แกนกลืนวิญญาณต้องห้าม

    “ตอนที่ 36 โต๊ะสุราของสัตว์ประหลาด”

    แสงโคมสีแดงนับพันดวงส่องสะท้อนผิวน้ำใต้หอเมฆาเทียนหลิง

    ราตรีคืนนี้…

    นครเทียนหลิงสว่างยิ่งกว่าคืนใดในรอบปี

    รถม้าสัตว์อสูรจอดเรียงรายยาวหลายร้อยจั้ง

    กลิ่นสุราชั้นดีลอยปะปนกับกลิ่นเครื่องหอมราคาแพง

    เสียงพิณดังแผ่วคลอไปกับเสียงหัวเราะของเหล่าขุนนาง พ่อค้า และผู้ฝึกตนระดับสูง

    แต่ใต้เสียงหัวเราะเหล่านั้น—

    กลับมีแรงกดดันบางอย่างแผ่ซ่านอยู่เงียบ ๆ

    เหมือนมีสัตว์ร้ายจำนวนมาก…

    กำลังนั่งอยู่ในห้องเดียวกัน

    บนชั้นเจ็ดของหอเมฆาเทียนหลิง

    ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดสำหรับงานเลี้ยงของห้าสำนักใหญ่

    สายตานับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องไปยังโต๊ะกลางห้อง

    โต๊ะกลมนั้น…

    ไม่มีใครกล้านั่งมั่ว

    เพราะมันคือโต๊ะของ “อัจฉริยะ”

    คนที่มีสิทธิ์นั่งตรงนั้น—

    คือคนที่วันหน้าจะสั่นสะเทือนทั้งแคว้น

    เสียงฝีเท้าดังขึ้นช้า ๆ

    เสี่ยวชวนเดินเข้ามา

    ชุดสีดำปักลายเมฆฟ้าครามพลิ้วไหวเบา ๆ ตามแรงลมจากระเบียงสูง

    เขาไม่ได้เดินเร็ว

    ไม่ได้ปล่อยแรงกดดัน

    แต่ทุกก้าว…

    มั่นคงอย่างประหลาด

    บทสนทนาในห้องค่อย ๆ เบาลง

    หลายคนหันมามอง

    ศิษย์บางส่วนของสำนักอื่นเริ่มกระซิบกันเบา ๆ

    “นั่นคือหลินเสี่ยวชวน?”

    “คนที่ข่าวลือว่าชนะข้ามขั้นบ่อย ๆ นั่นน่ะหรือ?”

    “ดูไม่เหมือนคนบ้าพลัง…”

    “แต่สายตาเขา…”

    ไม่มีใครพูดต่อ

    เพราะทันทีที่สบตา—

    พวกเขารู้สึกเหมือนถูกบางอย่างจ้องกลับ

    เย็น

    นิ่ง

    และลึกเกินอ่านออก

    หานอวี่ที่นั่งอยู่ก่อนแล้วปรายตามองเล็กน้อย

    เขายังคงเย็นชาเหมือนเดิม

    ด้านหลังสะพายกระบี่ยาวสีเงิน

    แม้เพียงนั่งเฉย ๆ

    แต่รอบตัวกลับมีคมกระบี่บางเบาแผ่ออกมาไม่หยุด

    คนผู้นี้…

    เหมือนดาบที่ยังไม่ชักออกจากฝัก

    แต่ทุกคนรู้ว่า—

    หากมันออกมาเมื่อไร

    ต้องมีคนตาย

    “มานั่ง”

    หานอวี่กล่าวเรียบ ๆ

    เสี่ยวชวนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนนั่งลง

    ตรงข้ามเขา—

    ชายร่างใหญ่ในชุดดำเข้มกำลังดื่มสุราอยู่เงียบ ๆ

    ผมสั้น

    คิ้วหนา

    ร่างกายกำยำราวสัตว์อสูร

    แม้ไม่ได้ปล่อยลมปราณ

    แต่แรงกดดันจากร่างกายเพียงอย่างเดียว…

    ก็ทำให้คนทั่วไปหายใจลำบากแล้ว

    เหยียนตง

    อัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนักภูผาทมิฬ

    ผู้มีข่าวลือว่าเคยใช้หมัดเดียว…

    ทุบสัตว์อสูรระดับสร้างแกนพลังตายทั้งเป็น

    เหยียนตงเงยหน้ามองเสี่ยวชวน

    แม้แต่สาวใช้ยังมือสั่นตอนรินสุราให้เขา จากนั้นเขายกจอกสุราขึ้นดื่ม

    “เจ้าดูผอมกว่าที่ข้าคิด”

    เสียงเขาหนักเหมือนหินผา

    เสี่ยวชวนตอบเรียบ ๆ

    “ข้าไม่ได้ฝึกวิชาด้วยกล้ามเนื้อ”

    เหยียนตงชะงักเล็กน้อย

    จากนั้นหัวเราะออกมาเบา ๆ

    “ดี”

    “ข้าเกลียดคนโอ้อวด”

    ไม่ไกลกันนัก—

    ชายชุดเขียวคนหนึ่งกำลังนั่งเล่นมีดสั้นในมือ

    มีดหมุนไปมาระหว่างนิ้วอย่างน่าหวาดเสียว 

    เขาหล่อเหลา

    รอยยิ้มบางเบา

    ดวงตาหรี่ลงเหมือนคนง่วงตลอดเวลา

    แต่คนที่นั่งใกล้เขา…

    กลับขยับเก้าอี้หนีโดยไม่รู้ตัว

    เฟิงลั่ว

    ศิษย์อันดับหนึ่งแห่งสำนักวายุไร้เงา

    นักฆ่าที่เร็วที่สุดในรุ่นเดียวกัน

    ว่ากันว่า…

    คนที่เห็นเขาชักมีด

    มักไม่มีชีวิตเล่าเรื่องต่อ

    เฟิงลั่วเหลือบมองเสี่ยวชวนเพียงครู่เดียว

    จากนั้นยิ้มบาง ๆ

    “ในที่สุดก็ได้เจอ”

    เสี่ยวชวนมองกลับ

    “เจ้าเคยได้ยินชื่อข้าหรือ?”

    “ได้ยินสิ”

    เฟิงลั่วหยุดหมุนมีด

    “ข้าได้ยินว่า…”

    “เจ้าฆ่าคนเก่ง”

    ทั้งโต๊ะเงียบลงเล็กน้อย

    แม้แต่เสียงพิณด้านล่างยังเหมือนเบาลง

    เสี่ยวชวนไม่ตอบทันที

    เพียงยกจอกสุราขึ้นจิบช้า ๆ

    “ข่าวลือมักเกินจริง”

    เฟิงลั่วหัวเราะในลำคอ

    “งั้นหรือ…?”

    “แต่กลิ่นเลือดบนตัวเจ้า…ไม่โกหกนะ”

    พรึ่บ

    บรรยากาศรอบโต๊ะเปลี่ยนทันที

    สายตาหลายคู่คมขึ้น

    โดยเฉพาะจากสำนักจิตวิญญาณ

    มู่ชิงที่นั่งเงียบมาตลอดค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

    นางสวมชุดสีม่วงเข้ม

    ใบหน้างดงามเย็นชา

    ดวงตาราวกับมองทะลุจิตใจคน

    รอบตัวนางมีแรงกดดันทางจิตวิญญาณบางเบา

    แม้ไม่ตั้งใจ—

    แต่คนอ่อนแอกว่ากลับไม่กล้าสบตา

    นางมองเสี่ยวชวนอยู่ครู่หนึ่ง

    ก่อนกล่าวเสียงเบา

    “เขาพูดไม่ผิด”

    “เจ้าผ่านการฆ่ามาแล้ว”

    ทันทีที่คำพูดนั้นดังขึ้น

    ศิษย์หลายคนหน้าซีดทันที

    เพราะคำพูดนี้ออกจากปากมู่ชิง

    ซึ่งฝึกวิชาจิตวิญญาณ

    นางแทบไม่เคยมองคนพลาด

    เสี่ยวชวนวางจอกลงช้า ๆ

    “ผู้ฝึกตน…”

    “หากไม่เคยฆ่าใครเลย”

    “คงอยู่ได้ไม่นาน”

    ไม่มีใครเถียง

    เพราะทุกคนรู้—

    มันคือความจริง

    เพียงแต่…

    ไม่ใช่ทุกคนจะพูดมันออกมาตรง ๆ

    เฟิงลั่วยิ้มกว้างขึ้น

    สายตาเหมือนหมาป่าที่เจอเหยื่อถูกใจ

    “ดี…”

    “อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ใช่พวกลูกคุณหนู”

    ขณะนั้นเอง—

    เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากบันไดทางเข้า

    ตึง…

    ตึง…

    ตึง…

    ทั้งห้องเงียบลงโดยอัตโนมัติ

    ไม่ใช่เพราะมีใครสั่ง

    แต่เพราะแรงกดดันที่แผ่ออกมานั้น…

    หนักเกินไป

    ชายหนุ่มในชุดแดงเข้มเดินเข้ามาช้า ๆ

    ผมสีดำยาวสลวย

    ดวงตาคมราวเปลวเพลิง

    ทุกก้าวที่เดิน—

    ลมปราณร้อนระอุรอบตัวทำให้อากาศบิดเบี้ยวเล็กน้อย

    ฮั่วเจิน

    อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งนครเทียนหลิง

    ศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักเพลิงสุริยัน

    และ—

    ตัวเต็งอันดับหนึ่งของศึกจัดอันดับเมือง

    ทันทีที่เขาปรากฏตัว

    แม้แต่เหล่าขุนนางด้านนอกยังหยุดคุย เหงื่อตก

    สายตาทุกคู่จับจ้องมาทันที

    ฮั่วเจินไม่ได้รีบร้อน

    เขาเดินตรงมายังโต๊ะอัจฉริยะ

    จากนั้น…

    สายตาหยุดอยู่ที่เสี่ยวชวน

    ทั้งห้องเงียบสนิท

    ไม่มีใครกล้าพูด

    เพราะทุกคนรู้ว่า—

    สองคนนี้…

    ต้องปะทะกันสักวัน

    ฮั่วเจินมองอยู่ครู่หนึ่ง

    ก่อนยิ้มบาง ๆ

    “เจ้าคือหลินเสี่ยวชวน?”

    เสี่ยวชวนสบตาเขาตรง ๆ

    ไม่มีหลบ

    ไม่มีเกรงกลัว

    “ใช่”

    เงียบ

    ลมด้านนอกพัดผ่านม่านแดงเบา ๆ

    เสียงกระดิ่งหยกดังกรุ๊งกริ๊ง

    ฮั่วเจินยิ้ม

    แต่รอยยิ้มนั้น—

    กลับทำให้หลายคนหนาวสันหลัง

    “หวังว่า…”

    “เจ้าจะอยู่ถึงรอบที่ได้พบข้า”

    ตูม—

     

    เสียงแก้วลั่นดังเปรี๊ยะ!

     

    แม้ไม่มีการปะทะ

    แต่แรงกดดันจากลมปราณเพลิงกลับแผ่ออกมาบางส่วน

    แก้วสุราบนโต๊ะหลายใบสั่นเบา ๆ

    ศิษย์บางคนถึงกับหน้าซีด

    นี่คือแรงกดดันของผู้ที่ยืนอยู่ระดับสูงสุดของรุ่นเดียวกัน

    แต่เสี่ยวชวน…

    ยังนั่งนิ่ง

    เขาเพียงมองฮั่วเจินเงียบ ๆ

    ก่อนตอบกลับเรียบง่าย

    “ข้าก็หวังเช่นนั้น”

    พรึ่บ

    สายตาของหลายคนเปลี่ยนไปทันที

    เพราะคำพูดนั้น—

    เท่ากับ “รับคำท้า”

    หานอวี่หัวเราะเบา ๆ ครั้งแรกในคืนนี้

    เหยียนตงยกสุราดื่มรวดเดียวหมด

    เฟิงลั่วหรี่ตาลงอย่างสนุกสนาน

    ส่วนมู่ชิง…

    ยังคงมองเสี่ยวชวนไม่วางตา

    เหมือนกำลังพยายามมองลึกเข้าไปในเงามืดบางอย่าง

    ที่แม้แต่นางเอง…

    ก็ยังอ่านไม่ออก

    ด้านนอกหอเมฆาเทียนหลิง

    ลมราตรีเริ่มแรงขึ้น

    เมฆดำค่อย ๆ เคลื่อนผ่านดวงจันทร์

    ราวกับพายุบางอย่าง…

    กำลังก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ

    และคืนนี้—

    อัจฉริยะทั้งห้า

    ได้เริ่มจดจำกันแล้วจริง ๆ

     

    ค่ำคืนของหอเมฆาเทียนหลิง…ยังคงสว่างไสว

    เสียงพิณยังบรรเลง

    เสียงหัวเราะยังดัง

    สุรายังคงถูกเทลงจอกไม่ขาดสาย

    แต่—

    บรรยากาศกลับเปลี่ยนไปแล้ว

    หลังจากคำพูดของเฟิงลั่ว

    “เจ้ามีกลิ่นเลือด”

    ทั้งงานเลี้ยงเงียบงันอยู่หลายลมหายใจ

    ไม่มีใครพูด

    ไม่มีใครหัวเราะ

    แม้แต่นักดนตรีบนชั้นสอง…ยังดีดพิณช้าลงโดยไม่รู้ตัว

    เสี่ยวชวนเพียงนั่งนิ่ง

    มือข้างหนึ่งวางอยู่บนจอกสุรา

    สายตาสงบ

    ไม่อธิบาย

    ไม่ปฏิเสธ

    เพราะบางเรื่อง—

    ยิ่งอธิบาย…ยิ่งดูน่าสงสัย

    เฟิงลั่วหัวเราะเบา ๆ

    เด็กหนุ่มจากสำนักวายุไร้เงาผู้นั้นมีใบหน้าคมบางราวภูตผี

    ดวงตาเรียวยาว

    เย็น

    และอันตราย

    “ข้าไม่ได้ดูถูกเจ้า”

    เขาพูดพลางหมุนจอกสุราเล่น

    “ข้าแค่เคยเห็นสายตาแบบนั้น”

    “สายตาของคน…ที่เคยฆ่าคนจริง ๆ”

    เงียบ

    ผู้คนรอบข้างเริ่มหายใจเบาลงโดยไม่รู้ตัว

    แม้แต่พวกอัจฉริยะหลายคน…ก็เริ่มมองเสี่ยวชวนเปลี่ยนไป

    ก่อนหน้านี้—

    พวกเขาเห็นเพียง “ศิษย์ของซ่งเทียนอวิ๋น”

    แต่ตอนนี้…

    พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้

    อาจมีอะไรดำมืดกว่านั้น

    หานอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย

    จินเยว่วางจอกลงช้า ๆ

    แม้แต่มู่ชิงจากสำนักจิตวิญญาณ…ยังหรี่ตามอง

    คนที่ฆ่าคน

    กับคนที่ “พร้อมจะฆ่า”

    ไม่เหมือนกัน

    และคนในห้องนี้—

    ล้วนดูออก

    จ้าวหรงยิ้มขึ้นช้า ๆ

    รอยยิ้มนั้นเหมือนงูพิษที่เพิ่งได้กลิ่นเลือด

    ในที่สุด…

    เขาก็เจอช่อง

    “โอ้?”

    จ้าวหรงหัวเราะเบา ๆ

    “พูดแบบนี้…ไม่เท่ากับกำลังบอกว่า ศิษย์สำนักกระบี่ฟ้าครามผู้นี้ เคยสังหารคนมาแล้วหรอกหรือ?”

    คำพูดนั้นฟังดูเหมือนล้อเล่น

    แต่ทุกคนรู้

    มันไม่ใช่

    เสี่ยวชวนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ

    สายตาคมนิ่ง

    จ้าวหรงยังคงยิ้ม

    “อายุเพียงเท่านี้…กลับมีกลิ่นเลือดติดตัว”

    “หรือว่า…ข่าวลือเรื่องสุสานลับนั่นจะเป็นจริง?”

    ทันใดนั้น—

    บรรยากาศเย็นลงทันที

    ศิษย์จากสำนักกระบี่ฟ้าครามหลายคนสีหน้าเปลี่ยน

    แม้แต่เพ่ยเหยา…ยังเริ่มมองจ้าวหรงด้วยแววตาไม่พอใจ

    เพราะทุกคนรู้ดี

    ข่าวลือเกี่ยวกับ “สุสานลับมือสังหาร”

    เริ่มแพร่กระจายมาระยะหนึ่งแล้ว

    แต่ไม่มีหลักฐาน

    ไม่มีใครกล้ายืนยัน

    ทว่า—

    หากมีคนเริ่มพูดในที่สาธารณะ

    เรื่องเล็ก…จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที

    “จ้าวหรง”

    เสียงหนึ่งดังขึ้นเรียบ ๆ

    หลิงมู่เฉินบุตชายประมุขคนโตของตระกูลหลิงวางจอกสุราลง

    “วันนี้เป็นงานเลี้ยง”

    “ไม่ใช่ศาลไต่สวน”

    จ้าวหรงหัวเราะ

    “แน่นอน ข้าเพียงสงสัย”

    “หรือถามไม่ได้?”

    “หรือว่า…”

    เขามองเสี่ยวชวน

    “มีอะไรปิดบังจริง ๆ?”

    หลิงเอ๋อกำลังจะลุกขึ้นด่า

    แต่เสี่ยวชวนยกมือห้ามไว้เบา ๆ

    จากนั้น—

    เขาจึงพูดเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดเรื่อง

    “คนที่ไม่เคยฆ่าใคร”

    “อยู่ในโลกผู้ฝึกตนไม่ได้”

    เสียงของเขาไม่ดัง

    แต่ชัดเจน

    ทั้งงานเงียบลงอีกครั้ง

    แม้แต่จ้าวหรงยังชะงักไปชั่วขณะ

    เสี่ยวชวนยกจอกสุราขึ้น

    สายตานิ่งราวผิวน้ำยามค่ำคืน

    “ต่างกันแค่…”

    “ฆ่าด้วยเหตุผลอะไร”

    ไม่มีใครพูดต่อทันที

    เพราะคำพูดนั้น…

    แทงลึกเกินไป

    ผู้ฝึกตนที่ขึ้นมาถึงระดับนี้—

    ใครบ้างไม่เคยฆ่า?

    เพียงแต่…

    ไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ เท่านั้น

    เฟิงลั่วหัวเราะเบา ๆ

    มู่ชิงมองเสี่ยวชวนนานขึ้น

    ส่วนฮั่วเจิน…

    เพียงยิ้มมุมปาก

    เหมือนกำลังดูบางอย่างที่น่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ

    แต่ในมุมหนึ่งของหอเมฆาเทียนหลิง—

    ชายวัยกลางคนในชุดคลุมม่วงกำลังมองทุกอย่างเงียบ ๆ

    จ้าวเทียนหลง

    ประมุขตระกูลจ้าว

    ดวงตาของเขาเรียวแคบ

    ลึกล้ำ

    เหมือนคนที่คิดอะไรอยู่ตลอดเวลา

    ข้างกาย—

    มีชายชราชุดเทานั่งอยู่

    “ท่านประมุข”

    ชายชราพูดเบา ๆ

    “เด็กคนนี้…เริ่มมีอิทธิพลมากเกินไปแล้ว”

    จ้าวเทียนหลงไม่ตอบทันที

    สายตายังคงจับอยู่ที่เสี่ยวชวน

    “ซ่งเทียนอวิ๋นให้หน้าเขา”

    “ตระกูลหลิงเข้าข้างเขา”

    “แม้แต่เฮยเจิ้นซาน…ยังมองเขาไม่ธรรมดา”

    ชายชราหรี่ตา

    “ควรจัดการหรือไม่?”

    จ้าวเทียนหลงเงียบอยู่ครู่หนึ่ง

    จากนั้นจึงหัวเราะเบา ๆ

    “ไม่”

    “ถ้าจะฆ่าเสือ…”

    “ต้องแน่ใจก่อนว่าแทงครั้งเดียวตาย”

    เขายกจอกสุราขึ้นช้า ๆ

    “และตอนนี้…”

    “เรายังไม่รู้เลยว่า เด็กนั่นเป็นเสือ”

    “หรือเป็นมังกร”

    อีกด้านหนึ่ง—

    จ้าวหรงกำลังกำจอกแน่น

    เขาเกลียดสายตาของผู้คนตอนนี้

    เพราะตั้งแต่เสี่ยวชวนเข้ามา—

    จุดสนใจทั้งหมดค่อย ๆ เปลี่ยนไป

    ทั้งที่เขาเป็นบุตรชายตระกูลจ้าว

    เป็นอัจฉริยะระดับสร้างแกนพลังขั้นปลาย

    แต่คืนนี้…

    ทุกคนกลับพูดถึงหลินเสี่ยวชวน

    เด็กที่เพิ่งดังขึ้นมาไม่กี่เดือน

    เขาไม่ชอบ

    ไม่ชอบอย่างมาก

    “พี่ใหญ่”

    เสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ

    จ้าวลู่เอ๋อร์เดินเข้ามา

    หญิงสาวในชุดกระโปรงฟ้าอ่อนมีกลิ่นอายสงบนิ่ง

    งดงาม

    แต่ดวงตาฉลาดเกินวัย

    “ท่านกำลังรีบร้อนเกินไป”

    จ้าวหรงหันมองน้องสาว

    “เจ้าหมายความว่าไง?”

    “คนแบบหลินเสี่ยวชวน…”

    นางมองไปยังเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งเงียบ ๆ ท่ามกลางสายตาทุกคู่

    “ถ้ากดไม่ตายตั้งแต่ครั้งแรก”

    “เขาจะยิ่งอันตราย”

    จ้าวหรงเงียบ

    จ้าวลู่เอ๋อยิ้มบาง

    “คนฉลาด…ไม่สร้างศัตรูโดยไร้ประโยชน์”

    “แต่ถ้าจะสร้าง…”

    “ต้องแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีวันลุกขึ้นได้อีก”

    คำพูดนั้นนุ่มนวล

    แต่เย็นจนเหมือนน้ำแข็ง

    สมแล้วที่เป็นคนตระกูลจ้าว

    อีกมุมหนึ่งของงาน—

    เฮยเฟิงกำลังหัวเราะเสียงต่ำ

    “น่าสนใจจริง ๆ”

    เขาหันไปหาเฮยเยว่

    “เจ้าเห็นไหม?”

    “เด็กนั่นไม่เหมือนพวกอัจฉริยะทั่วไป”

    เฮยเยว่พยักหน้าเบา ๆ

    ดวงตาของนางมองเสี่ยวชวนนิ่งนาน

    “เขาเงียบเกินไป”

    “เหมือนคนที่ผ่านอะไรมาเยอะ”

    เฮยเฟิงหัวเราะ

    “ข้าชอบคนแบบนี้”

    “อย่างน้อย…ก็จริงใจกว่าไอ้พวกยิ้มปลอม ๆ ในห้องนี้”

    เขาดื่มสุราหมดจอก

    จากนั้นกล่าวต่อเบา ๆ

    “พ่อเคยพูด…”

    “อาวุธที่ดีที่สุด”

    “มักผ่านไฟหนักที่สุด”

    ขณะเดียวกัน—

    บนชั้นสูงสุดของหอเมฆาเทียนหลิง

    เหล่าผู้อาวุโสและประมุขสำนักกำลังมองลงมา

    ซ่งเทียนอวิ๋นนั่งนิ่ง

    สีหน้าไม่เปลี่ยน

    แต่ดวงตา…

    กลับมีประกายบางอย่าง

    หลิงซูเหยาหัวเราะเบา ๆ

    “ศิษย์ของท่าน…หาเรื่องเก่งกว่าที่คิดนะ”

    ซ่งเทียนอวิ๋นจิบชา

    “เด็กที่อ่อนแอ”

    “ไม่มีค่าพอให้คนหาเรื่อง”

    เฮยเจิ้นซานหัวเราะลั่น

    “พูดดี!”

    ส่วนประมุขสำนักเพลิงสุริยัน—

    เพียงนั่งมองเงียบ ๆ

    เขาแก่กว่าใครในห้อง

    และสายตาเฉียบคมกว่าใครเช่นกัน

    “เด็กคนนี้…”

    เขาพึมพำ

    “ใจนิ่งเกินวัย”

    “ถ้าไม่ตายกลางทาง…”

    “อนาคตน่ากลัวแน่”

    ด้านล่าง—

    เสียงพิณเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง

    ผู้คนเริ่มกลับมาพูดคุย

    หัวเราะ

    ดื่มสุรา

    เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

    แต่ทุกคนรู้ดี—

    ตั้งแต่วินาทีนี้

    ชื่อของ “หลินเสี่ยวชวน”

    ได้ถูกดึงเข้าสู่เกมของเมืองเทียนหลิงอย่างสมบูรณ์แล้ว

    เกมที่มีทั้งอำนาจ

    ผลประโยชน์

    เลือด

    และความตาย

    บางคนอยากดึงเขาขึ้นสูง

    บางคนอยากเหยียบเขาให้จมดิน

    เพราะในโลกแห่งผู้ฝึกตน—

    อัจฉริยะที่ยังไม่เติบโต

    คือทรัพยากร

    แต่เมื่อเริ่มเติบโต…

    มันจะกลายเป็น “ภัยคุกคาม”

    และภัยคุกคาม—

    ย่อมมีคนอยากกำจัดเสมอ

    เสี่ยวชวนมองออกไปนอกหน้าต่าง

    แสงโคมแดงส่องสะท้อนดวงตาของเขา

    งดงาม

    แต่หนาวเย็น

    ในหัว—

    เสียงของเซวียนซาดังขึ้นช้า ๆ

    “เห็นหรือยัง…?”

    “มนุษย์พวกนี้…”

    “ยิ้มเก่งกว่าผีเสียอีก”

    เสี่ยวชวนไม่ตอบ

    เพียงยกจอกสุราขึ้นดื่ม

    รสชาติขมฝาดไหลผ่านลำคอ

    เหมือนค่ำคืนนี้

    ที่แม้จะเต็มไปด้วยแสงไฟ

    แต่กลับมืดกว่าที่คิดไว้มากนัก

    คล้ายกับเรื่องแกนกลืนวิญญาณต้องห้าม ที่คุณอ่าน