กินกันสักพักหานซื่อก็ขอยอมแพ้ พาหลินหลันที่อิ่มท้องไปเดินเล่นให้ย่อยอาหารก่อน จากนั้นเสี่ยวฟางก็พาไปอาบน้ำนอน นางจึงเอ่ยขอตัวเข้าห้อง ปล่อยให้หนุ่มสาวคุยกันเองไป
กุ้ยเหมยเองแทบจะไม่เชื่อสายตา หมูที่นางหมักเอาไว้ นางได้แอบไปเติมเพิ่มเกือบ3รอบที่มีในช่องว่าง จะหมดลงทุกคนที่นี่กินกันเก่งมาก จนกุ้ยเหมยแอบคิดเล่นๆว่าหากทุกคนไปกินแบบบุฟเฟ่ต์ในยุคของตัวเอง เ้าของร้านคงจะร้องไห้เพราะขาดทุนแน่นอน ในเมื่อกินเนื้อกันขนาดนี้ในตอนกลางคืน จะต้องรู้สึกไม่สบายท้อง นางจึงเอาสับปะรดที่หั่นเอาไว้ในช่องว่างออกมา เพื่อช่วยย่อยอาหารเย็นมื้อนี้
"ทุกคนหลังมื้อนี้กินโปหลัว (สับปะรด)เข้าไปด้วยนะมันจะช่วยไม่ให้ท้องอึดอัดเกินไป"
"แม่นางเหมยข้าไม่เคยรู้เลยว่าหมูมันจะรสชาติดีขนาดนี้ มันนุ่มอร่อยที่สุดที่เคยกินมาเลย ข้าอยากเปิดเหลาอาหารขายอาหารฝีมือเ้าจริงๆ ถ้าเ้าขายนะ เชื่อเถิดว่า จะต้องมีคนแทบจะเบียดกันมากินที่เหลาอาหารของเราแน่นอน"
หานหนานกงที่กำลังกินสับปะรดที่กุ้ยเหมยส่งให้ พอได้ยินสหายยังไม่ล้มเลิกจะให้ฮูหยินของเขาไปทำงานในครัวก็ไม่พอใจ สายตาที่มองโจวซิ่นเฉิงจึงเ็ามากกว่าปกติไปหลายเท่า เขายิ่งอยากจะหายเร็วๆ เพื่อไม่ให้นางต้องลำบากเหมือนเดิม เ้าคนหน้าไม่อายนี่ยังคิดอยากจะหาประโยชน์จากเมียเขาอีก
"เราไหน? หากเมียข้าเปิดร้าน ใยต้องเปิดร้านกับเ้า หากข้าหายดีเมื่อไหร่ ข้าจะดูแลนางเอง ใครจะให้ฮูหยินตัวเองต้องเหนื่อยออกมาทำงาน เ้าหาคนอื่นเถอะ"
"ฮึ ข้าไม่อยากพูดคุยกับเ้า แม่นางเหมยแต่กระทะแบบนี้ข้าชอบมากจริงๆ เสียดายที่ข้าไม่สามารถพูดคุยกับพวกตาสีฟ้าได้ ไม่อย่างนั้นข้าคงจะรับเอาสิ่งนี้มาขาย เ้าโชคดีจริงๆที่ซื้อมาหลายอัน ข้าขอซื้อไปเป็แบบแทนได้หรือไม่ จะได้ให้ช่างตีเหล็กช่วยทำ ข้าจะแบ่งส่วนแบ่งในแต่ละส่วนที่ขายได้ให้เ้าเหมือนเดิม 2ต่อ10ส่วนเหมือนเดิม ตกลงไหม"
โจวซิ่นเฉิงรีบเปลี่ยนเื่คุยเมื่อเห็นว่าสหายรักไม่พอใจ พอเริ่มจะหายดีก็เริ่มกลับมาทำหน้าแข็งเป็หินเหมือนเดิมแล้ว ช่างไม่รู้จักเปลี่ยนนิสัยซะบ้างเลย ดีที่กุ้ยเหมยเป็คนคุยง่าย เขาจึงคิดจะเปลี่ยนไปตกลงการค้ากับนางมากกว่าสหายของตัวเองแทน
กุ้ยเหมยหันไปมองหานกนานกิงเพื่อปรึกษา เพราะเขาคงรู้เื่นี้ดีกว่าใคร ชาติก่อนนางไม่ได้ลงขันแบ่งปันหุ้นส่วนกับใคร ร้านทุกร้านเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของนางคนเดียว จึงไม่รู้ว่าการแบ่งปันผลประโยชน์จะต้องขนาดไหนถึงจะเหมาะสม จนกระทั่งเห็นหานหนานกงพยักหน้าตกลง
"หากท่านพี่ตกลง ข้าก็ไม่ว่าอะไรเ้าคะ แต่ขอคุยเื่ข้อตกลงกันก่อนนะเ้าคะ"
กุ้ยเหมยแบ่งรับแบ่งสู้ ยังไม่ได้สรุปชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้นนางก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะตัวเองไม่ได้ลงทุนอะไร อยู่ๆจะมาเอา2ส่วนเหมือนกับข้าวของที่วาดขึ้นมาก่อนหน้านี้ก็เกรงใจ จึงได้มองหานหนานกง เพื่อปรึกษาว่าจะรับข้อเสนอของโจวซิ่นเฉิงดีหรือเปล่า
"กระทะย่างเนื้อแบบนี้ หากใครเห็นก็คงจะชอบ เ้าคิดจะขายกระทะด้วยหรือเปล่า หากทำขาย แล้วมีคนแนะนำการใช้ ต้องมีคนต้องมีคนสนใจซื้อแน่นอน"
"ใช่ข้าเองก็อยากเอาไปไว้ใช้ในกองทัพ หากมีแบบนี้อยู่ เวลาล่าสัตว์มาได้ข้าคงจะได้กินแบบนี้ทุกวัน พี่สะใภ้ท่านบอกวิธีทำน้ำจิ้มกับวิธีหมักหมูให้ข้าได้หรือไม่ ข้าจะให้พ่อครัวในกองทัพทำให้กิน"
หานหรงชางที่เอนตัวไปพิงพนักเก้าอี้ แอบลูบท้องที่อิ่มที่สุดในชีวิตเลย เขารู้สึกว่าอยากจะกินต่อแต่ท้องกลับรับไม่ไหวแล้ว นึกว่าพอกลับไปจะไม่ได้กินมันอีกก็ปวดใจ จึงยอมหน้าด้านขอวิธีทำจากกุ้ยเหมยตรงๆเลย
"จริงซิ ข้าเองก็อยากทำเอาไว้ขายเช่นเดียวกัน หรือเ้าคิดเห็นว่าอย่างไรหนานกง ข้ายินดีรับข้อเสนอทุกอย่าง"
โจวซิ่นเฉิงตาลุกวาว เ้าสหายบ้าไม่ยอมให้เมียมาเปิดเหลาอาหารกับเขา แต่ถ้าเขามีสูตรทำเนื้อย่าง เขาก็สามารถทำขายได้เช่นกัน ไหนจะขายกระทะพวกนี้อีก เขาเชื่อมั่นว่าต้องขายได้อย่างแน่นอน ดูแค่สินค้าที่กุ้ยเหมยแนะนำ ยิ่งของใช้ ของเล่นที่เกี่ยวกับเด็ก ยิ่งขายดีจนทำแทบไม่ทัน
ไม่รู้ว่านางไปเอาความคิดพวกนี้มาจากไหน บรรดาขุนนางสั่งจองสินค้าเอาไว้ให้ลูกหลานจนกระทั่งกิจการของเขาได้กำไรมากกว่าเดิมเกือบ3เท่า ในระยะเวลาั้แ่เขาได้รู้จักนาง ตอนนี้จึงต้องกอบโกยเอาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นหากหานหนานกงหายดี เขาคงต้องเสียโอกาสกับจอมมารเขี้ยวลากดินอย่างหานหนานกงแน่
"เอาอย่างนี้ ฮูหยินไม่ถนัดการค้า ข้าจะเป็คนคิดแทนนางเอง เราจะเปิดเหลาอาหารขายเนื้อย่าง เ้าเป็คนลงทุน ส่วนสูตรและวิธีการทำเป็ของเหมยเอ๋อร์ ค่าอุปกรณ์ ค่าวัสดุดิบเ้าเป็คนออกค่าใช้จ่าย เ้าให้ส่วนแบ่งนาง4ส่วน โดยที่นางไม่ต้องเข้าร้าน เ้าส่งพ่อครัวมาเรียนรู้กับนางก็พอ ถ้าตกลงก็ทำสัญญาได้เลย ถ้าไม่ตกลงก็ไม่ต้องคุยกันอีก"
โจวซิ่นเฉิงกลอกตามองบน เขาคิดผิดเสียทีไหน จอมมารก็ยังเป็จอมมารเหมือนเดิม ถึงจะยังไม่หาญป่วยก็เถอะ แต่พอเห็นสีหน้าสีหน้าเ้าเล่ห์ของหานหนานกงกลับมาเหมือนตอนที่เขายังไม่ป่วยกลับมามีชีวิตชีวาเลยก็ดีใจ แสร้งทำเป็ครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าตกลง
"ถ้าอย่างนั้นเป็อันตกลง"อาหารที่กุ้ยเหมยคิดมา เขาแน่ใจว่าคนที่ได้กินจะต้องชอบแน่นอน ยิ่งไม่เคยมีที่ไหนแบบนี้ หากเขาเปิดมันจะต้องขายดีแน่นอน หากขายให้เฉพาะคนที่มีฐานะพอที่จะกินเนื้อไม่อั้นได้ การค้านี้ต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน
หานหนานกงคำนวนทุกอย่างแล้ว ตอนนี้ครอบครัวเขาไม่ได้ลำบากเหมือนเมื่อก่อนก็จริง ั้แ่ที่รู้ว่ากุ้ยเหมยมีช่องว่าง ที่สามารถสร้างเงินขึ้นมาได้ไม่ห่วง แต่ถ้าหากมีกิจการเหลาอาหารนี้ขึ้นมา ก็ไม่ต้องกังวลว่าคนจะสงสัยว่าพวกเขาหาเงินจากที่ไหน และที่สำคัญนางไม่ต้องลงมือทำเอง เพียงแค่สอนวิธีหมักเนื้อให้คนอื่นเท่านั้น อย่างอื่นให้เป็หน้าที่ของโจวซิ่นเฉิงไปจัดการเอง
"ถ้าอย่างนั้น ข้าจะทำอย่างที่ท่านพี่ว่าก็ได้เ้าคะ แต่ข้าจะสอนแค่วิธีการหมักเนื้อ และต้มน้ำซุปเท่านั้น ส่วนน้ำจิ้มข้าจะทำขายเอง หากทางกองทัพของท่านลุง้า ก็สามารถสั่งซื้อได้ เพราะน้ำจิ้มมันสามารถเก็บไว้ได้หลายวัน แต่ต้องหาที่เก็บไม่ให้ไว้ในที่อากาศร้อนมากเกินไป ทางร้านที่เราจะร่วมลงทุน ก็มารับเอาน้ำจิ้มได้ทุก5วัน ข้าจะทำเอาไว้ให้ และก็ทำวางขายที่ร้าน คนที่มากินที่ร้านเท่านั้นถึงจะซื้อได้ในราคาลดพิเศษกว่าปกติ 3ส่วน ดีไหมเ้าคะท่านพี่"
กุ้ยเหมยที่เคยเปิดร้านอาหารมาก่อน ก็รู้ดีว่า ทุกร้านจะต้องมีเคล็ดลับของตัวเอง คงจะสอนทั้งหมดเลยไม่ได้ นางจึงคิดว่าจะทำอะไรที่เหลาอาหารจะต้องให้นางเป็หุ้นส่วนถาวร หากนางบอกวิธีทำทั้งหมดไป ไม่แน่ว่าอนาคตนางอาจจะลำบาก หากโจวซิ่นเฉิงไม่ต่อสัญญาเพราะตัวเองก็สามารถทำได้เอง นางอาจจะคิดมากเกินไป แต่ป้องกันเอาไว้ก่อนก็ดี นางจึงคิดทำวิธีนี้ขึ้นมา
"เหมยเอ๋อร์ช่างรอบคอบนัก เอาตามนี้ หุ้นส่วนในเหลาอาหาร4ต่อ10ส่วน มีน้ำจิ้มให้ทางร้าน ที่เราเอาส่วนแบ่งเพียงแค่นี้ เพราะค่าแรงคนงาน ค่าวัตถุดิบเ้าเป็คนออก ส่วนเมียข้าจะส่งน้ำจิ้มขายในราคา3ส่วนให้ทางร้าน ส่วนเ้าจะขายเท่าไหร่ก็แล้วแต่เ้า หากข้าหายดีแล้ว ข้าถึงจะทำขายอย่างจริงจัง หากตกลงก็ทำสัญญาได้เลย"
"ตกลง พรุ่งนี้ข้าจะมาทำสัญญา และพาพ่อครัวมาด้วย เอาไว้ข้าหาสถานที่ได้แล้วข้าจะแจ้งมาอีกที พวกเ้าสองคนผัวเมียนี่ช่างช่วยกันทำมาหากินเก่งจริงๆ ใครใช้ให้ข้าติดใจฝีมือการทำอาหารของเมียเ้ากันเล่า แม่นางเหมย ข้าพูดจากใจเลยนะ หากข้ามีเมีย ข้าก็อยากให้เมียข้าเก่งและแสนดีแบบเ้า ไม่รู้ว่าข้าโจวซิ่นเฉิงจะมีวาสนา ได้เจอสตรีที่ดีแบบเ้าหนานกงหรือเปล่า ข้าอิจฉาเ้าจริงๆ เ้าหน้าหิน"
"ฮึ เหมยเอ๋อร์ของข้ามีคนเดียว จะมีแบบนี้อีกได้อย่างไรกัน เพ้อเจ้อ"
"เออ.. ข้าชักไม่อยากพูดกับเ้าแล้ว ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน พรุ่งนี้ตอนสายข้าจะเข้ามาทำสัญญา"
"เ้าค่ะ" กุ้ยเหมยยืนส่งโจวซิ่นเฉิง แล้วสาวใช้ของนางทุกคนก็ถือโอกาสแยกย้ายกันไปเก็บของ หลี่อานกับหานหรงชางขอไปอาบน้ำเตรียมนอนพักผ่อน โดยที่หานหรงอวี่ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน โดยไม่ใส่ใจมองว่าใครจะคิดอย่างไร ดูผิดปกติมากทีเดียว จนกุ้ยเหมยเริ่มมองเห็นความผิดปกติ จึงส่งสายตาให้หานหนานกงมองไปยังน้องชายด้วยความเป็ห่วง นางจึงเปิดโอกาสให้พี่น้องได้พูดคุยกันเอง
"ข้าขอไปอาบน้ำก่อนนะเ้าคะ เดี๋ยวข้ากลับมารับท่านพี่"
"ไปเถอะ เดี๋ยวพี่กลับเข้าห้องเองได้ เ้าตามสบายเลยไม่ต้องรีบ"
"เ้าค่ะ" กุ้ยเหมยแวะไปดูสาวใช้ก่อนกลับเข้าห้องตัวเองในห้องครัว เมื่อมาถึงก็พบว่าสาวใช้กับทหารที่ติดตามมา ช่วยกันความสะอาดสถานที่ เก็บล้างภาชนะ โดยมีบุรุษร่างกายแข็งแรงคอยช่วยยกของที่หนักแทน บรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัยกันดี
"เสี่ยวจิว ถ้าเอาที่นอนหมอนมุ้งเอาไว้ภายในห้องแล้วนะที่เหลือให้พวกเราจัดการกันเองว่าใครจะนอนห้องไหนแล้วฝากที่นอนที่เกินมาเอามาให้คนของคุณชายหานเอากลับไปด้วยนะจะได้ไม่ต้องนอนหนาวตอนกลางคืน"
"ขอบคุณเ้าค่ะฮูหยินน้อย เดี๋ยวบ่าวจะให้เสี่ยวฟางไปบอกพวกเขาเ้าคะ" เสี่ยวจิวเรียกเสี่ยวฟางให้นางไปบอกบุรุษพวกนั้น ให้มาเอาของที่ฮูหยินเตรียมให้ ส่วนกุ้ยเหมยก็ปลีกตัวออกไปเข้าห้องตัวเอง
จึงถือโอกาสเข้าไปในห้องของพวกนาง เอาที่นอนหมอนมุ้ง ไปวางเอาไว้ให้ เพราะพวกนางมากันตัวเปล่า มีเพียงเสื้อผ้าที่นำมาไม่กี่ชิ้นเท่านั้น โชคดีที่นางซื้อที่นอนข้าวของเครื่องใช้ในยุคนี้มาบ้าง เพื่อไม่ให้คนสงสัย เพราะเวลาย้ายเข้าบ้านทุกคนจะต้องซื้อเพราะมันจำเป็ นางเองก็ซื้อ แต่ใช้ของตัวเอง ส่วนที่ซื้อมาก็เอาไว้ในช่องว่างของตัวเองแทน วันนี้พวกนางจึงได้มีที่นอนเอาไว้ปูนอนทุกคนโดยไม่ต้องลำบาก
หานหนานกงมองหานหรงอวี่ที่ั้แ่กลับมา ไม่ยอมพูดจากับใครเลย เขากินอาหารเงียบๆ จนเขากังวลว่ามีข่าวอะไรร้ายแรงหรือเปล่า แต่เพราะมารดาอยู่ด้วย จึงไม่เหมาะที่จะถาม เขาจึงไม่ได้ถามอะไรออกมา ระหว่างรอให้กุ้ยเหมยอาบน้ำก่อน เขาจึงได้มีโอกาสได้ถามในสิ่งที่กังวลออกมา
"วันนี้เ้าไปพรรคหลิ่งเฟย ได้ข่าวอะไรหรือเปล่า ถึงได้เคร่งเครียดขนาดนั้นั้แ่กลับมา"
"เปล่าหรอกขอรับ ข้าเพียงแต่คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ทางพรรคหลิ่งเฟยไม่ทราบเื่นี้เลย จึงยินดีให้ความร่วมมือกับเราเต็มที่ อีก2วันเราคงได้คำตอบ ว่าพวกนั้น้าอะไร เื่นี้หากมีอะไรคืบหน้า ข้าจะรีบแจ้งท่านทันที"
"อืม ถ้าไม่มีอะไรก็ดี แต่ถ้าหากมีอะไรไม่สบายใจ ข้ายินดีรับฟัง เ้าก็เป็น้องชายของข้าคนนึงอย่าได้เกรงใจ ถึงข้าจะยังไม่หายดี แต่ข้าก็อาจจะแนะนำอะไรเ้าได้บ้าง เพราะแค่ท่านลุงส่งพวกเ้ามา ข้าก็ซาบซึ้งในน้ำใจของทุกคนมากแล้ว"
"พี่หนานกงเกรงใจไปแล้ว เราเป็ครอบครัวเดียวกัน ก็ต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว พวกข้าเต็มใจ ที่ข้านิ่งไปเพราะวันนี้ได้เจอคนที่ไม่ได้พบกันหลายปี จึงคิดเื่ในอดีตนิดหน่อย ไม่ได้มีอะไรต้องกังวลเลย ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว ข้าขอตัวไปนอนก่อนนะขอรับ ฝากขอบคุณพี่สะใภ้ด้วยนะขอรับว่าอาหารฝีมือพี่สะใภ้อร่อยมากจริงๆ"
"ได้ เดี๋ยวพี่จะบอกนางให้ เ้าไปเถอะ"
หานหนานกงมองตามน้องชาย ด้วยความสงสัย พบคนที่ไม่ได้เจอกันนานก็ต้องมีความสุขซิ ไหนเลยจะมีสภาพราวกับิญญาออกจากร่างอย่างนั้น แต่ในเมื่อเขาบอกว่าไม่เป็ไร ก็คงจะไม่เป็ไรกระมัง
หานหนานกงจึงเข็นรถเข็นของตัวเองกลับเข้าไปหาภรรยาในห้อง ภายในใจก็คิดหาวิธีทำความสนิทสนมกับสตรีที่อยู่ในห้องไปด้วย เขาพยายามพูดคำหวานที่เคยได้ยินคนอื่นพูดแล้วก็ได้ผลมาใช้กับนางบ้าง แต่ทำไมกุ้ยเหมยถึงไม่มีท่าทางเขินอายหน้าแดงเหมือนคนอื่นเลย หรือว่าเขาต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีอื่นแทน แต่ก็ไม่กล้าได้แต่บ่นตัวเองในใจ ที่ไม่รู้จักศึกษาเื่นี้ การจะมีคนรักสักคนทำไมถึงได้ยากเย็นแบบนี้นะ
ทุกวันนี้ถึงแม้ว่าจะนอนเตียงเดียวกัน แต่ก็เหมือนกับคนอื่น ระหว่างเขากับนางยังมีระยะห่างกันพอสมควรในด้านของความรู้สึก ถึงแม้ว่าจะได้ยินคำยืนยันจากกุ้ยเหมยแล้วว่า จะอยู่ใช้ชีวิตเป็ครอบครัวกับเขา แต่เขาก็รู้สึกว่านางยังไม่สนิทใจอยู่ เขาเองก็เช่นเดียวกัน เขาซึ่งเป็บุรุษจึงต้องสมควรพยายามมากกว่านางที่เป็สตรีอยู่แล้ว แต่ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า ยิ่งฟังคำสารภาพของโจวซิ่นเฉิง ภายในใจยิ่งร้อนรนกว่าเดิมอีกเท่าตัว เพราะกลัวว่าคนอื่นที่รู้จักนางจะคิดเหมือนกัน เขาจะมัวใจเย็นต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องทำอย่างไรก็ได้ให้นางหลงรักเขาหมดใจ เขาถึงจะสบายใจ นอนหลับเต็มตื่นสักที