ดวงตาคมมองภาพเหมือนของชายผู้หนึ่งมานานนับชั่วยามนับแต่ที่นางได้มันมาจากพ่อบุญธรรม ชุดเกราะที่เขาสวมบ่งบอกว่าเขาไม่ใช่คนในแคว้นของนางใบหน้าด้านข้างที่เพียงแว๊บเดียวก็บอกได้ว่าหล่อเหลาคงทำสตรีที่ได้พบเห็นหลงเสน่ห์ได้ไม่อยากในภาพชายผู้นี้อายุน่าจะไม่เกินยี่สิบห้า เมื่อคิดย้อนไปอายุของเขาในเวลานี้ก็พอๆกับนางตอนนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะโหดเหี้ยมถึงขันสั่งฆ่านายทหารยศไม่ได้ใหญ่มากถึงจวนในต่างแคว้น
“หากเจ้าไม่คนฆ่าล้างตระกูลข้าไม่แน่ว่าข้าอาจจะตกหลุมรักเจ้า”
ปลายนิ้วเรียวไล้ไปตามกรอบหน้าชัดสันกรามคมนั่นชวนหลงใหลจนนางเผลอลูบวนอยู่หลายครั้งคิ้วดำดกที่เรียงตัวสวยดั่งคันศรดวงตาเรียวคมดูไร้อารมณ์ทว่าแฝงความรู้สึกขี้เล่นกำลังมองตำราในมืออย่างตั้งใจทำนางอดรู้สึกลึกๆ ไม่ได้ว่าหากชายผู้นี้ไม่เป็นคนที่ทำให้นางต้องสิ้นครอบครัวเขาคงเป็นคนที่นางหลงรักแม้เพียงเห็นภาพวาด
แต่เพียงไม่นานที่เด็กสาวมีความคิดเช่นนั้นพลันดวงตาของนางก็เปลี่ยนเป็นคุกรุ่นราวมีเพลิงกองใหญ่สุมไว้มือทั้งสองที่ลูบภาพวาดก็เปลี่ยนเป็นขยำกระดาษในมือนั่นจนยับยู่ความรู้สึกชิงชังรังเกียจปะทุในใจนางภาพบิดาโดนชายชุดดำใช้ดาบแทงทะลุหัวใจยังคงติดตา ภาพมารดาที่แสนอ่อนหวานของนางโดนกระชากศีรษะมองสามีโดนทรมานยังตรึงอยู่ในความรู้สึกเสียงร้องโหยหวนเหล่านั้นยังฝังแน่นในความทรงจำฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรชายผู้นี้นางก็ต้องฆ่าให้ได้
หรงเยียนเยียนโยนภาพนั้นลงเตาไฟหลังนางจ้องจนจำทุกรายละเอียดของคนผู้นั้นได้ก่อนจะก้าวไปที่แท่นบูชามองป้ายวิญญาณบุพการีด้วยสายตาแน่วแน่
“ท่านพ่อ ท่านแม่ อีกไม่นานอีกไม่นานลูกจะทวงคืนความเป็นธรรมให้ท่านเอง”
ดวงตาเรียวมองแถวยาวเหยียดที่ต่อเข้าประตูเมืองอูเมืองเขตชายแดนแคว้นซีชวน ที่ตั้งค่ายทหารของทัพทมิฬ กองทัพที่คนผู้นั้นบัญชาการ
“หนังสือเดินทาง” มือเล็กเปรอะเปื้อนเศษดินโคลน ยื่นเอกสารไปตรงหน้าชายทหารที่จ้องนางเขม็งท่าทางเงอะงะที่นางแสดงออกมา ทำนายทหารผู้นั้นแทบจะไม่สงสัยติดใจอะไรนอกจากเอ่ยชื่อในเอกสารออกมาเท่านั้น
“ซูหรง”
“จะจะ-เจ้าค่ะ”
ท่าทางคล้ายขอทานของนางทำให้ทหารยามเฝ้าประตูเมืองปล่อยเข้ามาเมืองโดยง่ายกายเล็กเดินไปตามเส้นทางพร้อมมองสำรวจไปด้วยตามสัญชาตญาณที่เรียนมาเมืองนี้นับเป็นเมืองขนาดกลางมีผู้คนพลุกพล่านแต่กลับไม่วุ่นวายบนท้องถนนเต็มไปด้วยแผงร้านค้าคึกคัก มีผู้คนมากมายเดินเลือกจับจ่ายใช้สอยเยียนแพศยาเดินไปตามเส้นทางก่อนจะเอาตัวเองไปปะปนกับกลุ่มขอทานที่รวมกันอยู่ในตรอกข้างภัตตาคารใหญ่พร้อมกับหูของนางทำงานอย่างหนักฟังเรื่องราวที่พอเป็นประโยชน์ไปด้วย
ตลอดเวลาสามวันที่นางทำตัวกลมกลืนกลุ่มคนในเมืองและชาวบ้านนับว่าเป็นประโยชน์อย่างมากเพราะนางได้รู้ว่ากองทัพทมิฬที่แม่ทัพฉือดูแลได้คว้าชัยกลับมาอีกครั้งและครั้งนี้ก็เป็นครั้งใหญ่เพราะเขาสามารถเอาเมืองที่พ่อบุญธรรมนางเคยยึดไปเมื่ออดีตกลับมาได้เยียนเยียนไม่เพียงได้ยินมาว่าครั้งนี้เขาสร้างผลงานใหญ่เพียงเท่านั้นเพราะนางยังได้ยินมาอีกว่าเจ้าเมืองจะจัดงานเลี้ยงฉลองชัยให้กับกองทัพหลังพวกเขาเดินทางกลับมาถึงเมืองซึ่งก็คืออีกสามวันข้างหน้า
‘อีกสามวันข้าก็จะได้เจอท่านแล้ว.. แม่ทัพฉือ’
หรงเยียนเยียนมองป้ายคณะดนตรีที่ไปจะไปเล่นที่งานเลี้ยงในครั้งนี้พลางยกยิ้มดวงตาของนางเป็นประกายแฝงไปด้วยไออาฆาตก่อนจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วพร้อมเท้าของนางก้าวเข้าไปภายในใบหน้าหวานละมุนสะอาดสะอ้านเต็มไปด้วยความสดใสราวบุปผายามเช้าเปื้อนรอยยิ้มที่ทำเหล่าบุรุษทั้งหลายที่กำลังฝึกซ้อมต่างพร้อมใจกันหยุดหันมองสตรีไม่คุ้นหน้าที่เดินเข้ามาด้วยท่าทางไม่มั่นใจจนพวกเขาต่างกรูเข้าไปหาอย่างสนใจในตัวผู้มาใหม่
“เจ้า เจ้าต้องการพบใครหรือ”
เสียงบุรุษดังแซ่งแซ่ออกมาพร้อมกันจนแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงของผู้ใดก่อนจะมีชายร่างสูงท่าทางเจ้าชู้โผล่ออกมาจากฝูงชน หน้าตาเขานับว่าไม่เลวการแต่งกายก็ดูดีกว่าหลายคนในนี้ คาดว่าสถานะคงไม่ธรรมเด็กสาวประเมินเขาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะแสร้งชายตามองเขาพร้อมยกมือขึ้นปิดปาก จมูกเอ่ยอ่อนหวานด้วยท่าทางเขินอาย
“ข้า ข้าน้อยมาหางานทำเจ้าค่ะได้ยินว่าคณะดนตรีพวกท่านต้องการนางรำ ข้าพอจะมีวิชาอยู่บ้างจริงลองมา”
“ดีๆ มาๆ ข้าจะพาเจ้าไปหาพ่อข้าพ่อข้าเป็นเจ้าของคณะดนตรีนี่ หากเขาว่าดีเจ้าย่อมมีงานทำ”เยียนเยียนยิ้มบางมองชายผู้นั้นที่พูดกับนางด้วยท่าทางตื่นเต้น นางคิดไม่ผิดจริงๆว่าอย่างน้อยชายผู้นี้ต้องมีบทบาทในคณะดนตรีนี่ และนางก็คิดไม่ผิด
หญิงสาวเดินตามร่างบุรุษร่างสูงสง่าไปตลอดเวลาแม้จะแสร้งก้มหน้าท่าทางเจียมตัวแต่ก็รับรู้ได้ว่ามีสายตามากมายจ้องนางตลอดพร้อมมีเสียงซุบซิบแว่วมาไม่ขาดสงสัยในสถานะของนาง จนเข้ามาในห้องห้องหนึ่งบนเก้าอี้หลังโต๊ะตัวใหญ่มีร่างอ้วนป้อมของชายวัยกลางคน เขาสวมเสื้อผ้าเนื้อดีกว่าทุกคนที่นี่บ่งบอกว่าเป็นเจ้าของคณะดนตรีแห่งนี้ไม่ผิด
“ท่านพ่อ ข้าพานางรำใหม่ให้ท่าน”
“คนครบแล้วข้าไม่เอา!” เสียงนั้นเอ่ยออกมาไม่แม้จะเงยขึ้นมองใบหน้าของผู้มาใหม่ทั้งสอง
“ท่านพ่อ ท่านเงยขึ้นมาก่อน หน้าตานางงดงามท่าทางอ่อนช้อยรับรองเข้าไปแสดงที่ค่ายครั้งนี้ไม่แน่ว่าท่านอาจจะได้รางวัล”ชายวัยกลางคนที่งกเงินเงยทันทีที่บุตรชายเอ่ยถึงผลประโยชน์เขาละสายตาสงสัยจากบุตรไปที่ร่างเล็กยืนซ้อนด้านหลังก่อนกายนั้นจะลุกขึ้นอย่างสนใจหลงใหล
งาม งามอย่างที่บุตรกล่าวเท้าทั้งสองก้าวเข้ามาหาเด็กสาวราวละเมอ ก่อนจะเผลอยื่นมือออกไป หมายสัมผัสใบหน้าหวานนี้แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเด็กสาวร่างเล็กผงะถอยหลังด้วยท่าทางหวาดกลัว
แฮ่ม!!
“เจ้า เจ้าว่ามาสมัครเป็นนางรำใช่หรือไม่?” ชายวัยกลางคนแสร้งตีเสียงเข้มกลบเกลื่อนท่าทางหื่นกามของตนก่อนจะกลับไปยังโต๊ะ นั่งลงมองคนอายุน้อยกว่าอย่างวางมาด
‘เฒ่าหัวงู’
เยียนเยียนยกยิ้มจ้องใบหน้าบุรุษทั้งสองด้วยท่าทางใสซื่อ ทว่า..ในใจนางกลับค่อนขอดเขาอย่างรังเกียจก่อนจะแนะนำตัวออกไป
“เจ้าค่ะ ข้าน้อยแซ่ซู นามคำเดียวว่าหรง พลัดถิ่นตกอับไม่มีที่อยู่ มีเพียงวิชาร่ายรำอยากจะมาของานทำเข้าค่ะ”
สิ้นคำแนะนำตัวเด็กสาวร่างเล็กก็ตั้งท่าร่ายรำในทันทีเพราะกลัวจะเสียโอกาสท่อนแขนเรียวเล็กวาดไปในอากาศ ดวงตาเรียวเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวนชวนหลงทั้งอ่อนหว่านแสดงออกมาได้อย่างดีในยามหมุนกายทุกส่วนทำงานสอดประสานได้อย่างคล่องแคล่วท่าทางอ่อนช้อยนั้นทำชายทั้งสองตกตะลึง ดวงตาพวกเขาเบิกกว้างร่างกายแข็งทื่อการแสดงของนางทำเขาคล้ายได้ขึ้นสวรรค์ชมการแสดงของเทพเซียนก็ไม่ปาน
แปะ แปะ
ทันทีที่ร่างเล็กหยุดนิ่งพร้อมยิ้มหวานเสียงปรบมือจากชายทั้งสองในห้องก็ดังขึ้นมาทันทีพร้อมคำชมที่ดังก้องเยียนเยียนยิ้มหวานเมื่อเจ้าของคณะรับนางเข้ามาทำงานก่อนจะออกจากห้องตามหลังชายร่างสูงไปทางห้องนอนของนางรำพร้อมฝึกซ้อมตามที่เขาสั่งไม่ขาดแม้ว่าจะเจอคำดูถูกริษยาของสตรีหลายคนในคณะที่ว่านางใช้เสน่ห์ล่อลวงเพื่อให้ได้งานนางก็ไม่สนใจตีหน้าซื่อแสร้งทำตัวอ่อนแอต่อไป
จนวันที่ต้องไปแสดงในค่ายเดิมทีพ่อบุญธรรมจะส่งคนมาช่วยนางหลังได้รู้ว่านางจะเข้าไปในค่ายทหารแต่เป็นนางไม่อยู่รอคนของเขาเพราะเห็นว่าโอกาสเหมาะเด็กสาวมองตัวเองในชุดนางรำสีแดงสดท่อนกายส่วนบนมีเพียงเสื้อครึ่งตัวปกปิดประทุมถันอวบอิ่มเปิดเผยหน้าท้องบางขาวราวหิมะแรกท่อนล่างเป็นกระโปรสีเดียวกันยาวกรุยกรายเนื้อโปร่งพลิ้วไหวทุกครั้งที่ย่างเดินผ้าที่ออกมาให้แยกชิ้นกันก็จะแหวกลึกเผยให้เห็นท่อนขาเรียวไปถึงต้นขาทั่วทั้งร่างของนางยังมีกระพรวนเม็ดเล็กที่ประดับไปทั่วไม่ว่าจะเป็นข้อมือข้อเท้าหรือศีรษะทำให้ทุกครั้งที่นางขยับตัวจะมีเสียงกรุ้งกริ้งดังตามมา
และแม้นางจะเอาเสื้อคลุมมาห่อหุ้มร่างก็มิวายมีสายตากระหายแสดงออกมาจากคนในคณะจนเด็กสาวที่ต้องเก็บไอสังหารเอาไว้ให้มิดรำคาญลุกเดินออกมาจากกระโจมคณะแสดงลัดเลาะออกมาด้านนอกเข้าไปนั่งในกระโจมที่ไร้คนเฝ้าทั้งยังอยู่ห่างกระโจมหลังอื่นดูไม่พลุกพล่าน
เยียนเยียนถอนหายใจยาม นางและคณะมาถึงที่นี่ตั้งแต่เมื่อบ่ายแต่เพราะไม่ได้มีเพียงคณะดนตรีของนางที่มาทำการแสดงเด็กสาวที่แต่งตัวแต่งหน้างดงามจึงจำต้องอดทนรอไปก่อน
ดวงตาคู่เล็กมองความเข้มงวดของค่ายแห่งด้วยความรู้สึกหนักใจปนชื่นชมนางไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนผู้นั้นถึงพาชัยชนะหลับแคว้นได้เพราะตั้งแต่เข้ามาในค่ายนี้นางเห็นการตรวจตรา ฝึกซ้อมอย่างเข้มงวดแม้จะมีงานฉลองทุกทีที่มองไปล้วนเป็นระเบียบเคร่งครัด ทั้งทุกคนยังมีสายตาแน่วแน่สมกับเป็นนายทหารปกป้องแคว้น
ในขณะที่เด็กสาวกำลังสำรวจทุกอย่างด้วยความสนใจกลับมีสายตาคู่หนึ่งจ้องร่างของนางไม่ละไปไหน แม้จะเดาออกว่านางเป็นใครแต่เพราะประสบการณ์ในสนามรบทำให้เขาอดสงสัยกับท่าทางของนางไม่ได้
ฉือฟ่านเย่มองเด็กสาวใบหน้าสะสวยที่แง้มม่านกระโจมหลายครั้งไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาท่าทางลับๆ ล่อๆ ของนางทำเขายิ่งสงสัยในตัวตนของคนร่างเล็กแต่ก็อดใจเฝ้ามองนางอย่างใจเย็นเพราะอยากรู้ว่านางจะทำอะไรต่อ
ทางด้านเด็กสาวที่คิดว่าตัวเองอยู่ลำพังก็พยายามทบทวนเส้นทางในค่ายก่อนจะมาที่นี่นางคิดไว้แล้วว่าจะสำรวจแล้วหาทางตีสนิทคนในค่ายก่อนเพราะถึงอย่างไรเรื่องสังหารคนผู้นั้นคงยังไม่อาจทำได้เลยนอกเสียจากว่านางจะสามารถหาจังหวะได้อันนั้นก็เป็นอีกเรื่อง ยิ่งคิดเรื่องแก้แค้นเด็กสาวก็ยิ่งเคียดแค้นสีหน้าท่าทางของนางเปลี่ยนไปจนฟ่านเย่ที่ซ่อนอยู่หลังกล่องขนาดใหญ่เริ่มแน่ใจว่าสตรีนางนี้ต้องมีอะไรผิดแปลกสายตาของเขามองนางที่นั่งกำมือแน่นปากสีแดงสดเช่นเดียวกับชุดเม้มเป็นเส้นตรงก่อนจะทุบมันลงกับพื้นที่นั่งไร้ท่าทางเจ็บปวดทั้งที่เขาเห็นชัดว่ามือของนางโดนเซี้ยนไม้ตำจนเลือดไหลซิบ
‘เจ้านี่น่าสนใจไม่น้อยเลยสวยน้อย’
ฟ่านเย่พูดกับตัวเองในใจพลางยกยิ้มจ้องเด็กสาวหน้าตาสะสวยดึงเสี้ยนแหลมออกจากแผลด้วยดวงตาเฉยชาไม่แสดงท่าทีเจ็บออกมาสักนิดแต่เพียงไม่นานสีหน้าพวกนั้นก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเมื่อเสียงร้องเรียกนางสีหน้าเจ็บปวดฉายชัดน้ำตาเม็ดโตซึมออกมาจากหางตาอย่างรวดเร็ว ก่อนจะออกไปพร้อมชายร่างสูงผู้นั้นที่คาดว่าน่าจะอยู่คณะเดียวกับนาง
“ซูหรงหรือ? สาวน้อยข้ารู้นักว่าเจ้าจะทำอะไรต่อ”
เสียงทุ้มเอ่ยออกมาพร้อมร่างที่ปรากฏออกจากที่ซ่อนมองตามแผ่นหลังเล็กของชายหญิงที่กำลังเดินเคียงกันไปรอยยิ้มเกรียมปรากฏบนใบหน้า เขาเห็นสตรีมามากมายคนที่แข็งแรงเด็ดเดี่ยวก็เห็นมามากสตรีอ่อนหวานบอบบางก็เห็นมาไม่น้อย แต่ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะมาเห็นสตรีแพศยาเปลี่ยนท่าทางรวดเร็วราวลมพัดผ่านต่อหน้าต่อตาเช่นนี้เขาพึ่งจะมาเห็นอยากจะรู้นักว่านางจะทำอะไรต่อ ร่างสูงใหญ่ก้าวออกไปจากกระโจมก่อนจะเรียกบ่าวข้างกายมาหา
“ท่านแม่ทัพ”
“เจ้าไปซื้อสตรีนามซูหรงมา คืนนี้ข้าจะนอนกับนาง”