ความมืดมิดยามดึกสงัดเข้าปกคลุมโรงเตี๊ยมสนธยาจนเงียบงัน มีเพียงเสียงลมพายุที่ยังคงโหยหวนแผ่วเบาเล็ดลอดตามช่องไม้ระแนง เสียงฝนที่เคยดังกึกก้องบัดนี้กลับเบาลงเหลือเพียงเสียงหยดน้ำที่ไหลลงจากชายคาอย่างเงียบเหงา ราวกับธรรมชาติเองก็รู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่กำลังจะปะทุขึ้นภายในโรงเตี๊ยมแห่งนี้
อาหลางยืนอยู่ที่หน้าห้องพักทิศตะวันตก ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีม่วงเข้มทอประกายวาวโรจน์ในความมืด แสงจันทร์ที่ลอดผ่านเมฆหมอกส่องลงมาทำให้ใบหน้าของเขาดูคมกริบและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ แผนการของเขาในคืนนี้ไม่ใช่การปรนนิบัติอย่างข้ารับใช้ แต่คือการกำราบ "พยัคฆ์สาว" ที่กล้ามาลบเหลี่ยมพญามารอย่างเขา
เขาลูบคลำศิลาเนตรมารในอกเสื้อด้วยความระมัดระวัง พลังที่ได้จากหยาดน้ำตาของแม่นางฉินยังคงเอ่อล้นทำให้เขาย่ามใจ ความรู้สึกแห่งพลังอำนาจที่ไหลเวียนอยู่ในกายทำให้เขารู้สึกเหมือนสามารถทำลายล้างทุกสิ่งได้ด้วยเพียงแค่ความคิด แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกได้ถึงความหิวกระหายของศิลาที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มันต้องการ "อาหาร" ที่มีคุณภาพสูงกว่าเดิม และสตรีลึกลับผู้นั้นดูเหมือนจะเป็นเมนูพิเศษที่มันโหยหาอย่างยิ่ง
อาหลางตัดสินใจผลักประตูเข้าไปโดยไร้เสียง มือขวาเตรียมพร้อมที่จะกระชากศิลามารออกมาเพื่อสยบนางให้ยอมจำนนแทบเท้าเหมือนเหยื่อรายอื่นๆ ที่ผ่านมา ในใจเขาได้วาดภาพไว้แล้วว่าจะใช้พลังมารเพื่อครอบงำจิตใจของนาง แล้วค่อยๆ ดูดซับพลังชีวิตและความทรงจำอันมีค่าของนางออกมาทีละหยด จนกระทั่งนางกลายเป็นเพียงเปลือกว่างเปล่าที่ไร้วิญญาณ
ทว่า ทันทีที่เขาก้าวพ้นธรณีประตู บรรยากาศภายในห้องกลับไม่ได้แห้งผากอย่างที่ควรจะเป็น กลิ่นหอมของดอกมันดาลาเข้มข้นจนชวนเวียนหัว กลิ่นหอมนั้นไม่ใช่กลิ่นธรรมดาที่มาจากดอกไม้ แต่มันคือกลิ่นที่แฝงด้วยพลังเวทมนตร์โบราณ กลิ่นที่ทำให้ผู้ได้กลิ่นรู้สึกเหมือนจิตใจถูกดึงดูดเข้าสู่ห้วงลึกแห่งความฝัน
และที่กลางห้องแทนที่จะเป็นเตียงนอนธรรมดา กลับมีอ่างน้ำไม้ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ อ่างน้ำนั้นทำจากไม้มงคลโบราณที่มีอายุกว่าพันปี ผิวไม้เรียบลื่นและเปล่งประกายแสงสีทองอ่อนๆ น้ำในอ่างนิ่งสนิทประดุจกระจกเงา ทว่าสะท้อนแสงสีจันทร์ที่ส่องลอดหลังคาลงมาเป็นลวดลายอักขระโบราณที่เคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ราวกับมีชีวิตของมันเอง
อักขระเหล่านั้นไม่ใช่ตัวอักษรธรรมดาที่มนุษย์ใช้กัน แต่เป็นอักขระมารโบราณที่ใช้ในการร่ายมนตร์ระดับสูง อาหลางจำได้ว่าเขาเคยเห็นอักขระคล้ายๆ กันนี้ในตำราเวทมนตร์ดำที่เขาขโมยมาจากหอสมุดลับ แต่อักขระที่ปรากฏบนผิวน้ำนั้นซับซ้อนและทรงพลังกว่าที่เขาเคยเห็นมาก
วิ้ง!
พลันที่ฝ่าเท้าของอาหลางสัมผัสพื้นไม้ แสงสีฟ้าหม่นจากอ่างน้ำก็ระเบิดตัวออกอย่างรุนแรง กลายเป็นวงอาคมขนาดยักษ์ที่ตรึงร่างของเขาไว้กึ่งกลางห้อง วงอาคมนั้นประกอบด้วยวงกลมซ้อนกันหลายชั้น แต่ละชั้นมีอักขระและสัญลักษณ์ที่หมุนวนไปมาอย่างไม่หยุดหย่อน แสงสีฟ้าหม่นที่เปล่งออกมาจากวงอาคมทำให้อากาศรอบๆ สั่นสะเทือนและบิดเบี้ยว
อาหลางพยายามจะขยับกายแต่กลับรู้สึกเหมือนถูกโซ่ตรวนที่มองไม่เห็นพันธนาการไว้ทุกสัดส่วน แขนขาของเขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ แม้แต่การหายใจก็ต้องใช้แรงมากกว่าปกติ เขารู้สึกเหมือนถูกจับใส่ในกรงที่ทำจากพลังงานบริสุทธิ์ที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้า
"เจ้าประเมินข้าต่ำไปนะ... เจ้าเด็กน้อยที่เพิ่งหัดเดินบนเส้นทางมาร"
น้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ทรงอำนาจดังมาจากมุมมืด เสียงนั้นไม่ได้ดังมาก แต่กลับก้องกังวานไปทั่วห้องจนแม้แต่ฝุ่นละอองในอากาศก็ยังต้องสั่นไหว สตรีชุดเทาก้าวออกมาจากหลังม่านหมอกสีขาวที่ก่อตัวขึ้นจากผิวน้ำ การเคลื่อนไหวของนางช้าและสง่างาม แต่ในทุกก้าวย่างกลับแฝงด้วยพลังอำนาจที่น่าเกรงขาม
นางไม่ได้สวมชุดคลุมอีกต่อไป แต่กลับอยู่ในอาภรณ์ผ้าไหมบางเบาสีดำสนิทที่ขับเน้นผิวขาวซีด ผ้าไหมนั้นดูเหมือนจะทำจากเงาของความมืด เคลื่อนไหวตามลมหายใจของนางอย่างเป็นธรรมชาติ รอยสักรูปดอกมันดาลาที่ข้อมือของนางบัดนี้เรืองแสงสีม่วงดำอย่างน่ากลัว กลีบดอกแต่ละกลีบเคลื่อนไหวและขยายตัวราวกับกำลังบานสะพรั่ง
"ข้าชื่อ อู๋ซวง... หากเจ้าเคยอ่านตำนานผู้คุมศิลามารรุ่นก่อน เจ้าควรจะรู้ว่าข้าคือนางพรายที่เคยปกครองแดนสยองขวัญแห่งนี้ ก่อนที่เจ้าจะเกิดเสียอีก!"
คำพูดของนางเหมือนฟ้าผ่าที่ฟาดลงกลางใจของอาหลาง เขาจำได้แล้วว่าเคยอ่านชื่อนี้ในตำราโบราณ อู๋ซวงคือนางพรายผู้ทรงพลังที่เคยครอบครองศิลาเนตรมารก่อนที่มันจะหลุดออกจากการควบคุมเมื่อหลายร้อยปีก่อน นางเป็นหนึ่งในผู้ใช้เวทมนตร์ดำที่ทรงพลังที่สุดในยุคนั้น และตำนานเล่าว่านางสามารถควบคุมจิตใจของผู้คนได้ด้วยเพียงแค่สายตา
อู๋ซวงสะบัดมือเพียงครั้งเดียว น้ำในอ่างก็พุ่งทะยานขึ้นมาเป็นม่านน้ำล้อมรอบตัวอาหลาง น้ำเหล่านั้นไม่ใช่น้ำธรรมดา แต่เป็นน้ำที่ผสมด้วยพลังเวทมนตร์และสมุนไพรลึกลับ เมื่อสัมผัสกับผิวหนังของเขา มันทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกไฟเผา แต่ในขณะเดียวกันก็เย็นเหมือนน้ำแข็ง
ทันใดนั้น โลกทั้งใบของเขาก็พังทลายลง อาหลางรู้สึกเหมือนตกจากที่สูงลงสู่หุบเหวที่มืดมิด ลมหวีดหวิวผ่านหูขณะที่ร่างกายของเขาตกลงไปในห้วงความมืดที่ไม่มีที่สิ้นสุด เขาพยายามกรีดร้องแต่เสียงกลับไม่ออกมา พยายามขยับแขนขาแต่กลับรู้สึกเหมือนไม่มีร่างกาย
ก่อนจะโผล่ขึ้นมาท่ามกลางภาพหลอนที่สั่นสะเทือนวิญญาณ
มันคือ มนตรามายาภวังค์ ที่ดึงเอาเศษเสี้ยวความรู้สึกผิดและจิตใต้สำนึกออกมาทรมาน
ภาพตรงหน้าคือแม่นางฉินที่กำลังร้องไห้อย่างเจ็บปวดขณะถูกพันธนาการด้วยกุญแจมือ ใบหน้าที่เคยงดงามบัดนี้กลับซูบผอมและเต็มไปด้วยรอยแห้งของน้ำตา แต่นางไม่ได้จ้องมองเขาด้วยความกระสันอีกต่อไป ดวงตาของนางกลวงโบ๋และเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่ลึกซึ้ง นางชี้หน้าด่าทอเขาว่า "ปีศาจ! เจ้าทำลายครอบครัวข้า! เจ้าฆ่าลูกข้า!" เสียงของนางแหบพร่าจากการร้องไห้จนเสียงแทบจะออกไม่มา
ตามมาด้วยภาพของสามพี่น้องตระกูลหวังที่ร่างกายซูบผอมโซจากการถูกสูบราคะไปจนหมดสิ้น ผิวหนังของพวกนางเหี่ยวย่นเหมือนใบไม้แห้ง ดวงตาลึกลงไปในเบ้า ผมที่เคยงดงามบัดนี้กลับร่วงหล่นจนเกือบหัวล้าน พวกนางคืบคลานเข้ามารุมทึ้งร่างกายของอาหลาง เล็บยาวของพวกนางขูดข่วนผิวหนังของเขาจนเป็นแผล เสียงกรีดร้องด้วยความอาฆาตดังระงมไปทั่วโสตประสาท
"คืนให้ข้า! คืนชีวิตให้ข้า!" พวกนางร้องเรียกด้วยเสียงที่แหบแห้งและเต็มไปด้วยความแค้น "เจ้าขโมยทุกสิ่งจากข้าไป! เจ้าทำให้ข้ากลายเป็นซากศพเดินได้!"
ภาพเหล่านั้นไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น มันยังมีใบหน้าของเหยื่อรายอื่นๆ ที่เขาเคยล่วงเกินมาในอดีต ชาวบ้านไร้เดียงสาที่เขาหลอกล่วงด้วยรูปร่างหน้าตาที่หล่อเหลา นักเดินทางที่เขาเชิญเข้ามาพักในโรงเตี๊ยมแล้วไม่เคยออกไปอีก แม่ค้าที่เขาล่อลวงด้วยคำหวานแล้วดูดเอาพลังชีวิตจนแห้งเหือด
ทุกใบหน้าล้วนเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความโกรธแค้น และความสิ้นหวัง พวกเขาล้อมรอบอาหลางและกรีดร้องเรียกร้องความยุติธรรม เสียงร้องของพวกเขารวมกันเป็นเสียงแสงที่น่าสะพรึงกลัว ทำให้อาหลางรู้สึกเหมือนหัวใจจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
"เจ้าทำลายใจพวกนางเพื่ออำนาจ... บัดนี้ เจ้าจงลิ้มรสความเจ็บปวดที่เจ้าสร้างไว้เสียเอง!" เสียงของอู๋ซวงดังก้องอยู่ในหัวเขา เสียงนั้นเย็นชาและเต็มไปด้วยการพิพากษา "เจ้าคิดว่าการใช้ศิลามารจะทำให้เจ้าแข็งแกร่งหรือ? มันเป็นเพียงการยืมพลังที่ต้องจ่ายด้วยวิญญาณของเจ้าเอง!"
ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในภวังค์นั้นรุนแรงประดุจถูกเข็มพันเล่มทิ่มแทงไปตามผิวหนัง แต่ละเข็มเผาผลาญเนื้อหนังและเจาะลึกเข้าไปถึงกระดูก อาหลางดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง พยายามหลบหนีจากความเจ็บปวดที่ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ยิ่งเขาดิ้นมากเท่าไหร่ ความเจ็บปวดก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น
จิตใจของเขาเริ่มสั่นคลอนจากการถูกโจมตีด้วยภาพลักษณ์ของเหยื่อที่เขาเคยภาคภูมิใจ ความรู้สึกผิดที่เขาฝังลึกไว้ในใจเริ่มผุดขึ้นมาเหมือนน้ำเน่าที่ถูกขุดขึ้นจากใต้ดิน เขาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าสิ่งที่เขาทำมาทั้งหมดนั้นคุ้มค่าหรือไม่ การได้มาซึ่งพลังอำนาจด้วยการทำลายชีวิตของผู้อื่นนั้นถูกต้องหรือไม่
ในภวังค์มายา เขาเห็นตัวเองในอนาคต กลายเป็นปีศาจที่ไร้วิญญาณ ถูกศิลาเนตรมารควบคุมจนไม่เหลือความเป็นมนุษย์ใดๆ เขาเห็นตัวเองเดินไปทั่วโลกเพื่อหาเหยื่อใหม่ๆ มาเลี้ยงศิลาที่หิวกระหายไม่รู้จักพอ จนในที่สุดเขาก็กลายเป็นเพียงเปลือกว่างเปล่าที่ไร้จิตวิญญาณ
"ไม่! ข้าจะไม่ยอมแพ้!" อาหลางคำรามออกมาจนสุดเสียง ความทะเยอทะยานในใจของเขาพุ่งขึ้นเหนือความหวาดกลัว เขาปฏิเสธที่จะยอมรับความจริงที่โหดร้าย เขาไม่ยอมให้ใครมาบอกว่าเขาผิด เขาไม่ยอมให้ใครมาขัดขวางความฝันของเขา
เขาใช้มือที่สั่นเทาล้วงเข้าไปคว้า ศิลาเนตรมาร ออกมาถือไว้กลางอากาศ ศิลาที่เคยเย็นชาบัดนี้กลับร้อนระอุเหมือนถ่านไฟ แสงสีม่วงทองเริ่มเปล่งออกมาจากพื้นผิวที่เต็มไปด้วยรอยร้าว
"ข้าคือเจ้านายคนใหม่ของมัน! และมันจะฟังคำสั่งข้าแต่เพียงผู้เดียว!" เขาตะโกนด้วยความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ "ข้าไม่สนใจว่าเจ้าเป็นใคร! ข้าไม่สนใจว่าเจ้ามีอำนาจมากแค่ไหน! ข้าจะไม่ยอมให้ใครมาขัดขวางข้า!"
วูบบบ!
ศิลาเนตรมารเปล่งแสงสีม่วงทองสว่างจ้าจนบดบังภาพมายาที่รุมล้อม แสงสว่างนั้นไม่ใช่แสงธรรมดา แต่เป็นแสงที่เกิดจากความมุ่งมั่นและความโลภอันแรงกล้าของอาหลาง มันเป็นแสงที่เกิดจากการปฏิเสธที่จะยอมแพ้ต่อโชคชะตา
แสงสว่างนั้นขัดแย้งกับมนต์ดำสีหม่นของอู๋ซวงอย่างรุนแรงจนเกิดแรงอัดอากาศมหาศาล คลื่นพลังงานที่เกิดจากการปะทะกันของสองพลังอำนาจที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงทำให้อากาศในห้องสั่นสะเทือนและบิดเบี้ยว ห้องพักทั้งห้องเริ่มสั่นสะเทือนประดุจแผ่นดินไหว แจกันและเครื่องเรือนแตกร้าวเป็นเสี่ยงๆ เสียงแตกหักดังก้องไปทั่วห้อง
ไม้พื้นเริ่มแยกออกจากกัน ผนังมีรอยแตกเป็นเส้นยาวๆ หลังคาส่ายไหวจนฝุ่นและเศษไม้ร่วงหล่นลงมา แสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างกระพริบไหวเหมือนกำลังต่อสู้กับความมืดมิด
วงอาคมวารีของอู๋ซวงเริ่มเดือดพล่านด้วยพลังจากศิลามารที่อาหลางพยายามปลุกเร้า น้ำในอ่างที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับเดือดปุดๆ ไอน้ำร้อนพุ่งขึ้นมาเป็นเสาสูง แสงสีม่วงทองพยายามเจาะทะลุม่านน้ำสีดำของนางพราย เสียงฟู่ฟ่าดังขึ้นเมื่อสองพลังงานปะทะกัน
อู๋ซวงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ใบหน้าที่เคยสงบเฉยบัดนี้กลับแสดงออกถึงความประหลาดใจอย่างแท้จริง นางไม่คิดว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะสามารถสื่อสารกับศิลาได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ไม่คิดว่าเขาจะมีความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งพอที่จะต่อสู้กับมนตรามายาภวังค์ของนาง
"เจ้ากล้าขัดขืนอำนาจเดิมหรือ?" อู๋ซวงเร่งเร้ามนตรามายาให้หนักหน่วงขึ้น นางยกมือทั้งสองข้างขึ้นสู่ท้องฟ้า เริ่มสวดมนตร์ด้วยภาษาโบราณที่ไม่มีใครเข้าใจ รอยสักมันดาลาที่ข้อมือนางเริ่มมีเลือดไหลซึมออกมาจากการฝืนใช้พลัง เลือดสีดำเข้มหยดลงบนพื้นไม้และเผาไหม้เป็นรูหลุมเล็กๆ
ลวดลายบนรอยสักเริ่มขยายตัวและแผ่ขยายไปตามแขนของนาง กลีบดอกมันดาลาแต่ละกลีบเคลื่อนไหวและหมุนวนอย่างรวดเร็ว พลังมืดที่เปล่งออกมาจากรอยสักทำให้อากาศรอบๆ นางกลายเป็นสีดำสนิท
อาหลางกัดฟันจนเลือดกบปาก รสเค็มของเลือดทำให้เขารู้สึกตื่นตัวขึ้น เหงื่อกาฬไหลชุ่มโชกไปทั่วร่าง เสื้อผ้าของเขาเปียกชุ่มด้วยเหงื่อและน้ำจากอ่างที่กระเซ็นมา แสงจากศิลามารบัดนี้กลายเป็นเสาเพลิงสีม่วงที่พุ่งเข้าปะทะกับวงอาคมมายาอย่างดุดัน
เสียงระเบิดดังก้องไปทั่วโรงเตี๊ยม แก้วหน้าต่างแตกเป็นเสี่ยงๆ ลมพายุจากข้างนอกพัดเข้ามาทำให้เปลวเทียนดับวูบ ความมืดและแสงสีม่วงทองสลับกันไปมาอย่างรวดเร็ว สร้างเงาที่เต้นระบำอย่างน่าขนลุก
การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการใช้กำลังกาย แต่มันคือการประชันความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณและสิทธิ์ในการครอบครองของวิเศษที่บรรจุราคะมานับพันปี มันคือการต่อสู้ระหว่างอดีตและปัจจุบัน ระหว่างผู้ที่เคยครอบครองอำนาจกับผู้ที่ต้องการแย่งชิงมันมา
ท่ามกลางเสียงระเบิดของพลังงานที่ปะทะกัน อาหลางจ้องมองผ่านม่านน้ำเข้าไปยังดวงตาของอู๋ซวง เขาเห็นความหวั่นไหวที่ซ่อนอยู่ในแววตาของนางพรายผู้เคยยิ่งใหญ่ นางไม่ได้แข็งแกร่งอย่างที่ดูเหมือน นางก็มีจุดอ่อนเหมือนกัน
และนั่นคือ "รอยปริแตก" แรกที่เขาจะใช้เพื่อพลิกเกมกลับมาเป็นผู้คุมหมากในคืนนี้
"เจ้าก็แค่เงาของอดีต!" อาหลางตะโกนขึ้นด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "ยุคของเจ้าจบลงแล้ว! บัดนี้เป็นยุคของข้า!"