หนึ่งภาพประจันหน้ากับเหล่าอสูรร้าย ความโกรธเข้าถาโถมเข้าใส่ราวกับภัยพิบัติกำลังจะเกิดขึ้น สายตาของเหล่าสุนัขจิ้งจอกจดจ้องมองมาราวกับกำลังจะกลืนกิน ทว่าเพียงหนึ่งภาพต่อมาทุกสิ่งได้แปรเปลี่ยนไป ซากศพเกลื่อนกลาดพร้อมหยาดเืได้เกลื่อนนอง เหล่าสุนัขจิ้งจอกทั้งหมดถูกฆ่าในชั่วครู่พริบตา โดยปีศาจร้ายที่มีแววตาเรียบเฉยประหนึ่งฆาตกรเืเย็น
กวีเหลียวมองรอบกาย จดจ้องมองมือของตนกระนั้นกลับไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ
“ทำไมเราถึงรู้สึกไม่เป็ตัวเองขนาดนี้กันนะ ?” เปรียบเทียบกับตนเองเมื่อก่อนหน้านี้ กวีนั้นเป็เพียงคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งทักษะการเอาตัวรอด ทว่ายามนี้กลับแฝงไปด้วยพละกำลังอันมากมายมหาศาล สุนัขจิ้งจอกทั้งฝูงก็มิอาจต้านทานพลังที่ปะทุออกมา เพียงแต่ว่า ยิ่งเขาแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าใด กลับพบว่าความเป็มนุษย์ของตนพลันถดถอยลงและแปรเปลี่ยนเป็อย่างอื่นไป
.
“แกมันก็แค่..”
.
“ขยะดี ๆ นี่เอง”
.
เสียงของบาทหลวงเฒ่าก้องกังวานอยู่ข้างหูของกวี ความโกรธแค้นพลันปะทุขึ้นมาในฉับพลัน แววตาของเขาเบิกกว้าง พลังมานาแผ่พุ่งออกมาจากทั่วกาย เหวี่ยงหมัดเข้าใส่ผนังถ้ำโดยไม่รู้ตัว
ชั้นหินถูกทำลายกลายเป็รูใหญ่ หนึ่งหมัดของกวีมีพละกำลังเปรียบได้ดังช้างสาร ทว่าทั้งหมดล้วนเกิดขึ้นเพราะความโกรธ ไม่ว่าตัวเขาจะหลบหนีไปจากที่แห่งใด ภาพที่ตนถูกทรมาน ณ คุกใต้ดินกลับหวนย้อนคืนกลับมาเป็ฝันร้ายอันเป็อนันต์
“ใจเย็น ๆ เข้าไว้.. ไม่ต้องรีบร้อน.. เรารอดแล้ว เราเป็อิสระ ตอนนี้เราต้องจัดการกับปัญหาตรงหน้าให้ได้เสียก่อน” กวีข่มใจด้วยน้ำเย็น ถึงแม้จะเคียดแค้นสักเพียงใด ทว่าตัวเขามิใช่คนโง่ มีเพียงคนบ้าเท่านั้นจึงจะวิ่งเข้าสู่กองไฟในขณะที่ร่างกายเปลือยเปล่า
“เอาล่ะ มาลองใช้ทักษะใหม่กันดีกว่า” สิ้นสุดเสียง กวีก้มตัวลงพลางวางมือลงบนซากศพของหนึ่งในฝูงจิ้งจอก
“ดูดกลืน” เขาเอื้อนเอ่ยออกมาอีกครั้ง ทันใดนั้น ซากศพของมันส่องประกายแสงสว่างออกมาสว่างไสว พร้อมข้อความบอกเล่าอธิบายได้ปรากฏขึ้นในหัวของกวี
.
[การดูดกลืนไม่ประสบผลสำเร็จ ไม่สามารถใช้งานกับ ‘เศษเสี้ยวแห่งอสูร’ ได้]
.
หมายความว่าเช่นไร? เหตุใดการใช้งานทักษะจึงไม่สัมฤทธิผล? เศษเสี้ยวแห่งอสูรคือสิ่งใด? หลากหลายคำถามพลันผุดขึ้นในหัวราวกับไม้ดอกผลิบานเมื่อยามย่างเข้าวสันตฤดู กระนั้นกลับมิอาจควานหาคำตอบได้อย่างง่ายดาย
ทันใดนั้น ร่างกายของเหล่าสุนัขจิ้งจอกเริ่มต้นเลือนหายไปอย่างเชื่องช้า สูญสลายกลายเป็อณูแสงจนไม่ปรากฏเศษส่วนทางชีวภาพหลงเหลืออยู่อีก
ช่างน่าประหลาด เพราะอสูรก็เปรียบได้ดังสิ่งมีชีวิต เมื่อสิ้นใจร่างกายจะเข้าสู่กระบวนการย่อยสลายมิต่างจากมนุษย์และสัตว์อื่น กระนั้นเรือนร่างของมันกลับเลือนหายไป ราวกับว่าพวกมันคือภาพลวงตา หาใช่สิ่งมีชีวิตที่แท้จริง
หนึ่งข้อเท็จจริงสามารถอธิบายถึงความสามารถของเหล่าจิ้งจอกที่กวีได้พบเจอ เหตุใดพวกมันจึงอ่อนแอและไร้ซึ่งพลัง หากจะให้คาดเดา..
‘คงเพราะพวกมันเป็เพียงเศษเสี้ยว มิใช่ตัวตนที่แท้จริง’
ความใคร่รู้ในเื่ของอสูรในตัวของกวีเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้น เื่ราวน่าลี้ลับบนโลกใบนี้ช่างมีมากมายมหาศาล ต่อให้ใช้หนึ่ง่ชีวิตของมนุษย์ก็มิอาจควานหาความรู้ที่แท้จริงทั้งหมด
“จงปรากฏ ใบย้อนกลับ” กวีเอื้อนเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันแ่เบา พลันสิ้นเสียงว่ากล่าว เหนือศีรษะได้ปรากฏหลุมอากาศเริ่มต้นแยกออก พร้อมม้วนคัมภีร์ใบหนึ่งได้ร่วงหล่นลงสู่มือของเขา
กวีจัดเก็บใบย้อนกลับเข้าสู่กระเป๋ากางเกง ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าสิ่งใดกำลังเฝ้ารออยู่ข้างหน้า ฉะนั้นการมีทางหนีย่อมดีกว่าทางตันเป็ไหน ๆ
การเดินทางดำเนินไปต่อ ผ่านพ้นไปราวครึ่งชั่วโมง กระนั้นกลับไม่พบเจอแม้กระทั่งร่องรอยหรือกลิ่นอายของอสูร
“นั่นมัน..” กวีพบเจอกับประตูบานหนึ่ง เช่นนั้นจึงตัดสินใจมุ่งตรงไปในทันที
ภายในเป็เพียงห้องรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดสี่เสื่อ รอบข้างไร้ซึ่งเครื่องเรือนหรือสิ่งกีดขวาง มีเพียงกล่องไม้ใกล้ผุพังวางอยู่ ณ ใจกลางของห้องเพียงหนึ่ง
กวีเหลียวมองรอบกาย กล่องสมบัติในห้องอันโล่งเปล่า จะต้องมีกับดักไม่หนึ่งก็สองอย่าง พลันคิดได้เช่นนั้น เขาจึงก้มหยิบเอาก้อนหินขนาดพอดีมือ และจึงขว้างออกไปพร้อมเสียงดังกระทบไม้ดังกึกก้องกังวาน
วันเวลาล่วงผ่านไปราวหนึ่งนาที กระนั้นกลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ไร้ซึ่งสัญญาณเตือนภัย ปราศจากการทำงานของกับดักใดๆ
“โอเค คงจะไม่มีอะไรหรอกมั้ง” เมื่อนั้นเขาจึงตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด เท้าขวาเริ่มต้นย่างก้าวแรกไปข้างหน้า เมื่อมาถึง กวีจดจ้องไปยังกล่องสมบัติด้วยแววตาแลดูเป็กังวล และจึงยื่นมือออกไปข้างหน้าเข้าใกล้กล่องไม้ผุอย่างช้า ๆ
หลังจากนั้น..
“งั่บ-”
“อ้าก แม่งงับมือ !!”
เืไหลรินพร้อมมือซ้ายที่ขาดลง กล่องสมบัติเผยแววตาแห่งความปลื้มปีติยินดี ปากของมันขยายใหญ่ขึ้น เพียงพอที่จะกลืนกินร่างกายของกวีได้ในคราเดียว และความตายจะเข้าพรากิญญาเขาให้สิ้นลงในทันที
เพียงแต่ว่า หากทุกสิ่งมิใช่เื่ราวที่เกิดขึ้นเพียงในหัวของเขา
ในความเป็จริง มือของกวีัักับกล่องสมบัติโดยปราศจากสิ่งใดเกิดขึ้น เขาเพียงระแวงจนเกิดเหตุ ก่อเกิดเป็ภาพหลอนที่น่าสะพรึงราวกับมันได้เกิดขึ้นจริง
ภายในกล่องมีดาบอยู่หนึ่งเล่ม ส่วนปลายของด้ามจับมีลักษณะคล้ายคลึงกับงูที่อ้าเขี้ยวออก คมดาบมีสีดำเงาราวไข่มุก
.
[ชื่อวัตถุโบราณ: ดาบงูพิษทมิฬ เกลด้า
ระดับ: สอง (??)
ประเภท: อาวุธ (ดาบ)
คำอธิบาย: พลังโจมตี+10 ทุกครั้งที่โจมตีจะมีโอกาสทำให้ศัตรูติดสถานะ ‘พิษงูทมิฬ’ ซึ่งมีผลทำให้พลังชีวิตลดลงทุก ๆ 10วินาที ศัตรูหนึ่งตัวติดสถานะได้เพียงหนึ่งครั้ง ]
.
“เยี่ยมจริงๆ” กวีเผยยิ้มอย่างปลื้มปีติยินดี แม้จะเป็เพียงดาบระดับสอง กระนั้นก็ดีกว่าเดินทางไปต่อด้วยมือเปล่า ไม่มีใครล่วงรู้ว่ามีสิ่งใดรอคอยอยู่เบื้องหน้า เช่นนี้ดาบเล่มเดียวก็เพียงพอจะสร้างขวัญกำลังใจให้เพิ่มพูนทวีขึ้นเป็สิบเท่าร้อยเท่า
การเดินทางได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง พลันดำดิ่งลงไปลึกมากเท่าใด กลิ่นอายที่ต้องกันกับจมูกของกวีพลันเพิ่มพูนทวีความอึดอัดยิ่งขึ้นเท่านั้น
สิ้นสุดเส้นทางไปต่อ เบื้องหน้าของกวีปรากฏประตูบานใหญ่ ลักษณะของมันช่างแตกต่างไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ประหนึ่งประติมากรรมที่ถูกก่อสร้างในสมัยา
ข้ามผ่านประตูบานใหญ่เข้ามาสู่ภายใน รอบกายมืดสนิทมิอาจควานหาเส้นทางไปต่อ กระนั้นกลับััได้ถึงความกว้างใหญ่ของสถานที่แห่งนี้ และเหนือสิ่งอื่นใด นั่นคือบรรยากาศที่คุกรุ่นเพิ่มพูนทวีความอึดอัดยิ่งกว่าสิ่งที่เคยพบเจอมาทั้งหมด
กลิ่นอายที่พัดโชยมาให้ความรู้สึกอันน่าสะพรึง พร้อมเสียงฝีเท้าเคลือบคลานเข้ามาใกล้อย่างเชื่องช้า
“พรึ่บ-”
ทันใดนั้น ดวงไฟปรากฏขึ้นจากทั่วทุกมุมห้อง ปัดเป่าความมืดมิดด้วยแสงสว่างจากเปลวเพลิงสีคราม พร้อมหนึ่งร่างที่จดจ้องมองมาด้วยแววตาของสัตว์ร้าย..
‘อสูร’
กวีเงยหน้ามอง ริมฝีปากขยับยกขึ้น แปรเปลี่ยนรอยยิ้มและเสียงพูด
“ปกติแล้วเวลากระทิงมันยืนสองขา ตัวมันใหญ่ขนาดนี้เลยหรือเนี่ย”
เบื้องหน้าของเขาปรากฏอสุรกายคล้ายคลึงกับครึ่งมนุษย์ ร่างกายของมันสูงใหญ่และยืนด้วยสองขา ทั่วกายปกคลุมด้วยขนสีชาอ่อน กล้ามเนื้อใหญ่โตบ่งบอกถึงพละกำลังอันมากล้น ด้านหลังมีหางงอกยาว ศีรษะปรากฏเขาทมิฬใหญ่โตและแหลมคมคล้ายคลึงกับกระทิง พร้อมแววตาส่องประกายเป็แสงสีแดงชาดอย่างน่าสะพรึง
นับั้แ่ที่กวีได้รับร่างกายในอุดมคติมาอยู่ใน ส่วนสูงของเขาเพิ่มพูนขึ้นจากร้อยเจ็ดสิบกลายเป็ร้อยแปดสิบเซน เพียงแต่ว่า ความสูงของเ้ากระทิงกลับเหนือล้ำยิ่งกว่าเขานับเท่าตัวอย่างน่าอัศจรรย์
ทันใดนั้น ริมฝีปากของมันเริ่มต้นสั่นไหว ก่อเกิดเป็เสียงพูดอันเคร่งขรึมราวกับชายวัยกลางคน
“ข้าคือาากระทิงผู้ปกครองทุกสรรพสิ่งด้วยความหวาดกลัว เ้าผู้บุกรุกเอ๋ย เ้าช่างกล้านักที่หาญกล้ารุกล้ำเข้ามายังสถานที่พำนักของข้า แต่เพื่อชื่นชมในความกล้าหาญของเ้า ข้าจะมอบความตายที่เหมาะสมให้แก่เ้าในฐานะนักรบผู้หนึ่ง”
พลันได้ยินเสียง ความตื่นกลัวได้สั่งการสมองในฉับพลัน ดาบในมือขวายกขึ้นป้องเตรียมพร้อมเข้าจู่โจมในทันที
ความน่าสะพรึงที่แผ่พุ่งออกมาจากร่างกายของอสูรกระทิงคลั่งช่างมากมายมหาศาล ครั้นเมื่อต้องปะทะกับฝูงสุนัขจิ้งจอก กวีที่แม้จะไร้ซึ่งอาวุธใด ๆ กระนั้นกลับมีท่าทีที่ผ่อนคลาย เพียงแต่ว่า อสุรกายตรงหน้ากลับโหดร้ายขึ้นไปในอีกระดับ แม้ว่าจะมีอาวุธอยู่ในมือก็ตาม ความเป็ไปได้ในการเอาชนะกลับหดหายไปเข้าใกล้ศูนย์
.
< เอาไงดี หากดูจากร่างกายของมัน ความแข็งแกร่งทางกายภาพและพละกำลังคงเป็จุดเด่นของมัน แต่ก็มีความเป็ไปได้ว่ามันอาจจะด้อยเื่ความเร็ว เพราะฉะนั้น การเริ่มต้นโจมตีก่อนคงจะเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุด >
.
กวีครุ่นคิด ควานหาทางเลือกอย่างระมัดระวังและชาญฉลาด
เพียงแต่ว่า..
“ซุ่ม !!”
ในหนึ่ง่เวลาเพียงชั่วครู่ขณะ กวีได้พลั้งเผลอกะพริบตาเพียงครั้งเดียว ทันใดนั้น ศัตรูได้พุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วสูง รวดเร็วราวกับสายลม ช่างแปลกประหลาดเมื่อร่างกายของมันใหญ่โตประหนึ่งยักษาเช่นนั้น
“ไอ้บ้านี่เร็วจังวะ !!” กวีไม่รอช้าพลางเร่งยกดาบขึ้นป้องเหนือศีรษะ ประจันกับอสูรร้ายในระยะใกล้ชิด หมัดขวาขนาดใหญ่พุ่งตรงเข้ามาประหนึ่งดาวตก กระทบกับคมดาบพร้อมประกายแสงส่องสว่าง
“อั่ก-”
กวีมิอาจต้านทานแรงกายอันมากมายมหาศาลของมัน กระอักเืออกมาเพราะความเ็ป เรือนร่างของลอยละลิ่วปลิวออกไปประหนึ่งเศษกระดาษชำระชิ้นหนึ่ง
“ใครจะไปยอมโดนอยู่ฝ่ายเดียวกันวะ !!” อารมณ์โกรธพลุกพล่านไปทั่วกาย ออร่าสีเทาเปล่งปลั่งออกมาจากทั่วร่าง สองมือจับดาบพลางปักลงสู่พื้นเพื่อลดแรงผลัก สองเท้าตั้งมั่นลงกับพื้นผิวไถลและหยุดลงเมื่อผ่านพ้นไปราวห้าวินาที
ใต้เท้าทั้งสองของกวีก่อเกิดเป็รอยแผลไหม้ แรงเสียดทานอันมหาศาลส่งผลให้พื้นผิวก่อเกิดเป็รอยดำไถลออกไปเป็เส้นตรง
พลันตั้งหลักได้อีกครั้ง กวีจึงเร่งกวาดตามองศัตรู มานาสีเทาปรากฏขึ้นหลายจุด ดวงตา ใบหู ิั เพิ่มพูนประสิทธิภาพการทำงานของประสาทััจนถึงขีดสุดและเฝ้ารอโอกาส
ทันใดนั้น พื้นที่รอบกายของกวีได้ก่อเกิดเป็เรือนเงาขนาดใหญ่เข้าปกคลุม ปรากฏรูปลักษณ์ของาากระทิงอสูรกระทิงคลั่งจาก้า พร้อมสองกำปั้นยกขึ้นเหนือศีรษะตระเตรียมเพื่อบดขยี้จนกว่าร่างกายของกวีจะแหลกละเอียด
“ตู้ม !!”
พลันอสูรกระทิงคลั่งทุบกำปั้นลงไป พื้นดินแหลกเป็เศษส่วนก่อเกิดเป็กลุ่มควันฟุ้งกระจายรอบกายของมัน
เพียงแต่ว่า เมื่อกลุ่มควันจางหายไป กลับพบเพียงรูปลักษณ์ของอสูรกระทิงคลั่งปรากฏตัวขึ้น ไร้ซึ่งเรือนร่างของผู้อื่นใดจมอยู่แทบเท้าของมัน
“โฮ้กกก !!”
เสียงคำรามดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณ แววตาของอสูรกระทิงคลั่งปรากฏเพียงความโกรธอันเป็อนันต์ ในใจเฝ้าครุ่นคิด เหตุใดศัตรูจึงไม่แหลกละเอียดอยู่ใต้เท้าของมัน มีเพียงพื้นที่พังทลายกลายเป็หลุมประหนึ่งอุกกาบาตพุ่งชน
ทันใดนั้น บางสิ่งได้ปรากฏขึ้นจากเหนือหัวของมัน จิตสังหารแรงกล้าแผ่ขยาย คมดาบแหลมคมเข้าจู่โจมอย่างเงียบเชียบ พร้อมถ้อยคำอันว่างเปล่าได้ดังก้องกังวานอยู่ในห้วงอากาศอันเงียบสงัด
แม้จะลบร่องรอยได้อย่างหมดจด กระนั้นจิตฆ่าฟันกลับแรงกล้ายากเกินจะเก็บซ่อน พลันคมดาบในมือขวาของกวีพุ่งเริ่มต้นตวัดออกไป ดวงตาคู่นั้นของอสูรกระทิงคลั่งได้เปล่งประกายเป็แสงสีแดงสว่างไสว พร้อมหมัดขวาพุ่งตรงเข้ามาเพิ่มทวีความรวดเร็วยิ่งกว่าครั้งอื่นใดจนยากเกินจะเลี่ยงหลีก
“ทำไมไอ้บ้านี่มันเร็วขนาดนี้วะ !!” เสียงของกวีพลันถูกเปล่งออกมาด้วยความตื่นตะลึง หมัดขวาของมันว่องไวประหนึ่งเสียง ยากเกินจะหลบพ้น เมื่อนั้นจึงเปลี่ยนจากรุกเป็รับในฉับพลัน กวียกดาบขึ้นป้องด้วยสองมือ พร้อมมานาทั้งหมดถูกโอนถ่ายไปยังดาบงูพิษทมิฬเกลด้าเพื่อยับยั้งการโจมตี
“ตู้มม !!”
หมัดขวาของอสูรกระทิงคลั่งเข้าปะทะกับคมดาบที่เสริมแกร่งแหลมคมจนถึงขีดสุด เชือดเฉือนเนื้อหนังของมันกลายเป็แผล เพียงแต่ว่า เพื่อแลกเปลี่ยนกับาแเพียงเล็กน้อย เรือนร่างของกวีกลับปลิวออกไปอีกครั้ง
พลังหมัดของมันส่งผลให้ร่างกายของกวีลอยละลิ่วปลิวออกไปด้วยความเร็วสูง พลันใกล้เข้าปะทะกับกำแพง มานาจากดาบได้ไหลเวียนไปยังแผ่นหลังแปรเปลี่ยนเป็เกราะในฉับพลัน
“อั่ก-”
กวีกระอักเืออกมา เรือนร่างของเขากระทบเข้ากับกำแพงอย่างรุนแรง ในการโจมตีเพียงครั้งเดียว พลังชีวิตของเขาได้สูญหายไปมากถึงสองในสิบส่วนด้วยกัน
วันเวลาล่วงผ่านไปราวสิบวินาที กระนั้นเ้าอสูรกระทิงคลั่งกลับไม่โจมตีเข้ามา เรือนร่างของมันหยุดนิ่งพลางจ้องมองมาจากที่ห่างไกล ประหนึ่งว่ามันกำลังเฝ้ารอบางสิ่งให้เกิดขึ้น
“บ้าจริง ไอ้เวรนี่มันกำลังเยาะเย้ยเราอยู่” กวีกล่าวพลางครุ่นคิดถึงบางสิ่ง หากเป็เช่นนี้ต่อไป พลังชีวิตของเขาจะถูกลดทอนลงโดยที่มิอาจสร้างความเสียหายให้แก่ศัตรู
กระนั้นแล้ว ไม่ว่าอสูรร้ายหรือพระผู้เป็เ้าย่อมต้องมีจุดอ่อน หากลองเปรียบความสามารถของตนกับอสูรกระทิงคลั่ง ไม่ว่าจะพละกำลังหรือความเร็ว ไม่มีสิ่งใดที่กวีจะสามารถเทียบเคียงกับมัน ในการต่อสู้ระยะประชิดและระยะกลาง ความคล่องตัวของมันย่อมสร้างปัญหาให้แก่กวี เพียงแต่ว่า แม้จะรวดเร็วประหนึ่งสายลม กระนั้นทุกการโจมตีกลับคล้ายคลึงกับว่ามิได้ถูกไตร่ตรองมันอย่างถี่ถ้วน ประหนึ่งสัตว์ป่าที่จู่โจมไปตามสัญชาตญาณดิบของพวกมัน
“กลับไปดูดนมแม่แกซะไอ้ลูกหมา”
ทันใดนั้น กวีได้ฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ ภาพในยามที่เขาจู่โจมพลางด่าทอมันได้ปรากฏขึ้นในหัวของเขา เมื่อนั้นมุมปากของกวีจึงขยับยกขึ้น แปรเปลี่ยนรอยยิ้มของเ้าแห่งเล่ห์กลร้อยหมื่นพันเพทุบาย พร้อมเสียงที่ถูกเปล่งขึ้นหากแต่มันช่างแ่เบาราวกับเสียงกระซิบ
“ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว.. ก็เอาเถอะ ”
พลันสิ้นเสียงของเขา กวีได้ถอดเสื้อออก เผยให้เห็นเสื้อกล้ามที่อยู่ภายใน เรือนเงาของเขาลุกโชนประหนึ่งเปลวเพลิงได้ปกคลุม พร้อมเรือนร่างเริ่มต้นเลือนหายไปในขณะที่ครึ่งหนึ่งได้แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปเป็ยมทูตแห่งความตาย
ห่างจากจุดที่กวีได้ปลิวออกไป ยามนี้อสูรกระทิงคลั่งยังคงนิ่งสงบไม่ขยับเขยื้อนไปไหน ในขณะที่โลหิตสีแดงฉานไหลซึมผ่านาแ แววตาของมันกลับนิ่งสงบไร้ซึ่งจิติญญาประหนึ่งเครื่องจักร หาใช่สิ่งมีชีวิต
ทันใดนั้น ดวงตาของาากระทิงอสูรกระทิงคลั่งได้ปรากฏประกายแสงแห่งชีวิตอีกครั้ง จิตสังหารแรงกล้าพลันพุ่งทะยานเข้ามาจากเบื้องหน้าของมันด้วยความเร็วเหนือเสียง พร้อมเสียงะโถูกเปล่งขึ้นดังก้องกังวานไปทั่วทั้งบริเวณในฉับพลัน
“ทางซ้ายไงไอ้โง่เอ๊ย !!”
ได้ยินเสียงของกวี ประกายแสงสีแดงฉานเปล่งประกายออกมาจากดวงตาของมัน เสียงคำรามดังกึกก้องพร้อมหมัดขวาถูกเหวี่ยงออกไปเพื่อปลิดชีพศัตรู
“โฮ้กก !!”
คำรามอย่างดุดันประหนึ่งสัตว์ร้าย มือขวากางกรงเล็บออกมุ่งตรงไปยังบางสิ่งที่ปรากฏขึ้นจากด้านซ้ายของมันอย่างฉับพลัน ทิ่มแทงเข้าใส่อย่างรุนแรง ทะลุจากอีกด้านไปยังอีกฟากฝั่ง เพียงแต่ว่า สิ่งที่กรงเล็บของมันทิ่มแทงเข้าไป กลับกลายเป็เสื้อผืนหนึ่งหาใช่ร่างกายของศัตรู
“ฉึบ !!”
ร่างจำแลงแห่งความตายได้เชือดเฉือนแขนขวาของอสูรกระทิงคลั่งให้ขาดสะบั้นออกจากร่างกาย เืสีแดงสดเริ่มต้นไหลริน ในขณะที่เดียวกัน เสียงแห่งความเย้ยหยันพลันถูกเปล่งขึ้นพร้อมรอยยิ้มแห่งความตายจากยมทูต
“โทษที.. ชั้นหมายถึงทางซ้ายของชั้นน่ะ”
.
.
.
.
.
.
.
.
อัพเดตวันนี้
ตอนที่80-81เสร็จแล้วครับ + นิยายอีกเื่อีกหนึ่งตอน ซึ่งอีกเื่จะค่อย ๆ เขียนไปไม่รีบ จะจบบทแรกที่ 22 ตอน เขียนเสร็จแล้วจะลงทีเดียวสองเื่ต่อวันเลย อาจเสร็จในราว ๆ อีกสองเดือน เพราะเขียนได้แค่วันเสา-อาทิต เขียนเื่นี้2ตอน อีกเื่1ตอน ส่วนวันธรรมดาต้องทำงานเลิกค่ำ เขียนได้แค่เื่นี้ตอนเดียว สลับไปเขียนอีกเื่บ้างแก้เบื่อ ยังไงก็รอติดตามกันได้เลยครับ :3