ตอนที่61 ขายของและหาข้อมูล
(สกุลเงินในนิยายเรื่องนี้คือสองหน่วยนะครับ คือบาทเงินกับบาททอง 1,0000,000บาทเงินเท่ากับ 1 บาททองนะครับซึ่งหน่วยเงินทั้งสองนี้จะใช้ไปเรื่อยๆ และในช่วงปลายๆก็อาจจะมีค่าหน่วยเงินอันใหม่เพิ่มเข้ามาหากว่าจำนวนเงินมันเยอะกว่านี้ เพื่อให้ตัวเลขไม่เยอะเกินไป)
“เครื่องในหมูป่าเขาเดียวหมักของเอ็งหมักได้ราวๆ สองเดือนแล้วถือว่ากำลังดีเลยสำหรับการใช้ไหทั่วๆ ไปหมัก และจากที่ข้าดูเครื่องในพวกนี้อยู่ในสภาพที่ดีอย่างมากปกติแล้วข้าจะซื้อพวกมันในราคาไหละห้าสิบบาทเงินสำหรับไหเล็กหนึ่งไหถ้าไหขนาดกลางก็ไหละร้อย แต่ถ้าเป็นไหใหญ่ข้าให้สองร้อยบาทเงินแต่ไหที่เอ็งเอามาเป็นเพียงไหเล็ก ราคาจึงอยู่ที่ไหละห้าสิบบาทเงินแต่เห็นที่เครื่องในหมักของเอ็งคุณภาพดี ข้าจะให้เอ็งไหละหกสิบบาทเงินเลย!”
พ่อค้าอธิบายราคารับซื้อให้กับกล้วยฟังอย่างชัดถ้อยชัดคำซึ่งเขาพูดได้อย่างราบรื่นสมกับเป็นพ่อค้าจริงๆแววตาของเขาเต็มไปด้วยการทำธุรกิจและนักขายมากซึ่งราคาเครื่องในที่หมักใส่ในไหเล็กน้อย พ่อค้าคนนี้รับซื้อแค่ห้าสิบบาทเงินแต่เพราะคุณภาพของเครื่องในที่กล้วยเอามาใช้หมักอยู่ในสภาพดีและสมบูรณ์พ่อค้าคนนี้เลยเพิ่มเงินให้กล้วยอีกสิบบาทเงิน กลายเป็นหกสิบบาทเงิน......
อ้า!
“ว่าอย่างไร? เอ็งพอใจหรือไม่?”
จ๊ะ!
“พอใจจ๊ะท่านลุง ข้ามีเครื่องในหมักอยู่ทั้งหมดแปดไหท่านลุงจะรับซื้อทั้งหมดเลยไหมจ๊ะ?”
แน่นอน!
“ข้าจักรับซื้อพวกมันทั้งหมดเลย ถ้าพวกมันคุณภาพเดียวกันกับไหนี้ข้าก็จักให้ราคาเท่ากัน”
เยี่ยม!
กล้วยรีบตอบรับและขายเครื่องในหมักทั้งแปดไหให้กับพ่อค้าคนนี้ในทันทีเมื่อเขาตกลงราคาซื้อขายได้แล้ว ซึ่งการขายเครื่องในหมักทั้งแปดไหนี้ทำให้เขาได้เงินมาทั้งหมดสี่ร้อยแปดสิบบาทเงินซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินที่เยอะอย่างมากสำหรับชาวบ้านทั่วๆ ไป เพราะแค่ไม่กี่สิบบาทเงินก็ซื้อของกินของใช้ได้ตั้งมากมายแล้วไม่ต้องพูดถึงเงินเป็นร้อยๆ เลย.......
นั่น!
“พวกเอ็งดูนั่นสิ ไอ้หนุ่มนั่นมันเป็นผู้ใดกันวะ? ข้ามิเคยเห็นหน้ามันมาก่อนเลยดูสิ มันได้เงินไปตั้งมากโขจากไอ้พ่อค้าจากในเมืองคนนั้น มันเอาอันใดมาขายกันนะ?!”
“เมื่อครู่ได้เดินผ่าน ข้าได้ยินว่ามันเอาเครื่องในหมักมาขายน่ะ”
“เครื่องในหมัก? มันขายได้ราคางามเช่นนั้นเลยรึ?เพราะข้าก็เคยเอาเครื่องในหมักของสัตว์ป่าไปขายเหมือนกันแต่มิเห็นจักได้เงินมากเช่นไอ้หนุ่มเลย”
“เครื่องในสัตว์ทั่วไปมันจักไปได้ราคาดีได้เยี่ยงใดกัน ข้าคิดเครื่องในหมักที่มันเอามาขายจักต้องเป็นเครื่องในของพวกสัตว์ดุร้ายแน่ๆ มิเช่นนั้นมีหรือที่จะได้เงินตั้งมากโขแบบนั้น?!”
เอ่อ......
“ถูกของเอ็งวะ ถ้าไม่ใช่สัตว์ดุร้ายมีหรือที่ไอ้พ่อค้าคนนั้นมันจักยอมจ่ายเงินตั้งมากมายเยี่ยงนั้น!”
การซื้อขายของกล้วยนั้นมันได้อยู่ภายใต้สายตาของชาวบ้านในหมู่บ้านป่าโมกที่อยู่แถวๆ นั้นซึ่งมันทำให้เกิดเป็นหัวข้อพูดคุยขึ้นมาในทันทีเพราะการขายที่ได้เงินจำนวนมากเช่นนั้น มันย่อมดึงดูดใจผู้คนให้สนใจได้อยู่แล้วแต่จะบอกว่าการซื้อขายก็ไม่ถูก ต้องบอกว่าเป็นเงินที่กล้วยได้รับต่างหากที่ดึงดูดใจผู้คนโดยเฉพาะพวกขาใหญ่ในหมู่บ้านแห่งนี้......
ณหน้าร้านสุราดองไม่ไกลจากร้านขายของที่กล้วยอยู่.......
“ไอ้หมึก! มึงรู้ใช่หรือไม่ว่าต้องทำเยี่ยงใด?”
“รู้อยู่แล้วลูกพี่! ลูกพี่รอชมผลงานของข้าได้เลย!”
“ดี! ถ้ามึงทำงานนี้สำเร็จ กูจักจัดการเรื่องอีนางเหมยให้มึงเอง!”
จริงนะลูกพี่!?
“ก็เออสิวะ! มึงคิดว่ากูจักพูดเล่นกระนั้นรึ?”
ไม่ไม่ ไม่!
“ข้ารู้ว่าลูกพี่มิได้หยอกล้อข้าเล่น ข้าจักทำให้เต็มที่เลยเพื่ออีเหมยของข้า!”
กลุ่มขาใหญ่ได้วางแผนกันในทันทีเมื่อพวกมันเห็นกล้วยรับเงินซึ่งคงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกมันวางแผนเพื่อที่จะทำอะไรเพราะใบหน้าของพวกมันออกจะชั่วร้ายขนาดนี้ถึงจะเป็นเด็กก็มองออกมาว่าพวกมันต้องการจะปล้นเงินจากกล้วย........
กลับมาที่กล้วยและพ่อค้าอีกครั้ง........
“ไอ้หนุ่ม! หน่วยก้านเอ็งดูดีมิใช่น้อยเลยนะ ถึงแม้ว่าจักยังเด็กอยู่แต่ข้าจักขอเตือนกระไรเอ็งสักอย่างนะ การที่เอ็งได้เงินไปจำนวนมากเยี่ยงนี้บางทีมันจักนำภัยมาสู่เอ็งได้ เยี่ยงใดก็ระวังตัวด้วยนะ ถ้าเป็นไปได้อย่าพยายามเอ็งในที่ลับตาคนเป็นเสียอันขาดเข้าใจไหม?”
พ่อค้าคนนี้ถึงจะดูโกงไปบ้างแต่จิตใจของเขาก็ไม่ได้แน่เหมือนหน้าตาเวลาขายของเลย เพราะที่เขาทำหน้าตาแบบนั้นก็เพราะว่ามันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของพ่อค้า เขาไม่ได้คิดคดโกงหรือมีนิสัยไม่ดีเลยกลับกัน เขากลับกล่าวเตือนกล้วยให้ระวังตัวเอาไว้ เนื่องจากเขาสังเกตเห็นกลุ่มขาใหญ่ของหมู่บ้านแห่งนี้จ้องมองและเพ่งเล็งมาที่กล้วยด้วยแววตาชั่วร้ายและด้วยตัวเขาที่ผ่านประสบการณ์มามากแล้วเขาจึงได้รู้ในทันทีเลยว่าคนเหล่านั้นกำลังคิดชั่วอยู่......
“ขอบใจจ้ะท่านลุง! แต่ฉันมิเป็นไรดอก ถ้าใครคิดที่จะแย่งเงินนี้ไปจากฉัน พวกมันจักต้องพยายามกันหน่อยล่ะจริงไหมไอ้จ๋อ!?”
เจี๊ยก!!
แน่นอนว่ากล้วยเองก็รู้เรื่องนี้เหมือนกันเขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่หัวหน้ากลุ่มขาใหญ่ปล่อยออกมาใส่เขาได้ตั้งแต่แรกแล้วเพียงแต่เขาทำเป็นไม่สนใจเพื่อปล่อยให้พวกมันตายใจเท่านั้น ยังไงคนเหล่านี้ก็ไม่ใช่คู่มือของเขาอยู่แล้วบางทีแค่ไอ้จ๋อตัวเดียวพวกมันก็เอาชนะไม่ได้แล้ว.......
“เอ็งดูมั่นใจมันก็ดีอยู่ดอก! แต่เยี่ยงใดเอ็งก็ระวังๆ ตัวไว้ด้วยนะข้าไม่อยากได้ข่าวอะไรมิดีๆ เกี่ยวกับเอ็งดอกนะ!”พ่อค้าคนนี้ไม่คิดว่ากล้วยจะดูมั่นใจขนาดนี้ ดังนั้นเขาจึงอดที่จะถอนหายใจยาวออกมาอย่างเป็นกังวลไม่ได้แต่ถึงเขาจะเป็นกังวล เขาก็เข้าไปยุ่งเรื่องนี้ไม่ได้เพราะเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องของเขาที่ต้องเข้าไปยุ่งด้วย.......
“ท่านลุงวางใจเถอะว่าแต่......ข้ามีเรื่องบางอย่างที่อยากจักถามท่านลุงหน่อยมิทราบว่าท่านลุงพอจะตอบข้าได้ไหมจ๊ะ?”
หือ?
“ถามกระไรอย่างนั้นรึ? ว่ามาสิถ้าข้าตอบได้ข้าก็จักตอบเอ็งก็แล้วกัน!”
พ่อค้าคนนี้ดูสงสัยเล็กน้อยที่เห็นกล้วยต้องการที่จะถามเขาแต่เขาก็ไม่ได้คิดมากและถามกลับไปว่ากล้วยต้องการที่จะถามอะไรเขา......
“ฉันอยากรู้ว่าสถานการณ์สงครามกับพวกยักษ์เป็นเยี่ยงใดบ้างแล้ว?”
หือ?
คำถามของกล้วยทำเอาพ่อค้าคนนี้ถึงกับหยุดชะงักไปเลยเพราะเขาไม่คิดว่าเด็กอย่างกล้วยจะถามคำถามเช่นนี้เพราะในเวลานี้สงครามระหว่างมนุษย์กับพวกยักษ์นั้นรุนแรงเป็นอย่างมากซึ่งมีน้อยคนมากที่รู้เรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้และก็มีน้อยคนที่จะถามเกี่ยวกับเรื่องแบบนี้เว้นแต่ว่าคนๆนั้นจะเกี่ยวข้องกับสงคราม ดังนั้นพ่อค้าคนนี้จึงได้ตกใจเมื่อเห็นกล้วยถามคำถามนี้......
“มีกระไรหรือจ๊ะท่านลุง? ทำไมถึงทำหน้าเยี่ยงนั้นหรือว่าข้าถามอะไรผิดไปกระนั้นหรือ?” กล้วยเองก็เอะใจได้เหมือนกันเขาเห็นว่าพ่อค้าชายวัยกลางคนทำหน้าตกใจทันทีเมื่อเขาถามดังนั้นกล้วยจึงต้องเว้นระยะห่างออกมา และระวังคำพูดของเขาให้มากขึ้น.....
“ไม่มีกระไรดอก! ข้าแค่ตกใจที่เห็นเด็กหนุ่มเยี่ยงเอ็งถามเรื่องแบบนี้แต่มิเป็นไร ในเมื่อเอ็งถามข้าก็จะตอบตามที่เอ็งต้องการ ในเวลานี้สงครามระหว่างมนุษย์เรากับไอ้พวกยักษ์นั้นอยู่ในช่วงที่ดุเดือดและรุนแรงเป็นอย่างมากซึ่งในเวลานี้ก็มีค่ายและสำนักมากมายต่างก็ประกาศรับสมัครทหารอาสาเขาร่วมศึกอยู่ถ้าเอ็งสนใจ เอ็งก็ลองไปค่ายบ้านท่าเสด็จดู ที่นั่น.......”
“ท่านลุงว่ากระไรนะ? ค่ายบ้านท่าเสด็จกระนั้นหรือ?ที่ว่าค่ายบ้านท่าเสด็จนี้ใช่หมู่บ้านท่าเสด็จหรือไม่?” กล้วยพลันส่งเสียงถามแทรกขึ้นมาอย่างตกใจและตื่นเต้นในทันทีเมื่อเขาได้ยินพ่อค้าคนนี้พูดถึงค่ายที่ชื่อว่าค่ายบ้านท่าเสด็จและเพื่อให้แน่ใจว่าสถานที่ที่ว่านี้คือที่เดียวกันกับที่เขาคิดหรือไม่เขาถึงได้ถามพ่อค้าคนนี้กลับไป.......
“เอ็งจะทำเป็นตกใจไปทำไมวะ? เอ็งทำแบบนี้ข้าตกใจหมดเลยรู้ไหมที่เอ็งถามข้าว่าค่ายบ้านท่าเสด็จกับหมู่บ้านท่าเสด็จใช่ที่เดียวกันไหมนั้นข้าก็บอกเอ็งมิได้ดอกว่าใช่หรือไม่ เพราะข้าได้ยินมาแค่นี้ ถ้าเอ็งอยากรู้เอ็งก็ต้องไปที่นั่นด้วยตัวเองเท่านั้น”
พ่อค้าชายวัยกลางคนไม่ได้แกล้งทำเป็นตกใจแต่เขาตกใจกับเสียงตะโกนของกล้วยจริงๆ เพราะเขากำลังเล่าเรื่องให้กล้วยฟังเพลินๆจึงไม่ได้ตั้งตัวเตรียมรับเรื่องกับสถานการณ์เช่นนี้ แต่ไม่นานเขาก็สามารถปรับตัวได้และตอบกลับไปกล้วย......
อ้า!
“ฉันขอโทษจ๊ะท่านลุง ฉันแค่ตกใจไปหน่อยเมื่อได้ยินชื่อบ้านท่าเสด็จเพราะฉันมีญาติอยู่ที่นั่น แต่ก็ไม่ได้เจอกันมานานแล้วเลยไม่ได้คิดให้ดีเสียก่อนจนทำตัวเสียมารยาทต่อท่านลุงไป”กล้วยรีบแก้ต่างให้กับตัวเองในทันที เพราะเขารู้ว่าถ้าเขาไม่ทำอะไรเลยเขาจะกลายเป็นที่สงสัยได้.....
“มิเป็นไรดอก! เพราะมันคงแปลกถ้าเอ็งไม่มีคนรู้จักอยู่ที่นั่นแล้วดันมาตะโกนถามข้าเยี่ยงนี้ ว่าแต่เอ็งสนใจที่จะไปเข้าร่วมเป็นทหารอาสาจริงๆกระนั้นรึ?” พ่อค้าพยักหน้าอย่างเข้าใจเพราะจากคำอธิบายของกล้วยแล้ว มันก็สมเหตุสมผลดีกับการกระทำของกล้วย......
“ตอนนี้ข้ายังไปมิได้ เพราะข้ายังมิแข็งแกร่งพอ ถึงข้าจักไปขอเข้าร่วมข้าก็เป็นได้แค่ตัวถ่วงของพวกเขาเท่านั้นสู้ข้ารออีกสักปีสองปีเสียก่อนแล้วค่อยไปจักดีกว่า”กล้วยไม่รู้ว่าพ่อค้าคนนี้เป็นพ่อค้าหรือทหารกันแน่เพราะในบางครั้งเขาก็สัมผัสได้ว่าชายคนนี้แข็งแกร่ง บ้างก็อ่อนแอดูไม่แน่นอนเลยสักนิด ดังนั้นเขาจึงต้องแกล้งทำเป็นไม่สนใจเรื่องนี้......
“ก็จริงเยี่ยงเอ็งว่า ถึงเอ็งจักไป เอ็งก็คงทำอะไรมิได้มากนักเว้นแต่ว่าเอ็งจะเป็นนักรบชั้นหัวหมู่ขั้นต้นเสียก่อน เอ็งถึงจักพอมีประโยชน์อยู่บ้าง”
“นักรบชั้นหัวหมู่ขั้นต้นงั้นหรือ? นั่นเป็นความฝันของข้าเลยนะท่านลุงแต่ชาตินี้ข้าคงมิอาจเป็นนักรบผู้มีพลังได้ดอก เพราะจากเรื่องเล่าในบ้านป่าของข้าคนที่จะเป็นนักรบผู้มีพลังได้จักต้องเป็นคนที่ป่าเลือกเท่านั้นซึ่งในบ้านป่าของข้ามีแค่สามคนเท่านั้นที่ได้เป็นนักรบ”
กล้วยทำเป็นตกใจเมื่อได้ยินเรื่องนี้และพูดอย่างน่าสงสารที่ตัวเขาไม่อาจเป็นนักรบผู้มีพลังได้ซึ่งสีหน้าและท่าทางที่เขาแสดงออกมานั้นดูสมจริงเป็นอย่างมากถ้าไม่มองและสังเกตให้ดีๆ จะไม่มีทางรู้เลยว่าเขากำลังเล่นละครอยู่......
อ่า!
“ข้าเข้าใจเอ็งนะไอ้หนุ่มข้าเองอายุมากขนาดนี้แล้วก็ยังมิอาจเป็นนักรบผู้มีพลังได้เลยมากสุดก็แค่เข้าใกล้เท่านั้น ถ้าข้าสามารถเป็นนักรบชั้นหัวหมู่ได้ละก็ข้าจักไปสมัครเข้าร่วมเป็นทหารอาสาเพื่อสู้กับไอ้พวกยักษ์อย่างแน่นอน!”
ว้าว!
“ท่านลุงช่างกล้าหาญยิ่งนัก ถ้างั้นก็ขอพรให้ท่านลุงสมหวังนะจ๊ะ!”
ขอบใจ!
หลังจากที่กล้วยได้รู้ข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบ้างจากพ่อค้าคนนี้แล้วเขากับไอ้จ๋อก็เตรียมเดินทางกลับไปที่เพิงข้างกุฏิของหลวงพ่อที่อยู่นอกหมู่บ้านในทันทีเพราะฟ้าเริ่มที่จะมืดแล้วผู้คนและตลาดในหมู่บ้านป่าโมกจึงเก็บข้าวเก็บของกันเกือบจะหมดแล้วถึงพวกเขายังอยู่ต่อก็ไม่ได้อะไร ดังนั้นพวกเขาจึงต้องกลับไปนอนและรอให้ถึงพรุ่งนี้เช้า จึงค่อยมาใหม่เพื่อหาซื้อของ.....
..........................
“ท่านพันลำ ข้ารู้สึกว่าไอ้หนุ่มนั่นไม่ธรรมดาเลย ถึงภายนอกมันจักดูอ่อนแอแต่ข้าคิดว่ามันไม่ต่างไปจากเสือร้ายที่กำลังซ่อนเล็บเลย”
หลังจากกล้วยจากไปได้ไม่นานชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินออกมาจากข้างในกระท่อมที่อยู่ข้างหลังของพ่อค้าที่คุยกับกล้วยก่อนที่จะเดินเข้ามาคุยกับพ่อค้าคนนี้ด้วยเสียที่เบาราวกระซิบซึ่งชายคนนี้ได้เรียกพ่อค้าที่คุยกับว่าท่านพัน นั่นจึงแสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วพ่อค้าคนนี้ไม่ใช่พ่อค้าชาวบ้านทั่วๆ ไปแต่เขาจะต้องเป็นทหารและนักรบแน่ๆ แถมยังเป็นนักรบชั้นนายพันด้วย......