เมื่อลั่วอู่หลินปรับสมดุลแก่นวิญญาณเทพให้อยู่กึ่งกลางของตันเถียนได้เขาก็ไม่รอช้าอีกต่อไป ชักนำพลังของพฤกษาจรัสแสงและพลังของจักรพรรดิมังกรอัสนีบาตทรราชเข้าสู่ตันเถียนพร้อมกันอย่างช้าๆ
ตลอดการชักนำพลัง ลั่วอู่หลินต้องทนกับความเจ็บปวดทรมานราวกับร่างกายจะแตกสลาย ทุกรูขุมขนมีโลหิตสีทองของเทพมารหลั่งไหลออกมา แต่ทว่าใบหน้าของเขายังสงบนิ่งสติจมดิ่งอยู่ในห้วงสมาธิอันลึกล้ำ จนในที่สุดพลังหยินหยางของจักรพรรดิมังกรอัสนีบาตทรราชและพฤกษาจรัสแสงก็มาอยู่ในตันเถียนเขาเขาโดยที่มันถูกแบ่งอยู่คนละฝั่ง
ลั่วอู่หลินรีบนำเปลวเพลิงทองคำแก่นภพออกมาและดูดซับมันพร้อมกับถ่ายพลังหยินของอสรพิษหยกจันทราเข้าไปยังตันเถียนบริเวณที่ถูกเว้นว่างเอาไว้
ในครั้งนี้ลั่วอู่หลินสัมผัสได้ถึงความทรมานจากความร้อนและเย็นสุดขั่วอย่างต่อเนื่อง เลือดลมของเขาบางครั้งก็ไหลเร็วเดือดพล่านบางครั้งก็หนาวเย็นและเดินช้าลงอย่างเห็นได้ชัด หากเป็นคนอื่นได้มาสัมผัสความรู้สึกนี้เกรงว่าจะรับความทรมานไม่ไหวจนต้องฆ่าตัวตายเป็นแน่แท้
"ทั้งร้อนทั้งหนาว แต่ก็น่าจะน้อยกว่าดาวฤกษ์หลายล้านดวงที่ข้าเคยกลืนกินในชาติก่อน"ลั่วอู่หลินกล่าวให้กำลังใจตัวเอง บริเวณปาก จมูก รวมถึงดวงตามีเลือดไหลออกมาไม่ขาดสาย
กระบวนการดูดถ่ายปราณหยินหยางใช้เวลาถึงห้าเดือนด้วยกันกว่าจะสำเร็จได้ เนื่องจากชายหนุ่มต้องชักนำเปลวเพลิงสวรรค์เข้าสู่ร่างกายแล้วค่อยนำพลังเข้าสู่ตันเถียนอีกที มันจึงต้องใช้เวลาที่นานแบบนี้เป็นธรรมดา
ในตอนนี้ภายในตันเถียนของลั่วอู่หลินมีสองหยินสองหยางตรงกลางเป็นแก่นวิญญาณเทพกั้นเอาไว้ไม่ให้พลังทั้งสี่มาผสมกันได้ ชายหนุ่มเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ทำการหลอมละลายแก่นวิญญาณเทพทันทีเพื่อให้ธาตุหยินหยางทั้งสี่ผสานกันช้าๆโดยเริ่มจากหยินผสานหยิน หยางผสานหยางก่อน จากนั้นก็ค่อยๆนำหยินและหยางมาผสานกัน
การกระทำของเขาเป็นไปตามลำดับขั้น ร่างกายของชายหนุ่มในเวลานี้นั้นอาบไปด้วยเลือดสีทอง พร้อมกับแบกรับความเจ็บปวดทรมานจากพลังหยินหยางที่ตีกัน
"หากเป็นข้าเมื่อก่อนคงได้ร้องทุรนทุราย แต่ทว่าตอนนี้ไม่ใช่อีกต่อไปแล้ว ข้าจะสยบพลังนี้ให้ได้และจะไม่ผิดพลาด!"ลั่วอู่หลินกล่าวเสียงดัง ร่างกายของเขาค่อยๆเปล่งประกายสีขาวดำดูน่าพิศวงยิ่ง
นี่คือกายเทพมังกรแห่งความว่างเปล่าซึ่งหากเป็นเวลาปกติมันจะไร้สีสันต์ การที่มันเปล่งแสงสีขาวดำออกมาเช่นนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ามันกำลังวิวัฒนาการกลายเป็นกายเทพมังกรหยินหยาง ซึ่งก็หมายความว่าการสร้างวังวนหยินหยางของลั่วอู่หลินใกล้จะประสบความสำเร็จแล้วนั่นเอง
"อีกนิดเดียว!! ใกล้สำเร็จแล้ว"ลั่วอู่หลินบ่นพึมพำ กระบวนการผสานใกล้มาถึงในช่วงสุดท้ายแล้วแถมมันยังเป็นช่วงที่สำคัญเอามากๆหากผิดพลาดคงหนีไม่พ้นความตาย
ภายในตันเถียนตอนนี้พลังปราณของลั่วอู่หลินเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวดำเช่นเดียวกับแสงที่เปล่งออกมาจากร่างกาย เส้มลมปราณเทพมารเหมันต์สนทยาเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น มันมีขยายขนาดขึ้นเป็นสองเท่าและมีสิ่งที่คล้ายกับเกล็ดของมังกรปรากฏออกมา แต่ละเกล็ดที่ปกคลุมเส้นลมปราณก็มีทั้งขาวและดำสลับกันไปมา
นี่คือการวิวัฒนาการเช่นเดียวกับกายเทพมังกรหยินหยาง หากจะให้ตั้งชื่อเรียกมันก็คือหนีไม่พ้นเส้นลมปราณมังกรหยินหยางอย่างเป็นต้องสงสัย
ผ่านมาห้าเดือนในที่สุดการผสานลมปราณหยินและหยางก็มาถึงหยดสุดท้าย เมื่อมันถูกผสานเข้าไป ลั่วอู่หลินก็ร่างกายลั่วสะท้านในทันทีพร้อมกับลืมตาขึ้นมาใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความดีใจ
"สำเร็จแล้ว!!"
"ปั้ง!!"
เสียงระเบิดดังลั่นจากภายในร่างกาย ในที่สุดลั่วอู่หลินก็ผสานลมปราณหยินและหยางเป็นหนึ่งเดียวกันได้สำเร็จและฝ่าทะลุระดับเซียนได้ในเวลาในเวลาต่อมาเพียงไม่นาน
ชายหนุ่มไม่รอช้า รีบลุกและพุ่งทะยานออกจากถ้ำมาลอยตระหง่านอยู่กลางฟากฟ้าเผชิญหน้ากับทัณฑ์สวรรค์ที่กำลังก่อตัวราวกับมิได้หวั่นเกรงอะไร
ทัณฑ์สวรรค์เริ่มก่อตัวกลายเป็นมังกรสายฟ้าขนาดใหญ่เก้าสาย ลั่วอู่หลินฉีกยิ้มเขาพลันชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า ในเวลาต่อมาสิ่งที่คล้ายกับบอลพลังงานสีดำก็ปรากฏขึ้นมาแผ่ออร่าแห่งความมืดที่น่าหวาดสะพรึงยิ่ง
"เข้ามา!"
ลั่วอู่หลินกล่าวอย่างท้ายทาย ทัณฑ์สวรรค์มังกรสายฟ้าประดุจรับรู้ได้ มันพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มในทันที แต่ท่ายังไม่ทันที่มันจะเข้าถึงตัวของเขา ก็ถูกบอลพลังงานั้นดูดกลืนเข้าไป
"โฮก!!"
ทัณฑ์สวรรค์มังกรสายฟ้าที่เหลืออีกแปดสายฝ่าลงมาอย่างต่อเนื่องแต่ทว่ากลับไร้ประโยชน์ นอกจากมันไม่สามารถทำอะไรชายหนุ่มได้แล้ว ยังถูกดูดกลืนและกลายเป็นพลังงานให้เขาอีก นี่ไม่ใช่การทดสอบจากสวรรค์แล้วแต่เป็นเหมือนการประทานพรให้กับลั่วอู่หลินเสียมากกว่า
"นี่หรือทัณฑ์สวรรค์เก้ามังกรที่ถือเป็นทัณฑ์สวรรค์ที่รุนแรงที่สุดในรูปแบบสายฟ้า ข้าต้องขอบคุณพวกเจ้าจริงๆด้วยพลังของทัณฑ์สวรรค์นี้น่าจะทำให้เขากลายเป็นเซียนปฐพีขั้นกลางได้เลยทีเดียว"กล่าวจบลั่วอู่หลินก็พุ่งทะยานกลับถ้ำไปเพื่อดูดซับสายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ที่เขากลืนกินมาเมื่อครู่นี้แถมยังต้องปรับพื้นฐานของพลังให้มั่นคงอีกด้วย
ในเวลาเดียวกัน ด้านในหอคอยมหาสมบัติ ตอนนี้ตางฟางเซี่ยเอ่อร์กำลังคิดไม่ตกเกี่ยวกับข้อเสนอของลั่วอู่หลินที่ให้ไว้ แน่นอนหากนางตกลงมันย่อมคุ้มค่าอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ที่นางคิดมากอยู่นี้เป็นเพราะนิสัยส่วนตัวที่ไม่คิดจะยินยอมให้ใครง่ายๆ โดยเฉพาะลั่วอู่หลินซึ่งเป็นชายที่นางหมั่นใส้เนื่องจากเขากลั่นแกล้งนางสารพัดในตอนที่เป็นร่างกระต่าย
ในขณะที่นางกำลังคิดจนปวดหัวอยู่นั้น เด็กหญิงวัยเก้าขวบก็เดินมาหานาง ซึ่งนั่นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากลั่วซีเซียน
"ท่านแม่สิบสอง วันนี้ท่านจะสอนเซียนเซียนบ่มเพาะพลังอีกหรือไม่เจ้าค่ะ"
ตงฟางเซี่ยเอ่อร์ที่ได้ยินถึงกับหันขวับมาหานางและกล่าวตอบไปอย่างเหนื่อยใจ "เห้อ ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งกี่หนแล้วว่าข้ายังไม่ได้ตอบรับพ่อของเจ้า ทำไมถึงยังเรียกข้าว่าแม่สิบสองอยู่อีกล่ะ"
"ก็พวกท่านแม่คนอื่นบอกว่าถึงอย่างไรท่านก็ต้องตกลงอย่างแน่นอนนี่เจ้าค่ะ หรือว่าท่านไม่อยากเป็นท่านแม่ของเซียนเซียนอย่างนั้นหรือ"ลั่วซีเซียนกล่าว พร้อมกับทำหน้าตาน่าสงสาร
ตงฟางเซี่ยเอ่อร์อุ้มนางขึ้นมาบนตักจากนั้นจึงกล่าวตอบอีกครา "ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากเป็นแม่ของเจ้า แต่บิดาเจ้าน่าหมั่นใส้ยิ่งนัก ข้าอยากจะสั่งสอนเขาสักยกก่อนทว่ากลับทำอะไรเขาไม่ได้"
ลั่วซีเซียนได้ยินจากดวงตาเศร้าเมื่อครู่ก็พลันเปล่งประกาย "เรื่องนี้ง่ายดายยิ่ง หากท่านยอมเป็นภรรยาของท่านพ่อและแม่สิบสองของเซียนเซียนปัญหาทุกอย่างที่ได้พูดเมื่อครู่ก็จะคลี่คลาย"
"คลี่คลาย? คลีคลายอย่างไร?"
ลั่วซีเซียนมองซ้ายมองขวาจากนั้นก็กระซิบข้างหูของตงฟางเซี่ยเอ่อร์อย่างแผ่วเบา "เซียนเซียนเคยได้ยินพวกท่านแม่คุยกัน หากอยู่ภายนอกท่านพ่อนั้นห้าวหาญและไม่หวั่นเกรงผู้ใด ทว่าเมื่ออยู่ในบ้านเมื่อไหร่ท่านพ่อนั้นจะกลัวและเกรงใจภรรยาเป็นที่สุด"
"หืม? จิ้งจอกน้อย เจ้ากำลังล่อลวงข้าหรือเปล่า?"ตงฟางเซี่ยเอ่อร์หรี่ตามองเด็กหญิงที่อยู่บนตักด้วยความสงสัย
"เรื่องนี้เรื่องจริงนะเจ้าค่ะ เซียนเซียนสาบานได้ หรือหากยังไม่แน่ใจก็ลองไปถามท่านแม่คนอื่นได้เลย"ลั่วซีเซียนกล่าวน้ำเสียงเต็มไปด้วยความมั่นใจยิ่ง
ตงฟางเซี่ยเอ่อร์ที่ได้ยินก็เอามือป้องปากหัวเราะเบาๆ แม้ไม่รู้ว่าที่ลั่วซีเซียนพูดมานั้นจริงหรือเปล่า แต่นางจะยอมเชื่อจิ้งจอกน้อยคนนี้สักครั้งก็แล้วกัน