใช้เป็นที่พักแรม



            ราวกับตุ๊กแกที่กระโดดเกาะต้นไม้ใหญ่ นางไต่ขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางน่าขนลุก ปากก็ส่งเสียงร้องวิปลาสเสียสติอย่างต่อเนื่อง ต้องยอมรับว่าหลังจากเจอเรื่องพวกนี้บ่อยครั้งเข้า ร่างกายเองก็เริ่มที่จะคุ้นชินอย่างน่าประหลาด ถึงจะยังหลงเหลือความกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากแล้ว… ผนึกมือวิถีที่สามถูกยกขึ้นประทับ พร้อมกับจิตสังหารที่ปะทุไร้สิ้นสุด



            "เหอะ… อยากจะกลืนกินข้า? ช่างน่าขันเสียจริง เจ้าตัวประหลาด… ข้าจะขังเจ้าไว้ดูเล่น!"



            มิเนอร์วาคำรามเสียงดัง พร้อมกับการกระจายตัวของพลังจากแก่นแห่งปราชญ์



            ผนึกแปดวิถี วิถีที่สาม ผนึกสังฆาฏะ!



            วินาทีนั้นเองสตรีนางนี้ก็กรีดร้องร่วงตกลงไปบนพื้น ใช้สองมือกุมขมับ ที่ตอนนี้ได้ยินแต่คำว่า 'ฆ่า' ดังย้ำๆ ซ้ำๆ จนหวาดกลัวลนลาน แต่จิตใจยังคงไม่ยอมแพ้สะบัดหัวไปมาได้ ก็หันมาจ้องชายหนุ่มด้านบนอย่างอาฆาต เปี่ยมไปด้วยความพยาบาทไร้ก้นบึ้ง



            สตรีนางนี้ยังคงไม่ยอมแพ้ ใช้ท่อนขาอวบอิ่มออกแรงส่งตัวเอง กระโดดพุ่งขึ้นมาอีกครั้งก็เกาะอยู่บนลำต้นแล้ว หวังไต่ขึ้นไปอีกครั้ง ภาพตรงหน้าช่างน่าสยดสยอง อีกฝ่ายยังคงหัวเราะบ้าคลั่งหวังให้มิเนอร์วาตื่นกลัว แต่โชคร้ายเป็นของนาง ปรากฏกำแพงเพลิงขึ้นตรงหน้าอีกฝ่าย ปะทุแยกสายตาของทั้งสองที่กำลังประสานกันออก สตรีนางนี้กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง หมายจะพุ่งซ้ำขึ้นมาอย่างดื้อดึง แต่ขยับเพียงเล็กน้อย ก็ปรากฏกำแพงขึ้นมาในระยะประชิดอีกชั้น ปิดทางด้านบนไม่ให้พุ่งผ่านมา



            ร่างขาวอวบพยายามพุ่งไปข้างหน้า หมายจะหลบหนี แต่ก็พบกับกำแพงไฟอีกอันที่โผล่ขึ้นมา ดักหน้าปิดทางไว้ ไม่สำคัญว่าจะพุ่งไปทิศทางไหน กำแพงไฟนี้จะปรากฏขึ้นทุกที่ เป็นกรงกักขังขนาดใหญ่ที่กำลังหดตัวเข้ามา เพื่อรวมตัวกันเป็นกรงขังอันหนึ่งที่หมายจองจำตัวประหลาดนี้ ในตอนนี้เองสตรีนางนี้เริ่มหวาดกลัวเข้าให้แล้ว จึงดิ้นรนคิดอยากหนีออกไป ยอมแม้กระทั่งแปลงกายกลับเป็นตัวตนร่างดั้งเดิม มิเนอร์วาจ้องมองลงมาอย่างเย็นชา สายตาแฝงไปด้วยแววดูแคลน



            "ฆ่าเจ้ายังน้อยไป สำนึกในความผิดบาปของเจ้าเสีย ภายใต้ทัณฑ์ทรมานนี้ผนึกเสื่อมสลายเมื่อใด เจ้าก็ค่อยออกมาก็แล้วกัน…"



            เสือโคร่งตัวใหญ่เท่าวัวกำลังแหกผนึกขนาดเล็กในตอนแรก มันทำลายจนแตกสลายไปมากมาย แต่ราวกับกำแพงเพลิงนี้เป็นนิรันดร์ มันปรากฏขึ้นรอบด้านอีกครั้ง ตามขนาดตัวอีกฝ่ายที่เปลี่ยนไป เสือโคร่งดุร้ายตัวนี้เริ่มดิ้นรนไปมาหมายจะแหกกรงขังนี้ให้ได้ แต่นั่นย่อมไม่เป็นผล ยิ่งดิ้นรนกรงเพลิงนี้ยิ่งหดแคบ ในตอนนี้จึงเหลือขนาดเพียงแค่ ให้ตัวมันหมอบนอนก้มหัวให้เท่านั้น มิเนอร์วามองลงไปอย่างเหยียดหยัน มือข้างหนึ่งชูขึ้นสูงเหนือหัวแล้วตวัดลง



            "ในเมื่อข้าดูพอแล้ว… ก็จงรับโทษขอเจ้าซะ!"



            ปรากฏเขาบรรพตวิญญาณขนาดใหญ่ลูกหนึ่งขึ้นกลางอากาศ ในสายตาของเสือโคร่งตัวนี้กำลังหวาดผวาอย่างจริงจังแล้ว หากตกลงมาทับตัวมัน… เดาได้เลยว่าต้องแบนราบไปกับพื้นดินอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงได้เริ่มเอ่ยอ้อนวอนอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก พร้อมกับเอ่ยอธิบายถึงประโยชน์ทุกอย่างที่ตัวเองมีต่อชายหนุ่ม ผู้เป็นดั่งเทวาพิพากษาตีค่าเหล่าวิญญาณ



            "ข้ายอมเป็นม้าให้ท่านขี่ ได้โปรดละเว้นโทษตายให้ข้าด้วย!"



            "ข้ามีสัตว์พาหนะแล้ว…"



            มิเนอร์วาปฏิเสธอย่างไม่ไยดี พร้อมแสดงตราพันธสัญญาระหว่างอินทรีเกล็ดศิลา เสือโคร่งตัวนี้ใบหน้าแข็งค้าง เอ่ยสารพัดหวังให้มิเนอร์วาเปลี่ยนใจ ภูเขาลูกใหญ่ตกลงมาอย่างรวดเร็ว ช่องว่างระหว่างร่างของมันหดแคบลง ใกล้จะอยู่ในความสูงเดียวกันกับศีรษะของมิเนอร์วาแล้ว ตัวมันยิ่งร้อนใจเอ่ยข้อดีทั้งหมดที่คิดได้อย่างรวดเร็ว



            "ข้าฉลาด! ข้าแปลงกายได้! ข้าพูดเก่ง! ข้าจะซื่อสัตย์! ข้าจะรับใช้ท่าน! ขะ!…"



            ตึง!... เสียงกังวานดังก้องสะท้อนไปทั่วป่า ต้นไม้หลายสิบต้นล้มระเนระนาด พญาพยัคฆ์ตัวนั้นบี้แบนอยู่ใต้เขาบรรพตด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว มันพบว่าตนเองยังไม่ตาย แต่ก็ต้องแบกรับความเจ็บปวดยากจะจินตนาการนั้นเป็นการตอบแทน ทัณฑ์ทรมานนี้แพร่กระจายไปทั่วร่างกาย แม้อยากจะส่งเสียงร้องสักแอะก็ยังทำไม่ได้ แต่แล้วมันก็สัมผัสได้ว่าน้ำหนักที่กดทับลงมาตลอดเวลานั้น กำลังเบาขึ้นจนไม่รู้สึกหนักอีกต่อไป มีเพียงความเจ็บปวดเจียนตายเท่านั้นที่ยังคงหลงเหลืออยู่



            "ดี! งั้นมาทำงานให้ข้า ต่อแต่นี้ไปเจ้าจะเป็นผู้ถือหอกแห่งการเจรจาของข้า รับใช้ข้า ปกป้องข้า คอยเป็นวาจาให้แก่ข้า หากเจ้าทำได้ดีข้าย่อมไม่เอาเปรียบ ยินดีปลดปล่อยเจ้าให้เป็นอิสระ ข้าชอบสัตว์ฉลาด ไม่ชอบสัตว์โง่ที่แว้งขวิดเจ้านาย เข้าใจหรือไม่?"



            "......"



            มีเพียงความเงียบเท่านั้นที่ตอบกลับมา ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายไม่อยากตอบรับ แต่ทั่วทั้งร่างล้วนบี้แบนเจ็บปวดรวดร้าวเกินจะขยับไหว มิเนอร์วาเองก็มุ่นคิ้วไม่พึงพอใจ หากโดนแค่นี้ก็จอดแล้ว ย่อมไร้ประโยชน์ที่จะพาติดตามไปด้วย



            "หากเหล็กที่นำมาทำหอกมันเปราะบางนัก… เช่นนั้นก็ทำลายทิ้งหาอันใหม่เสียก็ดี…"



            มิเนอร์วาชูมือขึ้นสูง ยอดคีรีลูกนี้ก็ลอยสูงตาม เสือโคร่งตัวนี้ดวงวิญญาณกำลังสั่นสะท้าน ตื่นตระหนกระคนหวาดกลัว ยอมฝืนเผาผลาญวิญญาณร้ายส่วนหนึ่งภายในร่าง เพื่อแลกมากับพลังชั่วคราวแผ่นเนื้อแบนราวกระดาษสั่นน้อยๆ ราวกับกำลังดิ้นรนแข่งกับเวลา เพียงไม่ถึงหนึ่งอึดใจ ร่างทั้งร่างก็ค่อยๆ บวมพองกลับคืนรูปลักษณ์เดิม



            เพียงแต่ในตอนนี้ไร้ซึ่งท่าทีต่อต้านดั่งเช่นก่อนหน้านี้ มันรีบพยักหน้าเอ่ยรับคำอย่างเร่งรีบ ชายหนุ่มพลิกมือโยนดอกบัวกลีบหนึ่งไปให้อีกฝ่าย เสือโคร่งตัวนี้ฉลาดนัก ยังไม่ทันได้บอกอะไรมันก็อ้าปากงับแล้วกลืนอึกลงคอไป ไม่มีทีท่าลังเลแม้แต่น้อยให้ได้เห็น ช่างประจบประแจงนัก ทันทีที่ทั้งสองเชื่อมต่อกันโดยสมบูรณ์ มิเนอร์วาก็กระโดดลงไปยืนอยู่ด้านหน้า



            "ดี! ข้าชอบสัตว์ฉลาด หลังจากนี้เจ้าต้องเป็นผู้คอยต่อรอง เจรจาผลประโยชน์ให้แก่ข้า ปกป้องอยู่ข้างกายข้า เป็นหอกแห่งการเจรจาของซัลวาโตเรแฟมิลี่"



            ชายหนุ่มใช้ฝ่ามือทาบไปที่กลางหัวของอีกฝ่าย เกิดเป็นพันธสัญญานายบ่าวรูปแบบหนึ่ง ที่มีเพียงมิเนอร์วาเท่านั้นที่จะยกเลิกได้ ไม่เช่นนั้นก็หมดสิทธิ์ดิ้นรนขัดขืน ต้องทำตามชายหนุ่มทุกอย่างยากหลีกเลี่ยง จะอย่างไรอีกฝ่ายก็เจ้าเล่ห์ ต้องทำผนึกหลายๆ ชั้นนั้นถูกแล้ว ถึงจะดูทารุณแต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเสือโคร่งตัวนี้เองก็ไม่ได้ปฏิเสธ มันยอมรับพันธสัญญานี้อย่างเต็มใจ ร่างกายก็พยายามเอาหัวมาถูแขนเพื่อคลอเคลียปากก็ร้องเหมียวๆ ประจบเอาใจเจ้านายอย่างหน้าไม่อาย เมื่อสักครู่ยังอยากจะฆ่ากันอยู่เห็นๆ ตอนนี้กลับร้องเหมียวๆ อย่างเชื่อฟัง



            "กลืนนี่ลงไปซะ มันจะช่วยรักษาเจ้า… เจ้ารู้หรือไม่ว่ามรดกแห่งพุทธะอยู่ที่ใด"



            ชายหนุ่มยื่นโอสถหลายเม็ดให้อีกฝ่ายใช้รักษา มันรีบกลืนลงไปอย่างว่าง่าย เอ่ยตอบอย่างเคารพ น้ำเสียงแฝงแววประจบอยู่ 4 ส่วน



            "อย่างที่ข้าเคยบอกไป… ข้าจะช่วยเฉพาะครอบครัวของข้าเท่านั้น ในเมื่อตอนนี้เจ้าคือหอกแห่งข้าเช่นนั้นย่อมนับเป็นครอบครัว เอาล่ะ… เล่าสิ่งที่เจ้ารู้ให้ข้าฟังเสีย เราจะเดินไปคุยไป"



            ถึงจะบอกว่าเดินไปคุยไป แต่ก็เป็นเสือโคร่งตัวนี้เท่านั้นที่เดิน ส่วนมิเนอร์วานั้นนั่งควบอยู่บนหลังของอีกฝ่ายอย่างเหนียวแน่น ปล่อยให้อีกฝ่ายนำทางไป ปากก็เล่ารายละเอียดต่างๆ ไปพลาง ที่แท้เจ้าเสือโคร่งตัวโตนี้ก็เรียกว่า เสือสมิง มันเป็นสัตว์ที่เกิดขึ้นจากวิญญาณอาฆาตที่ถูกฆ่าตายในป่า เมื่อหลายๆ ดวงมารวมตัวกันจึงเกิดเป็นจิตพยาบาทรูปแบบหนึ่ง สะสมรวมกันจนกำเนิดมาเป็นสัตว์วิญญาณหายาก ที่แม้แต่แอสคลีเพียสก็ยังต้องเอ่ยปากชม เนื่องจากในโลกคนเป็นน้อยครั้งนักที่จะพบเห็นสัตว์วิญญาณ ส่วนมากหากไม่เป็นสัตว์อสูรก็เป็นสัตว์วิเศษ



            ส่วนเกาะแห่งนี้มีชื่อว่าเกาะหิมพานต์ ทั่วทุกพื้นที่เต็มไปด้วยป่าทึบมีแม่น้ำ 5 สายที่ไหลมาจากสระอโนดาต ซึ่งเป็นหนึ่งในสระน้ำขนาดใหญ่จากทั้งหมด 7 สระ สระน้ำขนาดใหญ่นี้ถูกรายล้อมไปด้วยยอดเขาทั้งห้า ซึ่งยอดเขาที่มิเนอร์วากำลังเดินทางขึ้นไปนี้ มีชื่อว่ายอดเขาคันธมาทน์ แต่เดิมด้านบนยอดเขาแห่งนี้มีถ้ำแห่งหนึ่ง เรียกกันว่าถ้ำนันทมูลซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยปลีกวิเวก ของพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ด้านในยังมีถ้ำซ้อนอีกสามถ้ำเรียกว่าถ้ำเงิน ถ้ำทอง และถ้ำแก้ว แต่เป็นเพราะเสือสมิงเกิดจากวิญญาณอาฆาตภายในป่าแห่งนี้ จึงไม่อาจเข้าใกล้ไปได้ ได้แต่วนเวียนอยู่รอบป่าแทน



            ส่วนเมืองมนุษย์นั้นมีอยู่ 4 เมือง ทั้งหมดล้วนเป็นคนธรรมดาไร้พิษภัย ร่างกายที่ฟื้นฟูเต็มที่เพราะฤทธิ์โอสถ ได้ปีนป่ายไปมาอย่างว่องไว เพียงไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็เดินทางมาจนถึงยอดเขาคันธมาทน์แล้ว เบื้องหน้าในที่ไกลตา ปรากฏปากถ้ำซึ่งเดาว่า น่าจะเป็นจุดที่แสงสว่างถูกสาดออกมาในยามค่ำคืน



            "เจ้าไปเที่ยวเล่นรอแถวนี้ก็แล้วกัน ข้าขอเข้าไปดูสักหน่อย อยากจะรู้ว่าด้านในมีอะไรเหลือทิ้งไว้ให้ข้าหรือไม่…"



            ชายหนุ่มกระโดดลงจากหลังเสือสมิง แล้วก้าวเท้าเดินมุ่งหน้าเข้าไปที่ปากถ้ำทันที แสงความศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์อาบย้อมไปทั่วร่างกาย ราวกับผิวกายตอนนี้เปล่งปลั่งเป็นสีทอง ให้ความรู้สึกอ่อนโยนและเบาสบาย ช่างมหัศจรรย์นัก



            "ที่นี่คงจะเป็นถ้ำนันทมูล และด้านในนั้นก็คงจะเป็นถ้ำทองสินะ…"



            ชายหนุ่มสาวเท้าเข้าไปอย่างยินดี ขึ้นชื่อว่าทองย่อมหมายถึงสมบัติอย่างหนึ่ง แต่จะเป็นสมบัติอะไรนั้นเข้าไปดูเดี๋ยวก็รู้เอง แสงเรืองรองสีเหลืองทองสาดส่องไปทั่วทุกทิศทาง คลื่นสีทองนี้แผ่ออกมาทีละระลอก ด้านในมีเบาะผ้าเรียบง่ายหนึ่งอันวางอยู่ สันนิษฐานว่าเบาะผ้านี้ คือเบาะที่พระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ใช้นั่งปลีกวิเวกฝึกตน นอกจากนั้นทั่วทั้งโถงถ้ำล้วนว่างเปล่า ไร้ซึ่งเครื่องประดับประดาหรือของใช้อื่นใดอีก และต้นตอของแสงเรืองรองสีทองนี้ก็คือ… ภาพบัวดอกหนึ่ง



            ที่เป็นรูปรอยสลักฝังไว้ที่บนเพดานถ้ำอยู่เหนือเบาะผ้านั้น แสงสีทองเข้มกระจายออกมาจากรอยสลักนั้น แผ่ไปทั่วผนังถ้ำทั้งหมด ราวกับศิลาทุกก้อนแข่งกันเปล่งรัศมีสีทอง ลึกเข้าไปภายในจะมองเห็นทางเดินซึ่งเปล่งแสงสีเงินยวง ช่างตัดกับแสงสีทองนี้อย่างเด่นชัด ในเมื่อมาแล้วก็ต้องสำรวจดูให้ครบถ้วน คิดได้ดังนั้น มิเนอร์วาจึงมุ่งเป้าเดินหน้าไปยังส่วนที่สองของถ้ำนันทมูล ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นถ้ำเงินที่อยู่ถัดจากถ้ำทอง



            และก็เป็นดังที่คาด ทันทีที่ก้าวพ้นถ้ำทองก็ปรากฏเป็นขั้นบันไดศิลาทอดต่ำลงไป ทุกสิ่งรอบตัวนั้นเรียบง่าย ไม่มีสมบัติหรือสิ่งของใดวางอยู่ สุดขั้นบันไดจะมองเห็นปากทางเข้า ที่เปล่งแสงสีเงินยวง ด้านในถ้ำเงินนี้ก็ยังคงว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งใดให้เห็น มีเพียงเบาะผ้าหนึ่งใบเช่นเดิมวางอยู่ เหนือขึ้นไปบนเพดานถ้ำมีรอยสลักรูปกงล้อ ที่เปล่งแสงสีเงินยวงระยิบระยับแผ่กระจายไปทั่วโถงถ้ำ



            ลึกเข้าไปอีกด้านใน จะมองเห็นแสง 9 สีส่องสว่างออกมาจากทางเดิน ที่จะนำไปสู่ส่วนสุดท้าย ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นถ้ำแก้ว เนื่องจากไม่มีอะไรให้สำรวจมากนัก แต่ละถ้ำราวกับถูกใช้เพื่ออยู่อาศัยเพียงเท่านั้น ชายหนุ่มจึงก้าวเดินเข้าไปยังส่วนลึก หลังจากเดินลงบันไดมาอีกชั้นหนึ่ง ก็ก้าวเท้าเข้าไปที่ทางเข้าซึ่งมีแสง 9 สีสาดออกมา



            โถงถ้ำสุดท้ายนี้ค่อนข้างแปลกตา ไม่มีเบาะผ้าสำหรับรองนั่ง ไม่มีรอยสลักบนศิลาผนังถ้ำ มีเพียงบ่อน้ำขนาดไม่ใหญ่มากอยู่ตรงกลาง เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน ก็จะมองเห็นช่องลมขนาดเล็ก ที่ทะลุไปจนถึงพื้นดินเหนือถ้ำแห่งนี้ จนสามารถมองเห็นดวงจันทร์ที่ลอยอยู่บนฟ้าได้ ด้านในสระมีใบบัวปกคลุมอยู่ไม่มากไม่น้อย น้ำในสระสีฟ้าใสปลอบประโลมจิต เย็นฉ่ำชุ่มชื่นดับความอยาก ดอกบัวตูมทั้ง 9 ดอกเปล่งรัศมีส่องแสงทั้ง 9 อย่างปรีดา



            ที่ขอบบ่อมีกระบอกไม้ขนาดไม่ใหญ่มากถูกตัดห้อยเอาไว้ เดาได้ว่าน่าจะเป็นกระบอกไม้ที่ใช้ตักน้ำสำหรับดื่มกิน นอกจากนั้นก็ไร้ซึ่งสิ่งใดอีก หลังจากเดินวนสำรวจจนทั่วทั้งสามถ้ำ และไม่พบความเปลี่ยนแปลงใด ชายหนุ่มจึงตั้งใจหมายจะลองไปนั่งจ้องดอกบัวทอง และกงล้อเงินดูสักครา หากยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงอีก ค่อยมานำดอกบัวแปลกตาทั้ง 9 นี้ และจากไป



            แต่ในขณะที่กำลังจะหันหลังเพื่อจากไป เสียงร้องเรียกที่เคยกังวานในจิตใจ จู่ๆ ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ถึงจะยังฟังไม่ออกว่าเสียงนี้พูดว่าอะไร หรือมีความหมายใดซ่อนอยู่ แต่ชายหนุ่มรับรู้ได้ว่ามันมาจากที่ไหนสักแห่ง ภายในถ้ำแก้วแห่งนี้อย่างแน่นอน

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน