เสียงต่อยดังปั้ก!
พี่เอกเซถอยหลังไปสองก้าว
เลือดไหลที่มุมปาก แต่เขาไม่โต้กลับ แค่ยกมือป้องหน้า แล้วมองพี่กรด้วยสายตาที่ตกใจ
.....ห้องทำงานเงียบกริบ
ทุกคนช็อก ตาค้าง ไม่มีใครกล้าขยับ
พี่แอนอุทานเบา ๆ “พระเจ้า...”
แพรสะดุ้งสุดตัว ลุกพรวดขึ้นยืนทันที
น้ำตาเธอเอ่อขึ้นมาทันทีที่เห็นเลือดไหลจากปากพี่เอก
เธอหันขวับไปมองพี่กร สายตาที่เคยอ่อนโยนกับเขา ตอนนี้เต็มไปด้วยความผิดหวัง ความเจ็บปวด และความเด็ดขาดที่ไม่เคยมีมาก่อน
“พี่กรพอได้แล้วค่ะ!!!”
แพรเสียงจนทุกคนในห้องหันมามอง
เธอเดินออกจากโต๊ะทำงาน ไปยืนตรงกลางระหว่างพี่กรกับพี่เอก
“นับแต่นี้เราขาดกันเถอะค่ะ หนูทนไม่ไหวแล้วจริงๆ หนูให้โอกาสพี่ทุกครั้ง แต่พี่ไม่เคยรักษาคำพูดเลยสักครั้ง
พี่บอกว่ารักหนูคนเดียว แต่พี่ไปมีอะไรกับอ.วิภา
พี่บอกว่าจะตัดขาด แต่พี่ก็ยังปล่อยให้เธอเดินเข้ามาหาพี่ทุกวัน
แล้ววันนี้... พี่ต่อยพี่เอกต่อหน้าทุกคน เพราะอะไรคะ เพราะพี่เอกแค่เอาใจหนู เพราะพี่เอกแค่ทำให้หนูรู้สึกดีขึ้นเหรอคะ พี่เห็นแก่ตัวเกินไปแล้วนะ”
แพรหยุดพูดแล้วหันไปมองพี่เอกที่ยืนกุมมุมปากอยู่
เธอเดินเข้าไปใกล้พี่เอก จับแขนเขาเบา ๆ แล้วหันกลับมามองทุกคนในห้อง (รวมถึงพี่กรที่ยืนตัวแข็งทื่อ)
“หนูจะคบกับพี่เอกค่ะ หนูขอเลือกคนที่ไม่เคยทำให้หนูต้องร้องไห้คนเดียวอีก
คนที่ไม่เคยสัญญาเกินจริง แต่ทำทุกอย่างที่พูดไว้จริง ๆ
หนูขอจบกับพี่กรที่นี่เลยนะคะ ต่อหน้าทุกคน
หนูไม่โกรธพี่แล้วค่ะ แต่หนู... หนูไม่รักพี่อีกแล้วจริง ๆ”
ห้องเงียบสนิท .......
พี่กรยืนนิ่งเหมือนถูกแช่แข็ง
น้ำตาไหลลงมาเต็มหน้า แต่เขาไม่ขยับ ไม่พูดอะไรสักคำ
แค่ยืนมองแพรด้วยสายตาที่แตกสลาย
ตอนนั้นเอง
อ.วิภาเดินเข้ามาพอดี (ถือแฟ้มเอกสารเหมือนจะมาหาพี่กรอีก)
เธอได้ยินทุกคำที่แพรพูดชัดเจน
สีหน้าเธอเปลี่ยนจากยิ้มหวาน เป็นดีใจแบบไม่ปิดบังทันที
เธอรีบวางแฟ้มลง แล้วเดินตรงไปหาพี่กร
เกาะแขนพี่กรแน่น แล้วพูดเสียงหวานใส (ดังพอให้ทุกคนได้ยิน)
“อาจารย์ธนากรคะ... ถ้าแพรไม่เอาแล้ว ก็ไม่ต้องไปสนใจหรอกค่ะ ภาก็ดูแลกรได้ดีไม่แพ้ใครหรอกนะคะ ภาไม่ทำให้อาจารย์ต้องเสียใจแน่นอนค่ะ”
พี่กรสะบัดแขนออกอย่างแรงจนอ.วิภาเซถอยหลังไปสองก้าว
สีหน้าพี่กรตอนนี้ไม่ใช่แค่โมโห แต่เป็นความว่างเปล่าและแตกสลายที่เห็นได้ชัด
เขาหันมามองแพรอีกครั้ง น้ำตาไหลไม่หยุด แล้วพูดเสียงแหบพร่า
“แพร... พี่... พี่เสียใจ...
พี่... พี่ขอโทษ... พี่ขอโทษจริง ๆ”
แล้วพี่กรก็หันหลัง เดินออกจากห้องไปช้าๆ
ทุกคนในห้องมองตามหลังเขาเงียบ ๆ
ไม่มีใครกล้าพูดอะไร
แพรยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น น้ำตาไหลเงียบ ๆ
เธอหันไปมองพี่เอก แล้วพูดเบา ๆ
“พี่เอกคะ... หนู... หนูโอเคแล้วค่ะ
หนูจะเริ่มต้นใหม่จริง ๆ แล้วค่ะ”
พี่เอกพยักหน้า แล้วยิ้มอ่อน ๆ
“พี่จะอยู่ข้าง ๆ หนูเสมอนะครับ... ไม่ว่าหนูจะเลือกทางไหน พี่เคารพทุกการตัดสินใจของหนูเสมอ”
อ.วิภายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น หน้าซีดลงทันทีเมื่อเห็นว่าพี่กรเดินจากไปโดยไม่หันกลับมามองเธอ
แพรหันไปมองพี่แอนที่ยืนมองตาค้างอยู่ใกล้ ๆ
แล้วพูดเบา ๆ แต่ชัดเจนพอให้ทุกคนในห้องได้ยิน
“หนู... หนูขอโทษทุกคนนะคะที่ทำให้วุ่นวาย”
แล้วแพรก็เดินกลับไปที่โต๊ะตัวเอง
นั่งลง แล้วเริ่มทำงานต่อแบบเงียบ ๆ
น้ำตายังไหลอยู่ แต่คราวนี้... มันเป็นน้ำตาที่ผสมกับความโล่งใจเล็ก ๆ
เธอจบมันแล้วจริง ๆ
และครั้งนี้... เธอจะไม่หันหลังกลับไปอีก
ในจังหวะที่วิภากำลังจะสะบัดหน้าเดินออกจากห้องด้วยความอับอาย หลังจากถูกพี่กรสะบัดแขนทิ้ง
เธอหยุดหน้าโต๊ะของแพร
สายตาจิกกัดมองสำรวจแพรตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะเหยียดยิ้มที่พยายามกู้หน้าตัวเองคืนมา
“หึ... ใจเด็ดดีนี่คะน้องแพร”
วิภากอดอก พ่นลมหายใจทิ้ง
“แต่ระวังเถอะค่ะ หนีจากคนโลเล ไปซบไหล่คนที่เคยจะ ‘ขืนใจ’ ตัวเอง... คิดว่านั่นคือทางเลือกที่ฉลาดแล้วเหรอคะ?”
คนในห้องเริ่มซุบซิบอีกครั้งเมื่อได้ยินเรื่องลับในอดีต ที่วิภาขุดขึ้นมาแฉ
แต่แพรกลับนิ่งกว่าที่ทุกคนคิด
แพรค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แววตาที่เคยหวั่นไหวบัดนี้เรียบเฉยเหมือนน้ำนิ่ง
เธอไม่ได้โกรธจนตัวสั่นเหมือนทุกที แต่กลับมองวิภาด้วยสายตา "สมเพช" จนวิภาหน้ากระตุก
“ขอบคุณที่เป็นห่วงนะคะอาจารย์วิภา”
แพรพูดเสียงเรียบแต่ชัดเจน
“แต่อย่างน้อย พี่เอกเขาก็ยอมรับความเลวของตัวเอง และพยายามเป็นคนใหม่ที่ดีขึ้นเพื่อหนู... ไม่เหมือนใครบางคน ที่พยายามกดคนอื่นให้ต่ำลง เพียงเพื่อจะแย่งเศษเสี้ยวความสนใจจากผู้ชายที่ไม่เคยเห็นค่าตัวเองเลยสักนิด”
“นี่แก...!”
วิภาหน้าแดงก่ำ เตรียมจะหวีดใส่
“เลิกพูดเรื่อง ‘ระดับ’ เถอะค่ะอาจารย์”
แพรพูดขัดขึ้นทันควัน
“เพราะระดับของคน ไม่ได้อยู่ที่ตำแหน่งวิชาการหรือหน้าตา... แต่อยู่ที่ว่า ‘เขามีปัญญาหาความสุขได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องไปขโมยของใครหรือเปล่า’”
แพรจ้องตาวิภาเขม็ง จนอีกฝ่ายเป็นฝ่ายหลบตาไปเอง
“ถ้าอาจารย์คิดว่าอาจารย์ชนะ... ก็เชิญเก็บความภาคภูมิใจปลอมๆ นั้นไว้เถอะค่ะ เพราะสำหรับหนู อาจารย์ไม่ใช่คู่แข่ง... แต่เป็นแค่บทเรียนที่เตือนใจว่า อย่าใช้ชีวิตจนน่าเวทนาแบบนี้”
วิภาอ้าปากค้าง มือสั่นเทาด้วยความเจ็บใจจนพูดไม่ออก เธออยากจะกรีดร้อง แต่สายตาของเพื่อนร่วมงานทั้งแผนกที่มองมาอย่างดูแคลนมันบีบให้เธอต้องรีบสะบัดหน้าหนี เดินกระแทกเท้าออกจากห้องไปอย่างผู้แพ้ที่หมดรูปที่สุด
หลังจากที่อ.วิภาเดินกระแทกเท้าปังๆ ออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบที่เริ่มผ่อนคลายลง
หึหึ... มีเสียงหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ
แพรที่เพิ่งฟาดฝีปากจบ หันไปมองต้นเสียงด้วยสีหน้าที่ยังตึงๆ อยู่เล็กน้อย
แต่พอสบตา เห็นพี่เอกกำลัง แบะปาก แล้วมองไปทางอ.วิภาที่กำลังกระแทกเท้าเดินไป
(การแบะปากเบาๆของเขา ทำให้ทุกคนหลุดขำออกมาโดยไม่ตั้งใจ)
พี่เอกยักคิ้วให้แพรหนึ่งที ก่อนจะชูนิ้วโป้งขึ้นแล้วขยับปากพูดแบบไม่มีเสียงว่า...
“เก่งมากกกกก” เขาขำจนตาหยี ลืมความเจ็บที่แผลไปชั่วขณะ
ท่าทางกวนๆ ของพี่เอกทำให้บรรยากาศรอบๆ ที่เคยมาคุเริ่มมีเสียงหัวเราะคิกคักจากพี่แอนและคนอื่นๆ ในห้องขึ้นมาบ้าง
แพรขำหน้าพี่เอก แล้วบ่นอุบอิบ
“พี่เอกอ่ะ! เจ็บตัวอยู่ยังจะมาเล่นอีกนะคะ”
“ก็หนูเก่งจริงๆ นี่นา พี่เห็นแล้วยังหนาวแทนอ.วิภาเลย 55”
พี่เอกพูดพลางขยิบตาให้ แล้วเดินเข้าไปใกล้โต๊ะแพร
“ทำงานต่อเถอะครับคนเก่ง เดี๋ยวเลิกงานนักรบไปทำแผลให้พี่ด้วยน้าา... แล้วไปหาอะไรอร่อยๆ ฉลองอิสรภาพกันนะ”
แพรยิ้มออกมาได้เต็มปากเป็นครั้งแรกของวัน เป็นรอยยิ้มที่พี่กรที่เดินคอตกอยู่ข้างนอกไม่มีวันได้เห็นอีกต่อไป
วันรุ่งขึ้น แพรมาทำงานตามปกติ
เธอแต่งตัวเรียบร้อย หน้าตาดูสดใสขึ้นนิดนึง (เพราะนอนหลับได้เต็มตาเมื่อคืนหลังจากไม่ได้คิดถึงพี่กรทั้งคืน)
เดินเข้าห้องทำงาน วางกระเป๋า ก้มหน้าก้มตาเปิดคอมพิวเตอร์ แล้วเริ่มทำงานต่อแบบเงียบ ๆ ไม่ได้มองไปทางห้องพี่กรเลยสักนิด
ไม่นาน พี่แอนเดินมาที่โต๊ะแพรด้วยสีหน้าตื่นเต้นผสมสงสัย
“แพร! รู้ข่าวยัง..เมื่อเช้าพี่ได้ข่าวมาว่า อ.กรลาพักร้อนด่วน 10 วันเลยนะคะ
บอกว่าติดธุระส่วนตัวด่วนมาก แล้วก็ลาแบบไม่บอกใครล่วงหน้าเลยอะ ทุกคนตกใจหมดเลย”
แพรเงยหน้าขึ้นมองพี่แอนแวบหนึ่ง แล้วยิ้มจาง ๆ เบา ๆ
“หนูก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะพี่แอน... แล้วหนูก็ไม่ได้สนใจอะไรแล้วค่ะ
เรื่องของพี่กร... มันจบลงแล้วจริง ๆ สำหรับหนูค่ะ”
พี่แอนอ้าปากค้าง แล้วนั่งลงข้าง ๆ แพรทันที
“จริงเหรอจ๊ะ... แกตัดสินใจแน่แล้วเหรอ
เมื่อวานพี่เห็นเมื่อวานแกกับอ.เอกดูสนิทกันขึ้นมากเลยนะ
แก... คบกับอ.เอกจริง ๆใช่ไหม”
แพรพยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ
“หนู... หนูยังไม่รู้ค่ะพี่แอน แต่พี่เอกเขาใจดีกับหนูมากจริง ๆ ค่ะ
เขาไม่เคยกดดัน ไม่เคยทำให้หนูต้องร้องไห้คนเดียวเลย
หนู... หนูแค่อยากมีความสุขแบบไม่ต้องกลัวว่าจะถูกหักหลังอีกค่ะ”
พี่แอนถอนหายใจยาว แล้วตบไหล่แพรเบา ๆ
“พี่เข้าใจจ๊ะ... แกเข้มแข็งมากเลยนะที่ผ่านเรื่องหนัก ๆ แบบนี้มาได้
ถ้าแกเลือกที่จะเดินหน้าต่อกับอ.เอก พี่ก็เชียร์เต็มที่เลยนะ
ส่วนอ.กร... ถ้าเขาลาพักร้อนแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะเขาก็เจ็บหนักเหมือนกันก็ได้นะ
แต่เรื่องของเขา... มันไม่ใช่เรื่องที่แกต้องแบกอีกแล้วจริง ๆ”
แพรพยักหน้า แล้วยิ้มจาง ๆ ให้พี่แอน
“ค่ะพี่แอน... หนูจะไม่แบกอะไรอีกแล้วค่ะ
หนูจะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด... แล้วค่อย ๆ เริ่มต้นใหม่จริง ๆ ค่ะ”
พี่แอนกอดแพรเบา ๆ แล้วลุกขึ้นกลับไปโต๊ะตัวเอง
แพรหันกลับไปทำงานต่อ
มือยังสั่นนิด ๆ เวลาจับเมาส์ แต่เธอไม่หยุด
เธอทำงานไปเรื่อย ๆ จนถึงเที่ยง
แล้วพี่เอกก็เดินมาหาเธออีกครั้ง (ถือกล่องข้าวกล่องจากร้านโปรดของแพร)
“หนู... กินข้าวกลางวันด้วยกันไหมครับ
วันนี้พี่ซื้อข้าวผัดกุ้งกับไข่เจียวที่หนูชอบมาให้ แต่ถ้าหนูอยากกินคนเดียว พี่ก็ไม่เป็นไรนะครับ พี่แค่อยากให้หนูได้กินอะไรอร่อย ๆ”
แพรมองพี่เอก แล้วยิ้ม
“ค่ะพี่เอก... กินด้วยกันนะคะ หนูดีใจที่มีพี่อยู่ตรงนี้จริงๆค่ะ”
พี่เอกยิ้มตอบ แล้วพาแพรเดินออกไปกินข้าวด้วยกัน
ระหว่างทาง แพรหันไปมองห้องพี่กรแวบหนึ่ง
ประตูปิดสนิท ไม่มีใครอยู่ข้างใน
เธอรู้สึกโล่งอกนิดหนึ่ง แต่ก็ยังมีอะไรบางอย่างจุกอยู่ในอก
เธอไม่รู้ว่าพี่กรไปไหน ลาพักร้อนไปทำอะไร
แต่ตอนนี้... เธอเลือกที่จะไม่สนใจแล้วจริง ๆ
เธอเลือกที่จะเดินต่อไปข้างหน้า
กับคนที่ทำให้เธอรู้สึกปลอดภัย... และกับตัวเธอเอง
- ตัดภาพไปที่คอนโดของพี่กร —
คืนเดียวกันกับวันที่แพรประกาศเลิกต่อหน้าทุกคน
ห้องมืดสนิท มีแค่แสงจากโคมไฟหัวเตียงดวงเดียวที่ส่องลงมาบนพื้น
พี่กรนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง ตัวยังใส่เสื้อเชิ้ตทำงานเมื่อเช้า (ยับยู่ยี่ กลิ่นเหล้าคละคลุ้ง)
แก้วเหล้าที่เทเหลือครึ่งแก้ววางค้างอยู่ข้างเตียง ขวดวิสกี้เปิดฝาอยู่ข้าง ๆ (ดื่มไปเกือบครึ่งขวดแล้ว)
เขานอนกอดหมอนแน่น ไหล่สั่นระริก เสียงสะอื้นดังเบา ๆ แต่สม่ำเสมอ
น้ำตาไหลซึมลงหมอนเปียกเป็นวงกว้าง ไฟทางด่วนที่ลอดผ่านผ้าม่านเข้ามา ยิ่งทำให้ใบหน้าที่เคยดูดีของเขาทรุดโทรมลงไปอีก
เขาหลับตาลง ภาพเหตุการณ์ตอนที่เขาตัดสินใจสารภาพความจริงกับแพรมันย้อนกลับมาฉายซ้ำๆ
‘ถ้าวันนั้นกูไม่บอก...’ เขาคิด พลางเหยียดยิ้มสมเพชตัวเอง ‘ถ้ากูเงียบไว้ แพรก็คงยังรักกูอยู่ ป่านนี้คงยังคบกันแบบเดิม... ถ้ากูหาทางปิดปากวิภาได้ ทุกอย่างมันจะไม่พังพินาศขนาดนี้ไหมวะ?’
แต่เพียงเสี้ยววินาที ความคิดใหม่ก็ตีโต้ขึ้นมาจนเขาต้องขยำหมอนแน่น เขาโกหกตัวเองไม่ได้... เขารู้จักแพรดีกว่าใคร คนอย่างแพรน่ะ ถ้ามารู้ทีหลังจากคนอื่น เธอจะยิ่งเกลียดเขาเข้าไส้ เกลียดจนแม้แต่เศษเสี้ยววิญญาณก็คงไม่อยากจะมาเจอกันอีกในชาตินี้
“แม่มเอ๊ย... จะทางไหนมันก็จบอยู่ดี” เขาพึมพำเสียงแหบพร่า
เขาเริ่มทบทวนเรื่อง วิภา... ผู้หญิงที่เข้ามาปั่นป่วนชีวิตเขา ความรู้สึกที่แท้จริงที่เขาซ่อนไว้มาตลอดโผล่ขึ้นมาอย่างน่ารังเกียจ เขาไม่ได้รักเธอเลยสักนิด ลึกๆ แล้วเขา ‘ขยะแขยง’ ด้วยซ้ำ ที่ตัวเองพลาดไปเกลือกกลั้วด้วย แต่ในนาทีที่เขากำลังจะสูญเสียแพรไปจริงๆ ใจหนึ่งมันก็แวบขึ้นมาว่า ‘หรือจะเก็บวิภาไว้แก้ขัด? อย่างน้อยก็มีคนให้ระบาย มีคนให้ซบตอนที่เหงาตายแบบนี้’
แต่แล้วเขาก็ส่ายหัวอย่างแรง ความแค้นและรอยหมัดที่เขาต่อยพี่เอกไปเมื่อเช้ามันย้ำเตือนว่า วิภาคือต้นเหตุที่ทำให้เขาดูเป็นตัวตลกในสายตาคนทั้งคณะ เขาตัดทิ้งไม่ลง แต่ก็รับเข้ามาไม่ได้... มันเป็นความอึดอัดที่เขาทำตัวเองทั้งนั้น
พี่กรหยิบโทรศัพท์มือถือ แล้วกดเข้าไปในอัลบั้มรูปภาพ... รูปของแพร
เขานิ้วสั่น ตอนเลื่อนดูรูปแพรที่ยิ้มกว้างตอนไปบ้านพ่อแม่ด้วยกัน รูปตอนที่เธอวิ่งเล่นที่สวนบ้านพ่อแม่ รูปตอนที่แพรแอบหลับในรถ... รูปที่แพรกำลังนอนหลับอ้าปากหวอที่คอนโดเขา
เขามองรูปพวกนั้นซ้ำไปซ้ำมาเป็นชั่วโมง
“ทำไมวะ...” เขาถามตัวเองอย่างไม่เข้าใจ “ทำไมกูถึงรักได้ขนาดนี้”
เขาสับสนในตัวเองอย่างรุนแรง เขาไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ชายที่เพียบพร้อม มีตำแหน่งหน้าที่การงาน มีผู้หญิงรายล้อมอย่างเขา ถึงต้องมาตกหลุมรักเด็กผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งจนเสียผู้เสียคนขนาดนี้ รักจนกลายเป็นความหึงหวงที่บ้าคลั่ง รักจนทำลายเกียรติยศตัวเองทิ้งเพียงเพื่อจะรั้งเธอไว้
แต่ยิ่งรั้ง เธอก็ยิ่งไกลออกไป
เขามองภาพแพรในจอโทรศัพท์ที่พร่าเลือนเพราะน้ำตาที่ไหลอาบแก้มอีกครั้ง รอยยิ้มของแพรในรูปมันช่างห่างไกลจากความจริงที่ว่า... ตอนนี้เธอกำลังยิ้มให้ผู้ชายอีกคน
พี่กรขว้างโทรศัพท์ลงบนเตียงอย่างแรง ก่อนจะซบหน้าลงบนหมอน สะอื้นออกมาอย่างไม่อายใครในห้องมืดๆ นั้น
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นข้างเตียง !
หน้าจอสว่างขึ้น..!