ตอนที่ 22
หยุนเสวี่ยเฟิงนอนทอดกายบนพื้นถ้ำได้ไม่นาน ด้านนอกก็เริ่มจะมีฝนเทลงมาอีกครั้ง ความหนาวเย็นก็คืบคลานเข้ามาทีละเล็กทีละน้อย ยิ่งนานมันก็ยิ่งตัวสั่น ครั้นจะเร่งเร้าพลังปราณธาตุไฟเพื่อให้ความอบอุ่นก็ใช่เื่
‘หากว่าทำเช่นนั้นมันก็เท่ากับว่าข้าไม่ได้พัก’ หยุนเสวี่ยเฟิงขบกรามแน่น สายฝนพรำด้านนอกยังคงเทลงมาต่อเนื่อง
ก๊อบ ก๊อบ
ซุ่มเสียงฝีเท้าของสัตว์ป่าดังแว่วจากด้านนอก หยุนเสวี่ยเฟิงที่ได้ยินก็พลันลุกขึ้นทันที พัดกระบี่หยุนเฟิงถูกชักออกมาเตรียมพร้อม
‘สัตว์อสูร!’ หยุนเสวี่ยเฟิงแผ่ััิญญาออกไป มันพบว่าจุดพลังนี้ยิ่งเข้าใกล้ถ้ำก็ยิ่งแผ่พลังิญญาออกรุนแรงขึ้น
‘หรือถ้ำนี้จะเป็รังของมัน’ ชายหนุ่มเห็นว่าท่าจะไม่ดีแล้ว พลังิญญาที่แผ่ออกมาจากเงาด้านนอกถ้ำนั้นดูคล้ายจะมีระดับทัดเทียมกับมัน
เงาด้านนอกเผยให้เห็นร่างสี่ขาอันแปลกประหลาด คอที่ยาวมากผิดปกติกับหัวกลมนั้นคล้ายจะซุกซ่อนดวงตากลมประกายแดงอยู่ มันแผ่กระแสพลังิญญาสีชมพูออกมา หยาดน้ำฝนที่ตกกระทบคล้ายจะระเหยเป็ไอทันทีเมื่อปะทะเข้ากับม่านพลังชมพูนี้
‘ตายเป็ตาย!’ หยุนเสวี่ยเฟิงยิ่งมายิ่งร้อนใจ เมื่อเห็นว่าเ้าอสูรปลดปล่อยพลังปราณธาตุไฟออกมา มันก็พุ่งร่างออกมาจากถ้ำทันที
พัดหยุนเฟิงทอแสงสีแดงวูบวาบ คมปราณกระบี่ก็ปรากฏขึ้นมา หยุนเสวี่ยเฟิงไม่จำเป็ต้องคิดสิ่งอื่นใด เคล็ดวิชากระบี่ดับตะวันที่มันได้ปลดผนึกเมื่อระดับ30 ถูกร่ายใช้ออกทันที
“เสี้ยวเพล...” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวชื่อเคล็ดวิชาได้เพียงครึ่งเดียวก็ชะงักเพียงเพราะรูปร่างของอสูรตัวนี้มันคุ้นเคยมาจากข้อมูลในหัวที่ได้ปลูกถ่ายมา
“อัลปาก้า?” หยุนเสวี่ยเฟิงอ้าปากค้าง สัตว์อสูรคอยาวขนฟูเบื้องหน้ามันคล้ายจะใที่จู่ๆมีเงาพุ่งออกมาจากรังของมัน มันก็ะโเด้งหนีตามสัญชาตญาณ
หยุนเสวี่ยเฟิงที่เห็นดังนั้นมันก็ออกวิ่งตามมา แม้นว่าขาทั้งสี่ของอัลปาก้าตัวนี้จะสั้น แต่ความเร็วของมันหาได้เชื่องช้าไม่ หากว่าได้พินิจผ่านม่านฝนและความมืดแล้วจะพบว่าใต้เท้าของมันกำลังผนึกพลังปราณธาตุลมอยู่
“เดี๋ยวก่อน.. ข้าขอโทษ!” หยุนเสวี่ยเฟิงโกนไล่หลัง เ้าอัลปาก้าขนสีชมพูก็พลันหยุดชะงักทันที มันลังเลเล็กน้อย หัวกลมของมันค่อยๆหันมามองชายหนุ่ม
“ข้าจะไม่ทำอะไรเ้า” หยุนเสวี่ยเฟิงได้รู้มาจากเหว่ยซานว่าเหล่าสัตว์อสูรจะเริ่มมีสติสัมปชัญญะมากกว่าสัตว์ทั่วไปก็ต่อเมื่อมีพลังิญญาระดับสามสิบขึ้นไป และก็เป็จริงอย่างที่ว่า เ้าอัลปาก้าสีชมพูเหมือนจะรู้ความ มันพ่นลมหายใจคราหนึ่งก่อนจะเดินอ้อมไปยังถ้ำน้อยของมัน
หยุนเสวี่ยเฟิงที่เห็นดังนั้นก็เดินตามมันไป เ้าอัลปาก้าสีชมพูมิได้สนใจหนุ่มน้อยอีก เมื่อเดินเข้าไปด้านในถ้ำแล้วมันก็พับขาสั้นของมันลงนั่ง ดวงตากลมสีแดงพลันปิดลง
“เ้าหลับแล้วหรือ” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อหลบฝนมาด้านในถ้ำแล้วก็กล่าวถาม
“ฟู่!” เ้าอัลปาก้าพ่นลมหายใจอีกครา คล้ายจะบอกว่า ‘อย่ามายุ่ง’
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอพักผ่อนที่นี่สักคืนนะ” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็นั่งพิงผนังถ้ำ
น่าแปลกที่ถ้ำน้อยในบัดนี้คล้ายจะมิได้เหน็บหนาวดังเช่นก่อนหน้า สายฝนด้านนอกยังคงกระหน่ำลงมาไม่ขาดสายจวบจนหยุนเสวี่ยเฟิงผลอยหลับไป เ้าอัลปาก้าแอบแง้มดวงตาขึ้นมามองหยุนเสวี่ยเฟิงคราหนึ่ง เมื่อเห็นว่าหนุ่มน้อยหลับไปแล้วมันก็พ่นลมหายใจ ขนสีชมพูของมันค่อยๆฟูขึ้นอย่างช้าๆ พร้อมกันที่อุณหภูมิภายในถ้ำสูงขึ้นเล็กน้อยไม่นานนักภายในถ้ำน้อยนี้ก็ปกคลุมไปด้วยขนสีชมพูอันนุ่มนวล
รุ่งเช้ายามฟ้าเปิดก็ย่างกรายมาถึง แสงแดดส่องกระทบพื้นแอ่งน้ำเข้าเปลือกตาของหยุนเสวี่ยเฟิง พร้อมกันนั้นมันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ขูดดินโคลนอยู่ด้านนอกถ้ำ ชายหนุ่มลุกขึ้นบิดี้เีเล็กน้อย แต่ท้องไส้กลับบิดงอหิวจนมันต้องงอตัว
‘ข้าต้องหาอะไรกินแล้ว’ หยุนเสวี่ยเฟิงคิดได้ดังนั้นมันก็เดินออกมาภายนอกถ้ำ สิ่งแรกที่มันกระทำก็คือการแหงนมองดวงอาทิตย์ยามเช้า แต่เพียงมองกลับลงมามันก็พบว่าเ้าอัลปาก้าสีชมพูกำลังใช้เท้าสั้นขุดคุ้ยบางอย่างอยู่
“เ้าหาอะไร?” หยุนเสวี่ยเฟิงมองอย่างพินิจ เ้าอัลปาก้าไม่มีท่าทีสนใจมันแม้แต่น้อย สองเท้าหน้าก็ยังขุดคุ้ยต่อไป
‘รอดูเสียหน่อยหรือจะไปหาอะไรกินดี?’ ใจหนึ่งก็อยากรู้อยากเห็น ใจหนึ่งมันก็รู้สึกหิว ดังนั้นมันจึงไม่รีรอที่จะกระทำบางอย่าง
“ให้ข้าช่วยเ้าไหม?” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวถาม เ้าอัลปาก้าจึงหันมามองมันแล้วพยักหน้า
หยุนเสวี่ยเฟิงไม่รอช้า มันทอดสายตาออกไปรอบๆเพื่อหาอะไรบางอย่าง
“เจอแล้ว” หยุนเสวี่ยเฟิงยกยิ้มก่อนจะปลดปล่อยพลังิญญาเข้าควบคุมท่อนไม้แหลมสามแท่ง
“ถอยออกมาก่อน” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าวขึ้น เ้าอัลปาก้าแม้จะงุนงงกับการกระทำของชายหนุ่ม แต่มันก็ยอมถอยห่างจากหลุมตื้นนั้น
หยุนเสวี่ยเฟิงค่อยๆควบคุมท่อนไม้แหลมไปยังปากหลุมตื้นก่อนจะบังคับให้มันจ้วงแทงลงพื้นและงัดดินขึ้นมา
“แม๊ะ!” พลันนั้นเ้าอัลปาก้าก็ร้องออกมา มันหันมาสบตากับหยุนเสวี่ยเฟิงคราหนึ่ง ที่มุมปากของมันคล้ายจะยกขึ้นทั้งสองด้าน ดวงตากลมเล็กหรี่ลงเล็กน้อย
“เ้ากำลังยิ้ม?” หยุนเสวี่ยเฟิงแปลกใจไม่น้อย สัตว์อสูรมันยิ้มได้ด้วยหรือ?
หยุนเสวี่ยเฟิงใช้เวลาเพียงไม่ถึงอึดใจ ท่อนไม้ทั้งสามก็ขุดพบบางสิ่งบางอย่าง เ้าอัลปาก้าเห็นดังนั้นมันก็ไม่รอช้าพลังปราณธาตุไฟถูกเร่งเร้าขึ้นมา ในขณะเดียวกันมันก็อ้าปากพ่นเปลวเพลิงไปยังหลุมที่มีท่อนไม้นั้น
“เ้าจะทำอะไร?!” หยุนเสวี่ยเฟิงใ มันวิ่งเข้ามาดูหลุมตื้นที่มีท่อนไม้สามท่อนกำลังลุกไหม้อยู่ บริเวณใจกลางหลุมกับคล้ายว่าจะมีบางสิ่งกำลังถูกไฟจากท่อนไม้ค่อยๆเผา
“นี่คือหัวมัน!” หยุนเสวี่ยเฟิงตาลุกวาว แต่เ้าอัลปาก้ากลับเดินเข้ามาแล้วใช้หัวกลมนุ่มกระแทกหยุนเสวี่ยเฟิงให้ออกห่าง
“แม๊ะ!” เ้าอัลปาก้าแยกเขี้ยวใส่หยุนเสวี่ยเฟิง ชายหนุ่มคล้ายจะรับรู้ว่ามันต้องสารสื่อสารสิ่งใด
“ข้าช่วยเ้าขุด ข้าควรได้ส่วนแบ่ง หัวมันห้าหัวนี้อยู่ลึกไปบ้าง หากว่าเ้าใช้ขานั่นขุดข้ามวันก็ยังไม่ได้กิน” หยุนเสวี่ยเฟิงเบ้ปาก มันใช้พลังิญญาบังคับท่อนไม้อีกสามท่อนเข้ามาใส่ในกองไฟ
“ฟู่!” เ้าอัลปาก้านั่งลง ใบหน้าของมันฉายแววไม่สบอารมณ์อยู่บ้างก่อนจะเชิดใส่ชายหนุ่ม
“ก็ได้ๆ ข้าจะสอนเ้าควบคุมสิ่งของแลกกับหัวมันสองหัว ตกลงไหม?” หยุนเสวี่ยเฟิงมิรู้ว่ามันบ้าหรือฉลาด สัตว์อสูรเหล่านี้แม้ว่าจะมีสติสัมปชัญญะ แต่ก็ใช่ว่าจะว่ากล่าวรู้เื่รู้ราวไปเสียหมด แต่แล้วเ้าอัลปาก้าก็กลับทำให้ชายหนุ่มแทบหงายหลัง
ตุบ ตุบ
มันใช้เท้าหน้าข้างนึงตบลงบนพื้นสองครา คล้ายว่ามันกำลังกล่าวว่า ‘เ้ามานั่งตรงนี้’
“เฮ่อ.. ข้าคงหิวจนบ้าไปแล้ว” หยุนเสวี่ยเอื้อนเอ่ยก่อนจะไปนั่งด้านข้างเ้าอัลปาก้าสีชมพู
หนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรจ้องมองหัวมันเผาอยู่นานแสนนาน อันที่จริงแล้วความรู้สึกว่านาน จะเกิดขึ้นเมื่อคนเราต้องรอคอยเท่านั้น เมื่อหัวมันสุกได้ที่แล้ว กลิ่นหอมก็ลอยฟุ้งขึ้นมา หยุนเสวี่ยเฟิงน้ำลายเริ่มไหลออกมา หัวมันลูกใหญ่จำนวนห้าหัว กินเพียงสองหัวก็ดูเหหมือนจะอิ่มข้ามวันเลยทีเดียว
ครั้นเมื่อหยุนเสวี่ยเฟิงกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบจับหัวมันนั้นเอง เ้าอัลปาก้าพลันยื่นเท้าออกมาตีหลังมือมันคราหนึ่ง
“โอ๊ย.. เ้าทำอะไร” หยุนเสวี่ยเฟิงรีบรั้งมือกลับ ในขณะเดียวกันเ้าอัลปาก้าก็พ่นลมหายใจออกมา
เ้าอัลปาก้าสีชมพูหลังจากที่มันตีมือหยุนเสวี่ยเฟิงแล้วมันก็ลุกขึ้น ก่อนจะใช้เท้าเขี่ยหัวมันหนึ่งหัวไปยังหยุนเสวี่ยเฟิง
“ข้าจะสอนเ้า แลกกับหัวมันสองหัว มิใช่หนึ่ง” หยุนเสวี่ยเฟิงขมวดคิ้ว เ้าอัลปาก้าได้ยินดังนั้นมันก็เขี่ยหัวมันออกมาอีกหนึ่งหัวมาวางตรงหน้ามัน แล้วจึงเงยหน้ามองชายหนุ่ม
“ให้ข้าสอนก่อนสินะ” หยุนเสวี่ยเฟิงกล่าว เ้าอัลปาก้าก็ผงกหัว มิรู้ว่าเหตุใดหยุนเสวี่ยเฟิงจึงเข้าใจได้ในทันที
“เ้าแค่แผ่กระแสพลังิญญาออกไป ในขณะนั้นให้คิดว่ากระแสพลังนี้เป็มือใช้หยิบจับ.. ข้าลืมไปเ้าไม่มีมือ” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มแห้ง มันมองขึ้นลงระหว่างสองเท้าหน้ากับใบหน้าเ้าอัลปาก้า
“ฟู่!” เ้าอัลปาก้าคล้ายจะไม่สบอารมณ์ เท้าด้านที่อยู่ติดกับหัวมันพลันยกขึ้นแล้วกระแทกลงพื้น
“เดี๋ยว!” หยุนเสวี่ยเฟิงใ มันกางมือออกเพื่อห้ามปราม กีบเท้าน้อยสีชมพูพลันหยุดลงบนหัวมันพอดิบพอดี เมื่อเห็นดังนั้นหยุนเสวี่ยเฟิงก็ลอบถอนหายใจ
“ข้าขอโทษ เรามาเริ่มเรียนกันใหม่”
และแล้วหยุนเสวี่ยเฟิงก็เริ่มระวังคำพูดมากขึ้น มันใช้เวลาสอนเ้าอัลปาก้าอยู่พักใหญ่ ในขณะนั้นมันก็กินหัวมันหัวแรกไปด้วย เ้าอัลปาก้าสีชมพูนี้คล้ายจะเข้าใจคำกล่าวของชายหนุ่มทุกอย่าง เพียงมันทำตามที่หยุนเสวี่ยเฟิงสอนมันก็สามารถบังคับก้อนหินและท่อนไม้ขึ้นมาขุดดินได้แล้ว
“เก่งมาก” หยุนเสวี่ยเฟิงรู้สึกชื่นชม ไม่รู้ว่าเหตุใดภาพของเหว่ยซานและเจี้ยนเหล่ยที่เคยกล่าวชื่นชมมันกลับผุดขึ้นมาเ้าอัลปาก้าเมื่อได้รับคำชมมันก็ชูคอขึ้นในท่าทางอวดดี มุมปากด้านหนึ่งยกยิ้มขึ้นเป็มาดเป็เหมาะ
“ที่นี้ข้าขอหัวมันอีกลูกได้หรือยัง” หยุนเสวี่ยเฟิงเหล่ตามองเ้าอัลปาก้าที่ชูคอ ท่าทางของมันหากว่าเปรียบเช่นมนุษย์มันดูคล้ายจะเป็เด็กจอมอวดเก่งเล็กน้อย
“แม๊ะ!” เ้าอัลปาก้าเชิดหน้ากู่ร้องด้วยท่าทีอารมณ์ดี มันใช้เท้าเขี่ยหัวมันไปให้หยุนเสวี่ยเฟิงโดยมิได้มอง หนุ่มน้อยที่เห็นดังนั้นมันก็อดรู้สึกหมั่นไส้เสียมิได้
“ข้ารู้ว่าเ้าเก่ง ถ้าอย่างนั้นลองทำแบบนี้” หยุนเสวี่ยเฟิงหยิบตะเกียบสองคู่ออกมาจากกำไลหยกดำ คู่หนึ่งมันซัดไปปักที่หัวมันของอัลปาก้า ส่วนอีกคู่นั้นมันได้ควบคุมให้คีบเนื้อมันเผาเข้าปาก
“แม๊ะ!” อัลปาก้าเมื่อรู้ว่าตนเองถูกท้า มันก็ลองทำเลียนแบบหยุนเสวี่ยเฟิงมันที ตะเกียบที่ชายหนุ่มส่งให้ได้ถูกพลังิญญาสีชมพูเข้าครอบงำ แต่แล้วมันก็ไม่สามารถทำให้ตะเกียบนั้นอ้าออกจากกันเพื่อคีบเนื้อมันเผาได้
“เ้ายังต้องฝึกอีก” หยุนเสวี่ยเฟิงยิ้มเยาะ
“แม๊ะ.. ฟู่!”
“เอ๊ะ! เ้าไม่ต้องมาอ้างเช่นนั้น ข้าทำได้ั้แ่วันแรกที่ฝึก”
และแล้วหนึ่งคนหนึ่งสัตว์อสูรก็ได้เริ่มสนทนาคนละภาษา แต่หยุนเสวี่ยเฟิงกลับเข้าใจได้อย่างน่าประหลาด มันมิได้มีความสามารถพิเศษเหนือผู้ใดในด้านนี้แม้แต่น้อย หากว่ามีผู้ใดมาพบเห็นการกระทำเช่นนี้แล้ว คงต้องกล่าวหามันว่าเป็คนบ้าแน่แท้
เวลา่เช้าเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว หยุนเสวี่ยเฟิงหลังจากที่สอนเ้าอัลปาก้าใช้วิชาควบคุมตะเกียบได้แล้ว มันก็แยกจากเ้าตัวขนสีชมพู ทิศทางที่มันมุ่งหน้าไปยังคงเป็เมืองเหว่ยเช่นเดิม
“หวังว่าจะไม่ต้องพบเ้าหน้าแก่นั่นอีก” หยุนเสวี่ยเฟิงถอนหายใจคราหนึ่งก่อนจะมุ่งหน้าเข้าเมือง
ในวันนี้หนุ่มน้อยตั้งใจแล้วว่ามันจะต้องหางานรับจ้างประทังชีวิตสักอย่างให้ได้ ครั้นเมื่อเดินผ่านตรอกซอยร้านบะหมี่ที่มันเคยก่อเื่ เถ้าแก่คนขายบะหมี่ก็ทักทายมันด้วยวาจาสดใส
“ผู้เยาว์! ทางนี้ๆ” เถ้าแก่ร้านบะหมี่กวักมือเรียกว่า สีหน้าอันยิ้มแย้มต่างจากเมื่อวันก่อนทำให้หยุนเสวี่ยเฟิงอดที่จะสงสัยไม่ได้
“มีอะไรหรือเถ้าแก่?”
“ั้แ่เมื่อวานที่เกิดเื่ เช้านี้ร้านของอั๊วขายดิบขายดีเป็พิเศษ นี่ๆ เ้าเอาไปกินสักสามห่อก็แล้วกัน” คนขายบะหมี่ว่าแล้วก็ยัดเยียดห่อบะหมี่แห้งใส่มือ
“เอ่อ.. ขอบคุณเถ้าแถ่” หยุนเสวี่ยเฟิงรับห่อบะหมี่มาอย่างงงๆ ครั้นเมื่อจะถามหาสาเหตุกลับมีลูกค้ามากมายเข้ามากินบะหมี่ สุดแล้วมันก็ยังมิได้กล่าวอันใดอีก
‘ช่างแปลกประหลาดเสียจริง’ หยุนเสวี่ยเฟิงสายหัว มันเก็บห่อบะหมี่สามห่อเข้ามิติเก็บของ ภายในมิติเก็บของนี้สามารถเก็บรักษาทุกสิ่งไว้ได้โดยไม่สูญเสียแม้กระทั่งอุณหภูมิ ทุกอย่างที่ถูกเก็บในนั้นจะยังคงมีสภาพไม่ต่างจากตอนก่อนจะเก็บมันลงไป (ดองปลาร้าไม่ได้นะ)
หยุนเสวี่ยเฟิงเดินทอดน่องเอื่อยเฉื่อยอีกครั้ง แม้ว่ามันจะได้รับอาหารสำหรับค่ำนี้และพรุ่งนี้อีกสองมื้อ แต่ก็มิใช่ว่ามันจะไม่ต้องหาเงิน มันจึงยังคงเสาะหาหนทางทำเงินต่อไปอีก
ครั้นเมื่อเดินผ่านซอกซอยภายในเมืองเหว่ยจนครบแล้ว มันก็รู้สึกโล่งใจที่ไม่ได้พบเจอเซียวเฉิงเฟย แต่ในขณะเดียวกันมันก็หนักใจที่ไม่สามารถเสาะหางานรับจ้างใดๆได้
“พี่น้องทั้งหลาย.. โปรดช่วยหลานของข้าด้วยเถิด..”
ในขณะที่หยุนเสวี่ยเฟิงกำลังเดินคอตกออกไปด้านนอกเมืองนั่นเอง ชายชราผู้หนึ่งพลันเดินเข้ามาเกาะรั้งชายเสื้อของมันไว้
“มีอะไรหรือท่านตา” หยุนเสวี่ยเฟิงเมื่อเห็นว่าชายชราคล้ายมีเื่ทุกข์ใจ มันจึงหยุดรับฟัง
“หลานของข้าป่วยหนัก ตอนนี้ยังขาดสมุนไพรหญ้าเขียว เงินข้าก็ไม่มี คุณชายโปรดช่วยเราผู้ชราด้วยเถิด..” ชายชราว่าแล้วมันก็โค้งคำนับขึ้นลงอยู่หลายครั้ง บรรดาชาวบ้านที่สัญจรไปมาต่างเริ่มหันมามองดูมัน
“ท่านตา.. ข้าก็ไม่มีเงินเช่นกัน แต่ข้าสามารถไปเสาะหาให้ท่านได้ ท่านพอจะรู้รูปลักษณ์และสถานที่ที่หญ้านี่ขึ้นหรือไม่?” หยุนเสวี่ยเฟิงคล้ายจะเริ่มคล้อยตามชายชรา
“ขอบคุณมากพ่อหนุ่ม หญ้าเขียวนี้ขึ้นบนเขา อยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองราวยี่สิบลี้ ลักษณะของมันจะเป็ใบห้าแฉกสีเขียว แต่หากว่าท่านพบว่ามันมีดอกขึ้นมา โปรดนำดอกมาแทนใบ เพราะสามารถใช้บรรเทาอาการของหลานชายข้าได้ชะงัดกว่า”
“ท่านโปรดวางใจ หากว่าถ้าพบเจอแล้วข้าจะรีบนำกลับมาให้ท่านทันที!” หยุนเสวี่ยเฟิงไม่รีรอให้ชายชราได้คุกเข่าขอบคุณ มันเร่งผนึกพลังปราณก่อนจะดีดตัววิ่งออกไปยังทิศทางที่ชายชราชี้
‘ว่าแต่ว่า เมื่อข้าได้มาแล้ว ข้าจะเอาไปส่งได้ที่ไหนกัน?’ หยุนเสวี่ยเฟิงลืมนัดแนะจุดนัดพบชายชราไปเสียสนิท ครั้นเมื่อย้อนกลับไปที่เดิมกลับพบว่าชายชรามิได้อยู่ตรงนั้นเสียแล้ว
“ตัวสมุนไพรสำคัญว่า ได้มาแล้วค่อยออกตามหาท่านตาคนนั้น” หยุนเสวี่ยเฟิงว่าแล้วมันก็ทะยานตัวออกไปอีกครั้ง
การกระทำทุกอย่างของหยุนเสวี่ยเฟิงั้แ่เข้าเมืองมานั้น ถูกจับตามองไว้อยู่ก่อนแล้ว ผู้ที่เฝ้ามองมันกำลังมองผ่านกล้องสองทางไกลโบราณ ด้านข้างของมันยังมีหญิงสาวในชุดแดงยืนอยู่ ไม่นานนักเสียงเรียกของชายชราก็ดังขึ้นด้านข้าง
“ข้าทำตามที่พวกเ้าบอกแล้ว ไหนล่ะเงิน?” ชายชราผู้นี้คือคนเดียวกับที่ขอร้องหยุนเสวี่ยเฟิง แต่บัดนี้ท่าทางของมันกลับแปรเปลี่ยนไปเป็คนละคน
“จ่ายให้ท่านตาไป” ชายหนุ่มมิได้ละสายตาจากกล้องส่องทางไกล หญิงสาวในชุดแดงเบ้ปากคราหนึ่งก่อนจะยื่นเงินจำนวนสองเหรียญเงินให้กับชายชรา
ครั้นเมื่อผู้ทักทวงเงินจากไปแล้ว หญิงสาวก็ใช้ด้ามทวนสีเทาตีเข้าที่แขนของชายหนุ่ม แล้วจึงกล่าวน้ำเสียงดุว่า
“เ้าติดข้าสามเหรียญเงิน!”
“เดี๋ยวก่อน’ซิ่วอิน’ แม้ว่าข้าจะไม่เห็น แต่จ้ารู้ว่าเ้าจ่ายท่านตาไปเพียงสองเหรียญเงิน อีกหนึ่งเหรียญเงินมาจากไหน?” ชายหนุ่มละสายตาจากอุปกรณ์สอดแนมมาจ้องหญิงสาว
“เซียวเฉิงเฟย.. เ้าอย่าบังอาจเรียกชื่อข้าห้วนๆ ส่วนอีกหนึ่งเหรียญเงินคือดอกเบี้ย!” หญิงสาวกล่าวเสียงดุ
“โอ.. เดี๋ยวนี้’องค์หญิงหมอกเพลิงหวังซิ่วอิน’ริอ่านปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหด ข้าจะป่าวประกาศให้ทั่วพินแดนเทียนฉิน” เซียวเฉิงเฟยว่าแล้วมันก็ทำท่าคล้ายจะะโออกมา หวังซิ่วอินที่เห็นดังนั้นก็ใช้ด้ามทวนโขกศีรษะมันไปหนึ่งที แล้วกล่าวว่า
“ดอกเบี้ยห้าสิบเหรียญทองแดง”
“ก็ยังพอรับได้” เซียวเฉิงเฟยมุมปากยิ้ม แต่ในใจของมันก็ลอบคิดว่า ‘ก็ยังแพงอยู่ดี’
“อย่ามัวแต่มากความ เ้าจะทำอย่างไรต่อ” หวังซิ่วอินว่าแล้วก็เก็บทวนสีเทาเข้ามิติ
“เปลี่ยนชุด ปกปิดตัวตน แล้วตามมันไป” เซียวเฉิงเฟยว่าแล้วก็ส่งห่อผ้าสีดำให้กับหญิงสาว จากนั้นมันก็กล่าวต่อว่า
“ประเดี๋ยวเจอกันนอกเมือง ใต้ต้นไม้ทึบนั้น” เซียวเฉิงเฟยว่าแล้วมันก็ชี้ไปยังยอดไม้หนาทึบด้านนอกเมือง
“ตกลง” หวังซิ่วอินกล่าวแล้วนางก็คว้ากล้องส่องทางไกลในมือชายหนุ่ม ยังมิทันที่เซียวเฉิงเฟยจะทักท้วงอันใด หญิงสาวก็หายลับไปเสียแล้ว
“เฮ่อ.. รู้ทันอีกจนได้” เซียวเฉิงเฟยว่าแล้วก็หันกายเดินออกไป จุดหมายของมันตอนนี้ก็คือหาสถานที่ลับตาคนเพื่อผลัดเปลี่ยนอาภรณ์
จบตอน.
ผู้เขียน : เสียงร้องของอัลปาก้าเป็ยังไงหว่า?
ลิ้งค์กลุ่มนิยายไว้อัพเดตข่าวสารครับ https://web.facebook.com/groups/911624589606223