เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในเช้าของวันต่อมาจางหมิงที่กำลังเดินดูสวนผลไม้หลังบ้านก็ล้วงโทรศัพท์จากกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดูหน้าจอพอเห็นว่าเป็นชื่อของใครก็รีบรับทันทีเพราะเป็นคนคุ้นเคยที่เขาแชทคุยด้วยบ่อยๆ
“สวัสดีครับป้าฮุ่ย ผมจางหมิงครับ”ป้าฮุ่ยก็คือจางฮุ่ยคนขับแท็กซี่ที่จางหมิงเคยพูดคุยและได้แลกช่องทางติดต่อกันเอาไว้ก่อนหน้านั่นเอง
“เสี่ยวหมิง ป้าเห็นหลายวันก่อนเธอโพสต์ลงในกลุ่มเธอเพิ่งไปเที่ยวสวนผลไม้มาใช่ไหม” จางฮุ่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ใช่ครับป้าฮุ่ย รออีกสักวันสองวันพักให้หายเหนื่อยจากการเดินทางแล้วผมคิดว่าจะไปเที่ยวที่กว่างซีจ้วงเหมือนกันครับ”
“จริงเหรอ!! เธอจะมาจริงๆใช่ไหม ป้าจะได้ให้พี่สาวของเธอไปรอรับ”
จางหมิงค่อนข้างประหลาดใจนิดหน่อยเพราะเขาดูในกลุ่มแชทยังเห็นป้าฮุ่ยทำงานขับแท็กซี่ในปักกิ่งอยู่เลยและพี่สาวที่ว่าก็คือลูกสาวของป้าฮุ่ยเขารู้สึกสนิทสนมกับพี่สาวคนนี้อย่างรวดเร็วเช่นกัน
“ป้าไม่ได้อยู่ที่ปักกิ่งเหรอครับยังมีพี่สาวอีกเธอไม่ทำงานเหรอครับ”
“ลากลับมาพักน่ะสิพอดีลุงกับพี่ชายของเธอพวกเขามีวันหยุดก็เลยคิดว่าน่าจะรวมตัวกันสักหน่อยถ้าเธอมากว่างซีจ้วงก็แวะมากุ้ยหลินสิ มาร่วมทริปกับพวกเราได้นะ”
“ป้ากับลุงและพี่ๆจะไปเที่ยวไหนกันเหรอครับ”
“ก็เที่ยวกันในกุ้ยหลินนี่แหละแต่จะไปพักที่โรงแรมบนเขา ทำกิจกรรมกันนิดหน่อยแล้วก็แยกย้ายกันไปทำงานเหมือนเดิมฮ่าๆๆ”
จางหมิงเห็นว่าน่าสนใจเขาก็เลยตอบตกลง“ถ้าอย่างนั้นอีกสองวันเจอกันนะครับป้าฮุ่ย”
“ได้ๆๆป้าจะได้จัดการเรื่องที่พักของเธอด้วย ตอนนี้เธอกำลังทำอะไรอยู่เหรอทำไมรอบตัวมีต้นไม้และผลไม้เต็มไปหมดเลยล่ะเสี่ยวหมิง”
จางหมิงยิ้มน้อยๆแล้วก็แพนกล้องให้ป้าฮุ่ยได้เห็นสวนผลไม้ของเขาชัดๆเต็มตา“เป็นสวนผลไม้หลังบ้านของผมเองครับป้าฮุ่ย”
“ไอ้หยา!เสี่ยวหมิงบ้านของเธอมีสวนผลไม้ด้วยเหรอเท่าที่จำได้บ้านเธออยู่บนเขาในชนบทใช่ไหม”
“นั่นก็ใช่ครับ แต่นี่เป็นบ้านบนเขาหลังใหม่ที่ผมเพิ่งได้มาวันหลังถ้าป้าว่างๆก็มาเที่ยวบ้านผมได้นะครับ”
“จะ จางหมิงเธอบอกว่าเพิ่งได้มาอย่างนั้นเหรอหรือว่าเธอจะเป็นทายาทของมหาเศรษฐีที่เพิ่งเปิดเผยตัวใช่ไหม”
จางหมิงหัวเราะร่วนอย่างมีความสุขก่อนจะเดินมายังตัวบ้าน “ไม่ใช่หรอกครับป้าฮุ่ยพอดีมีโชคนิดหน่อยครับก็เลยได้บ้านบนเขาหลังนี้มาเอาไว้ไปถึงกุ้ยหลินแล้วผมจะเล่าให้ฟังนะ”ความรู้สึกไว้วางใจอย่างประหลาดนี้เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรแต่พอได้คุยกับป้าฮุ่ยแล้วมันก็ทำให้เขารู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นญาติของตัวเองจริงๆ
“ได้ๆๆไหนเธอลองแพนกล้องให้ป้าดูบ้านหลังใหม่ของเธอซิเสี่ยวหมิง”
“ได้ครับป้าฮุ่ย”ว่าแล้วเขาก็แพนกล้องให้ป้าฮุ่ยได้ดูบ้านของตัวเองช้าๆ “สวยไหมครับ”
“ว้าว!มันสวยมากเลยนะเสี่ยวหมิง เธอนี่นะ มีโชคใหญ่ขนาดนี้ยังไงก็ต้องฉลองแล้วล่ะเอาไว้ป้ากับลุงจะเลี้ยงฉลองให้เธอเอง”
“ขอบคุณครับป้า อ้อป้าฮุ่ยครับที่กุ้ยหลินมีของฝากอะไรที่ขึ้นชื่อบ้างครับ”
“เยอะแยะเลยล่ะไว้เธอมาแล้วป้ากับพี่สาวจะพาเธอหาซื้อกลับปักกิ่งเยอะๆเลยเป็นไง”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยครับ ผมเองก็มีของไปฝากป้ากับทุกคนเหมือนกัน”
“ตื่นเต้นแล้วนะเนี่ยพอจะบอกป้าได้ไหมว่ามันคืออะไรเสี่ยวหมิง” จางฮุ่ยนิสัยค่อนข้างตรงไปตรงมาเปิดเผยจึงทำให้เธอมีเพื่อนมากมายทั้งผู้ชายและผู้หญิงและเมื่ออยากรู้เธอก็จะถามออกไปตรงๆเลย
“ไม่ใช่ความลับอะไรบอกได้อยู่แล้วครับ”ว่าแล้วจางหมิงก็เดินไปเปิดตู้เก็บของในห้องโถงออกมา แล้วก็หยิบหินก้อนเล็กๆขึ้นมาชูให้อีกฝ่ายได้ดูผ่านกล้อง“หลายวันก่อนที่ไปเที่ยวสวนผลไม้ บังเอิญเจอพ่อค้ามาขายของแถวนั้น ผมก็เลยซื้อก้อนหินพวกนี้มาครับผมเห็นว่ามันสวยดีก็เลยคิดถึงป้ากับลุงและพี่ชายพี่สาว ป้าว่ามันสวยไหมครับ”
ก้อนหินที่คุ้นตานี้ทำให้จางฮุ่ยเผลอเอ่ยชื่อใครบางคนออกมา“อาฮั่น”
“หืม ป้าว่าอะไรนะครับ”จางหมิงเริ่มรู้สึกได้ถึงความผิดปกติในน้ำเสียงของป้าฮุ่ย
“ไม่มีอะไรแค่คิดถึงน้องชายที่รักและสนิทมากเท่านั้นเองเสี่ยวหมิงเมื่อก่อนเขาก็เคยเอาก้อนหินแบบนี้มาฝากป้าเหมือนกัน ครั้งสุดท้ายที่เจอกันเขามากับภรรยาของเขานี่ก็เกือบจะสามปีแล้วจากนั้นป้าก็ติดต่อเขาไม่ได้อีกเลย ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นยังไงกันแล้ว”
จางหมิงรู้สึกร้อนใจขึ้นมาเขารีบถามออกมาทันที “เขาชื่ออะไรเหรอครับป้า”
“จางฮั่นน่ะ เป็นคนซีอานเหมือนเธอนั่นแหละเสี่ยวหมิงเอ๊ะ!”จางฮุ่ยพูดมาถึงตรงนี้ก็นึกถึงท่าทางการเดินของจางหมิงในวันที่เธอมองตามแผ่นหลังของเขาหลังจากที่ลงแท็กซี่ไปแล้ว
จางหมิงเงียบไปอึดใจใหญ่ จึงได้เอ่ยถามออกไปด้วยสุ้มเสียงที่ตะกุกตะกัก“แล้วภรรยาของเขาชื่ออะไรครับป้าฮุ่ย”
“หนวนหน่วน อ้อเธอชื่อหลิวหน่วนน่ะเสี่ยวหมิง เฮ้อ เด็กคนนี้น่ารักน่าเอ็นดูทีเดียวไม่รู้ว่าอาฮั่นไปหลอกมายังไงนะ อายุห่างกันเป็นสิบปีเลยล่ะและเธอก็เป็นภรรยาที่ดีมากๆด้วย พูดมาแล้วยังคิดถึงอยู่เลยแต่น่าเสียดายน้องชายกับน้องสาวสองคนนี้ป้าติดต่อพวกเขาไม่ได้เลย”
“ปะ ป้าฮุ่ยครับถ้าข้อมูลไม่ผิดพวกเขาก็คือพ่อกับแม่ของผมเองครับ”จางหมิงจ้องหน้าป้าฮุ่ยผ่านกล้องของโทรศัพท์ด้วยดวงตาที่แดงก่ำพอมีคนสะกิดเรื่องพ่อกับแม่ขึ้นมาทีไรเขาก็มักจะเป็นอย่างนี้ทุกที
สีหน้าของจางฮุ่ยกลายเป็นซีดเผือดเธอจ้องมองจางหมิงอย่างละเอียดอีกครั้งและเธอก็ยังคงจำได้ถึงสิ่งที่จางหมิงเคยพูดบนรถแท็กซี่ในวันนั้นเขาบอกว่าหลังจากพ่อแม่ตายแล้วเขาก็เริ่มออกเดินทาง
“นะ นี่หรือว่าพวกเขาจะจากไปแล้วอย่างนั้นเหรอเสี่ยวหมิง เป็นไปได้ยังไงกัน”
จางหมิงพยักหน้าทั้งน้ำตา“สองปีกว่าเกือบสามปีแล้วล่ะครับป้าฮุ่ย” เขารีบปาดน้ำตาออกอย่างรวดเร็วจากบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขเมื่อครู่นี้กลับกลายเป็นความเศร้าโศกทันที
“คุณคะ”จางฮุ่ยร้องเรียกสามีที่นั่งดูทีวีอยู่ในห้องโถงเสียงดังก่อนจะหันมาคุยกับจางหมิงต่อ “ป้าว่าเราคงต้องเปลี่ยนทริปแล้วล่ะเสี่ยวหมิงช่วงนี้เธอว่างอยู่ใช่ไหม”
“ว่างครับป้าฮุ่ย” เขายกมือขึ้นปาดน้ำตาอีกครั้งจนแห้งและพอเห็นว่ามีใครอีกคนเพิ่มเข้ามาเขาก็ทักอีกฝ่าย“ลุงจ้าวสวัสดีครับ”
“ไงเสี่ยวหมิง ทำไมตาแดงๆล่ะ ป้าเธอดุเธอหรือเปล่าผมก็บอกแล้วว่าเขาเป็นเด็กที่อ่อนไหวง่ายคุณจะพูดกับเขาเหมือนที่พูดกับเจ้าเด็กสองคนของบ้านเราไม่ได้นะ”ลุงจ้าวพูดกับภรรยาด้วยสีหน้าอ่อนใจ
“ฉันเอ็นดูเสี่ยวหมิงจะตายไปใครจะดุเขาลงล่ะ คุณพิจารณาเขาดีๆอีกทีสิคะ คุ้นหน้าเขาบ้างหรือเปล่า” พูดออกไปแล้วตาก็เริ่มแดงเรื่อขึ้นมา
ลุงจ้าวมองภรรยาแล้วก็มองหน้าจางหมิงแล้วคิ้วของเขาก็เริ่มขมวดเข้าหากัน “จางหมิง จางฮั่น หรือว่า...”
“อืมเขาเป็นลูกของอาฮั่นกับเสี่ยวหนวนหน่วน”
“เป็นเรื่องดีนะเนี่ยแล้วทำไมถึงได้ร้องไห้กันล่ะ”
“พวกเขา...”ป้าฮุ่ยพูดได้เท่านั้นก็ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร
“พ่อกับแม่ของเธอเป็นอะไรไปเสี่ยวหมิงบอกลุงมาเร็ว!”
“พ่อกับแม่ของผมเกิดอุบัติเหตุเกือบสามปีแล้วล่ะครับลุงจ้าว”
สีหน้าของลุงจ้าวกลายเป็นซีดเผือดไม่นานตาก็เริ่มแดง ก่ำ “มิน่าล่ะมิน่าล่ะอาฮั่นถึงไม่ติดต่อพวกเราอีกเลยหลังจากที่พวกเขากลับไป”
“อืมพวกเขามาหาพวกเราตอนกลางเดือนพฤศจิกายนเมื่อสองปีเกือบสามปีแล้วล่ะเสี่ยวหมิงและก็เป็นครั้งนั้นนั่นแหละที่เขามอบก้อนหินหน้าตาคล้ายกับที่เธอถืออยู่ให้พวกเราคนละก้อน”ป้าฮุ่ยมองก้อนหินในมือของจางหมิงอย่างมีความหมาย
จางหมิงมองก้อนหินในมือแล้วก็ฉงนนิดหน่อยนี่มันเป็นก้อนหินที่เขาเพิ่งจะซื้อมานะ และก็ไม่มีความพิเศษอะไรเลยจะเหมือนกับที่พ่อกับแม่นำไปมอบให้ป้าฮุ่ยกับลุงจ้าวได้ยังไงกัน
“แล้วพวกเขาเกิดอุบัติเหตุตอนไหนล่ะเสี่ยวหมิง”ลุงจ้าวเห็นท่าทางของจางหมิงแล้วก็เร่งถามเผื่อว่าอุบัติเหตุของน้องชายและน้องสะใภ้อาจจะมีอะไรที่เขาพอจะช่วยได้แม้เรื่องมันจะเกิดมานานแล้วก็ตาม แต่ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานของเขา ก็พอจะรู้จักเจ้าหน้าที่ในระดับหนึ่งเหมือนกัน
“หัวค่ำของวันที่ 23พฤศจิกายนครับลุงจ้าว เป็นวันที่หิมะแรกตกลงมาพอดี ผมจำได้แม่นเลยครับและคู่กรณีก็เสียชีวิตในที่เกิดเหตุเหมือนกัน”เขาปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติแต่สีหน้าและแววตาก็ยังเต็มไปด้วยความเศร้า
“คู่กรณีเป็นรถอะไรแล้วพ่อแม่เธอขับรถอะไร”
“คู่กรณีเป็นรถเก๋งครับส่วนพ่อกับแม่ของผมเพิ่งจะลงจากรถประจำทาง กำลังจะเดินกลับบ้านบนเขาครับลุงจ้าว”ปกติพ่อกับแม่ของเขาจะพักอยู่ในเมืองแต่วันนั้นมันเป็นวันที่เขากลับมาที่บ้านอย่างกะทันหันและก็ไม่สบายพวกท่านจึงต้องนั่งรถประจำทางจากตัวเมืองกลับมาหาเขาที่หมู่บ้านและนี่แหละมันทำให้เขาโทษตัวเองอยู่นานนับปี
สองสามีภรรยามองหน้ากันอย่างสงสัย “เรื่องนี้แปลกมากเดี๋ยวลุงจะลองตามเรื่องนี้ให้เธอเองเสี่ยวหมิง”จางฮั่นกับหลิวหน่วนนั่งรถประจำทางอย่างนั้นเหรอปกติแล้วพวกเขาน่าจะมีฐานะในระดับหนึ่งนะอีกอย่างที่น่าสงสัยก็คือคู่กรณีที่ขับรถเก๋งก็เสียชีวิตด้วยทุกอย่างมันเต็มไปด้วยช่องโหว่ เขาจะต้องขอดูสำนวนคดีนี้ให้ได้
“ขอบคุณครับลุงจ้าว”
ป้าฮุ่ยกวักมือเรียกลูกชายและลูกสาวให้เข้ามาหาแล้วก็หันไปปรึกษากับสามี “ถ้าอย่างนั้นทริปที่พวกเราจะไปพักผ่อนด้วยกันก็เปลี่ยนไปเยี่ยมอาฮั่นกับเสี่ยวหนวนหน่วนนะคะคุณฉันจะทำขนมกับอาหารที่พวกเขาชอบไปฝากพวกเขาด้วย”
ลุงจ้าวพยักหน้าช้าๆก่อนจะพูดกับจางหมิงต่อ “คงต้องเปลี่ยนแผนแล้วล่ะเสี่ยวหมิงเอาอย่างนี้นะพวกเราจะเดินทางไปหาเธอที่ปักกิ่งจากนั้นพวกเราก็เดินทางไปซีอานไปหมู่บ้านชิงสุ่ยเพื่อไหว้หลุมศพของพ่อกับแม่เธอ”
“ได้ครับลุงจ้าว แล้วจะมากันวันไหนเหรอครับ”
“วันนี้เลยก็แล้วกันไปพักที่บ้านเธอสักคืนแล้วพรุ่งนี้ก็เดินทางไปซีอาน”
“ได้ครับลุงจ้าวแล้วจะให้ผมไปรับไหมครับ”
“ไม่ล่ะแค่ส่งโลเคชั่นบ้านของเธอมาให้ลุงหรือป้าของเธอก็ได้ แล้วเราจะไปที่นั่นเอง”
“ได้ครับ ผมจะได้แจ้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของหมู่บ้านเอาไว้ก่อน”
“อืมเราจะนั่งเครื่องหรือว่านั่งรถไฟไปดี” เขาหันไปปรึกษาภรรยา
“นั่งเครื่องสิ จะได้ถึงปักกิ่งเร็วๆคุณดูหน้าเสี่ยวหมิงของพวกเราสิ ฉันจะรีบไปกอดปลอบหลานชายของฉัน”แม้จะไม่ใช่ญาติกันจริงๆ แต่จางฮั่นและเธอต่างก็นับถือกันเป็นน้องชายและพี่สาวดังนั้นจางหมิงก็คือหลานชายของเธออย่างไม่ต้องสงสัย
“เอาตามนี้ถ้าอย่างนั้นก็ไปเตรียมข้าวของ อีกหนึ่งชั่วโมงมาเจอกัน ลูกสองคนด้วยนะไปเตรียมตัวด้วยพ่อจะพาไปไหว้หลุมศพน้าจางกับน้าหลิว”
“พ่อว่าอะไรนะคะ!!” จ้าวฮุ่ยเสียลูกสาวของลุงจ้าว ตกใจจนตะโกนถามออกมาเสียงดัง
“เป็นเรื่องจริงเหรอครับพ่อ”จ้าวอี้หานเองก็ตกใจไม่แพ้น้องสาวน้าทั้งสองที่มักจะมาเยี่ยมพวกเขาบ่อยๆตั้งแต่เป็นเด็กกระทั่งโตกลับเงียบหายไปนานเกือบสามปีและไร้การติดต่อพอมารู้ข่าวอีกครั้งก็กลายเป็นข่าวร้ายไปแล้ว
“อืม เสี่ยวหมิงก็คือลูกชายของพวกเขาเรื่องนี้เหมือนพวกเขาอยากให้พวกเราช่วยดูแลเสี่ยวหมิงแทนไม่อย่างนั้นแม่ของพวกลูกก็คงไม่บังเอิญเจอกับเสี่ยวหมิงในวันนั้นหรอก”
“ฉันก็คิดเหมือนคุณไม่อย่างนั้นฉันก็คงไม่รู้สึกถูกชะตากับเสี่ยวหมิงตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นหรอก อืมเอาล่ะพวกเราก็ควรจะแยกย้ายไปจัดข้าวของได้แล้วนะจะได้รีบไปหาเสี่ยวหมิงที่ปักกิ่ง”
“ได้ค่ะแม่เสี่ยวหมิงนายไม่ต้องเสียใจไปนะ นายยังมีพวกเราเดี๋ยวพี่สาวจะรีบไปหานายในวันนี้เลย”
“ครับพี่สาวผมจะรอทุกคนที่บ้านบนเขานะครับ”
“ได้ๆๆ ส่งโลเคชั่นบ้านของนายมาด้วยล่ะแค่นี้ก่อนนะพี่จะไปเก็บของใส่กระเป๋าแล้ว”
“ครับ”
จางหมิงมองหน้าจอโทรศัพท์ด้วยความรู้สึกที่หลากหลายแต่ไม่นานมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน แล้วก็ส่งโลเคชั่นไปให้ป้าฮุ่ย
“รู้สึกอบอุ่นยิ่งกว่าญาติจริงๆเสียอีกเอาล่ะ ฉันเองก็ต้องเตรียมห้องพักให้ทุกคนเหมือนกัน” ว่าแล้วเขาก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ในมือข้างหนึ่งมีก้อนหินหน้าตาแปลกๆแต่สวยงามส่วนอีกมือมีโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ใช้มานาน เขาก้มมองดูหน้าจอที่มีรอยแตกคิดเอาไว้แล้วว่าก่อนเดินทางข้ามเวลาไปต่างยุค เขาจะซื้อมันพร้อมกับซื้อรถยนต์ในวันเดียวกันเลย
คิดพลางชายหนุ่มก็ยิ้มกริ่มอย่างมีความสุขแม้เมื่อก่อนเขาจะยากจนแต่ด้วยความที่เป็นผู้ชายที่ชอบรถก็ย่อมต้องมีรถในฝันไม่มากก็น้อย ยามนี้เขามีเงินมีความสามารถที่จะซื้อมันได้แล้วย่อมต้องอยากได้เอาไว้ในครอบครองเป็นธรรมดา
“เก็บเอาไว้ในแหวนมิติน่าจะเข้าท่านายว่าไหมผู้พิทักษ์” เขารออยู่นานจนกระทั่งเดินมาถึงหน้าห้องนอนบนชั้นสองผู้พิทักษ์ก็ยังไม่ตอบกลับมาจึงได้แต่โคลงศีรษะเพราะเขาเริ่มจะชินกับอาการแบบนี้ของอีกฝ่ายแล้ว“น่าจะยุ่งอยู่กับอะไรสักอย่าง หรือไม่ก็กำลังดูดซับพลังจากผลึกอยู่แน่ๆ ช่างเถอะยังไงก็ต้องซื้ออยู่แล้ว”
แต่ขณะที่จางหมิงกำลังคิดว่าผู้พิทักษ์ของเขากำลังยุ่งอยู่นั้นอุปกรณ์สื่อสารที่เขาพกติดตัวตลอดเวลาก็ถูกเรียกกลับไปหาเจ้าของที่แท้จริงของมันโดยที่ผู้พิทักษ์ร่างสูงเองก็ยังไม่รู้สึกตัวด้วยซ้ำ