1 พฤษภาคม พ.ศ.2576
“ขาดการติดต่อกับคุณซึฮากิเหรอ? ปกติเขาจะพกมือถือติดตัวไปตลอดแท้ ๆ แต่ทำไมคราวนี้ถึงเป็นแบบนี้ แล้วทางคุณโทลล่ะ?” โคเอลฟ์หนุ่มวัยกลางคนที่คอยทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองแทนซึฮากิและเป็นเอลฟ์กลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่เมืองเอลโฟเรียซึ่งกำลังหัวหมุนกับการติดต่อซึฮากิไม่ได้
“พี่โคครับ ติดต่อคุณโทลได้แล้ว”
“ดีมากขอสายหน่อย”
หลังจากนั้นโทลก็ได้เล่าสถานการณ์อันยากลำบากที่เกิดขึ้นฝั่งโน้นโดยเฉพาะเรื่องที่ซึฮากิหายสาบสูญเข้าไปในอาณาจักรคา
“ไม่เอากำลังเสริมมันจะดีเหรอครับ?”
“สบาย ๆ น่านายก็ดูแลทางโน้นให้ดีก็แล้วกันและจับตาดูวีด้าไว้ด้วย ถึงซึฮากิจะยืนยันว่าเธอจะไม่ทรยศแต่พอเขาไม่อยู่เธอก็อาจจะคิดทำมันจริง ๆ ก็ได้”
“รับทราบครับเราจะพยายามส่งคนไปดู”
ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงจามจากหญิงสาวตาโตที่กำลังยืนเฝ้ายามอยู่ในเขตสถานศึกษา
จะว่างานสบายมันก็ใช่แต่พอไม่มีคนมาต่อว่าดุด่ามันก็ไม่ค่อยชินเลยแฮะ แถมยังมีเด็ก ๆ ชอบมายิ้มให้อีก
“สวัสดีครับคุณวีด้า !” เด็ก ๆ ที่เดินผ่านไปมาก็จะเห็นเธอคอยยืนเฝ้าอยู่ที่เดิมตลอดจนไปถามนักเรียนคนไหนก็ต้องรู้จัก
“เหนื่อยหน่อยนะคะวันนี้” อลิสยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตรแต่ถ้าเธอรู้ที่มาที่ไปของวีด้าก็อาจจะแสดงออกอีกอย่างก็ได้
“ค่ะ” เธอตอบรับพอเป็นพิธีไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกไป
แบบนี้มันสงบสุขเกินไปหรือเปล่านะ ช่วงนี้ก็ไม่เห็นเจ้านั่นแล้วด้วยหรือเราจะหนีออกไปเลยดีไหม
ทันใดนั้นร่างกายของเธอขยับไปอัตโนมัติเมื่อเห็นเด็กน้อยตรงหน้ากำลังจะหกล้ม อ้อมแขนหนา ๆ ที่ได้รับมาจากการฝึกรองรับเด็กคนนั้นไว้ได้ทัน
“ขอบคุณครับคุณวีด้า” เขาก้มโค้งกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มจริงใจ
“คราวหลังก็มองทางด้วย”
“ครับ !”
ตลอดเวลาหลายเดือนเธอก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่มีตกบกพร่องและคนที่รู้ตัวตนจริง ๆ ของเธอก็คงมีแค่พวกซึฮากิ
ยิ่งรู้สึกสงบเกินไปก็ยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยยังไงก็ไม่รู้สิ หรือเพราะเราเคยชินกับการต่อสู้ตลอดเวลาพอมาใช้ชีวิตอยู่อย่างสบายมันก็เลยอึดอัดแทน
วีด้าเหลือบไปเห็นชายหนุ่มเจ้าของร้านอาหารกำลังจะเดินเข้าไปในโรงเรียน
เขามาอีกแล้วแฮะ ไม่รู้ทำไมช่วงนี้เขาถึงอาสามาเป็นพ่อครัวทำอาหารให้เด็ก ๆ หรือจะอยากเจอใครเป็นพิเศษ
เมื่อพ่อครัวผ่านไปเธอก็เหลือบไปเห็นช่างเหล็กที่เป็นเผ่าคนแคระ ปกติพวกเขามักจะหมกตัวอยู่ในโรงงานเพื่อสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์แต่ก็จะออกมาเพื่อหาอาหารและเหล้ากลับไปดื่มกินกันสนุกสุดเหวี่ยง
พวกตาแก่ขี้เหล้า
ที่สุดสายตาก็จะเห็นพวกคิโนริกำลังเตรียมตัวออกเดินทางเพื่อสำรวจดันเจี้ยนและเป็นการฝึกฝนไปในตัวด้วย
เด็กสมัยนี้นี่มันดีจริง ๆ มีพาไปเก็บเลเวลแถมยังไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นอะไรตายไหม
ขณะที่กำลังนินทาในใจคิโนริก็หันมาจ้องตาเหมือนสัมผัสได้ถึงความคิดเหล่านั้น สายตาของหญิงสาวตัวน้อยกลับทำให้วีด้าขนลุกได้ทันทีและเป็นเธอเองที่ต้องหลบตา
ใครจะคิดล่ะว่าเด็กตัวแค่นั้นแต่เลเวลแซงหน้าเราไปแล้ว พวกมีพรสวรรค์นี่มันดีจริง ๆ เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่จังจนคนรอบ ๆ ยังได้ยิน
คิโนริและเพื่อน ๆ ต่างก็พัฒนากันได้อย่างรวดเร็วแม้สเตตัสทางกายภาพจะไม่ค่อยก้าวหน้าแต่ด้านมานาและพลังเวทกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยิ่งใช้มานาบ่อยแค่ไหนร่างกายก็ยิ่งคุ้นชินกับมันและค่อย ๆ เพิ่มความสามารถเข้าไปจนนำหน้าผู้ใหญ่ไปแล้ว
“วันนี้เราจะไปถึงส่วนลึกของดันเจี้ยนใช่ไหม?” เอเอ่ยถาม
“ถูกต้อง เพราะฉะนั้นข้าก็เลยให้บองมาด้วยเนี่ยแหละ...เจี๊ยก”
“เฮอะ ข้าก็แค่อยากยืดเส้นยืดสายไม่ได้อยากมาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ๆ หรอกนะ” ร่างกายอันใหญ่โตพร้อมกับกระบองพิเศษที่สั่งทำวางพาดบนไหล่เป็นเสมือนท่าเตรียมพร้อม
“ไม่เอาน่าลุงบอง มีลุงบองมาด้วยพวกเราก็สบายใจขึ้นเยอะเลยนะคะ” คิโนริฉีกยิ้มสนุกทำเอามิโนทอร์ยักษ์ใหญ่ยิ้มตาม
“ถ้าพร้อมแล้วเราก็ไปกันเถอะ...เจี๊ยก” มังกี้ปีนป่ายขึ้นไปขี่คอบองอย่างรวดเร็ว
“ปัดโถ่ทำไมต้องมาขี่คอข้าด้วยวะ” แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่เขาก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรและยังปล่อยให้มังกี้ขี่คอต่อไป
ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตรก็จะมีโรงงานผลิตอาวุธและโรงงานอื่นอีกหลายแห่งที่ต้องห่างจากเขตที่พักอาศัยไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดอันตรายได้
“ปืนสไนเปอร์เป็นยังไงบ้าง?”
“ถ้าไม่นับตัวทดลองที่คุณซึฮากิทำให้ดูก็จะได้หนึ่งร้อยสิบห้ากระบอก เขาบอกให้ผลิตไปถึงสองร้อยกระบอกแล้วค่อยหยุดสินะครับ”
“ใช่ ๆ อีกนิดเดียวเราก็จะได้พักแล้วเร่งมือกันหน่อย”
พนักงานหลาย ๆ คนมีทั้งมนุษย์ปกติไปจนถึงเอลฟ์หนุ่มโดยมีหัวหน้างานก็คือเผ่าคนแคระ พวกเขาต่างก็ขยันทำงานในส่วนของตัวเองแม้ช่วงแรกจะต้องปรับตัวอย่างยากลำบากแต่ด้วยระบบการสอนของซึฮากิทำให้ลดปัญหาเรื่องนั้นได้บ้าง
“ว่าแต่เจ้านี่มันจะใช้แทนเวทมนตร์ได้แน่เหรอครับ?”
คนแคระผู้เป็นหัวหน้างานหัวเราะในลำคอก่อนจะกล่าวตอบ “เจ้ายังไม่เห็นตอนที่คุณซึฮากิทดสอบให้ดูสินะ ถ้าได้เห็นก็คงบอกได้คำเดียวว่าสุดยอด”
ชายหนุ่มคนนั้นขมวดคิ้วสงสัยยิ่งอยากรู้อยากเห็นเข้าไปอีก
“แล้วเราต้องทดสอบแต่ละกระบอกไหมครับ? ถ้ามันผลิตออกมาแล้วเกิดข้อผิดพลาดล่ะ”
“ไม่ต้องห่วงเพราะเรามีคนคอยทดสอบอยู่…อยากไปดูไหมล่ะ?”
พวกเขาอาสาเป็นคนขนของชุดใหม่ที่ผลิตได้เดินไปยังอาคารเดี่ยวที่ตั้งอยู่ใจกลางโรงงานเหล่านั้นโดยรอบ ๆ นั้นไม่มีใครอยู่เลยสักคนจนคิดว่าเป็นอาคารร้างไว้เก็บของ
“อะไรกันมีของล็อตใหม่มาแล้วเหรอ? นึกว่าจะได้พักสักหน่อยแท้ ๆ”
“เอาเถอะน่าอีกไม่กี่สิบกระบอกก็เสร็จแล้ว”
“นั่นมันก็แค่ปืนสไนเปอร์นี่ ก่อนหน้านี้ก็มีปืนไฟฟ้า ปืนตาข่ายแล้วก็ปืนมานาอีก”
เอลฟ์หนุ่มสาวทั้งสี่คนจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราของคนแคระบางคนก็รู้สึกเบื่อหน่ายบางคนก็รู้สึกหงุดหงิดกับการมาทำอะไรเช่นนี้
ตาลุงหนวดเฟิ้มก็ยังคงหัวเราะเยาะสนุกกับการได้เห็นสีหน้าเหล่านั้น “คุณซึฮากิไว้วางใจพวกเธอนะถึงได้ให้ทำงานสำคัญแบบนี้”
“เหอะ ๆ รู้อย่างนี้ไม่น่ารีบมาที่เอลโฟเรียเลย นอกจากท่านยูกิจะสละบัลลังก์แล้วก็ยังมีเจ้าหมอนั่นมาควบคุมแทนอีก” เดมิยิ้มแห้งบ่นถึงซึฮากิ
แม้จะดูไม่สบอารมณ์แต่พอเริ่มทำงานพวกเขาก็ตั้งใจจดจ่ออยู่กับมันเพื่อไม่ให้มีอะไรผิดพลาด หนุ่มสาวทั้งสี่เข้าประจำที่โดยมีคนถือปืนหนึ่งคน จดบันทึกสองคนและอีกหนึ่งคนจะคอยสนับสนุนด้านหลัง
“ดูให้ดีล่ะพลังของปืนสไนเปอร์ที่ซึฮากิคิดขึ้นมา...”
พูดไม่ทันขาดคำก็มีเสียงดังลั่นภายในอาคารทดสอบแต่เสียงเหล่านั้นก็ไม่อาจทะลุออกไปข้างนอกได้เนื่องจากการออกแบบอาคารเก็บเสียงเพื่อการทดสอบโดยเฉพาะ
“โห่...สุดยอดไปเลย”
“เห็นไหมล่ะ” คนแคระยิ้มอ่อนที่เห็นแววตาตกตะลึงของชายหนุ่มผู้นั้นหลังจากที่ได้เห็นพลังทำลายของปืนสไนเปอร์
ทันทีที่เสียงปืนดังลั่นกระสุนก็พุ่งเข้าเป้าที่อยู่ห่างออกไปถึงห้าสิบเมตรทะลุทะลวงทุกอย่างแม้จะใช้เสริมกำลัง กำแพงหิน กำแพงวายุและหุ่นซ้อมที่ทำมาจากวัสดุแบบเดียวกับชุดเกราะรวมทั้งโบกปูนทับอีกชั้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทดสอบความรุนแรงและไม่ให้มันทะลุออกไปนอกอาคารได้
“หา? ซึฮากิหายสาบสูญไปเนี่ยนะ”
ขณะเดียวกันโทลก็ได้ต่อสายไปบอกพวกเซนทันทีแต่แทนที่จะเป็นห่วงพวกเขากลับหัวเราะลั่นสนุกสนานเฮฮา
“แหม ๆ พวกนายไม่คิดจะห่วงซึฮากิเลยเหรอ?” โทลถามจากปลายสาย
“เตรียมตัวเลยพวกเรา...ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว” เซนยิ้มเยาะอย่างมีความสุขราวกับกำลังจะได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณนักสู้ในใจออกมา
ข้าง ๆ กันนั้นก็มีคานะที่ยิ้มตอบรับความต้องการของเซนอย่างกับรู้ความรู้สึกนึกคิดยกเว้นยูกิที่แบะปากทำหน้าเบื่อหน่ายที่ต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย
“ถ้าจะเดินทางก็ต้องพึ่งเครื่องบินอีกแล้วสินะ แล้วทางโน้นจะส่งมารับพวกเราได้เมื่อไรล่ะ?” คานะเอ่ยถามต่อทันที
“ไม่ต้องห่วงเพราะฉันบอกโคไปแล้วและน่าจะเตรียมการไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ฝั่งโน้นก็เตรียมทำเรื่องกับพวกทหารในเมืองไว้ด้วยล่ะเดี๋ยวจะเป็นเรื่องอีก”
“เอาเว้ย ! ไม่ได้แสดงฝีมือมานานคงไม่สนิมเกาะแล้วนะ” เซนกระโดดม้วนตัวแสดงท่าทางขึงขังแต่ก็ไม่มีใครสนใจ
“คงได้ยินที่คุยกันแล้วสินะคุณลักซ์” คานะเลื่อนสายตามองหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กัน
“แน่นอน หนี้ก็ใช้หมดแล้วแถมซึฮากิก็ทำตามเงื่อนไขสัญญาครบจึงไม่มีปัญหาถ้าพวกเธอจะกลับ ฉันคงต้องรีบไปแจ้งให้พวกเขารู้ก่อนเดี๋ยวจะวุ่นวายเหมือนก่อนหน้านี้”
“ลักซ์ ! ดูแลตัวเองด้วยล่ะ” เสียงจากปลายสายตะโกนออกมามันทำให้หญิงสาวผู้เคร่งขรึมยิ้มได้
“ค่ะ...”
สามชั่วโมงให้หลังก็มีเครื่องบินของเอลโฟเรียมาจอดที่โรงเรียนหลวงทำให้นักเรียนหลาย ๆ คนแตกตื่นแต่อย่างน้อยก็ไม่ได้โดนพวกทหารจ้องจะสอยเหมือนคราวก่อนแล้ว
“นายกลายเป็นคนขับเครื่องบินไปแล้วสินะ” ยูกินั่งลงข้าง ๆ คนขับ
“ก็ผมใช้เวทวายุได้แถมยังมีมานาเยอะอีก ก็เลยได้รับหน้าที่นี้แหละครับส่วนตอนนี้ก็มีเครื่องบินที่ใช้เชื้อเพลิงเป็นหลักแล้วแต่กำลังการผลิตเชื้อเพลิงช้ากว่าการสร้างมานาสำรองเสียอีกก็เลยเป็นอย่างที่เห็น”
“เหอะ ๆ เหนื่อยหน่อยก็แล้วกันนะโฟล ถ้าข้ามีอำนาจมากพอก็คงจะมอบยศสูง ๆ ให้อยู่สบายเลย”
โฟลยิ้มหัวเราะกับคำพูดของยูกิ “ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ”
“โห่...นั่นคือนกยักษ์ที่เคยมีข่าวลือสินะ” เสียงกระซิบคุยกันของเด็กนักเรียนที่ได้เห็นภาพเหล่านั้นส่งต่อกันไปเป็นทอด ๆ ราวกับการสะบัดปลายเชือก
หลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงพวกเขาก็ลงจอดที่เอลโฟเรียได้อย่างปลอดภัย
“สดชื่นจริง ๆ อยู่ที่โน่นมีแต่...” ขณะที่สูดหายใจเต็มปอดเซนก็เหลือบไปเห็นเทคโนโลยีคุ้นตาหลายอย่างทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่อยู่แค่แป๊บเดียวแท้ ๆ
“ครับ ตอนนี้พวกเขามาถึงแล้ว” โคโทรไปหาโทลเพื่อรายงานสถานการณ์
“ดี ๆ งั้นก็เจอกันที่ชายแดนอาณาจักรนอดหรือจะบินข้ามมาที่ค่ายพักดีล่ะ?”
“ถ้าแบบนั้นก็คงต้องถามคุณโฟลแล้วครับ” โคยื่นมือถือให้กับโฟลที่กำลังพักหายใจ
พวกเขาปรึกษาหาตำแหน่งที่ตั้งอยู่พักหนึ่งแต่เพราะโฟลไม่มีแผนที่หรือจุดลงจอดเครื่องบินทำให้การบินไปอาณาจักรนอดอาจจะยากลำบากเกินไป
“ไม่เอาน่าก็แค่บินไปใกล้ ๆ ก็ได้แล้วเราก็ค่อยกระโดดลงมา” เซนยิ้มอย่างภาคภูมิที่ได้เสนอทางออก
“อืม ไอ้ความคิดบ้า ๆ แบบนั้นไปได้มาจากไหนเนี่ย”
“เฮ้พวก !” สเตล่าพูดขัดกลางคันเสียก่อนที่คานะจะกระชากผมเซน
เธอเปิดช่องเก็บของลับพร้อมกับหยิบกระเป๋าแปลก ๆ ออกมาและกล่าวต่อทันที
“กิเคยบอกไว้ว่าถ้าจะกระโดดลงจากเครื่องบินให้ใช้เจ้านี่”
“นะนั่นมัน...ร่มชูชีพ” เซนหยิบมาดูใกล้ ๆ ทำตาเป็นประกาย
“คิดอะไรอยู่แน่ ๆ หวังว่าจะไม่ใช่เรื่องอันตราย...มั้ง” คานะได้แต่ถอนหายใจคล้อยตามไปด้วย
พวกเขาตัดสินใจที่จะบินข้ามไปยังอาณาจักรนอดและทิ้งพวกเขาลงมาโดยไม่ต้องลงจอดเครื่องบิน หลังจากเตรียมเชื้อเพลิงและมานาสำรองเสร็จพวกเขาก็ออกเดินทางต่อทันที
“อีกสิบนาทีเราจะถึงจุดนัดพบแล้วครับ” เสียงอันเฉยชาของโฟลที่กำลังลังเลว่าควรปล่อยให้พวกเขาโดดลงไปหรือไม่
แต่ความเป็นห่วงของโฟลก็ต้องสูญเปล่าเพราะเสียงหัวเราะคิกคักสนุกสนานกันเหมือนกำลังจะไปเที่ยวสวนสนุกโดยเฉพาะเซนกับคานะที่รู้ว่าการโดดร่มคืออะไร
“อย่าเกร็งไปเลยยูกิ ก็แค่ไม่กี่กิโลเมตรเองขอแค่กางร่มทันก็ไม่ตายแล้ว”
เซนจะเป็นคนแบกตัวยูกิไปด้วยส่วนสเตล่าจะไปกับคานะเหมือนเจ้าหน้าที่ที่พาคนไปโดดร่ม
“ทุกคนพร้อมนะ !”
“พร้อม”
“ไม่ !”
มีเพียงแค่คานะที่ขานว่าพร้อมแต่ยูกิกลับปฏิเสธเสียงแข็ง
“ไปกันเลยพวกเรา !”
ประตูด้านข้างถูกเปิดพร้อมกับแรงลมกระแทกเข้าหน้ามันยิ่งทำให้ยูกิสั่นกลัว หนุ่มสาวทั้งสี่กระโดดลงจากเครื่องบินพร้อมด้วยรอยยิ้มสนุกสนานสุดเหวี่ยงจนเจ้าหน้าที่บนเครื่องบินยังต้องยิ้มตาม
เสียงกรีดร้องดังลั่นของยูกิทำให้เซนหัวเราะเยาะไม่หยุด เมื่อผ่านไปสักพักพวกเขาก็กางร่มได้สำเร็จแต่ขณะที่เหลือระยะไม่เกินห้าร้อยเมตรร่มของเซนก็ดันพันกันจนไม่อาจใช้งาน
“ทำอะไรสักอย่างสิวะ !” ยูกิตะโกนเรียกทั้งน้ำตาขณะที่ต้องมองพื้นดินที่ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
เซนถอดร่มออกและใช้ดาบเป็นฐานรองเท้าแทน แรงระเบิดส่งคลื่นกระแทกต้านอากาศทำให้ลดความเร็วของการตกลงได้มากแถมเขายังใช้มันเหมือนกับกำลังเล่นเซิร์ฟบอร์ด
“ตื่นเต้นใช่ไหมล่ะ !” เซนยังคงหัวเราะเยาะชอบใจจนกระทั่งลงถึงพื้นแม้จะไม่นิ่มนวลแต่ก็รอดชีวิตมาได้
ผู้คนที่ได้เห็นต่างก็ต้องตกตะลึงคิดว่ามีมังกรตัวใหม่โผล่มาอีกแต่พอได้มาเห็นใกล้ ๆ จึงโล่งใจ
“พวกเขามาจากบนฟ้าเหรอ?” กลุ่มนักโทษแอบสังเกตการณ์อยู่ไกล ๆ เพื่อรายงานให้ยาซากะรับทราบ
หลังจากนั้นก็มีข่าวลือในหมู่กองทัพและฝ่ายพันธมิตรว่ามีบุตรแห่งพระเจ้าลงมาจุติเพื่อล้างบางผู้คนที่ทำผิด
“แล้ว...กิหายไปที่ไหน?” เมื่อตั้งหลักพักหายใจกันทั่วท้องคานะก็เอ่ยถามฟรานทันที
“อาณาจักรคาที่อยู่ทางใต้ของที่นี่ กิจังโดนแรงระเบิดซัดลอยไปทางนั้นแต่ก็โดนพวกคนที่นั่นห้ามไว้ก็เลยไม่ได้เข้าไป”
“งั้นเราก็ไปกันเลย...”
“เดี๋ยว !” คานะดึงตัวเซนไว้พอดีก่อนที่เขาจะวิ่งหน้าตั้งออกไป
“ถ้าไปช่วยได้ฟรานก็คงจะไปแล้วแน่ ๆ แต่ที่ยังอยู่แสดงว่าไม่ใช่แค่เรื่องโดนห้ามสินะ”
ฟรานถอนหายใจสั้น ๆ เหมือนกำลังปลดปล่อยความข้องใจ
“มีประมาณสี่คนที่ฉันเจอ พวกเขาเลเวลแปดขึ้นไปและยังมีเวทมนตร์แปลก ๆ ที่ทำให้ฉันขยับตัวไม่ได้อีก”
“นั่นไงล่ะ ตอนแรกก็คงจะพยายามฝ่าเข้าไปแล้วใช่ไหม?”
“เธอนี่เดาถูกหมดเลยนะคานะ ฉันพยายามฝ่าเข้าไปแต่ก็โดนซัดกลับมาแบบไม่ได้ตอบโต้เลยสักครั้ง”
“ถ้าอย่างนั้นก่อนอื่นเราก็ต้อง...” ขณะที่กำลังจะพูดเซนก็วางมือสั่น ๆ ลงบนไหล่ของคานะ
“ก่อนอื่น...เราเข้าไปคุยข้างในก่อนไหม? ลืมไปเลยว่าที่นี่มันหนาวแค่ไหนแถมยังไม่ได้พกเสื้อกันหนาวมาด้วย”
เต็นท์เล็ก ๆ ที่เป็นที่พักของฟรานแต่ก็สามารถเอาคนเข้าไปนั่งได้ห้าถึงหกคน สมาชิกทั้งห้าคนที่เคยมีซึฮากิเป็นหัวหน้าได้มารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อตามหาตัวซึฮากิ
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน” ฟรานกางแผนที่อาณาจักรคาตรงกลางวงเพื่อให้ทุกคนได้เห็นมัน
“อย่างที่เห็นว่าอาณาจักรคามีพื้นที่ค่อนข้างกว้างและอุดมสมบูรณ์ไม่แพ้อาณาจักรเซีย หลังจากที่ฉันคำนวณแรงลมและทิศทางที่กิจังลอยไปจึงได้พื้นที่วงแคบในการตามหา”
“กาแฟสักหน่อยไหม?” ขณะที่กำลังประชุมวางแผนโทลก็เอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟจึงได้เห็นบรรยากาศผ่อนคลายของพวกเขาเหมือนไม่มีเรื่องทุกข์ร้อน
“บ่มเพาะเหรอ? ถึงเวลาของจอมยุทธแล้วสิ” เซนยังคงฉีกยิ้มเบิกบานอีกทั้งยังเอามือลูบคางเหมือนท่าลูบเคราของเหล่านักปราชญ์ทั้งหลาย
“เล่นอะไรไร้สาระ เจ้าสำนักต้องเป็นฉันสิ” คานะรับมุกได้พอดิบพอดีอย่างกับนัดกันมาทำให้ฟรานหลุดหัวเราะออกมาได้
“พูดอะไรกันวะไม่เข้าใจ” ยูกิถึงกับแบะปากส่ายหัวกับการกระทำแปลกประหลาดของพวกเขา
“นายยังไม่ชินอีกเหรอ?” สเตล่ายิ้มเล็กน้อยภายใต้ผ้าปิดหน้าผืนนั้น
เห็นท่าทางแบบนั้นก็คงหมดห่วง พวกเขาฝ่าฟันหลาย ๆ อย่างมาด้วยกันแถมซึฮากิยังแสดงให้เห็นแล้วว่าเขามีความสามารถแค่ไหน
“ถ้าอยากให้ช่วยอะไรก็บอกได้เลย ลุงจะคอยเฝ้าที่นี่ไว้เอง”
“ครับผม !” เซนยกมือทำความเคารพอัตโนมัติดูเหมือนจะกวนประสาทแต่เขาก็จริงใจพอสมควร แม้จะได้ใช้ชีวิตด้วยกันไม่นานแต่โทลก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ช่วยเหลือพวกซึฮากิในหลาย ๆ เรื่อง
หลังจากนั่งวางแผนกันจนเบื่อเซนก็เลยขอออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้าง
“ระวังพวกกองทัพด้วยล่ะพวกเขายังตั้งฐานอยู่ไม่ไกลนัก” ฟรานกล่าวเป็นอย่างสุดท้ายก่อนจะแยกไปพักผ่อน
“สบายใจได้เลย พวกเราไม่ไปไหนไกลหรอก”
ท้องฟ้าที่เคยฟุ้งไปด้วยออร่ามานาค่อย ๆ สลายหายไปเหลือเพียงร่องรอยของการต่อสู้ซึ่งทำให้เซนและคานะตื่นตาตื่นใจจนหยุดตัวเองไม่อยู่
“ปัดโธ่เอ๊ย ! ทำไมกิไม่ชวนเรามาด้วยล่ะเนี่ย อยากเห็นจริง ๆ ว่าใครสู้กันถึงได้สร้างภาพพวกนี้ได้” เซนใช้ดาบยักษ์สร้างระเบิดเพื่อกระโดดขึ้นไปดูมุมสูงจึงได้เห็นทิวทัศน์ความพินาศของเมืองเอเธน
“ทางโน้นเป็นยังไงบ้าง?” คานะถาม
“เละไปหมดเลยแถมยังมีรอยเท้าอันเบ้อเริ่มอยู่ด้วย”
“รอยเท้าของมังกร...” สเตล่าที่เดินตามหลังมาเอ่ยขึ้น
“ดูจากลักษณะรอย จุดที่มีครบสี่ข้างจะจางและโดนสิ่งอื่นทับถมไปบ้าง กลับกันรอยเท้าที่เหลือแค่สองข้างชัดกว่าแสดงให้เห็นลำดับการเคลื่อนไหวและสิ่งผิดปกติกับร่างกายของมังกร”
“โห่...ชักจะเหมือนกิเข้าไปทุกทีแล้วนะสเตล่า” เซนเอามือตบหลังหยอกล้อ
“ก็แค่วิเคราะห์เพื่อจำลองเหตุการณ์ในอดีต แล้วเท่าที่ดูจากพื้นที่โดยรอบซึ่งมีศพน้อยมาก ๆ แสดงว่าคนที่สู้กับมังกรต้องแข็งแกร่งในระดับใกล้เคียงกันแน่ ๆ”
“ฉะฉาน มั่นใจ หน้านิ่งหรือเปล่า...เธอใกล้จะเป็นกิสองแล้วนะรู้ตัวไหม?”
“เหรอ...ก็คงงั้น” แววตาอันเฉยเมยเผยให้เห็นผ่านผ้าปิดหน้าแต่กลับรู้สึกได้ถึงรอยยิ้มเล็ก ๆ
หลังจากเดินไปได้สักพักพวกเขาก็ไปถึงซากคฤหาสน์ของแคทเทอรีนที่มีร่องรอยการขุดหลุมขนาดใหญ่
“นี่คงเป็นหลุมที่ฟรานพูดถึงสินะ หลุมที่ขุดเอาร่างของคาร์เตอร์ขึ้นมาพร้อมกับความโศกเศร้าอันใหญ่หลวง”
คานะทอดสายตามองพร้อมกับยืนสงบนิ่งเพื่อเป็นการเคารพการจากไปแต่ขณะที่กำลังทำเช่นนั้นเซนก็กระโดดลงไปข้างล่างเสียแล้ว
“เฮ้ย ! ไม่สำรวมสักนิดเลยเหรอวะ” คานะรีบกระโดดตามลงไปทันทีเพราะกลัวว่าเซนจะไปทำอะไรแปลก ๆ อีก
อุปกรณ์เวทมนตร์แปลกตาหลายอย่างถูกกองดินถมทับและยังมีหนังสือที่เปิดค้างไว้พอดี
“บันทึกการปฏิวัติของแอสต้า ถ้าเราเก็บไว้ให้กิก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะแถมยังมีหนังสือแปลก ๆ อีกหลายเล่มซะด้วย” เซนตั้งอกตั้งใจขุดดินเต็มที่เพราะคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ถ้าหากได้มอบให้ซึฮากิ ความคิดใสซื่อของเขาทำให้คานะไม่กล้าขัดและยังช่วยขุดหาอีกต่างหาก
ถึงเราจะค่อนข้างเชื่อใจกิว่าจะไม่เป็นอะไรแต่ก็ไม่ถึงขั้นคานะกับเซน พวกเขาเชื่ออย่างสนิทใจราวกับพี่น้องฝาแฝดที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เกิด
“เธอเองก็ลงมาช่วยด้วยสิ !” เซนตะโกนดังลั่น
“รู้แล้วน่า”
ขณะเดียวกันยูกิก็ยังอยู่ที่ค่ายพักเดินไปรอบ ๆ จนเห็นกลุ่มพันธมิตรของแคทเทอรีนที่กำลังสอดสายตามองเขาอยู่
ยูกิถลึงตามองกลับเล่นเอาชายฉกรรจ์ตกใจจนต้องถอยออกไป
“เหอะ พวกคนป่าโรคจิตชอบมองก้นผู้ชาย” ขณะที่กำลังจะเดินจากไปเขาก็ได้กลิ่นตุ ๆ จึงรีบวิ่งหาทันที
“คุณยาซากะกินก่อนเถอะครับ พวกเราพึ่งได้กินไปเมื่อเช้าคงไม่เป็นอะไร”
“คิดว่าข้าจะยอมจำนนเพราะพวกมันเมตตาไว้ชีวิตเหรอ? แล้วคุณทีโอน่าเป็นยังไงบ้าง” แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่เขาก็ยังกินซุปจืด ๆ จากคนแปลกหน้าเพื่อประทังชีวิต
“เอาจริงดิ ใครมันเป็นคนทำอาหารชั้นต่ำแบบนั้น” ยูกิพรวดพราดออกมาแย่งถ้วยซุปไปทันทีและพอได้ชิมเขาก็ต้องเททิ้งเพราะรสชาติอันน่าสมเพชนั่น
“เธอเป็นใคร...”
“หม้อซุปอยู่ไหน !” ยูกิพูดขัดยาซากะเสียก่อนโดยไม่สนใจพวกเขาเลยสักนิด
“ใครเข้ามาวุ่นวายที่นี่?” เมื่อได้ยินเสียงโวยวายก็มีเจ้าหน้าที่โผล่ออกมา
“ทะท่านยูกิ” แต่แทนที่จะโกรธเธอกลับก้มโค้งเก้าสิบองศาสร้างความประหลาดใจให้กับเหล่าพันธมิตรทุกคน
“ใครเป็นคนทำอาหารชามนี้” ยูกิถลึงตามองเอลฟ์สาวผู้นั้นอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“ดะดิฉันเองค่ะ” เอลฟ์สาวตรงหน้าตอบรับด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว
“ดี ! ฉันจะสอนเธอทำอาหารเดี๋ยวนี้แหละ”