แสงโคมสีแดงนับพันดวงส่องสะท้อนผิวน้ำใต้หอเมฆาเทียนหลิง
ราตรีคืนนี้…
นครเทียนหลิงสว่างยิ่งกว่าคืนใดในรอบปี
รถม้าสัตว์อสูรจอดเรียงรายยาวหลายร้อยจั้ง
กลิ่นสุราชั้นดีลอยปะปนกับกลิ่นเครื่องหอมราคาแพง
เสียงพิณดังแผ่วคลอไปกับเสียงหัวเราะของเหล่าขุนนาง พ่อค้า และผู้ฝึกตนระดับสูง
แต่ใต้เสียงหัวเราะเหล่านั้น—
กลับมีแรงกดดันบางอย่างแผ่ซ่านอยู่เงียบ ๆ
เหมือนมีสัตว์ร้ายจำนวนมาก…
กำลังนั่งอยู่ในห้องเดียวกัน
บนชั้นเจ็ดของหอเมฆาเทียนหลิง
ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดสำหรับงานเลี้ยงของห้าสำนักใหญ่
สายตานับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องไปยังโต๊ะกลางห้อง
โต๊ะกลมนั้น…
ไม่มีใครกล้านั่งมั่ว
เพราะมันคือโต๊ะของ “อัจฉริยะ”
คนที่มีสิทธิ์นั่งตรงนั้น—
คือคนที่วันหน้าจะสั่นสะเทือนทั้งแคว้น
เสียงฝีเท้าดังขึ้นช้า ๆ
เสี่ยวชวนเดินเข้ามา
ชุดสีดำปักลายเมฆฟ้าครามพลิ้วไหวเบา ๆ ตามแรงลมจากระเบียงสูง
เขาไม่ได้เดินเร็ว
ไม่ได้ปล่อยแรงกดดัน
แต่ทุกก้าว…
มั่นคงอย่างประหลาด
บทสนทนาในห้องค่อย ๆ เบาลง
หลายคนหันมามอง
ศิษย์บางส่วนของสำนักอื่นเริ่มกระซิบกันเบา ๆ
“นั่นคือหลินเสี่ยวชวน?”
“คนที่ข่าวลือว่าชนะข้ามขั้นบ่อย ๆ นั่นน่ะหรือ?”
“ดูไม่เหมือนคนบ้าพลัง…”
“แต่สายตาเขา…”
ไม่มีใครพูดต่อ
เพราะทันทีที่สบตา—
พวกเขารู้สึกเหมือนถูกบางอย่างจ้องกลับ
เย็น
นิ่ง
และลึกเกินอ่านออก
หานอวี่ที่นั่งอยู่ก่อนแล้วปรายตามองเล็กน้อย
เขายังคงเย็นชาเหมือนเดิม
ด้านหลังสะพายกระบี่ยาวสีเงิน
แม้เพียงนั่งเฉย ๆ
แต่รอบตัวกลับมีคมกระบี่บางเบาแผ่ออกมาไม่หยุด
คนผู้นี้…
เหมือนดาบที่ยังไม่ชักออกจากฝัก
แต่ทุกคนรู้ว่า—
หากมันออกมาเมื่อไร
ต้องมีคนตาย
“มานั่ง”
หานอวี่กล่าวเรียบ ๆ
เสี่ยวชวนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนนั่งลง
ตรงข้ามเขา—
ชายร่างใหญ่ในชุดดำเข้มกำลังดื่มสุราอยู่เงียบ ๆ
ผมสั้น
คิ้วหนา
ร่างกายกำยำราวสัตว์อสูร
แม้ไม่ได้ปล่อยลมปราณ
แต่แรงกดดันจากร่างกายเพียงอย่างเดียว…
ก็ทำให้คนทั่วไปหายใจลำบากแล้ว
เหยียนตง
อัจฉริยะอันดับหนึ่งของสำนักภูผาทมิฬ
ผู้มีข่าวลือว่าเคยใช้หมัดเดียว…
ทุบสัตว์อสูรระดับสร้างแกนพลังตายทั้งเป็น
เหยียนตงเงยหน้ามองเสี่ยวชวน
แม้แต่สาวใช้ยังมือสั่นตอนรินสุราให้เขา จากนั้นเขายกจอกสุราขึ้นดื่ม
“เจ้าดูผอมกว่าที่ข้าคิด”
เสียงเขาหนักเหมือนหินผา
เสี่ยวชวนตอบเรียบ ๆ
“ข้าไม่ได้ฝึกวิชาด้วยกล้ามเนื้อ”
เหยียนตงชะงักเล็กน้อย
จากนั้นหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ดี”
“ข้าเกลียดคนโอ้อวด”
ไม่ไกลกันนัก—
ชายชุดเขียวคนหนึ่งกำลังนั่งเล่นมีดสั้นในมือ
มีดหมุนไปมาระหว่างนิ้วอย่างน่าหวาดเสียว
เขาหล่อเหลา
รอยยิ้มบางเบา
ดวงตาหรี่ลงเหมือนคนง่วงตลอดเวลา
แต่คนที่นั่งใกล้เขา…
กลับขยับเก้าอี้หนีโดยไม่รู้ตัว
เฟิงลั่ว
ศิษย์อันดับหนึ่งแห่งสำนักวายุไร้เงา
นักฆ่าที่เร็วที่สุดในรุ่นเดียวกัน
ว่ากันว่า…
คนที่เห็นเขาชักมีด
มักไม่มีชีวิตเล่าเรื่องต่อ
เฟิงลั่วเหลือบมองเสี่ยวชวนเพียงครู่เดียว
จากนั้นยิ้มบาง ๆ
“ในที่สุดก็ได้เจอ”
เสี่ยวชวนมองกลับ
“เจ้าเคยได้ยินชื่อข้าหรือ?”
“ได้ยินสิ”
เฟิงลั่วหยุดหมุนมีด
“ข้าได้ยินว่า…”
“เจ้าฆ่าคนเก่ง”
ทั้งโต๊ะเงียบลงเล็กน้อย
แม้แต่เสียงพิณด้านล่างยังเหมือนเบาลง
เสี่ยวชวนไม่ตอบทันที
เพียงยกจอกสุราขึ้นจิบช้า ๆ
“ข่าวลือมักเกินจริง”
เฟิงลั่วหัวเราะในลำคอ
“งั้นหรือ…?”
“แต่กลิ่นเลือดบนตัวเจ้า…ไม่โกหกนะ”
พรึ่บ
บรรยากาศรอบโต๊ะเปลี่ยนทันที
สายตาหลายคู่คมขึ้น
โดยเฉพาะจากสำนักจิตวิญญาณ
มู่ชิงที่นั่งเงียบมาตลอดค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
นางสวมชุดสีม่วงเข้ม
ใบหน้างดงามเย็นชา
ดวงตาราวกับมองทะลุจิตใจคน
รอบตัวนางมีแรงกดดันทางจิตวิญญาณบางเบา
แม้ไม่ตั้งใจ—
แต่คนอ่อนแอกว่ากลับไม่กล้าสบตา
นางมองเสี่ยวชวนอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนกล่าวเสียงเบา
“เขาพูดไม่ผิด”
“เจ้าผ่านการฆ่ามาแล้ว”
ทันทีที่คำพูดนั้นดังขึ้น
ศิษย์หลายคนหน้าซีดทันที
เพราะคำพูดนี้ออกจากปากมู่ชิง
ซึ่งฝึกวิชาจิตวิญญาณ
นางแทบไม่เคยมองคนพลาด
เสี่ยวชวนวางจอกลงช้า ๆ
“ผู้ฝึกตน…”
“หากไม่เคยฆ่าใครเลย”
“คงอยู่ได้ไม่นาน”
ไม่มีใครเถียง
เพราะทุกคนรู้—
มันคือความจริง
เพียงแต่…
ไม่ใช่ทุกคนจะพูดมันออกมาตรง ๆ
เฟิงลั่วยิ้มกว้างขึ้น
สายตาเหมือนหมาป่าที่เจอเหยื่อถูกใจ
“ดี…”
“อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ใช่พวกลูกคุณหนู”
ขณะนั้นเอง—
เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังขึ้นจากบันไดทางเข้า
ตึง…
ตึง…
ตึง…
ทั้งห้องเงียบลงโดยอัตโนมัติ
ไม่ใช่เพราะมีใครสั่ง
แต่เพราะแรงกดดันที่แผ่ออกมานั้น…
หนักเกินไป
ชายหนุ่มในชุดแดงเข้มเดินเข้ามาช้า ๆ
ผมสีดำยาวสลวย
ดวงตาคมราวเปลวเพลิง
ทุกก้าวที่เดิน—
ลมปราณร้อนระอุรอบตัวทำให้อากาศบิดเบี้ยวเล็กน้อย
ฮั่วเจิน
อัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งนครเทียนหลิง
ศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักเพลิงสุริยัน
และ—
ตัวเต็งอันดับหนึ่งของศึกจัดอันดับเมือง
ทันทีที่เขาปรากฏตัว
แม้แต่เหล่าขุนนางด้านนอกยังหยุดคุย เหงื่อตก
สายตาทุกคู่จับจ้องมาทันที
ฮั่วเจินไม่ได้รีบร้อน
เขาเดินตรงมายังโต๊ะอัจฉริยะ
จากนั้น…
สายตาหยุดอยู่ที่เสี่ยวชวน
ทั้งห้องเงียบสนิท
ไม่มีใครกล้าพูด
เพราะทุกคนรู้ว่า—
สองคนนี้…
ต้องปะทะกันสักวัน
ฮั่วเจินมองอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนยิ้มบาง ๆ
“เจ้าคือหลินเสี่ยวชวน?”
เสี่ยวชวนสบตาเขาตรง ๆ
ไม่มีหลบ
ไม่มีเกรงกลัว
“ใช่”
เงียบ
ลมด้านนอกพัดผ่านม่านแดงเบา ๆ
เสียงกระดิ่งหยกดังกรุ๊งกริ๊ง
ฮั่วเจินยิ้ม
แต่รอยยิ้มนั้น—
กลับทำให้หลายคนหนาวสันหลัง
“หวังว่า…”
“เจ้าจะอยู่ถึงรอบที่ได้พบข้า”
ตูม—
เสียงแก้วลั่นดังเปรี๊ยะ!
แม้ไม่มีการปะทะ
แต่แรงกดดันจากลมปราณเพลิงกลับแผ่ออกมาบางส่วน
แก้วสุราบนโต๊ะหลายใบสั่นเบา ๆ
ศิษย์บางคนถึงกับหน้าซีด
นี่คือแรงกดดันของผู้ที่ยืนอยู่ระดับสูงสุดของรุ่นเดียวกัน
แต่เสี่ยวชวน…
ยังนั่งนิ่ง
เขาเพียงมองฮั่วเจินเงียบ ๆ
ก่อนตอบกลับเรียบง่าย
“ข้าก็หวังเช่นนั้น”
พรึ่บ
สายตาของหลายคนเปลี่ยนไปทันที
เพราะคำพูดนั้น—
เท่ากับ “รับคำท้า”
หานอวี่หัวเราะเบา ๆ ครั้งแรกในคืนนี้
เหยียนตงยกสุราดื่มรวดเดียวหมด
เฟิงลั่วหรี่ตาลงอย่างสนุกสนาน
ส่วนมู่ชิง…
ยังคงมองเสี่ยวชวนไม่วางตา
เหมือนกำลังพยายามมองลึกเข้าไปในเงามืดบางอย่าง
ที่แม้แต่นางเอง…
ก็ยังอ่านไม่ออก
ด้านนอกหอเมฆาเทียนหลิง
ลมราตรีเริ่มแรงขึ้น
เมฆดำค่อย ๆ เคลื่อนผ่านดวงจันทร์
ราวกับพายุบางอย่าง…
กำลังก่อตัวขึ้นเงียบ ๆ
และคืนนี้—
อัจฉริยะทั้งห้า
ได้เริ่มจดจำกันแล้วจริง ๆ
ค่ำคืนของหอเมฆาเทียนหลิง…ยังคงสว่างไสว
เสียงพิณยังบรรเลง
เสียงหัวเราะยังดัง
สุรายังคงถูกเทลงจอกไม่ขาดสาย
แต่—
บรรยากาศกลับเปลี่ยนไปแล้ว
หลังจากคำพูดของเฟิงลั่ว
“เจ้ามีกลิ่นเลือด”
ทั้งงานเลี้ยงเงียบงันอยู่หลายลมหายใจ
ไม่มีใครพูด
ไม่มีใครหัวเราะ
แม้แต่นักดนตรีบนชั้นสอง…ยังดีดพิณช้าลงโดยไม่รู้ตัว
เสี่ยวชวนเพียงนั่งนิ่ง
มือข้างหนึ่งวางอยู่บนจอกสุรา
สายตาสงบ
ไม่อธิบาย
ไม่ปฏิเสธ
เพราะบางเรื่อง—
ยิ่งอธิบาย…ยิ่งดูน่าสงสัย
เฟิงลั่วหัวเราะเบา ๆ
เด็กหนุ่มจากสำนักวายุไร้เงาผู้นั้นมีใบหน้าคมบางราวภูตผี
ดวงตาเรียวยาว
เย็น
และอันตราย
“ข้าไม่ได้ดูถูกเจ้า”
เขาพูดพลางหมุนจอกสุราเล่น
“ข้าแค่เคยเห็นสายตาแบบนั้น”
“สายตาของคน…ที่เคยฆ่าคนจริง ๆ”
เงียบ
ผู้คนรอบข้างเริ่มหายใจเบาลงโดยไม่รู้ตัว
แม้แต่พวกอัจฉริยะหลายคน…ก็เริ่มมองเสี่ยวชวนเปลี่ยนไป
ก่อนหน้านี้—
พวกเขาเห็นเพียง “ศิษย์ของซ่งเทียนอวิ๋น”
แต่ตอนนี้…
พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าเด็กหนุ่มคนนี้
อาจมีอะไรดำมืดกว่านั้น
หานอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
จินเยว่วางจอกลงช้า ๆ
แม้แต่มู่ชิงจากสำนักจิตวิญญาณ…ยังหรี่ตามอง
คนที่ฆ่าคน
กับคนที่ “พร้อมจะฆ่า”
ไม่เหมือนกัน
และคนในห้องนี้—
ล้วนดูออก
จ้าวหรงยิ้มขึ้นช้า ๆ
รอยยิ้มนั้นเหมือนงูพิษที่เพิ่งได้กลิ่นเลือด
ในที่สุด…
เขาก็เจอช่อง
“โอ้?”
จ้าวหรงหัวเราะเบา ๆ
“พูดแบบนี้…ไม่เท่ากับกำลังบอกว่า ศิษย์สำนักกระบี่ฟ้าครามผู้นี้ เคยสังหารคนมาแล้วหรอกหรือ?”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนล้อเล่น
แต่ทุกคนรู้
มันไม่ใช่
เสี่ยวชวนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
สายตาคมนิ่ง
จ้าวหรงยังคงยิ้ม
“อายุเพียงเท่านี้…กลับมีกลิ่นเลือดติดตัว”
“หรือว่า…ข่าวลือเรื่องสุสานลับนั่นจะเป็นจริง?”
ทันใดนั้น—
บรรยากาศเย็นลงทันที
ศิษย์จากสำนักกระบี่ฟ้าครามหลายคนสีหน้าเปลี่ยน
แม้แต่เพ่ยเหยา…ยังเริ่มมองจ้าวหรงด้วยแววตาไม่พอใจ
เพราะทุกคนรู้ดี
ข่าวลือเกี่ยวกับ “สุสานลับมือสังหาร”
เริ่มแพร่กระจายมาระยะหนึ่งแล้ว
แต่ไม่มีหลักฐาน
ไม่มีใครกล้ายืนยัน
ทว่า—
หากมีคนเริ่มพูดในที่สาธารณะ
เรื่องเล็ก…จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันที
“จ้าวหรง”
เสียงหนึ่งดังขึ้นเรียบ ๆ
หลิงมู่เฉินบุตชายประมุขคนโตของตระกูลหลิงวางจอกสุราลง
“วันนี้เป็นงานเลี้ยง”
“ไม่ใช่ศาลไต่สวน”
จ้าวหรงหัวเราะ
“แน่นอน ข้าเพียงสงสัย”
“หรือถามไม่ได้?”
“หรือว่า…”
เขามองเสี่ยวชวน
“มีอะไรปิดบังจริง ๆ?”
หลิงเอ๋อกำลังจะลุกขึ้นด่า
แต่เสี่ยวชวนยกมือห้ามไว้เบา ๆ
จากนั้น—
เขาจึงพูดเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดเรื่อง
“คนที่ไม่เคยฆ่าใคร”
“อยู่ในโลกผู้ฝึกตนไม่ได้”
เสียงของเขาไม่ดัง
แต่ชัดเจน
ทั้งงานเงียบลงอีกครั้ง
แม้แต่จ้าวหรงยังชะงักไปชั่วขณะ
เสี่ยวชวนยกจอกสุราขึ้น
สายตานิ่งราวผิวน้ำยามค่ำคืน
“ต่างกันแค่…”
“ฆ่าด้วยเหตุผลอะไร”
ไม่มีใครพูดต่อทันที
เพราะคำพูดนั้น…
แทงลึกเกินไป
ผู้ฝึกตนที่ขึ้นมาถึงระดับนี้—
ใครบ้างไม่เคยฆ่า?
เพียงแต่…
ไม่มีใครพูดออกมาตรง ๆ เท่านั้น
เฟิงลั่วหัวเราะเบา ๆ
มู่ชิงมองเสี่ยวชวนนานขึ้น
ส่วนฮั่วเจิน…
เพียงยิ้มมุมปาก
เหมือนกำลังดูบางอย่างที่น่าสนใจขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ในมุมหนึ่งของหอเมฆาเทียนหลิง—
ชายวัยกลางคนในชุดคลุมม่วงกำลังมองทุกอย่างเงียบ ๆ
จ้าวเทียนหลง
ประมุขตระกูลจ้าว
ดวงตาของเขาเรียวแคบ
ลึกล้ำ
เหมือนคนที่คิดอะไรอยู่ตลอดเวลา
ข้างกาย—
มีชายชราชุดเทานั่งอยู่
“ท่านประมุข”
ชายชราพูดเบา ๆ
“เด็กคนนี้…เริ่มมีอิทธิพลมากเกินไปแล้ว”
จ้าวเทียนหลงไม่ตอบทันที
สายตายังคงจับอยู่ที่เสี่ยวชวน
“ซ่งเทียนอวิ๋นให้หน้าเขา”
“ตระกูลหลิงเข้าข้างเขา”
“แม้แต่เฮยเจิ้นซาน…ยังมองเขาไม่ธรรมดา”
ชายชราหรี่ตา
“ควรจัดการหรือไม่?”
จ้าวเทียนหลงเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงหัวเราะเบา ๆ
“ไม่”
“ถ้าจะฆ่าเสือ…”
“ต้องแน่ใจก่อนว่าแทงครั้งเดียวตาย”
เขายกจอกสุราขึ้นช้า ๆ
“และตอนนี้…”
“เรายังไม่รู้เลยว่า เด็กนั่นเป็นเสือ”
“หรือเป็นมังกร”
อีกด้านหนึ่ง—
จ้าวหรงกำลังกำจอกแน่น
เขาเกลียดสายตาของผู้คนตอนนี้
เพราะตั้งแต่เสี่ยวชวนเข้ามา—
จุดสนใจทั้งหมดค่อย ๆ เปลี่ยนไป
ทั้งที่เขาเป็นบุตรชายตระกูลจ้าว
เป็นอัจฉริยะระดับสร้างแกนพลังขั้นปลาย
แต่คืนนี้…
ทุกคนกลับพูดถึงหลินเสี่ยวชวน
เด็กที่เพิ่งดังขึ้นมาไม่กี่เดือน
เขาไม่ชอบ
ไม่ชอบอย่างมาก
“พี่ใหญ่”
เสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ
จ้าวลู่เอ๋อร์เดินเข้ามา
หญิงสาวในชุดกระโปรงฟ้าอ่อนมีกลิ่นอายสงบนิ่ง
งดงาม
แต่ดวงตาฉลาดเกินวัย
“ท่านกำลังรีบร้อนเกินไป”
จ้าวหรงหันมองน้องสาว
“เจ้าหมายความว่าไง?”
“คนแบบหลินเสี่ยวชวน…”
นางมองไปยังเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งเงียบ ๆ ท่ามกลางสายตาทุกคู่
“ถ้ากดไม่ตายตั้งแต่ครั้งแรก”
“เขาจะยิ่งอันตราย”
จ้าวหรงเงียบ
จ้าวลู่เอ๋อยิ้มบาง
“คนฉลาด…ไม่สร้างศัตรูโดยไร้ประโยชน์”
“แต่ถ้าจะสร้าง…”
“ต้องแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่มีวันลุกขึ้นได้อีก”
คำพูดนั้นนุ่มนวล
แต่เย็นจนเหมือนน้ำแข็ง
สมแล้วที่เป็นคนตระกูลจ้าว
อีกมุมหนึ่งของงาน—
เฮยเฟิงกำลังหัวเราะเสียงต่ำ
“น่าสนใจจริง ๆ”
เขาหันไปหาเฮยเยว่
“เจ้าเห็นไหม?”
“เด็กนั่นไม่เหมือนพวกอัจฉริยะทั่วไป”
เฮยเยว่พยักหน้าเบา ๆ
ดวงตาของนางมองเสี่ยวชวนนิ่งนาน
“เขาเงียบเกินไป”
“เหมือนคนที่ผ่านอะไรมาเยอะ”
เฮยเฟิงหัวเราะ
“ข้าชอบคนแบบนี้”
“อย่างน้อย…ก็จริงใจกว่าไอ้พวกยิ้มปลอม ๆ ในห้องนี้”
เขาดื่มสุราหมดจอก
จากนั้นกล่าวต่อเบา ๆ
“พ่อเคยพูด…”
“อาวุธที่ดีที่สุด”
“มักผ่านไฟหนักที่สุด”
ขณะเดียวกัน—
บนชั้นสูงสุดของหอเมฆาเทียนหลิง
เหล่าผู้อาวุโสและประมุขสำนักกำลังมองลงมา
ซ่งเทียนอวิ๋นนั่งนิ่ง
สีหน้าไม่เปลี่ยน
แต่ดวงตา…
กลับมีประกายบางอย่าง
หลิงซูเหยาหัวเราะเบา ๆ
“ศิษย์ของท่าน…หาเรื่องเก่งกว่าที่คิดนะ”
ซ่งเทียนอวิ๋นจิบชา
“เด็กที่อ่อนแอ”
“ไม่มีค่าพอให้คนหาเรื่อง”
เฮยเจิ้นซานหัวเราะลั่น
“พูดดี!”
ส่วนประมุขสำนักเพลิงสุริยัน—
เพียงนั่งมองเงียบ ๆ
เขาแก่กว่าใครในห้อง
และสายตาเฉียบคมกว่าใครเช่นกัน
“เด็กคนนี้…”
เขาพึมพำ
“ใจนิ่งเกินวัย”
“ถ้าไม่ตายกลางทาง…”
“อนาคตน่ากลัวแน่”
ด้านล่าง—
เสียงพิณเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง
ผู้คนเริ่มกลับมาพูดคุย
หัวเราะ
ดื่มสุรา
เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ทุกคนรู้ดี—
ตั้งแต่วินาทีนี้
ชื่อของ “หลินเสี่ยวชวน”
ได้ถูกดึงเข้าสู่เกมของเมืองเทียนหลิงอย่างสมบูรณ์แล้ว
เกมที่มีทั้งอำนาจ
ผลประโยชน์
เลือด
และความตาย
บางคนอยากดึงเขาขึ้นสูง
บางคนอยากเหยียบเขาให้จมดิน
เพราะในโลกแห่งผู้ฝึกตน—
อัจฉริยะที่ยังไม่เติบโต
คือทรัพยากร
แต่เมื่อเริ่มเติบโต…
มันจะกลายเป็น “ภัยคุกคาม”
และภัยคุกคาม—
ย่อมมีคนอยากกำจัดเสมอ
เสี่ยวชวนมองออกไปนอกหน้าต่าง
แสงโคมแดงส่องสะท้อนดวงตาของเขา
งดงาม
แต่หนาวเย็น
ในหัว—
เสียงของเซวียนซาดังขึ้นช้า ๆ
“เห็นหรือยัง…?”
“มนุษย์พวกนี้…”
“ยิ้มเก่งกว่าผีเสียอีก”
เสี่ยวชวนไม่ตอบ
เพียงยกจอกสุราขึ้นดื่ม
รสชาติขมฝาดไหลผ่านลำคอ
เหมือนค่ำคืนนี้
ที่แม้จะเต็มไปด้วยแสงไฟ
แต่กลับมืดกว่าที่คิดไว้มากนัก