จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 95 คู่แค้นมาพบกัน ความบาดหมางเพิ่มทวี

            “เย่เฉิน?”

            “อิ่นจื้อผิง?”

            เมื่อเห็นเย่เฉินขึ้นไปบนลานประลองอย่างฉับพลันรอบๆ ก็เกิดความโกลาหลขึ้นในทันที

            อิ่นจื้อผิงไม่จำเป็นต้องพูดว่านั่นคือผู้นำศิษย์ของวิหารประกาศิตเท้าข้างหนึ่งได้ก้าวเข้าสู่ขั้นพลังหยางแล้วและแน่นอนเขาเป็นหนึ่งในศิษย์สิบอันดับแรกของสำนักนอก

            ส่วนเย่เฉินการขึ้นมายังบนลานประลองยิ่งดึงดูดสายตาของผู้คนโดยรอบเป็นอย่างมาก

            ศิษย์ฝึกหัดผู้นี้ที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากที่ไหนตั้งแต่มายังสำนักเหิงเยว่ ก็ไม่เคยหยุดพักเลยสักวันเดียวเขายั่วยุสองคนจากสามยอดเขาหลักของสำนักนอก และต่อสู้กันมาตลอดและศิษย์ที่ถูกเขาทำให้พิการก็มีอยู่ไม่น้อย

            “ความคิดอาฆาตเกินไปสุดท้ายเจ้าก็จะไม่มีวันบรรลุผลสำเร็จ”ซูซินเยว่ที่อยู่ด้านล่างลานประลองยังคงพูดอย่างชิงชัง

            เมื่อเปรียบเทียบกับคำพูดของนางดูแล้วคนที่พ่ายแพ้ให้กับเย่เฉินอย่าง ฉีเฮ่าและถังเฉานั้น มีสีหน้าดุร้ายจนน่ากลัวเช่นเดียวกับเก๋อหงและนักพรตชิงหยาง สีหน้าก็เคร่งขรึมเป็นอย่างมาก

            “ครั้งนี้ยอดเยี่ยมจริงๆ”หลายคนที่นั่งตัวตรงต่างมองไปที่บนลานประลองด้วยสายตาเปล่งประกาย

            “อิ่นจื้อผิงวางแผนทำร้ายเย่เฉินมาโดยตลอดถ้าไม่สู้รบกันจนมืดฟ้ามัวดินก็แปลก”

            “แต่อิ่นจื้อผิงก้าวเข้าสู่ขั้นพลังหยางไปแล้วก้าวหนึ่งต่อให้เย่เฉินแข็งแกร่งเพียงใด เขายังคงมีความสามารถที่จะทำได้อีกหรือ?”

            “คนอื่นอาจจะทำไม่ได้แต่เย่เฉินอาจจะทำได้”

            บรรดาผู้ชมที่อยู่โดยรอบต่างพูดคุยกันก่อนการประลองจะเริ่มขึ้นบรรยากาศก็กำลังมาถึงจุดสูงสุดแม้แต่ชายหนุ่มที่ดูเสเพลผู้นั้นซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างของเย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะปรายตาไปมอง

            บนสุดขอบเมฆจ้าวจื้อจิ้งประมุขแห่งวิหารประกาศิตลูบเคราของเขาเบาๆสายตาก็มองออกไปอย่างไร้ข้อกังขา นั่นคือศิษย์ที่เขาสั่งสอนมาและไม่มีใครสามารถเอาชนะได้

            “ศิษย์น้องหญิงเขาคือเย่เฉินหรือ?”นักพรตเต้าเสวียนเหลือบมองไปที่เย่เฉิน และมองไปยังฉู่ซวนเอ๋อร์

            “นอกจากเขาแล้วจะมีใครอีกที่สามารถทำให้เกิดความรู้สึกเช่นนี้ได้”ฉู่ซวนเอ๋อร์ยิ้มอย่างนุ่มนวลและอดไม่ได้ที่จะมองไปยังเย่เฉิน พร้อมกับบ่นพึมพำ“เจ้าหนุ่ม หากคิดที่จะทำอะไรกับศิษย์ของข้า มันไม่ใช่เรื่องง่ายขนาดนั้นหรอกนะ!”

            บนลานประลองเย่เฉินและอิ่นจื้อผิงต่างเผชิญหน้ากันอยู่ห่างๆ พลังก็ได้ไต่ระดับเพิ่มขึ้นมุมปากของอิ่นจื้อผิงก็ปรากฏรอยยิ้มยียวนออกมา “เย่เฉิน เจอกับข้าเจ้าจะต้องเสียใจ”

            “บางทีมันอาจจะเป็นความเสียใจของเจ้า”เย่เฉินยิ้มเยาะ และจ้องไปที่อิ่นจื้อผิง กำลังของเขาไม่อ่อนแอเลยแม้แต่น้อย

            “เย่เฉินจัดการเขาซะ”

            เสียงร้องตะโกนของเจ้าหมีสองที่อยู่ด้านล่างลานประลองก็ตามมาเย่เฉินและอิ่นจื้อผิงก็เคลื่อนไหวในทันที

            รอยพิมพ์เสวียนกวง!

            ฝ่ามืออสุนีบาต!

            เมื่อขึ้นมาทั้งสองต่างก็ใช้เคล็ดวิชาลับ

            ตูม!

            ด้วยการปะทะกันอย่างหนักหน่วงทั้งสองจึงถอยร่นกลับไป แต่ละก้าวที่ถอยนั้นทำให้แผ่นหินสีครามซึ่งอยู่ใต้เท้าของพวกเขาถูกเหยียบจนแตกออก

            “ดูเบาเจ้าเกินไปแล้ว”อิ่นจื้อผิงยิ้มเยาะ จากนั้นทำท่ามุทราด้วยมือข้างเดียวทันที

            ทันใดนั้นจากจุดศูนย์กลางที่เขาพลังปราณวิญญาณฟ้าดินก็ลุกโชนขึ้นมาอย่างร้อนรนและควบรวมอย่างรวดเร็วที่สุดจนกลายเป็นเงากระบี่หลายสาย จำนวนมากมายทำให้ผู้คนต่างรู้สึกหวาดกลัว

            “กระบี่เซียนเหินเวหา”เสียงร้องของอิ่นจื้อผิงก็ดังขึ้น เสียงของกระบี่แต่ละเส้นก็ส่งเสียงดังขึ้นมาจากนั้นก็รวมตัวเป็นหนึ่งเดียวราวกับสายลมที่รุนแรงหรือพายุฝนพุ่งเข้าหาเย่เฉินอย่างรุนแรง

            “กลกระบี่เทียนกัง”เย่เฉินก็เริ่มเคลื่อนไหว เขาพลิกฝ่ามือและนำกระบี่เมฆแดงออกมาเหวี่ยงมันออกไปโดยเร็ว เงากระบี่พุ่งลอยออกไปจากตัวเขาที่เป็นจุดศูนย์กลางจากนั้นก็รวมตัวกันเป็นรูปร่างของกระบี่สายหนึ่ง ป้องกันเขาเอาไว้ตรงศูนย์กลาง

            เปรี้ยง!

            เปรี้ยง!

            เปรี้ยง!

            ไม่นานเสียงของโลหะกระทบกันก็ดังขึ้นกระบี่เซียนเหินเวหาของอิ่นจื้อผิงได้กระทบลงบนกลกระบี่เทียนกังของเย่เฉินเข้าอย่างแรง

            นี่เป็นเพียงกระบวนท่าที่สองแต่ทั้งคู่ต่างก็ใช้วิชาลึกลับที่ลึกซึ้งขนาดนี้แล้วศิษย์ที่อยู่ด้านล่างจึงจ้องมองด้วยสายตาที่จดจ่อ

            “กลกระบี่นี้กับกลพลองที่หู่หวาใช้ก่อนหน้านี้มีความคล้ายคลึงกันมาก!” นักพรตเต้าเสวียนลูบเครา

            “เจ้าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ !” ฉู่ซวนเอ๋อร์ยิ้มหวาน

            เวิง!

            บนลานประลองมีเสียงกระบี่ฉวัดเฉวียนดังขึ้นกลกระบี่เทียนกังของเย่เฉินถูกทำลายและกระบี่เซียนเหินเวหาของอิ่นจื้อผิงก็หลุดลอยไปเช่นกัน

            “ถึงคราวข้าบ้าง”เย่เฉินตะโกน จากนั้นก็โบกกระบี่เมฆแดง ชี้เข้าหาอิ่นจื้อผิง

            เช้ง!

            เช้ง!

            ทันใดนั้นกลกระบี่เทียนกังที่เพิ่งจะถูกทำลายได้รวมตัวกันขึ้นอีกครั้งแต่เขากลับไม่ได้เรียกขึ้นมาเพื่อป้องกัน แต่เป็นกลกระบี่โจมตีเงาร่างของกระบี่พุ่งออกไปเป็นจำนวนมาก และยังทำให้คนรู้สึกหวาดกลัว

            เกราะกำบังเสวียนกวง!

            อิ่นจื้อผิงได้ประสานมือทำมุทราอย่างรวดเร็วทันใดนั้นเบื้องหน้าของเขาก็มีแสงศักดิ์สิทธิ์รวมตัวเข้าด้วยกันจากนั้นก็ควบรวมกันกลายเป็นเกราะกำบัง และป้องกันอยู่ที่ด้านหลังของเขา

            ปัง!

            ปัง!

            ปัง!

            เสียงของโลหะกระทบเข้าด้วยกันอีกครั้งเพียงแต่ในครั้งนี้ ผู้ที่เข้าโจมตีคือเย่เฉิน ส่วนอิ่นจื้อผิงนั้นเป็นฝ่ายตั้งรับ

            เกราะกำบังเสวียนกวงของอิ่นจื้อผิงมีความแข็งแกร่งมากและดูเหมือนว่ากลกระบี่โจมตีเทียนกังของเย่เฉินจะไม่สามารถทำลายมันได้

            เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินจึงใช้จังหวะการก้าวของวิชาลึกลับของฝีเท้าก้าวเข้ามาพลังปราณในร่างกายก็ไหลเวียนอย่างรวดเร็ว และถ่ายเทไปยังกำปั้นของเขา

            เปรี้ยง!

            เสียงคำรามดังสนั่นหวั่นไหวหมัดของเย่เฉินโจมตีไปยังเกราะกำบังเสวียนกวงอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงระเบิดดัง

            แครก!

            มีเสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างชัดเจนเกราะกำบังเสวียนกวงที่แข็งแกร่งของอิ่นจื้อผิงได้ถูกหมัดของเย่เฉินทำลายจนแตกออกเป็นเสี่ยงแรงสะท้อนของหมัดนั้นกระทบตัวเขาจนถอยหลังไปเช่นกัน

            “นึกไม่ถึงเลยว่าจะทำลายได้”อิ่นจื้อผิงถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว สีหน้าของเขาก็บึ้งตึงเล็กน้อย

            “ดัชนีตัดภูผา”ในขณะที่ถอยห่างออกไป เขาก็กระทืบเท้าอย่างกะทันหันร่างกายที่ถอยกลับไปนั้นได้เปลี่ยนเป็นพุ่งไปข้างหน้าในทันทีและชี้นิ้วมุ่งไปทางเย่เฉิน

            เฮือก!

            ไหล่ของเย่เฉินจึงถูกเจาะเข้าไปจนมีเลือดไหลออกมาในทันที

            “คืนให้เจ้าหนึ่งดัชนี”เย่เฉินยกฝ่ามือขึ้น พลังปราณถูกถ่ายทอดเข้าไปสู่นิ้วมือนิ้วมือหนึ่งถูกชี้ลงจากฟ้าระดมเจาะลงบนร่างของอิ่นจื้อผิงจนเลือดไหลออกมา

            ฆ่า!

            สู้!

            เป็นอีกหนึ่งกระบวนท่าที่ต่างคนต่างมีชัยชนะทั้งสองคนจึงต้องสู้กันอีกครั้ง

            ปัง!

            เปรี้ยง!

            ตูมตาม!

            บนลานประลองมีเสียงเหล่านี้ดังขึ้นไม่หยุดหย่อนสายตาของเหล่าศิษย์ที่กำลังเฝ้าดูการประลองต่างโยกย้ายไปมาตามการเคลื่อนไหวของการประลองระหว่างเย่เฉินและอิ่นจื้อผิง

            “ขั้นรวมพลังชั้นที่เก้าพลังการต่อสู้นี้มันค่อนข้างจะ...” บนก้อนเมฆ นักพรตเต้าเสวียนได้อุทานออกมา

            “ดูจากศิษย์น้องทั้งสองแล้วท่านคิดว่าใครจะเป็นผู้ชนะ” ฉู่ซวนเอ๋อร์มองไปยังนักพรตเต้าเสวียนและเฟิงอู๋เฮิ่นประมุขแห่งยอดเขาอวี้เจี้ยน

            “มันก็ยากที่จะบอกได้นะ!” นักพรตเต้าเสวียนลูบเคราของเขา และตอบอย่างลังเล“แต่ข้าคิดว่าอิ่นจื้อผิงน่าจะมีโอกาสมากกว่าเพราะตัวเขานั้นก้าวเข้าสู่ขั้นพลังหยางไปก้าวหนึ่งแล้ว”

            “แต่ข้าคิดว่าแนวโน้มน่าจะเป็นเจ้าหนุ่มเย่เฉินนั่นมากกว่า” เฟิงอู๋เฮิ่นที่เงียบมาโดยตลอดได้กล่าวขึ้น

            ตูม!

            บนลานประลองมีเสียงระเบิดตูมตามดังขึ้นอีกครั้งทั้งสองคนต่อสู้กันอย่างไม่ยอมเสียเปรียบกัน ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอยและแสดงวิชาลับเข้าสู้กัน

            รอยพิมพ์เสวียนกวง!

            ฝ่ามืออสุนีบาต!

            วิชาภูผาหม่น

            หมัดเขย่าบรรพต!

            การต่อสู้กันครั้งนี้มีความน่าทึ่งมากมีการต่อสู้กันไปมากกว่าร้อยรอบ แต่ก็ยังไม่มีผลแพ้ชนะ

            “มาสิ”ทันทีที่หยุดร่างเอาไว้นิ่งๆ เย่เฉินก็เหมือนพยัคฆ์ที่ลงมาจากภูเขาเลือดลมพลุ่งพล่าน พลังของการต่อสู้เริ่มฮึกเหิม สู้กันมานานขนาดนี้แม้ว่าพลังปราณจะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ยิ่งสู้ก็ยิ่งดุเดือดขึ้นเรื่อยๆราวกับว่าพวกเขาไม่รู้จักความเหน็ดเหนื่อย

            ตูม!

            ตูม!

            เสียงกัมปนาทดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเพราะเขาต่อสู้ด้วยกระบวนท่าต่างๆ อย่างไม่หยุดหย่อน

            “เจ้าเด็กคนนี้เป็นตัวประหลาดอะไรกันแน่”การประลองดำเนินมาถึงตอนนี้ สีหน้าของอิ่นจื้อผิงบูดบึ้งจนน่ากลัวเมื่อถูกโจมตีจนถอยหลังไป เลือดลมในร่างกายก็ปั่นป่วน กระอักเลือดออกมาไม่หยุดความยากในการจัดการกับเย่เฉิน ห่างไกลจากที่เขาคิดเอาไว้มาก

            ทันใดนั้นขณะที่ถอยกลับไปเขาก็พลิกฝ่ามือหยิบมีดเล่มใหญ่ออกมา จากนั้นก็ถ่ายเทพลังปราณเข้าไป มีดเล่มใหญ่นั้นก็ส่องแสงสว่างวาบขึ้นทันทีและยังมีสายฟ้าปกคลุมอยู่ด้านบน

            “นั่นคือ...” ศิษย์แท้จริงจำนวนมากมายที่อยู่ด้านล่างลานประลองต่างแสดงออกถึงความตกใจอย่างมาก อยากจะรู้ว่า อิ่นจื้อผิงกำลังใช้วิชาลับใด

            “มีดโต้ฟ้าคำราม”อิ่นจื้อผิงส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง จากนั้นลำแสงของมีดก็แตกออกเป็นสามสายพุ่งลงมาจากฟ้า

            เมื่อเห็นดังนั้นเย่เฉินก็หยุดนิ่งในทันที พลิกมือกลับหยิบกระบี่เทียนเชวียออกมาใช้สองมือกำไว้แน่น และวางราบไว้เบื้องหน้าลำตัว

            ปัง!

            ลำแสงของมีดที่น่ากลัวนั้นได้กระทบกับกระบี่เทียนเชวียจนเกิดเสียงดัง

            แกรก!

            เห็นได้ชัดว่าขาทั้งสองข้างของเย่เฉินงอลงแผ่นหินสีครามใต้เท้าของเขาถูกเหยียบจนแยกออกจากกันแขนทั้งสองข้างถูกแรงสะท้อนจนเจ็บปวด เลือดลมมีความพลุ่งพล่าน จนกระอักเลือดออกมา

            “เป็นวิชาลับที่ดุเดือดมาก”ด้านล่างของลานประลองเต็มไปด้วยเสียงอุทานของความตกใจ หากเป็นพวกเขาคงไม่สามารถสกัดกั้นการโจมตีของอิ่นจื้อผิงได้อย่างแน่นอน

            “เป็นถึงผู้นำศิษย์ของวิหารประกาศิตได้ก็ไม่น่าจะกระจอกหรอกนะ!”

            “นึกไม่ถึงเลยว่าจะสกัดกั้นมีดโต้ฟ้าคำรามได้เย่เฉิน เจ้านี่ทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ !”ใบหน้าของฉีเยว่ที่อยู่ด้านล่างของลานประลองเต็มไปด้วยความตกใจ ราวกับว่าจะรู้จักความดุร้ายของมีดโต้ฟ้าคำรามที่อิ่นจื้อผิงใช้มาก่อนแล้ว

            “ยังไม่ตายอีกหรือ?” เมื่อเห็นว่าเย่เฉินยังคงยืนตัวแข็งทื่ออยู่สีหน้าของอิ่นจื้อผิงก็บึ้งตึงขึ้นในทันที

            เย่เฉินตอนนี้ดูเหมือนกับแมลงสาบที่ฆ่าไม่ตายสู้กันมาถึงตอนนี้ เขาเองก็ได้ขึ้นชื่อว่าไม่สามารถจะเอาชนะเย่เฉินได้มันทำให้เขารู้สึกแทบจะบ้าคลั่ง

            “อีกสักทีเถอะ”อิ่นจื้อผิงส่งเสียงอันเยือกเย็น และขยับมีดเล่มใหญ่อีกครั้งหวังจะฟาดมีดโต้ฟ้าคำรามลงไป

            “ต้องเสียเปรียบมาแล้วครั้งหนึ่งเจ้าคิดว่าข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งที่สองหรือ?” น้ำเสียงอันเย็นชาของเย่เฉินดังขึ้นมา

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน