STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)

    ภาคที่ 6 OverThrow ตอนที่ 37 เศษ

    1 พฤษภาคม พ.ศ.2576

    “ขาดการติดต่อกับคุณซึฮากิเหรอ? ปกติเขาจะพกมือถือติดตัวไปตลอดแท้ ๆ แต่ทำไมคราวนี้ถึงเป็นแบบนี้ แล้วทางคุณโทลล่ะ?” โคเอลฟ์หนุ่มวัยกลางคนที่คอยทำหน้าที่บริหารบ้านเมืองแทนซึฮากิและเป็นเอลฟ์กลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่เมืองเอลโฟเรียซึ่งกำลังหัวหมุนกับการติดต่อซึฮากิไม่ได้

    “พี่โคครับ ติดต่อคุณโทลได้แล้ว”

    “ดีมากขอสายหน่อย”

    หลังจากนั้นโทลก็ได้เล่าสถานการณ์อันยากลำบากที่เกิดขึ้นฝั่งโน้นโดยเฉพาะเรื่องที่ซึฮากิหายสาบสูญเข้าไปในอาณาจักรคา

    “ไม่เอากำลังเสริมมันจะดีเหรอครับ?”

    “สบาย ๆ น่านายก็ดูแลทางโน้นให้ดีก็แล้วกันและจับตาดูวีด้าไว้ด้วย ถึงซึฮากิจะยืนยันว่าเธอจะไม่ทรยศแต่พอเขาไม่อยู่เธอก็อาจจะคิดทำมันจริง ๆ ก็ได้”

    “รับทราบครับเราจะพยายามส่งคนไปดู”

    ขณะเดียวกันก็ได้ยินเสียงจามจากหญิงสาวตาโตที่กำลังยืนเฝ้ายามอยู่ในเขตสถานศึกษา

    จะว่างานสบายมันก็ใช่แต่พอไม่มีคนมาต่อว่าดุด่ามันก็ไม่ค่อยชินเลยแฮะ แถมยังมีเด็ก ๆ ชอบมายิ้มให้อีก

    “สวัสดีครับคุณวีด้า !” เด็ก ๆ ที่เดินผ่านไปมาก็จะเห็นเธอคอยยืนเฝ้าอยู่ที่เดิมตลอดจนไปถามนักเรียนคนไหนก็ต้องรู้จัก

    “เหนื่อยหน่อยนะคะวันนี้” อลิสยิ้มทักทายอย่างเป็นมิตรแต่ถ้าเธอรู้ที่มาที่ไปของวีด้าก็อาจจะแสดงออกอีกอย่างก็ได้

    “ค่ะ” เธอตอบรับพอเป็นพิธีไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกไป

    แบบนี้มันสงบสุขเกินไปหรือเปล่านะ ช่วงนี้ก็ไม่เห็นเจ้านั่นแล้วด้วยหรือเราจะหนีออกไปเลยดีไหม

    ทันใดนั้นร่างกายของเธอขยับไปอัตโนมัติเมื่อเห็นเด็กน้อยตรงหน้ากำลังจะหกล้ม อ้อมแขนหนา ๆ ที่ได้รับมาจากการฝึกรองรับเด็กคนนั้นไว้ได้ทัน

    “ขอบคุณครับคุณวีด้า” เขาก้มโค้งกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มจริงใจ

    “คราวหลังก็มองทางด้วย”

    “ครับ !”

    ตลอดเวลาหลายเดือนเธอก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่มีตกบกพร่องและคนที่รู้ตัวตนจริง ๆ ของเธอก็คงมีแค่พวกซึฮากิ

    ยิ่งรู้สึกสงบเกินไปก็ยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยยังไงก็ไม่รู้สิ หรือเพราะเราเคยชินกับการต่อสู้ตลอดเวลาพอมาใช้ชีวิตอยู่อย่างสบายมันก็เลยอึดอัดแทน

    วีด้าเหลือบไปเห็นชายหนุ่มเจ้าของร้านอาหารกำลังจะเดินเข้าไปในโรงเรียน

    เขามาอีกแล้วแฮะ ไม่รู้ทำไมช่วงนี้เขาถึงอาสามาเป็นพ่อครัวทำอาหารให้เด็ก ๆ หรือจะอยากเจอใครเป็นพิเศษ

    เมื่อพ่อครัวผ่านไปเธอก็เหลือบไปเห็นช่างเหล็กที่เป็นเผ่าคนแคระ ปกติพวกเขามักจะหมกตัวอยู่ในโรงงานเพื่อสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์แต่ก็จะออกมาเพื่อหาอาหารและเหล้ากลับไปดื่มกินกันสนุกสุดเหวี่ยง

    พวกตาแก่ขี้เหล้า

    ที่สุดสายตาก็จะเห็นพวกคิโนริกำลังเตรียมตัวออกเดินทางเพื่อสำรวจดันเจี้ยนและเป็นการฝึกฝนไปในตัวด้วย

    เด็กสมัยนี้นี่มันดีจริง ๆ มีพาไปเก็บเลเวลแถมยังไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นอะไรตายไหม

    ขณะที่กำลังนินทาในใจคิโนริก็หันมาจ้องตาเหมือนสัมผัสได้ถึงความคิดเหล่านั้น สายตาของหญิงสาวตัวน้อยกลับทำให้วีด้าขนลุกได้ทันทีและเป็นเธอเองที่ต้องหลบตา

    ใครจะคิดล่ะว่าเด็กตัวแค่นั้นแต่เลเวลแซงหน้าเราไปแล้ว พวกมีพรสวรรค์นี่มันดีจริง ๆ เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่จังจนคนรอบ ๆ ยังได้ยิน

    คิโนริและเพื่อน ๆ ต่างก็พัฒนากันได้อย่างรวดเร็วแม้สเตตัสทางกายภาพจะไม่ค่อยก้าวหน้าแต่ด้านมานาและพลังเวทกลับไม่เป็นเช่นนั้น ยิ่งใช้มานาบ่อยแค่ไหนร่างกายก็ยิ่งคุ้นชินกับมันและค่อย ๆ เพิ่มความสามารถเข้าไปจนนำหน้าผู้ใหญ่ไปแล้ว

    “วันนี้เราจะไปถึงส่วนลึกของดันเจี้ยนใช่ไหม?” เอเอ่ยถาม

    “ถูกต้อง เพราะฉะนั้นข้าก็เลยให้บองมาด้วยเนี่ยแหละ...เจี๊ยก”

    “เฮอะ ข้าก็แค่อยากยืดเส้นยืดสายไม่ได้อยากมาเป็นพี่เลี้ยงเด็ก ๆ หรอกนะ” ร่างกายอันใหญ่โตพร้อมกับกระบองพิเศษที่สั่งทำวางพาดบนไหล่เป็นเสมือนท่าเตรียมพร้อม

    “ไม่เอาน่าลุงบอง มีลุงบองมาด้วยพวกเราก็สบายใจขึ้นเยอะเลยนะคะ” คิโนริฉีกยิ้มสนุกทำเอามิโนทอร์ยักษ์ใหญ่ยิ้มตาม

    “ถ้าพร้อมแล้วเราก็ไปกันเถอะ...เจี๊ยก” มังกี้ปีนป่ายขึ้นไปขี่คอบองอย่างรวดเร็ว

    “ปัดโถ่ทำไมต้องมาขี่คอข้าด้วยวะ” แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่เขาก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไรและยังปล่อยให้มังกี้ขี่คอต่อไป

    ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตรก็จะมีโรงงานผลิตอาวุธและโรงงานอื่นอีกหลายแห่งที่ต้องห่างจากเขตที่พักอาศัยไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดอันตรายได้

    “ปืนสไนเปอร์เป็นยังไงบ้าง?”

    “ถ้าไม่นับตัวทดลองที่คุณซึฮากิทำให้ดูก็จะได้หนึ่งร้อยสิบห้ากระบอก เขาบอกให้ผลิตไปถึงสองร้อยกระบอกแล้วค่อยหยุดสินะครับ”

    “ใช่ ๆ อีกนิดเดียวเราก็จะได้พักแล้วเร่งมือกันหน่อย”

    พนักงานหลาย ๆ คนมีทั้งมนุษย์ปกติไปจนถึงเอลฟ์หนุ่มโดยมีหัวหน้างานก็คือเผ่าคนแคระ พวกเขาต่างก็ขยันทำงานในส่วนของตัวเองแม้ช่วงแรกจะต้องปรับตัวอย่างยากลำบากแต่ด้วยระบบการสอนของซึฮากิทำให้ลดปัญหาเรื่องนั้นได้บ้าง

    “ว่าแต่เจ้านี่มันจะใช้แทนเวทมนตร์ได้แน่เหรอครับ?”

    คนแคระผู้เป็นหัวหน้างานหัวเราะในลำคอก่อนจะกล่าวตอบ “เจ้ายังไม่เห็นตอนที่คุณซึฮากิทดสอบให้ดูสินะ ถ้าได้เห็นก็คงบอกได้คำเดียวว่าสุดยอด”

    ชายหนุ่มคนนั้นขมวดคิ้วสงสัยยิ่งอยากรู้อยากเห็นเข้าไปอีก

    “แล้วเราต้องทดสอบแต่ละกระบอกไหมครับ? ถ้ามันผลิตออกมาแล้วเกิดข้อผิดพลาดล่ะ”

    “ไม่ต้องห่วงเพราะเรามีคนคอยทดสอบอยู่…อยากไปดูไหมล่ะ?”

    พวกเขาอาสาเป็นคนขนของชุดใหม่ที่ผลิตได้เดินไปยังอาคารเดี่ยวที่ตั้งอยู่ใจกลางโรงงานเหล่านั้นโดยรอบ ๆ นั้นไม่มีใครอยู่เลยสักคนจนคิดว่าเป็นอาคารร้างไว้เก็บของ

    “อะไรกันมีของล็อตใหม่มาแล้วเหรอ? นึกว่าจะได้พักสักหน่อยแท้ ๆ”

    “เอาเถอะน่าอีกไม่กี่สิบกระบอกก็เสร็จแล้ว”

    “นั่นมันก็แค่ปืนสไนเปอร์นี่ ก่อนหน้านี้ก็มีปืนไฟฟ้า ปืนตาข่ายแล้วก็ปืนมานาอีก”

    เอลฟ์หนุ่มสาวทั้งสี่คนจ้องมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนวดเคราของคนแคระบางคนก็รู้สึกเบื่อหน่ายบางคนก็รู้สึกหงุดหงิดกับการมาทำอะไรเช่นนี้

    ตาลุงหนวดเฟิ้มก็ยังคงหัวเราะเยาะสนุกกับการได้เห็นสีหน้าเหล่านั้น “คุณซึฮากิไว้วางใจพวกเธอนะถึงได้ให้ทำงานสำคัญแบบนี้”

    “เหอะ ๆ รู้อย่างนี้ไม่น่ารีบมาที่เอลโฟเรียเลย นอกจากท่านยูกิจะสละบัลลังก์แล้วก็ยังมีเจ้าหมอนั่นมาควบคุมแทนอีก” เดมิยิ้มแห้งบ่นถึงซึฮากิ

    แม้จะดูไม่สบอารมณ์แต่พอเริ่มทำงานพวกเขาก็ตั้งใจจดจ่ออยู่กับมันเพื่อไม่ให้มีอะไรผิดพลาด หนุ่มสาวทั้งสี่เข้าประจำที่โดยมีคนถือปืนหนึ่งคน จดบันทึกสองคนและอีกหนึ่งคนจะคอยสนับสนุนด้านหลัง

    “ดูให้ดีล่ะพลังของปืนสไนเปอร์ที่ซึฮากิคิดขึ้นมา...”

    พูดไม่ทันขาดคำก็มีเสียงดังลั่นภายในอาคารทดสอบแต่เสียงเหล่านั้นก็ไม่อาจทะลุออกไปข้างนอกได้เนื่องจากการออกแบบอาคารเก็บเสียงเพื่อการทดสอบโดยเฉพาะ

    “โห่...สุดยอดไปเลย”

    “เห็นไหมล่ะ” คนแคระยิ้มอ่อนที่เห็นแววตาตกตะลึงของชายหนุ่มผู้นั้นหลังจากที่ได้เห็นพลังทำลายของปืนสไนเปอร์

    ทันทีที่เสียงปืนดังลั่นกระสุนก็พุ่งเข้าเป้าที่อยู่ห่างออกไปถึงห้าสิบเมตรทะลุทะลวงทุกอย่างแม้จะใช้เสริมกำลัง กำแพงหิน กำแพงวายุและหุ่นซ้อมที่ทำมาจากวัสดุแบบเดียวกับชุดเกราะรวมทั้งโบกปูนทับอีกชั้น ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทดสอบความรุนแรงและไม่ให้มันทะลุออกไปนอกอาคารได้

    “หา? ซึฮากิหายสาบสูญไปเนี่ยนะ”

    ขณะเดียวกันโทลก็ได้ต่อสายไปบอกพวกเซนทันทีแต่แทนที่จะเป็นห่วงพวกเขากลับหัวเราะลั่นสนุกสนานเฮฮา

    “แหม ๆ พวกนายไม่คิดจะห่วงซึฮากิเลยเหรอ?” โทลถามจากปลายสาย

    “เตรียมตัวเลยพวกเรา...ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว” เซนยิ้มเยาะอย่างมีความสุขราวกับกำลังจะได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณนักสู้ในใจออกมา

    ข้าง ๆ กันนั้นก็มีคานะที่ยิ้มตอบรับความต้องการของเซนอย่างกับรู้ความรู้สึกนึกคิดยกเว้นยูกิที่แบะปากทำหน้าเบื่อหน่ายที่ต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงอันตราย

    “ถ้าจะเดินทางก็ต้องพึ่งเครื่องบินอีกแล้วสินะ แล้วทางโน้นจะส่งมารับพวกเราได้เมื่อไรล่ะ?” คานะเอ่ยถามต่อทันที

    “ไม่ต้องห่วงเพราะฉันบอกโคไปแล้วและน่าจะเตรียมการไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ฝั่งโน้นก็เตรียมทำเรื่องกับพวกทหารในเมืองไว้ด้วยล่ะเดี๋ยวจะเป็นเรื่องอีก”

    “เอาเว้ย ! ไม่ได้แสดงฝีมือมานานคงไม่สนิมเกาะแล้วนะ” เซนกระโดดม้วนตัวแสดงท่าทางขึงขังแต่ก็ไม่มีใครสนใจ

    “คงได้ยินที่คุยกันแล้วสินะคุณลักซ์” คานะเลื่อนสายตามองหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กัน

    “แน่นอน หนี้ก็ใช้หมดแล้วแถมซึฮากิก็ทำตามเงื่อนไขสัญญาครบจึงไม่มีปัญหาถ้าพวกเธอจะกลับ ฉันคงต้องรีบไปแจ้งให้พวกเขารู้ก่อนเดี๋ยวจะวุ่นวายเหมือนก่อนหน้านี้”

    “ลักซ์ ! ดูแลตัวเองด้วยล่ะ” เสียงจากปลายสายตะโกนออกมามันทำให้หญิงสาวผู้เคร่งขรึมยิ้มได้

    “ค่ะ...”

    สามชั่วโมงให้หลังก็มีเครื่องบินของเอลโฟเรียมาจอดที่โรงเรียนหลวงทำให้นักเรียนหลาย ๆ คนแตกตื่นแต่อย่างน้อยก็ไม่ได้โดนพวกทหารจ้องจะสอยเหมือนคราวก่อนแล้ว

    “นายกลายเป็นคนขับเครื่องบินไปแล้วสินะ” ยูกินั่งลงข้าง ๆ คนขับ

    “ก็ผมใช้เวทวายุได้แถมยังมีมานาเยอะอีก ก็เลยได้รับหน้าที่นี้แหละครับส่วนตอนนี้ก็มีเครื่องบินที่ใช้เชื้อเพลิงเป็นหลักแล้วแต่กำลังการผลิตเชื้อเพลิงช้ากว่าการสร้างมานาสำรองเสียอีกก็เลยเป็นอย่างที่เห็น”

    “เหอะ ๆ เหนื่อยหน่อยก็แล้วกันนะโฟล ถ้าข้ามีอำนาจมากพอก็คงจะมอบยศสูง ๆ ให้อยู่สบายเลย”

    โฟลยิ้มหัวเราะกับคำพูดของยูกิ “ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงครับ”

    “โห่...นั่นคือนกยักษ์ที่เคยมีข่าวลือสินะ” เสียงกระซิบคุยกันของเด็กนักเรียนที่ได้เห็นภาพเหล่านั้นส่งต่อกันไปเป็นทอด ๆ ราวกับการสะบัดปลายเชือก

    หลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงพวกเขาก็ลงจอดที่เอลโฟเรียได้อย่างปลอดภัย

    “สดชื่นจริง ๆ อยู่ที่โน่นมีแต่...” ขณะที่สูดหายใจเต็มปอดเซนก็เหลือบไปเห็นเทคโนโลยีคุ้นตาหลายอย่างทั้ง ๆ ที่พวกเขาไม่อยู่แค่แป๊บเดียวแท้ ๆ

    “ครับ ตอนนี้พวกเขามาถึงแล้ว” โคโทรไปหาโทลเพื่อรายงานสถานการณ์

    “ดี ๆ งั้นก็เจอกันที่ชายแดนอาณาจักรนอดหรือจะบินข้ามมาที่ค่ายพักดีล่ะ?”

    “ถ้าแบบนั้นก็คงต้องถามคุณโฟลแล้วครับ” โคยื่นมือถือให้กับโฟลที่กำลังพักหายใจ

    พวกเขาปรึกษาหาตำแหน่งที่ตั้งอยู่พักหนึ่งแต่เพราะโฟลไม่มีแผนที่หรือจุดลงจอดเครื่องบินทำให้การบินไปอาณาจักรนอดอาจจะยากลำบากเกินไป

    “ไม่เอาน่าก็แค่บินไปใกล้ ๆ ก็ได้แล้วเราก็ค่อยกระโดดลงมา” เซนยิ้มอย่างภาคภูมิที่ได้เสนอทางออก

    “อืม ไอ้ความคิดบ้า ๆ แบบนั้นไปได้มาจากไหนเนี่ย”

    “เฮ้พวก !” สเตล่าพูดขัดกลางคันเสียก่อนที่คานะจะกระชากผมเซน

    เธอเปิดช่องเก็บของลับพร้อมกับหยิบกระเป๋าแปลก ๆ ออกมาและกล่าวต่อทันที

    “กิเคยบอกไว้ว่าถ้าจะกระโดดลงจากเครื่องบินให้ใช้เจ้านี่”

    “นะนั่นมัน...ร่มชูชีพ” เซนหยิบมาดูใกล้ ๆ ทำตาเป็นประกาย

    “คิดอะไรอยู่แน่ ๆ หวังว่าจะไม่ใช่เรื่องอันตราย...มั้ง” คานะได้แต่ถอนหายใจคล้อยตามไปด้วย

    พวกเขาตัดสินใจที่จะบินข้ามไปยังอาณาจักรนอดและทิ้งพวกเขาลงมาโดยไม่ต้องลงจอดเครื่องบิน หลังจากเตรียมเชื้อเพลิงและมานาสำรองเสร็จพวกเขาก็ออกเดินทางต่อทันที

    “อีกสิบนาทีเราจะถึงจุดนัดพบแล้วครับ” เสียงอันเฉยชาของโฟลที่กำลังลังเลว่าควรปล่อยให้พวกเขาโดดลงไปหรือไม่

    แต่ความเป็นห่วงของโฟลก็ต้องสูญเปล่าเพราะเสียงหัวเราะคิกคักสนุกสนานกันเหมือนกำลังจะไปเที่ยวสวนสนุกโดยเฉพาะเซนกับคานะที่รู้ว่าการโดดร่มคืออะไร

    “อย่าเกร็งไปเลยยูกิ ก็แค่ไม่กี่กิโลเมตรเองขอแค่กางร่มทันก็ไม่ตายแล้ว”

    เซนจะเป็นคนแบกตัวยูกิไปด้วยส่วนสเตล่าจะไปกับคานะเหมือนเจ้าหน้าที่ที่พาคนไปโดดร่ม

    “ทุกคนพร้อมนะ !”

    “พร้อม”

    “ไม่ !”

    มีเพียงแค่คานะที่ขานว่าพร้อมแต่ยูกิกลับปฏิเสธเสียงแข็ง

    “ไปกันเลยพวกเรา !”

    ประตูด้านข้างถูกเปิดพร้อมกับแรงลมกระแทกเข้าหน้ามันยิ่งทำให้ยูกิสั่นกลัว หนุ่มสาวทั้งสี่กระโดดลงจากเครื่องบินพร้อมด้วยรอยยิ้มสนุกสนานสุดเหวี่ยงจนเจ้าหน้าที่บนเครื่องบินยังต้องยิ้มตาม

    เสียงกรีดร้องดังลั่นของยูกิทำให้เซนหัวเราะเยาะไม่หยุด เมื่อผ่านไปสักพักพวกเขาก็กางร่มได้สำเร็จแต่ขณะที่เหลือระยะไม่เกินห้าร้อยเมตรร่มของเซนก็ดันพันกันจนไม่อาจใช้งาน

    “ทำอะไรสักอย่างสิวะ !” ยูกิตะโกนเรียกทั้งน้ำตาขณะที่ต้องมองพื้นดินที่ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว

    เซนถอดร่มออกและใช้ดาบเป็นฐานรองเท้าแทน แรงระเบิดส่งคลื่นกระแทกต้านอากาศทำให้ลดความเร็วของการตกลงได้มากแถมเขายังใช้มันเหมือนกับกำลังเล่นเซิร์ฟบอร์ด

    “ตื่นเต้นใช่ไหมล่ะ !” เซนยังคงหัวเราะเยาะชอบใจจนกระทั่งลงถึงพื้นแม้จะไม่นิ่มนวลแต่ก็รอดชีวิตมาได้

    ผู้คนที่ได้เห็นต่างก็ต้องตกตะลึงคิดว่ามีมังกรตัวใหม่โผล่มาอีกแต่พอได้มาเห็นใกล้ ๆ จึงโล่งใจ

    “พวกเขามาจากบนฟ้าเหรอ?” กลุ่มนักโทษแอบสังเกตการณ์อยู่ไกล ๆ เพื่อรายงานให้ยาซากะรับทราบ

    หลังจากนั้นก็มีข่าวลือในหมู่กองทัพและฝ่ายพันธมิตรว่ามีบุตรแห่งพระเจ้าลงมาจุติเพื่อล้างบางผู้คนที่ทำผิด

    “แล้ว...กิหายไปที่ไหน?” เมื่อตั้งหลักพักหายใจกันทั่วท้องคานะก็เอ่ยถามฟรานทันที

    “อาณาจักรคาที่อยู่ทางใต้ของที่นี่ กิจังโดนแรงระเบิดซัดลอยไปทางนั้นแต่ก็โดนพวกคนที่นั่นห้ามไว้ก็เลยไม่ได้เข้าไป”

    “งั้นเราก็ไปกันเลย...”

    “เดี๋ยว !” คานะดึงตัวเซนไว้พอดีก่อนที่เขาจะวิ่งหน้าตั้งออกไป

    “ถ้าไปช่วยได้ฟรานก็คงจะไปแล้วแน่ ๆ แต่ที่ยังอยู่แสดงว่าไม่ใช่แค่เรื่องโดนห้ามสินะ”

    ฟรานถอนหายใจสั้น ๆ เหมือนกำลังปลดปล่อยความข้องใจ

    “มีประมาณสี่คนที่ฉันเจอ พวกเขาเลเวลแปดขึ้นไปและยังมีเวทมนตร์แปลก ๆ ที่ทำให้ฉันขยับตัวไม่ได้อีก”

    “นั่นไงล่ะ ตอนแรกก็คงจะพยายามฝ่าเข้าไปแล้วใช่ไหม?”

    “เธอนี่เดาถูกหมดเลยนะคานะ ฉันพยายามฝ่าเข้าไปแต่ก็โดนซัดกลับมาแบบไม่ได้ตอบโต้เลยสักครั้ง”

    “ถ้าอย่างนั้นก่อนอื่นเราก็ต้อง...” ขณะที่กำลังจะพูดเซนก็วางมือสั่น ๆ ลงบนไหล่ของคานะ

    “ก่อนอื่น...เราเข้าไปคุยข้างในก่อนไหม? ลืมไปเลยว่าที่นี่มันหนาวแค่ไหนแถมยังไม่ได้พกเสื้อกันหนาวมาด้วย”

    เต็นท์เล็ก ๆ ที่เป็นที่พักของฟรานแต่ก็สามารถเอาคนเข้าไปนั่งได้ห้าถึงหกคน สมาชิกทั้งห้าคนที่เคยมีซึฮากิเป็นหัวหน้าได้มารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อตามหาตัวซึฮากิ

    “ถ้าอย่างนั้นก็ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน” ฟรานกางแผนที่อาณาจักรคาตรงกลางวงเพื่อให้ทุกคนได้เห็นมัน

    “อย่างที่เห็นว่าอาณาจักรคามีพื้นที่ค่อนข้างกว้างและอุดมสมบูรณ์ไม่แพ้อาณาจักรเซีย หลังจากที่ฉันคำนวณแรงลมและทิศทางที่กิจังลอยไปจึงได้พื้นที่วงแคบในการตามหา”

    “กาแฟสักหน่อยไหม?” ขณะที่กำลังประชุมวางแผนโทลก็เอาเครื่องดื่มมาเสิร์ฟจึงได้เห็นบรรยากาศผ่อนคลายของพวกเขาเหมือนไม่มีเรื่องทุกข์ร้อน

    “บ่มเพาะเหรอ? ถึงเวลาของจอมยุทธแล้วสิ” เซนยังคงฉีกยิ้มเบิกบานอีกทั้งยังเอามือลูบคางเหมือนท่าลูบเคราของเหล่านักปราชญ์ทั้งหลาย

    “เล่นอะไรไร้สาระ เจ้าสำนักต้องเป็นฉันสิ” คานะรับมุกได้พอดิบพอดีอย่างกับนัดกันมาทำให้ฟรานหลุดหัวเราะออกมาได้

    “พูดอะไรกันวะไม่เข้าใจ” ยูกิถึงกับแบะปากส่ายหัวกับการกระทำแปลกประหลาดของพวกเขา

    “นายยังไม่ชินอีกเหรอ?” สเตล่ายิ้มเล็กน้อยภายใต้ผ้าปิดหน้าผืนนั้น

    เห็นท่าทางแบบนั้นก็คงหมดห่วง พวกเขาฝ่าฟันหลาย ๆ อย่างมาด้วยกันแถมซึฮากิยังแสดงให้เห็นแล้วว่าเขามีความสามารถแค่ไหน

    “ถ้าอยากให้ช่วยอะไรก็บอกได้เลย ลุงจะคอยเฝ้าที่นี่ไว้เอง”

    “ครับผม !” เซนยกมือทำความเคารพอัตโนมัติดูเหมือนจะกวนประสาทแต่เขาก็จริงใจพอสมควร แม้จะได้ใช้ชีวิตด้วยกันไม่นานแต่โทลก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ที่ช่วยเหลือพวกซึฮากิในหลาย ๆ เรื่อง

    หลังจากนั่งวางแผนกันจนเบื่อเซนก็เลยขอออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้าง

    “ระวังพวกกองทัพด้วยล่ะพวกเขายังตั้งฐานอยู่ไม่ไกลนัก” ฟรานกล่าวเป็นอย่างสุดท้ายก่อนจะแยกไปพักผ่อน

    “สบายใจได้เลย พวกเราไม่ไปไหนไกลหรอก”

    ท้องฟ้าที่เคยฟุ้งไปด้วยออร่ามานาค่อย ๆ สลายหายไปเหลือเพียงร่องรอยของการต่อสู้ซึ่งทำให้เซนและคานะตื่นตาตื่นใจจนหยุดตัวเองไม่อยู่

    “ปัดโธ่เอ๊ย ! ทำไมกิไม่ชวนเรามาด้วยล่ะเนี่ย อยากเห็นจริง ๆ ว่าใครสู้กันถึงได้สร้างภาพพวกนี้ได้” เซนใช้ดาบยักษ์สร้างระเบิดเพื่อกระโดดขึ้นไปดูมุมสูงจึงได้เห็นทิวทัศน์ความพินาศของเมืองเอเธน

    “ทางโน้นเป็นยังไงบ้าง?” คานะถาม

    “เละไปหมดเลยแถมยังมีรอยเท้าอันเบ้อเริ่มอยู่ด้วย”

    “รอยเท้าของมังกร...” สเตล่าที่เดินตามหลังมาเอ่ยขึ้น

    “ดูจากลักษณะรอย จุดที่มีครบสี่ข้างจะจางและโดนสิ่งอื่นทับถมไปบ้าง กลับกันรอยเท้าที่เหลือแค่สองข้างชัดกว่าแสดงให้เห็นลำดับการเคลื่อนไหวและสิ่งผิดปกติกับร่างกายของมังกร”

    “โห่...ชักจะเหมือนกิเข้าไปทุกทีแล้วนะสเตล่า” เซนเอามือตบหลังหยอกล้อ

    “ก็แค่วิเคราะห์เพื่อจำลองเหตุการณ์ในอดีต แล้วเท่าที่ดูจากพื้นที่โดยรอบซึ่งมีศพน้อยมาก ๆ แสดงว่าคนที่สู้กับมังกรต้องแข็งแกร่งในระดับใกล้เคียงกันแน่ ๆ”

    “ฉะฉาน มั่นใจ หน้านิ่งหรือเปล่า...เธอใกล้จะเป็นกิสองแล้วนะรู้ตัวไหม?”

    “เหรอ...ก็คงงั้น” แววตาอันเฉยเมยเผยให้เห็นผ่านผ้าปิดหน้าแต่กลับรู้สึกได้ถึงรอยยิ้มเล็ก ๆ

    หลังจากเดินไปได้สักพักพวกเขาก็ไปถึงซากคฤหาสน์ของแคทเทอรีนที่มีร่องรอยการขุดหลุมขนาดใหญ่

    “นี่คงเป็นหลุมที่ฟรานพูดถึงสินะ หลุมที่ขุดเอาร่างของคาร์เตอร์ขึ้นมาพร้อมกับความโศกเศร้าอันใหญ่หลวง”

    คานะทอดสายตามองพร้อมกับยืนสงบนิ่งเพื่อเป็นการเคารพการจากไปแต่ขณะที่กำลังทำเช่นนั้นเซนก็กระโดดลงไปข้างล่างเสียแล้ว

    “เฮ้ย ! ไม่สำรวมสักนิดเลยเหรอวะ” คานะรีบกระโดดตามลงไปทันทีเพราะกลัวว่าเซนจะไปทำอะไรแปลก ๆ อีก

    อุปกรณ์เวทมนตร์แปลกตาหลายอย่างถูกกองดินถมทับและยังมีหนังสือที่เปิดค้างไว้พอดี

    “บันทึกการปฏิวัติของแอสต้า ถ้าเราเก็บไว้ให้กิก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะแถมยังมีหนังสือแปลก ๆ อีกหลายเล่มซะด้วย” เซนตั้งอกตั้งใจขุดดินเต็มที่เพราะคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์ถ้าหากได้มอบให้ซึฮากิ ความคิดใสซื่อของเขาทำให้คานะไม่กล้าขัดและยังช่วยขุดหาอีกต่างหาก

    ถึงเราจะค่อนข้างเชื่อใจกิว่าจะไม่เป็นอะไรแต่ก็ไม่ถึงขั้นคานะกับเซน พวกเขาเชื่ออย่างสนิทใจราวกับพี่น้องฝาแฝดที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เกิด

    “เธอเองก็ลงมาช่วยด้วยสิ !” เซนตะโกนดังลั่น

    “รู้แล้วน่า”

    ขณะเดียวกันยูกิก็ยังอยู่ที่ค่ายพักเดินไปรอบ ๆ จนเห็นกลุ่มพันธมิตรของแคทเทอรีนที่กำลังสอดสายตามองเขาอยู่

    ยูกิถลึงตามองกลับเล่นเอาชายฉกรรจ์ตกใจจนต้องถอยออกไป

    “เหอะ พวกคนป่าโรคจิตชอบมองก้นผู้ชาย” ขณะที่กำลังจะเดินจากไปเขาก็ได้กลิ่นตุ ๆ จึงรีบวิ่งหาทันที

    “คุณยาซากะกินก่อนเถอะครับ พวกเราพึ่งได้กินไปเมื่อเช้าคงไม่เป็นอะไร”

    “คิดว่าข้าจะยอมจำนนเพราะพวกมันเมตตาไว้ชีวิตเหรอ? แล้วคุณทีโอน่าเป็นยังไงบ้าง” แม้จะกล่าวเช่นนั้นแต่เขาก็ยังกินซุปจืด ๆ จากคนแปลกหน้าเพื่อประทังชีวิต

    “เอาจริงดิ ใครมันเป็นคนทำอาหารชั้นต่ำแบบนั้น” ยูกิพรวดพราดออกมาแย่งถ้วยซุปไปทันทีและพอได้ชิมเขาก็ต้องเททิ้งเพราะรสชาติอันน่าสมเพชนั่น

    “เธอเป็นใคร...”

    “หม้อซุปอยู่ไหน !” ยูกิพูดขัดยาซากะเสียก่อนโดยไม่สนใจพวกเขาเลยสักนิด

    “ใครเข้ามาวุ่นวายที่นี่?” เมื่อได้ยินเสียงโวยวายก็มีเจ้าหน้าที่โผล่ออกมา

    “ทะท่านยูกิ” แต่แทนที่จะโกรธเธอกลับก้มโค้งเก้าสิบองศาสร้างความประหลาดใจให้กับเหล่าพันธมิตรทุกคน

    “ใครเป็นคนทำอาหารชามนี้” ยูกิถลึงตามองเอลฟ์สาวผู้นั้นอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ

    “ดะดิฉันเองค่ะ” เอลฟ์สาวตรงหน้าตอบรับด้วยน้ำเสียงสั่นกลัว

    “ดี ! ฉันจะสอนเธอทำอาหารเดี๋ยวนี้แหละ”

    คล้ายกับเรื่องSTARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK) ที่คุณอ่าน