‘หรือว่านั่นจะคือกลิ่นของโชคลาภ?’
วันนี้ตอนที่ตื่นขึ้นในยามเช้า เสิ่นเชียนเกอรู้สึกเจ็บแผลบนแก้มข้างซ้ายเป็อย่างมาก เมื่อได้ส่องกระจกดูแผลนั้นอย่างละเอียดก็ยิ่งเ็ป ยิ่งกว่านั้นไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นางจึงรู้สึกคล้ายกับมีลางร้ายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้
ทว่าในเวลานี้ ความเ็ปบนาแกลับมลายหายไปจนหมดสิ้น!
เสิ่นเชียนเกอเหลือบมองกระถางดอกไม้ที่มีเพียงนางเท่านั้นที่จะมองเห็น ถึงแม้ตอนนี้กระถางดอกไม้จะยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แต่นางกลับััได้ถึงความสบายตัวที่แผ่ซ่านอยู่ทั่วทั้งร่างกายได้
เสิ่นเชียนเกอรู้สึกตื่นเต้นอย่างเหลือล้น
หลังจากหมดลมหายใจไปแล้วครั้งหนึ่ง นางก็ตระหนักได้ว่าไม่มีสิ่งใดที่จะสำคัญไปกว่ากายใจที่แข็งแรงและชีวิตที่ยืนยาวอีกแล้ว!
หากไม่ใช่เพราะยังมีเหลียงเฉินที่ติดตามมาด้วย อีกทั้งบริเวณโดยรอบยังมีบรรดาบุรุษผู้สูงศักดิ์ที่นั่งกระจัดกระจายอ่านตำราอยู่นั้น เสิ่นเชียนเกอก็นึกอยากเอื้อมมือเล็ก ๆ ไปัักายเยี่ยนอ๋องสักครั้ง นางอยากทดสอบดูว่าจะสามารถดูดซับโชคลาภมาได้มากกว่านี้อีกหรือไม่
แต่เื่นั้นคงเป็ไปไม่ได้ ลำพังการที่นางตั้งใจเดินมาใกล้เยี่ยนอ๋องเช่นนี้ก็ดึงดูดสายตาผู้คนไปไม่น้อยแล้ว คนเ่าั้แม้จะแสร้งทำเป็มองมายังทิศทางที่พวกนางอยู่โดยบังเอิญ แต่ก็เห็นชัดว่าให้ความสนใจเป็อย่างยิ่ง
ถึงแม้เสิ่นเชียนเกอจะตกปากรับคำเื่การแต่งงานของนางและเยี่ยนอ๋องไปแล้ว แต่อย่างไรเสีย เื่นี้ก็ยังคงเป็ที่รู้กันภายในระหว่างเจี่ยงกุ้ยเฟยและตระกูลเสิ่นเท่านั้น ยังไม่ได้เป็ที่เปิดเผยให้ผู้คนภายนอกรับรู้
ดังนั้น ในสายตาของคนอื่น ๆ ระหว่างเสิ่นเชียนเกอและเยี่ยนอ๋องจึงไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ ต่อกัน และไม่สมควรได้มีความสัมพันธ์ใด ๆ เกิดขึ้น
ถึงแม้คนที่อยู่ตรงหน้าจะเป็เสมือนกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยชีวิตนางได้ แต่เมื่อต้องคำนึงถึงเกียรติยศและชื่อเสียงของตระกูลด้วยแล้ว เสิ่นเชียนเกอก็รู้ดีว่านางไม่สมควรอยู่ตรงนี้นานนัก วันนี้จะมีวิชาขี่ม้ายิงธนูที่ได้เรียนร่วมกัน ถึงเวลานั้นนางค่อยหาโอกาสััตัวเยี่ยนอ๋องอีกครั้งก็ยังไม่สาย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ คุณหนูรองตระกูลเสิ่นก็ค่อย ๆ กดข่มความตื่นเต้นและฮึกเหิมที่ทำให้หัวใจของนางเต้นเร็วเหมือนรัวกลองลงไป ร่างบางหมุนตัวเตรียมเดินออกห่างจากบริเวณชายป่าไผ่นั้นทันที
อนิจจา คนคำนวณหรือจะสู้ฟ้าลิขิต ยังไม่ทันที่เสิ่นเชียนเกอจะได้ก้าวเท้าออกเดิน นางก็สะดุดเข้ากับก้อนหินก้อนหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้หญ้าต้นสูงเสียก่อน เมื่อไม่สามารถทรงตัวได้ ร่างเล็กบอบบางจึงล้มเอียงไปด้านข้าง และทิศทางที่นางล้มลงไปก็เป็จุดที่เยี่ยนอ๋องกำลังฟุบหลับอยู่พอดิบพอดี !
ผู้คนที่อยู่โดยรอบนั้น เดิมทีก็แอบมองคนทั้งสองอยู่แล้ว แต่เมื่อจู่ ๆ ก็เกิดภาพเหตุการณ์ชวนอกสั่นขวัญแขวนขึ้นอย่างกะทันหัน แน่นอนว่าพวกเขาเ่าั้ต่างก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้างและอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเป็กังวลขึ้นมา หลายคนส่งสายตาไว้อาลัยไปยังจุดที่สตรีโชคร้ายอยู่ บางคนเริ่มนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คนผู้หนึ่งถึงกับตั้งจิตภาวนาสวดมนต์ขอพรจากพระโพธิสัตว์กวนอิมให้ช่วยปกป้องคุ้มครองเสิ่นเชียนเกอแล้ว
‘คุณหนูรองตระกูลเสิ่นผู้นี้ มีขวัญเทียมฟ้าหรืออย่างไร หรือคิดสั้นอยากจบชีวิตเสียแล้ว เหตุใดจึงต้องเข้าไปยั่วโทสะพญามัจจุราชอย่างเยี่ยนอ๋องด้วย!’
มัจจุราชผู้นี้กล่าวได้ว่าเลื่องชื่อลือชาเื่นารี ทว่ามิใช่มีชะตาดอกท้อแต่กลับเป็เื่ความโหดร้ายทารุณต่อสตรีที่เกินกว่าผู้ใดจะเทียบ ว่ากันว่าครั้งหนึ่งเขาเคยทุบตีนางกำนัลที่เจี่ยงกุ้ยเฟยประทานมาให้ช่วยชี้แนะเื่ ‘หลักปฏิบัติการใช้ชีวิต’ จนคอหักตายแล้วโยนร่างไร้ิญญาออกมาจากตำหนักของตน
หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อตอนที่เขาติดตามองค์รัชทายาทเสด็จประพาสหัวเมืองทางใต้ ระหว่างทางมีขุนนางส่งหญิงคณิกานางหนึ่งจากหยางโจวมาให้ปรนนิบัติเขา ว่ากันว่าเพียงคืนแรกที่หญิงคณิการ่างบางอ้อนแอ้นอรชรนางนั้นเข้าไปในห้องนอนของเยี่ยนอ๋องก็เกิดเื่ ยามเข้าไปเป็ปกติ แต่ยามออกมากลับกลายเป็คนเสียสติ เอาแต่พร่ำเพ้อ พูดจาฟังไม่ได้ศัพท์
ไม่กี่ปีก่อน ฮ่องเต้ทรงบังคับให้เยี่ยนอ๋องหมั้นหมายกับหลานสาวคนสุดท้องของฮูหยินใหญ่แห่งจวนเหยียนเก๋อเหล่า คุณหนูผู้นั้นถูกอบรมเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม เป็สตรีที่สมบูรณ์แบบ แข็งแรงสดใส ผิวพรรณผุดผ่อง กิริยาวาจาเรียบร้อย นิสัยอ่อนหวาน รู้จักคิดรู้จักวางตัว ผู้ใดได้พบเจอก็ล้วนแต่ออกปากเอ่ยชม ทว่าหลังจากการแต่งงานระหว่างนางและเยี่ยนอ๋องถูกกำหนดขึ้น จู่ ๆ ร่างกายของว่าที่เ้าสาวก็อ่อนแอลงอย่างไร้สาเหตุ ในระยะเวลาไม่ถึงสามเดือน นางก็ล้มป่วยจนไร้ทางรักษา คุณหนูผู้เพียบพร้อมผู้หนึ่งกลับต้องมาล้มป่วยร่างกายซูบผอมจนหนังหุ้มกระดูกและคงจะสิ้นลมหายใจในอีกไม่นาน เหยียนเก๋อเหล่าที่ทนดูไม่ได้ไปคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักฉินเจิ้งกว่าหนึ่งวันเต็มเพื่อทูลขอให้ฮ่องเต้มีรับสั่งยกเลิกการแต่งงานในครั้งนั้น เขาวิงวอนขอให้ราชสำนักทั้งหมดให้ความเมตตาแก่หลานสาวที่เป็ดั่งแก้วตาดวงใจของเขาด้วย
ฮ่องเต้ทรงไร้ทางเลือก พระองค์มิอาจทำพระทัยหักหาญน้ำใจขุนนางาุโผู้นี้ได้ลง จึงมีรับสั่งให้ยกเลิกงานวิวาห์ในครั้งนั้นเสีย ครึ่งปีหลังจากนั้น คุณหนูผู้น่าเวทนาก็รอดชีวิต เมื่อได้หมอเทวดาผู้หนึ่งมารักษา นับว่าช่วยฉุดรั้งดวงิญญาออกมาจากปากประตูผีโดยแท้ และเมื่อผ่านไปอีกครึ่งปี ร่างกายของนางก็กลับมาสมบูรณ์แข็งแรงมากขึ้น ยิ่งกว่านั้นในเวลานี้นางก็ตบแต่งเป็ภรรยาใต้เท้าผู้ช่วยกรมกลาโหมไปเป็ที่เรียบร้อย ใช้ชีวิตเรียบง่ายสงบสุข ไร้ซึ่งความทุกข์ใด ๆ
ด้วยเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมานี้จึงไม่มีหญิงสาวนางใดที่กล้าข้องแวะกับเยี่ยนอ๋อง แม้กระทั่งสตรีสูงศักดิ์ในวังหลวงหลายคนก็ยังไม่กล้าย่างกรายเข้าใกล้เขา ไม่ต้องเอ่ยถึงเหล่านางกำนัล พวกนางพากันหวาดกลัวจนตัวสั่น เพียงได้เห็นเยี่ยนอ๋องจากที่ไกล ๆ ก็รีบหลีกหนีกันไปคนละทิศละทางเพราะเกรงว่าอาจไปยั่วโทสะคนผู้นี้เข้าโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งหากเกิดเื่เช่นนั้นขึ้น ชีวิตน้อย ๆ ที่มีก็คงจะดับสลายอย่างไร้ทางสู้
และก็ด้วยเหตุผลเช่นเดียวกันนี้ เื่การแต่งงานของเยี่ยนอ๋องจึงต้องถูกประวิงเวลาออกไปปีแล้วปีเล่า
ถึงแม้เยี่ยนอ๋องจะเ็าและเหี้ยมโหด แต่ในบรรดาเชื้อพระวงศ์นั้น เขาถือว่ามีรูปโฉมที่งดงามที่สุด ว่ากันว่ารูปโฉมที่งดงามนี้ได้รับสืบทอดมาจากพระมารดาที่ลาจากโลกใบนี้ไปแล้ว
เนิ่นนานผ่านไป ในที่สุดผู้คนก็เริ่มสงสัยและกล้าตั้งข้อสังเกตถึงเหตุผลแท้จริงที่ซ่อนอยู่เื้ัความน่ากลัวเ่าั้ของเยี่ยนอ๋อง บ้างก็เดาว่าอ๋องโฉดผู้นี้มีชะตาพิฆาตนารี สตรีใดเข้าใกล้ในเชิงเสน่หาต้องมีอันเป็ไปทุกราย บ้างก็ว่าร่างกายของเขามีปัญหาร้ายแรงที่มิอาจแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้ หรือบางคนก็เชื่อว่าเป็เพราะเขามีรสนิยมทางเพศที่ทั้งแปลกประหลาดและพิสดาร
กระนั้นสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันคือไม่ว่าจะด้วยเหตุผลประการใดก็ไม่ควรยุ่งเกี่ยว ปัญหาเช่นนั้นของเยี่ยนอ๋องปล่อยให้เป็เื่ ‘ต้องห้าม’ ที่มีไว้พูดคุยเฉพาะวงสนทนายามว่างเสียจะดีกว่า
แล้วคุณหนูรองตระกูลเสิ่นนั่นอยู่ดีไม่ว่าดีอยากลองของหรืออย่างไรถึงทำใจกล้าบ้าบิ่นเข้าไปยุ่มย่ามกับข้อสงสัย ‘ต้องห้าม’ ในตัวมัจจุราชเสียได้!
อันที่จริง หากกล่าวถึงโชคชะตา คุณหนูรองผู้นี้ก็โชคร้ายไม่แพ้กัน นางเพิ่งจะได้กลับเข้าจวนตระกูลเสิ่นตอนอายุสิบปี เมื่อไม่กี่วันก่อนก็เกิดสะดุดล้มจนใบหน้าได้รับาเ็เป็แผลลึก จากเดิมที่มีรูปโฉมงดงามจนเป็ที่หมายปองของเหล่าคุณชายน้อยใหญ่หลายตระกูลก็กลายเป็สตรีหน้าบาก รอยแผลน่าเกลียดน่ากลัวที่อยู่บนใบหน้าทำลายความงามสะคราญไปจนเกือบหมด เวลานี้ดูเหมือนว่าคุณชายส่วนใหญ่จะตัดใจจากนางไปแล้ว ว่ากันว่ายามที่คุณหนูรองตระกูลเสิ่นก้าวเท้าออกจากเรือนก็ไม่มีครั้งใดเลยที่จะลืมสวมผ้าคลุมหน้าปิดบังความอัปลักษณ์จากสายตาคนภายนอก
เคราะห์ซ้ำกรรมซัด มาครานี้นางล้มกระแทกเยี่ยนอ๋อง! ไม่รู้ว่าเื่น่าสยดสยองแบบใดที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า
กับพญามัจจุราชอย่างเยี่ยนอ๋องแล้ว แม้จะเป็คนดีมีคุณธรรม คิดอยากเข้าไปช่วยเหลือคุณหนูผู้นั้นเพียงใดก็คงไม่มีใครขวัญเทียมฟ้ากล้าเข้าไปข้องเกี่ยว ผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหลายจึงทำได้เพียงยืนสังเกตด้วยความเป็ห่วงอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น
.
คุณหนูรองล้มลงแล้ว!
.
อะ…อีกประเดี๋ยวจะกระแทกโดนเยี่ยนอ๋อง!
.
กระ…กระแทกเข้าไปแล้ว…
.
ความเงียบสงัดเข้าครอบงำพื้นที่ ในเวลาชั่วอึดใจนี้ ผู้คนที่กำลังจับตาดูสถานการณ์ริมชายป่าไผ่ก็อดไม่ได้ที่จะ…ยกมือขึ้นปิดตา
เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนเหลียงเฉินยังไม่ทันจะดึงสติกลับมาได้ ร่างของเสิ่นเชียนเกอก็ล้มคะมำไปข้างหน้าแล้ว เหลียงเฉินเป็เพียงสาวใช้ธรรมดาคนหนึ่ง สถานการณ์กะทันหันเช่นนี้ แม้นางจะว่องไวเพียงใด ก็ไม่อาจฉุดรั้งคุณหนูของตนได้ทันเวลา สาวใช้แซ่เหลียงร้อนใจจนแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
เช่นเดียวกัน เสิ่นเชียนเกอเองก็เป็เพียงคุณหนูในห้องหอธรรมดา ๆ ผู้หนึ่ง แน่นอนว่าทั้งสมรรถภาพและความสามารถทางร่างกายของนางจึงไม่ได้โดดเด่น เมื่อพบว่าร่างของตนจะต้องกระแทกโดนเยี่ยนอ๋องแน่แล้ว นางก็หลับตาเตรียมพร้อมยอมรับในชะตากรรมอย่างไม่อาจเลี่ยง
ทว่าในเสี้ยวลมหายใจของความหายนะนั้น ความคิดสัปดนบางอย่างก็ผุดขึ้นในใจเสิ่นเชียนเกอ ‘หรือนางควรจะใช้โอกาสนี้ ลองััตัวเยี่ยนอ๋องดู ไม่แน่ว่านางอาจจะสามารถคว้าเอาโชคลาภจากเขามาได้มากขึ้นอีกก็เป็ได้’
– ตุบ –
เสียงกระแทกดังขึ้น ใบหน้าของเสิ่นเชียนเกอปะทะเข้ากับสีข้างของเยี่ยนอ๋องเต็มแรง
เสียงกระแทกไม่ดังไม่เบา แต่ราวกับมันก้องสะท้อนไปทั่วทั้งร่าง สั่นสะท้านหัวใจดวงน้อยและทำให้มันเต้นรัวเร็วไม่เป็จังหวะ
โชคดีที่เสิ่นเชียนเกอเป็เพียงสตรีร่างบางเท่านั้น แรงกระแทกจึงไม่ได้หนักหน่วงรุนแรงและไม่ได้ทำให้เยี่ยนอ๋องที่ฟุบหลับอยู่ตกจากเก้าอี้หินอ่อน
ทว่ามันก็แรงมากพอที่จะทำให้ร่างใหญ่โตสั่นไหวและทำให้เขาผู้ซึ่งกำลังดื่มด่ำอยู่ในห้วงนิทราอันหอมหวานต้องใตื่น
ทันทีที่ร่างของทั้งสองัักัน เสิ่นเชียนเกอก็พบว่า จู่ ๆ รอบกายของเยี่ยนอ๋องก็ปรากฏเป็รัศมีแห่งแสงสีขาวเจิดจ้า เพียงชั่วพริบตาส่วนปลายของรัศมีนั้นก็แตกกระจายและหลุดกระเด็นออกเป็เม็ดเล็ก ๆ ก่อนล่องลอยเข้าสู่ร่างของนางประหนึ่งมีบางสิ่งดูดดึงมันเข้ามา แม้ว่าเม็ดแสงประหลาดจะมีขนาดเล็กกว่าเมล็ดข้าวและดูอ่อนจางบางเบาจนแทบโปร่งใส แต่สำหรับเสิ่นเชียนเกอแล้วมันกลับล้ำค่ายิ่งกว่าสิ่งอื่นใด!
แต่ที่น่าประหลาดใจคือ ปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายนางในตอนนี้รุนแรงกว่าตอนที่นางสูดดมเยี่ยนอ๋องก่อนหน้านี้เสียอีก!
ขณะนี้ เสิ่นเชียนเกอรู้สึกดีใจจนแทบข่มอารมณ์ไว้ไม่อยู่ และในเสี้ยวลมหายใจนั้นความคิดสัปดนแบบเดิมแต่ซุกซนและน่าขนลุกกว่าเดิมหลายเท่าก็ผุดขึ้นในหัวของนาง ‘หากนางยิ่งััเยี่ยนอ๋องมากขึ้นเท่าใด โชคลาภของนางที่ได้มาจากเขาจะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นใช่หรือไม่? ที่สำคัญโอกาสที่จะได้ััตัวเขาเช่นนี้ไม่ได้ก็มีบ่อย ๆ’
ไม่ต้องรอให้ความคิดสิ้นสุด แขนเล็กเรียวทั้งสองข้างก็กางออก แล้วสอดเข้าไปโอบรอบเอวสอบของตัวนำโชคลาภตรงหน้า เสิ่นเชียนเกอกอดรัดร่างของเยี่ยนอ๋องเบา ๆ!
เดิมทีเสิ่นเชียนเกอก็หันหลังให้กับผู้คนที่พากันจับจ้องอยู่แล้ว อีกทั้งอาภรณ์ของนางและเยี่ยนอ๋องต่างก็เป็เสื้อคลุมยาวสีเข้มตัวโคร่ง ดังนั้นนอกจากตัวเยี่ยนอ๋องเองแล้ว อากัปกิริยาอันอุกอาจของคุณหนูรองตระกูลเสิ่นนี้ก็ไม่มีผู้ใดมองเห็นได้อีก แม้กระทั่งเหลียงเฉินที่อยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวก็ยังไม่ทันสังเกตเห็น
และสิ่งที่เสิ่นเชียนเกอคิดก็เป็จริง!
ในขณะที่นางลอบกอดเยี่ยนอ๋อง รัศมีสีขาวก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ครานี้มีวงแห่งเม็ดแสงขนาดเท่าเมล็ดข้าวลอยเข้าหาร่างบางถึงสองวง! เสิ่นเชียนเกอดีใจมาก ดวงตาเมล็ดซิ่งเป็ประกายสดใสในรอบหลายปี หากไม่ใช่เพราะผู้อื่นมองไม่เห็นสีหน้าของนางในตอนนี้ล่ะก็คนเ่าั้ต้องคิดว่าสตรีผู้นี้เสียสติไปแล้วเป็แน่
‘การได้ััใกล้ชิดกับเยี่ยนอ๋องนี่ช่างดีเยี่ยมโดยแท้!’
เยี่ยนอ๋องที่ถูกร่างของเสิ่นเชียนเกอกระแทกใส่ลืมตาตื่นขึ้นอย่างสะลึมสะลือ ยังไม่ทันที่เขาจะได้สติรับรู้ว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้น ััแห่งความอ่อนนุ่มและไออุ่นประหลาดก็พุ่งเข้าโอบรัดรอบร่างเสียก่อน พริบตาต่อมาเขาก็พบว่าตนกำลังถูกคนต่ำช้าผู้หนึ่งสวมกอดอยู่ ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือคนต่ำช้านั่นเป็สตรี !
ความทรงจำเลวร้ายที่ซ่อนลึกในจิตใจมานานแสนนานถูกขุดขึ้นมาอีกครั้ง ดวงตาสีดำขลับประดุจดั่งน้ำหมึกถูกครอบงำด้วยดวงไฟที่ลุกโชนราวกับว่าในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้าจะะเิออกมาเสียให้ได้ ไฟที่คล้ายจะลุกลามไปแผดเผาร่างสตรีต่ำช้าที่เข้ามาัักายเขาในยามนี้ให้สลายเป็เถ้าธุลีได้ในพริบตา
ใน่เวลาที่เปลวไฟแห่งความพิโรธกำลังหมุนวนอยู่ในอกของเยี่ยนอ๋องนั้น เสิ่นเชียนเกอก็เงยหน้าขึ้น สตรีผู้ลงมือกระทำเื่อุกอาจเหลือบมองใบหน้าของคนในอ้อมกอดเล็กน้อยก่อนรีบผละออกจากเอวสอบนั้นทันที ร่างบางขยับกายถอยห่างอย่างรู้ตัว
เสิ่นเชียนเกอไม่รอให้เยี่ยนอ๋องได้มีโอกาสเปิดปาก นางรีบหันไปรับกล่องขนมจากมือของเหลียงเฉินแล้ววางลงบนโต๊ะหินอ่อน “ท่านอ๋อง ขอประทานอภัยกับเื่เมื่อครู่ด้วยเพคะ หม่อมฉันไม่ระวังจึงสะดุดก้อนหินแล้วหกล้มไปกระแทกตัวท่าน หากท่านอ๋องไม่รังเกียจโปรดรับขนมนี่ไว้ ถือเป็สิ่งแทนคำขออภัยเพคะ”
เยี่ยนอ๋องจ้องมองเสิ่นเชียนเกอด้วยสีหน้าเ็า ทว่าแม้ใบหน้าจะประหนึ่งถูกแช่แข็งมาพันปีแต่ดวงตากลับยังคงมีพายุเพลิงโหมกระหน่ำ ในสายตาของเขายามนี้ สตรีตรงหน้าได้ตายไปแล้ว!
‘เหอะ! สะดุดล้มงั้นรึ …โกหกทั้งเพ’
‘เหอะ! ของแทนคำขอโทษงั้นรึ? …อวดฉลาดสิ้นดี!’
‘คิดหรือว่าของแค่นี้จะทำให้เขาให้อภัยนางได้?ฝันไปเสียเถอะ!คนอย่างเยี่ยนอ๋องไม่เคยไว้หน้าผู้ใด!
‘เสิ่นเชียนเกอสตรีต่ำช้า! ไปกินใจหมีดีเสือมาจากที่ใดก็เื่ของเ้า แต่บังอาจลวนลามข้า เ้าไม่ตายดีแน่!’
ในขณะที่ปากเล็ก ๆ เอื้อนเอ่ย มือบางของเสิ่นเชียนเกอก็เอื้อมไปเปิดกล่องขนมงดงามบนโต๊ะออก
ในกล่องนั้นบรรจุขนมปาเจินเกาที่นางเพิ่งทำเสร็จเมื่อเช้านี้ เสิ่นเชียนเกอเลือกใช้กล่องแบบพิเศษที่สามารถรักษาความร้อนไว้ภายในได้นาน ครั้นเปิดฝากล่องออก กลิ่นหอมของขนมสดใหม่ชวนให้ผู้คนหลงใหลก็ลอยฟุ้งออกมายั่วน้ำลาย รอบ ๆ ชิ้นขนมนั้นยังอบอวลไปด้วยไออุ่นราวกับเพิ่งยกออกจากเตาหมาด ๆ ขนมปาเจินเกาในกล่องนี้มีรูปทรงที่แตกต่างกันถึงแปดแบบ มีทั้งรูปดอกท้อสีชมพู รูปพัดที่ทำจากถั่วเขียว และรูปทรงอื่น ๆ ไม่ซ้ำกันแม้แต่ชิ้นเดียว… ที่สำคัญทุกชิ้นล้วนประณีตน่ารับประทาน
กล่าวได้ว่า แม้จะเป็ห้องเครื่องในวังหลวงก็ไม่อาจรังสรรค์ปาเจินเกาเช่นนี้ออกมาได้
เยี่ยนอ๋องที่กำลังจะะเิโทสะใส่สตรีร่างบางผู้ไม่รู้จักตายตรงหน้าหยุดชะงักลงทันทีเมื่อจมูกคมสันได้สูดดมกลิ่นหอมตลบอบอวลที่กระจายออกมา สองตาคมชำเลืองมองกล่องขนมใบนั้น
‘ขนมอะไรกัน เหตุใดถึงได้หอมเย้ายวนจมูกยิ่งนัก?’ กลิ่นหอมเหมือนลอยมาจาก์ เป็กลิ่นของบุปผาหรือก็ไม่ใช่ จะว่าเป็กลิ่นผลไม้ก็ไม่เชิง …นี่เป็กลิ่นที่เขาไม่เคยััมาก่อน
สายตาของเยี่ยนอ๋องค่อย ๆ ทอดต่ำลง ร่องรอยแห่งความประหลาดใจวาบผ่านดวงตาดำขลับไปอย่างรวดเร็ว
พูดได้เต็มปากเลยว่าขนมรูปร่างงดงามนี้ทำให้ผู้คนที่พบเห็นเกิดความอยากอาหารในทันที แม้กลิ่นหอมของมันจะไม่ได้เข้มข้นรุนแรงนักแต่ก็เย้ายวนใจไม่ปรานี รูปร่างหน้าตาก็ราวกับจะเชิญชวนให้กัดชิมดูสักคำ
…เขายังไม่เคยลิ้มลองขนมชนิดนี้มาก่อน ไม่รู้ว่าจะมีรสชาติอย่างไร…
ยามนี้ แม้ใบหน้าของเยี่ยนอ๋องจะเรียบสนิทไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ แต่ในใจกลับกำลังรู้สึกอยากหยิบขนมในกล่องขึ้นมาลิ้มลองสักชิ้น ความหอมหวานยั่วน้ำลายนั้นทำให้เขาแทบจะห้ามใจไว้ไม่อยู่
บัดนี้ความคิดที่อยากจะะเิโทสะใส่เสิ่นเชียนเกอถูกความอยากชิมอาหารเลิศรสกลืนหายไปหมดสิ้น เยี่ยนอ๋องเหลือบมองสตรีต่ำช้าที่นั่งก้มหน้างุดอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะเอ่ย “เมื่อครู่เ้าว่าอะไรนะ?นี่เป็สิ่งของแทนคำขออภัยอย่างนั้นรึ?”
เสิ่นเชียนเกอเคยมีชีวิตมาแล้วครั้งหนึ่ง ถึงแม้จะต้องก้าวเข้าประตูผีไปด้วยโรคร้ายและไม่เคยได้ใกล้ชิดมัจจุราชผู้นี้มาก่อน แต่กระนั้นนางก็พอจะรู้ข่าวคราวที่ผู้คนร่ำลือกันเกี่ยวกับนิสัยใจคออันโเี้ของเขาอยู่บ้าง
เวลานี้เสิ่นเชียนเกอเริ่มสงบจิตสงบใจและตั้งสติได้มากขึ้น ที่สำคัญนางตระหนักแล้วว่า …การกระทำเมื่อครู่ของตนเป็อะไรที่ผลีผลามมากเกินไปจริง ๆ
เมื่อคิดได้เช่นนั้น จากความตื่นเต้นก็เปลี่ยนเป็เม็ดเหงื่อเย็น ๆ ผุดขึ้นเต็มหน้าผากเนียน เค้าลางของความหายนะเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว…
คุณหนูรองตระกูลเสิ่นพยายามทำใจดีสู้เสือแม้ภายในใจจะหวาดหวั่นจนแทบจะเป็ลมอยู่รอมร่อ ‘เยี่ยนอ๋องคงไม่ทำอะไรนางหรอกกระมัง?คงไม่ใช่ว่านางยังไม่ทันจะได้คว้าเอาโชคลาภของเขามา ก็ถูกเขาฆ่าตายไปเสียก่อนหรอกนะ…’
ดังนั้นเมื่อได้ยินคำถามจากพญามัจจุราชนางก็รีบตอบทันที “เพคะ เมื่อครู่หม่อมฉันล้มกระแทกท่านอ๋อง น่ะ..นี่เป็สิ่งของแทนคำขออภัยเพคะ”
สิ้นคำตอบที่้าฟัง เยี่ยนอ๋องก็สะบัดแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว “รีบไปซะ!แล้วอย่าให้ข้าได้เห็นเ้าอีก!”
…จบวาจาจากปากพญามัจจุราชทุกอย่างก็นิ่งสนิท…
…ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นอีกเลย…
…ไม่เพียงแต่จะไม่ถูกทำร้าย แม้แต่คำก่นด่าก็ไม่มีแม้แต่น้อย…
เสิ่นเชียนเกอที่กำลังก้มหน้าก้มตารอรับชะตากรรมอยู่ตกตะลึงเป็อย่างยิ่ง นางหันไปค้อมศีรษะให้เยี่ยนอ๋องพลางย่อคำนับด้วยท่าทางที่คิดว่างดงามที่สุด ก่อนรีบจ้ำอ้าวพาเหลียงเฉินออกมาจากชายป่าไผ่ทันที
ระหว่างที่สองขากำลังก้าวเดินไปข้างหน้า สมองก็ครุ่นคิดอย่างขะมักเขม้น เสิ่นเชียนเกอกำลังรู้สึกว่า แท้จริงแล้วเยี่ยนอ๋องผู้โเี้ไร้ความปรานีและไม่นึกนิยมในนารีผู้นี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรอย่างที่ใครเขาว่า บางทีนางอาจจะยังสามารถเข้าใกล้เขาได้อีกครา แล้วคว้าเอาโชคลาภจากเขามาอีกก็เป็ได้?
คุณหนูตระกูลเสิ่นกวาดตามองไปรอบกาย ทว่าภาพที่ปรากฏทำให้นางต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง กระถางดอกไม้วิเศษที่เดิมทีมีเพียงดินและความว่างเปล่า มาบัดนี้กลับมีต้นกล้าสีเหลืองทองความสูงเท่าเล็บมืองอกขึ้นมาแล้ว ต้นกล้าอ่อน ๆ ต้นนั้นกำลังผุดขึ้นมาจากดินทีละน้อย!
.
.
.