ก่อกำเนิด : เทพเซียน 9 วิบัติ [จบ]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 137 ทักษะร่วมประสานของจี๋เล่อน้อย

            “ขั้นจักรพรรดิ?”

            ราชามารทิศเหนือที่นั่งอยู่บนพื้นมองแม่ทัพเทพเกราะเงินปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้าพลางกล่าวด้วยความตกใจ

            ในที่นี้มีเขาคนเดียวที่มีพลังยุทธ์ขั้นจักรพรรดิแน่นอนว่าต้องรู้จักไอพลังที่มีเพียงขั้นจักรพรรดิเท่านั้น

            และแม้คนอื่นจะไม่ใช่ขั้นจักรพรรดิแต่พลังก็แตกต่างกันไม่มาก แม้จะอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ จัดการได้สามคนก็นับว่าไม่เลวแล้ว

            ทว่าตอนนี้บนท้องฟ้ากลับมีขั้นจักรพรรดิปรากฏตัวขึ้นถึงสามคน!

            และเขายังมั่นใจด้วยว่าคนเหล่านี้คือคนที่ล้อมสังหารเขาก่อนหน้านี้

            แม้จะแต่งกายไม่เหมือนกันแต่ไอพลังกลับมาจากที่เดียวกัน

            นักฆ่าเหล่านี้เป็นกลุ่มเดียวกัน

            “อย่าเพิ่งโคจรลมปราณยังเหลืออีกนิดหน่อย”

            เสิ่นเสวียนบอกราชามารทิศเหนือทันทีที่รับรู้ได้ถึงไอพลังที่เปลี่ยนแปลงไป

            ราชามารทิศเหนือจึงควบคุมอารมณ์ไว้ทันทีเขานั่งอยู่ที่เดิม พยายามร่วมมือกับเสิ่นเสวียนอย่างเต็มที่เขารู้ว่ามีเพียงเขาฟื้นตัวขึ้นมาได้ การต่อสู้หลังจากนี้จึงจะลดแรงกดดันไปได้มาก

            “ฆ่า”

            แม่ทัพเทพเกราะเงินบนท้องฟ้าหนึ่งในสามขั้นจักรพรรดิที่อยู่ในนั้นยกหอกเงินขึ้น ก่อนจะชี้ออกไปเพื่อให้คนเหล่านั้นกระโจนลงไปสังหารคนด้านล่าง

            ขั้นราชันระดับสูงสุดเหมือนกันหมดกองกำลังเช่นนี้แม้แต่ราชวงศ์ยังเรียกรวมตัวได้ยากมาก

            ทว่ากลับปรากฏขึ้นที่นี่แล้ว

            “ด้านบนสำนักจตุรเทพ พวกเจ้าไปรั้งไว้สองคน”

            “เสอฮวาฮวาพวกเจ้ารั้งไว้สองคน”

            “สหายเริ่นเจ้าไปรั้งไว้คนหนึ่ง”

            “ผู้อาวุโสราชามารตะวันตกท่านไปรั้งไว้สามคน”

            เสิ่นเสวียนออกคำสั่งคนที่ล้อมรอบอยู่มีเพียงแบบนี้จึงจะได้รับชัยชนะกลับมาโดยบาดเจ็บล้มตายน้อยที่สุด

            ส่วนอำนาจเล็กอื่นๆบางอำนาจเข้ารวมกลุ่มกันเพื่อรับมือกับแม่ทัพเทพเกราะเงินหนึ่งคน

            การร่วมมือกันเช่นนี้สามารถรั้งพวกเขาทั้งหมดไว้ได้จริงๆ

            แต่ขั้นจักรพรรดิสามคนนั้นไม่มีใครรับมือได้เลย

            “ผู้อาวุโสจี๋เล่อน้อยให้ท่านจัดการสักคนไม่น่าเป็นเรื่องยากหรอกกระมัง!”

            “ก็ยากอยู่”

            จี๋เล่อน้อยส่ายหัวเขารู้ดีว่าพลังของตนเองเป็นอย่างไร สู้ไม่ได้ก็คือสู้ไม่ได้

            “ถ้าร่วมมือกับเขาล่ะ”

            เสิ่นเสวียนปรายตามองซูเหยียนที่โดนเชือกมังกรรัดอยู่พลางกล่าว

            “คลายเชือกให้เขาได้ไหม”

            เขาเพิ่งศึกษาเชือกมังกรไปซึ่งไม่อาจคลายเชือกได้เลย

            “ทำได้”

            เสิ่นเสวียนพยักหน้า

            “ได้เช่นนั้นข้าจัดการให้คนหนึ่ง”

            จี๋เล่อน้อยพยักหน้าจากนั้นก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีก กระโจนใส่แม่ทัพเทพขั้นจักรพรรดิคนหนึ่งในทันที

            โชคดีที่ยังมีคนฟังคำของเสิ่นเสวียนภายใต้คำสั่งให้ร่วมมือกันของเขาแม้จะรับมือได้อย่างยากลำบากแต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บล้มตายกันมากนัก

            ขั้นราชันระดับสูงสุดยี่สิบเจ็ดคนถูกอำนาจทั้งหลายในหุบเขาสุขาวดีต้านทานไว้แล้วนี่คือพลังยิ่งใหญ่ที่สุดที่หุบเขาสุขาวดีจะสามารถแสดงออกมาได้ในตอนนี้ทว่ากระทั่งถึงตอนนี้คนผู้นั้นยังไม่ปรากฏตัวออกมาเลย

            จี๋เล่อน้อยกระโจนใส่ขั้นจักรพรรดิคนหนึ่งแสดงพลังโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดออกไปทันทีที่เข้าประชิดตัว การโจมตีสามครั้งแรกทำให้อีกฝ่ายรับมือไม่ทันแต่หลังจากนั้นจี๋เล่อน้อยเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัดรับมืออีกฝ่ายได้ค่อนข้างยากลำบาก

            เสิ่นเสวียนกำลังช่วยราชามารทิศเหนือถอนพิษอยู่ส่วนมืออีกข้างหนึ่งแสดงพลังห้าธาตุออกมาทำลายเชือกมังกรบนร่างซูเหยียนดูคล้ายเพลิงแต่ไม่ใช่ จะว่าคล้ายน้ำแข็งก็ไม่เชิง หรือจะบอกว่าทองก็ไม่ใช่อีกสรุปแล้วคนนอกมองไม่ออกเลยว่าเป็นพลังอะไร

            เมื่อมีพลังห้าธาตุเข้ามาเสริมเชือกมังกรที่รัดแน่นอยู่ก่อนหน้านี้เริ่มที่จะคลายออก

            ตั้งแต่ที่โดนเชือกมังกรรัดไว้ซูเหยียนไม่ได้กล่าวอะไรอีกเลย เขาเป็นห่วงความปลอดภัยของพ่อระหว่างนั้นเขาเห็นเสิ่นเสวียนค่อยๆ ทำให้สถานการณ์การต่อสู้พลิกกลับมาได้แม้จะไม่ได้กล่าวอะไรแต่ภายในใจรู้สึกซาบซึ้งเป็นอย่างมาก

            และเริ่มมีความเคารพเลื่อมใสต่อเสิ่นเสวียนขึ้นมาแล้ว

            ครืด! ครืด!

            ตามปมของเชือกมังกรมีเสียงดังออกมาจากนั้นมันก็หลุดร่วงลงไป ซูเหยียนเห็นดังนั้นจึงเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนหลุดออกจากเชือกมังกรได้ในที่สุด

            “ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง”

            ซูเหยียนกระโจนไปตรงหน้าราชามารทิศเหนือในทันทีหลังจากเห็นสีหน้าของราชามารทิศเหนือดีขึ้นมากแล้วจึงวางใจ

            “พ่อไม่เป็นไรไปช่วยเขาเร็วเข้า”

            เสียงของราชามารทิศเหนือมีพลังกว่าก่อนหน้านี้มาก

            “รีบไปเถอะหากยังไม่รีบไปจี๋เล่อน้อยจะรับมือไม่ไหวแล้ว”เสิ่นเสวียนกล่าวกับซูเหยียนพลางยิ้ม

            “ขอบคุณที่ช่วยชีวิต”

            ซูเหยียนลุกขึ้นยืนแล้วโค้งกายให้เสิ่นเสวียนด้วยความเคารพสำหรับบุรุษที่ไม่ค่อยพูด การโค้งกายคารวะเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความรู้สึก

            จากนั้นซูเหยียนกระโจนออกไปอย่างรวดเร็วเขาที่เปี่ยมไปด้วยโทสะแสดงพลังโจมตีที่แข็งแกร่งที่สุดใส่แม่ทัพเทพขั้นจักรพรรดิที่กำลังสู้กับจี๋เล่อน้อยในทันที

            แล้วเขาก็เหมือนกับจี๋เล่อน้อยการโจมตีสามครั้งแรกทำให้อีกฝ่ายรับมือได้ยาก แต่หลังจากนั้นก็เริ่มเสียเปรียบแม้จะสู้แบบสองต่อหนึ่งแต่ก็ยังเกือบไม่ไหว

            “แสดงทักษะร่วมประสาน”

            จี๋เล่อน้อยและซูเหยียนกล่าวออกมาพร้อมกันจากนั้นทั้งสองก็เหาะขึ้นไปกลางอากาศ คลื่นพลังบนร่างแปรเปลี่ยนจนคล้ายคลึงกัน

            หากกล่าวถึงผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดนอกจากเสิ่นเสวียนแล้วก็คงเป็นจี๋เล่อน้อยและซูเหยียนสองคนนี้

            ทั้งสองคนได้รับความสามารถทักษะร่วมประสานมาจากในสุสานเมื่อทั้งสองแสดงพลังนี้ออกมา อานุภาพจะเหนือกว่าขั้นจักรพรรดิทั่วไป

            และนี่คือเหตุผลว่าทำไมเสิ่นเสวียนจึงให้ทั้งสองคนเข้ารับมือกับขั้นจักรพรรดิหนึ่งคน

            และรอบๆเสิ่นเสวียนในตอนนี้ ยังเหลือแม่ทัพเทพขั้นจักรพรรดิอีกสองคนซึ่งกำลังเพ่งเล็งเขาอยู่

            ขั้นจักรพรรดิสามคนยังเหลืออยู่อีกสองคนและสองคนนี้มีเป้าหมายคือเสิ่นเสวียนและราชามารทิศเหนือที่กำลังบาดเจ็บ

            “พวกเจ้ามั่นใจหรือว่าจะมาทางนี้ทั้งสองคน”

            เสิ่นเสวียนยังคงช่วยเหลือราชามารทิศเหนืออยู่ขณะเดียวกันก็กล่าวกับสองคนนั้นไปด้วย

            “เจ้าเป็นคนสังหารพี่น้องของข้าใช่ไหม!”

            ขั้นจักรพรรดิคนหนึ่งกล่าว

            “ไม่ผิดดูเหมือนเจ้าก็สัมผัสได้ถึงไอพลังของพวกเขาเช่นกัน พวกเขาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ด้วย”

            เสิ่นเสวียนยิ้มเหมือนเด็กหนุ่มผู้ใสซื่อทว่าทุกเรื่องที่เขาทำผ่านการครุ่นคิดมาอย่างล้ำลึก

            “เยี่ยมไปเลยยังไม่เคยมีใครกล้ากล่าวกับพวกข้าเช่นนี้มาก่อน เจ้ายอดเยี่ยมมากเลยทีเดียว”

            ขั้นจักรพรรดิคนนั้นหัวเราะเสียงเย็นมองเสิ่นเสวียนราวกับเป็นคนตายไปแล้ว

            และเป็นอย่างนั้นจริงๆสำหรับเขาแล้ว เสิ่นเสวียนไม่ต่างอะไรกับร่างไร้วิญญาณ

            ตูม!

            ทันใดนั้นเองเสียงระเบิดพลันดังก้องขึ้นบนท้องฟ้าแม่ทัพเทพขั้นจักรพรรดิที่ต่อสู้อยู่กับจี๋เล่อน้อยและซูเหยียนกระเด็นออกไปส่วนพวกจี๋เล่อน้อยในตอนนี้กลายเป็นร่างทรงพลังขนาดใหญ่ร่างหนึ่ง ทั้งสองคนลอยอยู่กลางอากาศคนหนึ่งอยู่ด้านบน คนหนึ่งอยู่ด้านล่าง ควบคุมแขนและขาของร่างทรงพลังนั้นไว้อานุภาพแข็งแกร่งกว่าก่อนหน้านี้ไม่รู้กี่เท่า

            “ทักษะร่วมประสาน?”

            แม่ทัพเทพขั้นจักรพรรดิที่อยู่ด้านล่างตื่นตกใจเล็กน้อยคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะแสดงเคล็ดวิชาได้ถึงระดับนี้

            “เจ้าสามหากเจ้าทำไม่ได้ให้ข้าจัดการเอง”

            ขั้นจักรพรรดิอีกคนหนึ่งกล่าวกับคนที่อยู่ด้านบน

            “ไม่ต้องสนใจเรื่องของพวกเจ้าไปก็พอแล้ว”

            ขั้นจักรพรรดิที่กระเด็นไปก่อนหน้านี้พลันส่งยิ้มชั่วร้ายออกมาและเช็ดเลือดที่มุมปาก

            “เข้ามาอีก”

            เขาตะโกนออกไปพร้อมกับกระโจนขึ้นด้านบน

            ในฐานะที่เป็นถึงขั้นจักรพรรดิต้องมีความเย่อหยิ่งในตนเองอยู่แล้ว จะพ่ายแพ้เพียงเพราะทักษะร่วมประสานได้อย่างไร

            ทว่าพลังของทั้งสองฝ่ายเริ่มเปลี่ยนแปลงไปแล้วหากสู้กันนานเกินไป ฝ่ายที่พ่ายแพ้ต้องเป็นขั้นจักรพรรดิผู้นั้นอย่างแน่นอน

            “พวกเจ้าจะเข้ามาพร้อมกันเลยหรือจะเข้ามาทีละคน”

            ในตอนนี้เสิ่นเสวียนรักษาราชามารทิศเหนือจนเกือบหายดีแล้วทว่าอีกฝ่ายเหมือนจะไม่ให้โอกาสเขาเลย

            “ขั้นจักรพรรดิมีความเย่อหยิ่งของขั้นจักรพรรดิไม่มีทางใช้ประโยชน์จากอันตรายของผู้อื่นอยู่แล้ว”

            “ข้าคิดว่าพวกเจ้าจะไร้ยางอายคว้าโอกาสนี้ไว้เสียอีก!” เสิ่นเสวียนถอนหายใจอย่างโล่งอกหากเข้ามาทีละคนยังพอไหวสำหรับเขา

            “แต่เจ้าเป็นข้อยกเว้น”

            ใครจะไปคาดคิดว่าอีกคนหนึ่งจะกล่าวเสริมออกมาเช่นนี้ทำให้เสิ่นเสวียนควันดำพุ่งออกจากหัวในทันที

            จากนั้นทั้งสองคนก็ไม่มีใครกล่าวอะไรออกมาอีก

            แล้วขั้นจักรพรรดิสองคนก็กระโจนใส่เสิ่นเสวียนที่อยู่ตรงกลางจากทางด้านหน้าและด้านหลัง