ตอนที่ 37 รูปแบบใหม่
พอจี้ซิวผิงได้ยินนางถามถึงเรื่องบทละครขึ้นมา ก็จมดิ่งอยู่ในความคิดชั่วครู่ ครุ่นคิดกับสิ่งที่นางถาม แม้จะไม่รู้ว่านางมีความเห็นเช่นไร แต่ยังคงถามกลับไปในทันทีว่า “เชียนเอ๋อ ก็เจ้าปรับรูปแบบการแสดงแล้วมิใช่รึ? หรือว่าต้องเพิ่มเนื้อหาหลากหลายอย่างอื่นลงในพื้นฐานนี้อีก”
ถงเชียนได้ฟังเขาชี้ถึงปัญหาได้อย่างชัดเจน ก็รู้เลยว่าการชี้นำในระยะนี้ของนางนั้นได้ผล
“ย่อมเป็นเช่นนั้น เพียงแต่เป็นเพราะว่าท่านอ่านบทละครเข้าใจ ทั้งยังเป็นคนที่ได้เห็นบทละคร ฉะนั้นในใจท่านจึงเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้ง แม้ในยามแสดงนั้นพวกเขาจะสื่อมันออกมาไม่ได้ แต่ท่านก็ยังสามารถจินตนาการตามสิ่งที่เห็นได้ปกติ ซึ่งแตกต่างจากคนที่เคยดูเป็นครั้งแรกอย่างมาก”
“ถ้าพูดถึงครานั้นการแสดงของพวกเขามีปัญหาขึ้นมาล่ะก็ ฉะนั้น ข้าจึงอยากเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์ใหม่ที่จะออกมาไม่ให้เป็นที่ปรากฏอีกต่อไป บนพื้นฐานนี้หากข้าไม่หารูปแบบใหม่ๆ อย่างอื่นล่ะก็ เกรงว่าเมื่อถึงครานั้น คงจะไม่มีวิธีจูงใจแขกเหรื่อจำนวนมากถึงเพียงนั้นให้คงอยู่ได้”
ครั้นเห็นว่าจี้ซิวผิงเข้าใจความคิดของตนแล้ว จึงเอ่ยต่อว่า “อีกอย่างที่ข้าคิดก็คือ หากสามารถนำรูปแบบใหม่มาเติมเต็มส่วนที่บกพร่องก่อนหน้านี้ได้ ในขณะเดียวกันก็สามารถปรับส่วนแบ่งโรงน้ำชาของพวกเราได้ด้วย เมื่อถึงครานั้น พวกเราก็จะยิ่งได้เงินเพิ่มมากขึ้น แล้วยังสนับสนุนเรื่องที่เมื่อวานพวกเราคิดอยากจะทำพวกนั้นได้อีกเช่นกัน”
จี้ซิวผิงได้ฟังแผนการนี้ของนาง ก็คิดพินิจถึงทุกสิ่งที่ตนเคยเรียนรู้มาก่อนหน้านี้ ว่ามีสิ่งใดที่สามารถนำมาปรับใช้กับการแสดงรูปแบบนี้ได้บ้าง เพียงแต่สิ่งที่ตนเองรู้นั้น สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการแสดงเล่านิทานในโรงน้ำชา เพียงแต่ไม่รู้ว่าเมื่อนำมาผสมผสานกันแล้วจะได้เป็นผลลัพธ์ที่แตกต่างหรือไม่ หลังจากผ่านไปสักพัก จึงเอ่ยอย่างลังเลเล็กน้อย
“เชียนเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าใช้เพียงรูปแบบละครพูดกับการขับร้องเพลง แทนรูปแบบการเล่านิทานในโรงน้ำชา แต่เคยคิดหรือไม่ว่า หากนำการเล่านิทานในโรงน้ำชาเพิ่มเข้าไปในคณะละครพูดของเจ้า เช่นนี้ ก็อาจเกิดเป็นการผสานรูปแบบสองชนิดเข้าด้วยกัน เจ้าว่าแบบนี้เป็นอย่างไร”
สิ่งที่ถงเชียนคิดก่อนหน้านี้ เพียงแค่ต้องการทำลายรูปแบบการเล่านิทานที่แสนเรียบง่ายของนักเล่านิทานคร่ำครึหัวโบราณ แต่กลับไม่เคยคิดที่จะนำรูปแบบนี้มาเพิ่มเติมลงในบทละครของตัวเอง พอคิดดูให้ละเอียดถี่ถ้วนแล้ว หลังจากที่ทั้งสองสิ่งรวมกันแล้ว จะกลายเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง เป็นการแสดงละครพูดที่แม้แต่ในยุคปัจจุบันก็ยังไม่มี
ละครพูดมีเพียงรูปแบบการร้องและการแสดง แต่ในระหว่างการเล่านิทานนั้น ยังมีแสดงออกผ่านคำพูด เพื่อสื่อเนื้อหาเหล่านั้นออกมา ก็ยิ่งจะทำให้เข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นไปอีก หากเป็นเช่นนี้ล่ะก็ จะสามารถปลดพันธนาการก่อนหน้านี้ไปได้ เมื่อคิดเช่นนี้ก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“พี่ซิวผิง ท่านฉลาดจริงๆ ช่วยข้าคลี่คลายเรื่องเร่งด่วนนี้ได้ รอให้ถึงพรุ่งนี้ ข้าจะไปหาเถ้าแก่โรงน้ำชา อีกทั้งเสนอสิ่งนี้ให้กับหัวหน้าคณะละคร ข้าเชื่อว่าพวกเขาจะต้องรู้สึกว่าความคิดนี้ยอดเยี่ยมมากเป็นแน่ อย่างไรเสียเรื่องที่นำเงินไปให้พวกเขา พวกเขาย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว”
พอจี้ซิวผิงฟังแผนนี้ของนางก็รู้สึกไม่เห็นด้วยและได้เอ่ยห้ามไว้ “ถงเชียน ข้าคิดว่าหากพูดเรื่องนี้กับพวกเขาในยามนี้คงจะไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ก่อนหน้านี้เจ้าก็เคยบอกไว้ หลังจากที่ฝึกซ้อมบทละครเสร็จ อีกสักพักค่อยเพิ่มการแสดงรูปแบบใหม่เข้าไป”
“เดิมทีก็ได้ทิ้งความสงสัยไว้ให้พวกเขาแล้ว ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงว่ายามนี้เจ้ายังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ อีกประการหนึ่งคือ ถ้าให้นักเล่านิทานกับคณะละครรวมเข้าด้วยกันในเวลานี้ล่ะก็ อาจจะสิ้นเปลืองเวลาทั้งสองฝ่ายก็เป็นได้”
“อีกอย่างการจะจ้างนักเล่านิทาน ข้าคิดว่าจำเป็นต้องผ่านการคัดเลือกมาก่อน หากเป็นเหมือนแต่ก่อนที่ไม่ยอมรับสิ่งแปลกใหม่ หรือคิดว่าละครพูดแย่งช่องทางทำมาหากินกับพวกเขาล่ะก็ ยอมไม่อาจใช้งานได้แน่นอน”
“ฉะนั้นข้าจึงคิดว่า ควรฝึกซ้อมละครพูดควบคู่ไปกับการตามหาผู้ที่เหมาะสมเสียก่อน ถึงค่อยสอนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องให้กับเขา เกรงว่าคงจะทำได้เช่นเดียวแม่หนูอวิ๋น จากนั้นค่อยพาเขาไปที่โรงน้ำชา ต่อด้วยฝึกซ้อมร่วมกับคณะละครพูด แล้วผสานเข้าด้วยกัน ข้าคิดว่าผลลัพธ์เช่นนี้จะยิ่งเป็นประโยชน์แน่นอน”
ถงเชียนคิดแค่ว่าตนเองหารูปแบบการแสดงใหม่ได้แล้ว และด้วยความตื่นเต้นนี้เอง เลยทำให้ตนเองลืมไปว่าต้องปรึกษาเรื่องส่วนแบ่งที่เพิ่มขึ้นกับเถ้าแก่โรงน้ำชา พอได้ฟังจี้ซิวผิงเอ่ยห้ามปรามในเวลานี้ ก็พลันได้สติขึ้นมาทันที หาได้อยากยิ่ง ที่พี่ซิวผิงของตนจะคิดเรื่องพวกนี้ได้
จึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ซิวผิง บัดนี้เวลาที่ท่านพิจารณาเรื่องราวนั้น ก็ยิ่งเปลี่ยนมาคิดได้รอบคอบมากขึ้นทุกที มีบางครั้ง แม้แต่เรื่องที่ข้าคิดไม่ถึง ท่านยังสามารถเสนอออกมาล่วงหน้าได้ ครั้งนี้ต้องขอบคุณท่านจริงๆ มิเช่นนั้น ข้าจะต้องแย่แน่ๆ” เมื่อเอ่ยเช่นนี้แล้ว ก็แลบลิ้นอย่างซุกซน
จี้ซิวผิงจะคาดคิดได้อย่างไรล่ะว่า นางจะเอ่ยกับเขาเช่นนี้ เมื่อได้ยินนางเอ่ยชมตนเองอย่างใจกว้างเช่นนี้ ใบหูก็เริ่มเห่อแดงขึ้นมา แล้วยิ่งเห็นท่าทางเล็กๆ น้อยๆ อย่างไม่ตั้งใจของนางแล้ว หัวใจก็ยิ่งเต้นระรัว ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเองกันแน่
หลังจากที่ชะงักไปสักพัก จึงได้เอ่ยว่า “ถงเชียน เจ้าพูดอะไรของเจ้า หากไม่มีเจ้า ข้าก็คงไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียนกับอาจารย์ชิว ว่ากันแล้ว เจ้าช่วยเหลือข้ามาตั้งมากมาย ข้าเพียงแต่ออกความเห็นก็เท่านั้นเอง ไม่ถึงกับช่วยเหลืออะไรมากนักหรอก เจ้าอย่าได้เลื่อมใสข้านักเลย”
ถงเชียนเห็นจี้ซิวผิงทำตัวไม่ถูก ก็พลันหัวเราะออกมาและไม่เอ่ยอิ่งใดให้มากความ ในตอนที่ใกล้จะถึงหมู่บ้าน จู่ๆ ก็เอ่ยปากขึ้นมาว่า “พี่ซิวผิง ข้าคิดว่า พรุ่งนี้พวกเรานำเงินไปให้เจ้าของบ้านหลังนั้นดีกว่า รีบตกแต่งเพิ่มเติมเสียตั้งแต่เนิ่นๆ พวกเราจะได้เข้าไปอยู่กัน”
จี้ซิวผิงได้ยินถงเชียนเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ก็พลันนิ่งอึ้งไป จากนั้นรีบเอ่ยว่า “ถ้าเจ้ามีความสุขก็ดี หากมีตรงไหนที่ต้องการให้ข้าช่วยเหลือ ก็บอกมาตามตรงได้เลย ส่วนการตัดสินใจเรื่องอื่น ขอเพียงเป็นสิ่งที่เจ้าต้องการ ย่อมได้ทุกอย่าง”
เช้าวันต่อมาหลังจากที่ถงเชียนพาจี้ซิวผิงไปส่งที่บ้านอาจารย์ชิวแล้ว จึงไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อปรึกษาหารือกับเจ้าของบ้านและนำเงินไปแลกกับโฉนดที่ดิน ในขณะเดียวกันก็เหลือบ่าวรับใช้ไว้สองสามคนตามคำแนะนำของเจ้าของบ้าน จากนั้นจึงเดินชมรอบๆ ดูว่ามีสิ่งใดที่ควรจะตกแต่งเพิ่มบ้าง แล้ววางแผนในใจคร่าวๆ
หลังจากที่จัดการเรื่องพวกนี้เสร็จ ก็ได้ไปตามที่อยู่ซึ่งแม่หนูอวิ๋นเคยบอกไว้เมื่อคราก่อน แล้วมุ่งไปยังวัดร้างที่อยู่บริเวณชานเมืองแห่งนั้น คาดว่ายามนี้ พวกเด็กๆ คงยังอยู่ที่วัดร้างและยังไม่ได้ออกไปขอทานบนท้องถนน
เมื่อคิดเช่นนั้นแล้ว จึงเดินไปตามในขณะที่เดินอยู่บนถนน ก็ซื้ออาหารติดไม้ติดมือไปด้วย อย่างไรเสียหากต้องการคลายความหวาดระแวงของพวกเขา ก็ควรเสนอสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุด ถึงจะเป็นใบเบิกทางที่ดีที่สุด
เดิมทีอยากจะซื้อเสื้อผ้าสะอาดเพิ่มอีกสักหน่อย แต่เพราะไม่เคยเจอตัวพวกเขามาก่อนจึงไม่รู้ว่าตัวสูงใหญ่แค่ไหน เลยจนปัญญาที่จะกะขนาดให้เหมาะสม ฉะนั้นรอให้พบเจอแล้วจึงค่อยตัดสินใจเถอะ
.
.
.