บทที่ 6 ไม่ยอมรับจนตาย
แม้ว่าจ้าวซู่อวิ๋นจะพูดเื่เหล่านี้ต่อหน้าเย่ปิงบ่อยครั้ง แต่ถ้าต้องพูดต่อหน้าซูหลีมันก็จะน่าอับอายไม่น้อย เมื่อถึงเวลานั้น คนในหมู่บ้านคงจะนินทากันไปทั่ว แน่นอนว่ามันจะทำให้เธอต้องเสียหน้า เธอไม่ยอมแน่!
เื้ัเด็กซนทุกคน ย่อมมีพ่อแม่คอยเติมเชื้อไฟให้อยู่เสมอ
ในที่สุดซูหลีก็รู้ว่าทำไมเย่ปิงตัวน้อยถึงได้ซนขนาดนี้ ที่แท้ก็เพราะจ้าวซู่อวิ๋นตามใจนี่เอง!
พอเธอจัดการเื่ที่พักเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องรีบแก้ไขนิสัยแย่ ๆ ของเด็กซนคนนี้ก่อนเป็อันดับแรก
เย่หลิงเห็นหลานชายตัวน้อยกำลังก่อปัญหาจนเกินเหตุ จึงรีบกลับเข้าห้องไปหยิบน้ำตาลกรวดมาสองก้อน เพื่อปิดปากเย่ปิงตัวน้อยจนเขายอมเงียบ
เช้าวันรุ่งขึ้น
จ้าวซู่อวิ๋นรู้สึกผิดที่ทุบตีซูหลีอย่างรุนแรง เพื่อแสดงความใจกว้าง เธอจึงซื้อนมผงสองกระป๋องมาให้ซูหลีเป็พิเศษ
ซูหลีก็ไม่ได้เกรงใจ รับมาแล้วเก็บไว้ในห้อง
จ้าวซู่อวิ๋นและคนอื่น ๆ ต้องรีบไปทำงาน เสี่ยวเย่ปิงก็ไปด้วย พวกเขาบอกให้ซูหลีอยู่บ้านดูแลหมู แล้วก็พากันไปทำงาน เกือบทุกครัวเรือนในหมู่บ้านเซิ่งลี่เลี้ยงหมู และเพื่อเป็การสนับสนุนให้ชาวบ้านเลี้ยงหมู ทางรัฐบาลจึงมีการแจกคูปองอาหารสัตว์และคูปองผ้าเป็รางวัล
ครอบครัวเย่ตอบรับนโยบายนี้ ด้วยการเลี้ยงหมูสองตัว
ซูหลีเคยเห็นหมอที่สถานีอนามัยกำลังให้อาหารหมู หลังเจอมันสองครั้ง เธอจึงรู้วิธีการให้อาหารหมู หลังจากปรุงอาหารหมูเสร็จแล้ว ซูหลีก็ยกไปที่คอกหมู
ในยุคนี้คนยังกินไม่อิ่มท้อง หมูเองก็กินอิ่มแค่ครึ่งท้องเท่านั้น มากสุดได้แค่นั้น แม้จะเป็หมู แต่ก็ดูผอมแห้ง ไม่เหมือนหมูตัวอ้วน ๆ ที่เคยพบเห็น
พอเทอาหารหมูลงไปในราง หมูสองตัวที่โตไม่เต็มวัยก็รีบวิ่งมาขย้ำอาหารทันที ในตอนนั้นเอง ซูหลีได้ยินเสียง “โครม” ดังมาจากในบ้าน เหมือนมีอะไรบางอย่างตกลงแตก
หรือว่าจะมีขโมยเข้าบ้านนะ?
เมื่อคิดแบบนั้น ซูหลีก็หยิบไม้ขึ้นมาแล้วเดินเข้าไปในบ้านทันที
บ้านของเธออยู่ทางทิศตะวันออกสุดของหมู่บ้าน ติดกับชายขอบหมู่บ้าน ซึ่งไม่ค่อยปลอดภัยเท่าไหร่นัก
เมื่อซูหลีเดินไปที่หน้าต่าง ซูหลีก็เห็นร่างเล็ก ๆ เคลื่อนไหวผ่านตาไปอย่างรวดเร็ว
นั่นเสี่ยวเย่ปิงไม่ใช่หรือ?
ทำไมเด็กคนนี้ถึงแอบกลับมาในเวลานี้?
ซูหลีเก็บไม้เรียบร้อย แล้วซ่อนตัวอย่าเงียบ ๆ ข้างขอบหน้าต่าง
เสี่ยวเย่ปิงมองไปรอบ ๆ แล้วเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้นก็เลยหยิบแก้วชาเคลือบที่ทำตกแตกเมื่อกี้ขึ้นมา
หลังจากวางแก้วชาไว้บนโต๊ะ เสี่ยวเย่ปิง ก็ล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากอก จากนั้นก็เอื้อมมือไปที่กระป๋องนมผง เปิดฝาออก
เขาเทนมผงลงบนกระดาษ เทลงไปเกือบหนึ่งในสามของกระป๋องในคราวเดียว แล้วใช้กระดาษห่อมันไว้…
การดำเนินการครั้งนี้ เสี่ยวเย่ปิงทำได้อย่างคล่องแคล่วมาก ขณะเดียวกันก็ทำให้ซูหลีรู้สึกตกในมากเช่นกัน
เด็กคนนี้ขโมยของได้อย่างชำนาญเช่นนี้ แน่นอนว่าคงไม่ใช่ครั้งแรก
แม้ว่าซูหลีจะไม่เคยเป็แม่คนมาก่อน แต่เธอก็รู้ว่าเด็ก ๆ ควรได้รับการสั่งสอนั้แ่ยังเล็ก การขโมยของเป็นิสัยที่เลวร้ายมาก
เวลานี้เย่ปิงได้ปิดฝานมผงแล้ว และกำลังวางแผนหนีออกไป
แต่ทว่า พอเขาเดินไปถึงประตู ก็เห็นซูหลียืนกอดอกอยู่
“แม่”
เด็กน้อยร่างสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว ใบหน้าเล็ก ๆ เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก แต่เขาก็รีบสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว
“ลูกถืออะไรอยู่ในมือ?”
“ผมไม่ได้ถืออะไร”
เด็กน้อยแสดงออกชัดเจนว่าจะไม่ยอมรับผิด ตราบใดที่ไม่ถูกจับได้คาหนังคาเขา เขาก็จะไม่มีวันยอมรับอย่างเด็ดขาด โดยอ้างว่าของสิ่งนี้เป็คุณยายให้มา
ซูหลีเดินไปที่โต๊ะ หยิบนมผงขึ้นมา ชูให้เย่ปิงดู “ทำไมกระป๋องนี้ถึงใกล้จะหมดแล้วล่ะ?”
“ผมไม่รู้”
เมื่อนึกถึงคำสัญญาที่ให้ไว้กับเ้าของร่างเดิมว่าจะสั่งสอนเด็กให้ดี ซูหลีจึงกลั้นใจอดทนพูดว่า “บอกความจริงกับแม่มา”
เย่ปิงยังคงดื้อดึงไม่ยอมรับ “ผมไม่รู้ว่าแม่กำลังพูดถึงอะไร”
ถูกจับได้คาหนังคาเขาแบบี้แล้ว แต่ยังไม่ยอมรับอีกหรือ?