“ลายมือน้องสาวของเจ้าพัฒนาขึ้นมากกว่าแต่ก่อน” ยื่นจดหมายส่งต่อให้กับหลานสาวคนรองของสกุลฮั่ว
ฮั่วเฟยหมิงรับจดหมายมาอ่าน ข้อความในจดหมายเรียกรอยยิ้มมุมปากอันหาชมได้ยากจากรองแม่ทัพน้อย
“ไม่คิดว่าท่านอาสาม ท่านอาสะใภ้สาม และน้องสาวทั้งสองจะสามารถใช้ชีวิตในถิ่นทุรกันดารได้เป็นอย่างดี”
ผู้ใดบ้างไม่รู้ว่านายท่านสามของสกุลฮั่ว คือจอมเสเพลอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง พี่น้องคนอื่นใช้ชีวิตอยู่ในสนามรบ แต่นายท่านสามกลับใช้ชีวิตสุขสบายอยู่ในเมืองหลวง ดูท่าว่าการตัดสินใจของท่านปู่ในครั้งนี้จะได้ผลเป็นอย่างดี
จดหมายทั้งหมดมีสองฉบับ ฉบับแรกเป็นของฮั่วหมิงจู ฉบับที่สองเป็นของฮั่วหนานอัน เนื้อหาในจดหมายทั้งสองฉบับเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือการเสนอขายอาหารทะเลตากแห้งให้กับกองทัพ
“นี่มันมิใช่การเสนอขายแล้วกระมัง มันคือการบังคับให้ซื้อต่างหาก” ฮั่วซีอันส่ายหน้าไปมา
“ท่านแม่ทัพขอรับ ก่อนข้าน้อยจะกลับมา ถูกนายท่านสามรีดไถเงินจากทรัพย์ที่ยึดได้ไปสองร้อยตำลึง เรื่องนี้ต้องรายงานท่านอ๋องหรือไม่” รายงานจบ รองแม่ทัพสวี่ก้มหน้ามองพื้น
“เจ้าถูกนายท่านสามรีดไถเงิน?” พี่ชายของนาง ขนาดถูกส่งไปดัดนิสัยอยู่ในชนบท ยังไม่ยอมเลิกนิสัยชอบรีดไถเงินจากผู้อื่น ขนาดทหารม้าเกราะแดงยังถูกจอมเสเพลรีดไถเงินจนสำเร็จ
“ข้าน้อยจำใจต้องให้ขอรับ” รองแม่ทัพสวี่นึกถึงการกระทำของฮั่วหนานอันแล้วต้องถอนหายใจหนักๆ ออกมา
“เหตุผลใดที่ทำให้เจ้าจำใจ”
“นายท่านสามนอนขวางทางขอรับ ถ้าไม่ได้เงินก็ไม่ยอมลุก ข้าน้อยพยายามหลบหลีกแล้ว แต่นายท่านสามรีบลุกขึ้นแล้วกระโดดเกาะขาของข้าน้อยจนเกือบตกจากหลังม้า แถมยังร้องไห้เสียงดัง”
หากมิใช่บุตรชายของเหลียงอ๋อง คนที่มาเกาะขาตนคงถูกถีบจนกระอักเลือดตายไปแล้ว
ฮั่วซีอันยกมือขึ้นบอกไม่ให้รองแม่ทัพสวี่พูดต่อ พี่ชายของนางกระทำสิ่งน่าอายขนาดนี้ลงได้อย่างไร ขนาดไม่เห็นภาพนางยังอับอายแทน
“เรื่องนี้ไม่ต้องรายงานเหลียงอ๋อง ขืนรายงานไป เป็นเจ้าที่ต้องถูกลงโทษด้วยอีกคน”
เรื่องนี้ผู้อื่นอาจจะมองว่าเรื่องเล็ก แต่สำหรับเหลียงอ๋องนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ ผู้ที่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งคงมิแคล้วถูกโบยจนหลังลาย แถมยังยักยอกเอาทรัพย์สินที่ตกเป็นของหลวงไปใช้ประโยชน์ส่วนตน
การดัดสันดานบุตรชายคนที่สามของเหลียงอ๋อง หาใช่เรื่องเล่น สกุลฮั่วจะมีบุคคลไร้ประโยชน์ ทำตัวเอ้อระเหยไปวันๆ ได้อย่างไร
ตอนนี้ราชสำนักกำลังเริ่มคุกรุ่น ฮ่องเต้ประชวรหนักขึ้นเรื่อย ๆ สกุลหลี่มีอำนาจในราชสำนักเพิ่มมากขึ้น จนแทบจะควบคุมราชสำนักให้อยู่ในกำมือรอมร่อ
“ขอบคุณท่านแม่ทัพที่ให้อภัยกับความผิดพลาดของข้าน้อย แต่ข้าน้อยมิอาจทำให้ท่านลำบากใจ” รองแม่ทัพสวี่นั่งคุกเข่าน้อมรับความผิด จากนั้นก็ลุกขึ้น แล้วเดินออกจากกระโจมไปรับโทษโบยด้วยตนเอง
เพียงท่านแม่ทัพไม่รายงานเหลียงอ๋อง รองแม่ทัพสวี่ก็ซาบซึ้งพอแล้ว จะขี้ขลาดหลีกหนีโทษทั้งหมดได้อย่างไร
ฮั่วซีอันมิได้ห้ามปรามแต่อย่างใด ในเมื่อรองแม่ทัพสวี่ต้องการรับโทษ ย่อมเป็นเรื่องดีที่ขุนศึกของสกุลฮั่วตระหนักถึงความผิดของตนเอง
“ท่านแม่ทัพจะตกลงซื้ออาหารทะเลตากแห้งจากท่านอาสามหรือไม่”
ฮั่วเฟยหมิงต้องการทราบว่า ท่านอาหญิงจะทำตามที่ผู้เป็นพี่ชายร้องขอหรือปฏิเสธกลับไป เรื่องการซื้อเสบียงเข้ากองทัพไม่ใช่เรื่องยาก แต่ยากตรงที่การซื้อขายในครั้งนี้เป็นการซื้อขายเสบียงจากคนในสกุลเดียวกัน
ฮั่วซีอันลูบท้ายกระดาษ ใช้มีดกรีดบริเวณนั้น จึงพบว่ากระดาษที่ใช้เขียนจดหมายมีสองชั้นทับกัน เนื้อหาที่ถูกกระดาษอีกแผ่นซ่อนเอาไว้ปรากฏต่อสายตาของทั้งสอง
“มีเรื่องอันใดเกิดขึ้นหรือเจ้าคะ” คิ้วของแม่ทัพขมวดเข้าหากัน ฮั่วเฟยหมิงจึงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
“นางบอกว่ายามอยู่ที่ชนบทได้พบเจอกับนักพรตชราผู้หนึ่ง นักพรตชราบอกว่า ปีนี้ทางใต้ฝนจะตกหนักในช่วงสารทฤดู ส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรถูกน้ำท่วมเสียหาย ราคาเสบียงจะเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์ ส่วนทางเหนือภัยหนาวจะรุนแรงจนคร่าชีวิตราษฎร กองทัพควรตุนเสบียงให้เพียงพอ”
“น้องเจ็ดเป็นเพียงเด็กอายุเจ็ดขวบ พวกเราเชื่อนางได้หรือ”
ฮั่วเฟยหมิงเกิดความลังเล สิ่งที่บอกเชื่อถือได้เพียงใด อาจเป็นจินตนาการของเด็ก หรือนางอาจพบเจอนักพรตจริงๆ แต่นักพรตคนนั้นเป็นพวกหลอกลวง
“เรื่องนี้ควรปรึกษากับเหลียงอ๋อง”
ฮั่วซีอันมิอาจเชื่อหลานสาวที่อายุเพียงเจ็ดขวบ เนื่องจากเรื่องเสบียงของกองทัพเป็นเรื่องใหญ่ คนที่ควรตัดสินใจในเรื่องนี้คือผู้มีอำนาจสูงสุดในกองทัพสกุลฮั่วที่ปักหลักอยู่ชายแดน
“มันจะดีหรือเจ้าคะ ท่านปู่อาจมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเหลวไหล”
“เหลวไหลหรือไม่ คนที่จะตัดสินใจคือเหลียงอ๋อง” ฮั่วซีอันยังคงยืนยันว่าจะส่งเรื่องที่ฮั่วหมิงจูบอก ไปให้กับบิดาที่อยู่รักษาเมืองชายแดน
“ท่านไม่คิดหรือว่านี่คือวิธีทำการค้าของคนบ้านสาม”
ฮั่วเฟยหมิงยังคงหาเหตุผลมาหักล้างข้อความในจดหมาย ถึงพวกตนจะเป็นคนสกุลเดียวกัน ใช่ว่าจะต้องเชื่อและเห็นด้วยไปเสียทุกอย่าง
“ข้าคิดไม่แตกต่างจากเจ้า แต่ถ้าหากว่าสิ่งที่หลานเจ็ดบอกเกิดขึ้นจริง มิเท่ากับว่าพวกเราเมินเฉยต่อการแจ้งเตือนหรอกหรือ”
ฮั่วซีอันครุ่นคิด “เอาเป็นว่าข้าจะส่งการแจ้งเตือนนี้ไปให้เหลียงอ๋องตัดสินใจ”
ฮั่วซีอันตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า จะส่งเรื่องนี้ไปให้กับบิดาตัดสินใจ นางรีบเขียนจดหมายแล้วมอบหมายให้ม้าเร็วส่งสาสน์ไปยังชายแดนทางเหนืออย่างเร่งด่วน
ฮั่วหมิงจูส่งจดหมายไปบอกถึงภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ไม่รู้ว่าท่านอาหญิงของนางจะเชื่อถือหรือไม่ แต่คนเป็นบิดาอย่างฮั่วหนานอันเชื่อบุตรสาวหมดทั้งใจ
บุตรสาวเล่าว่าฝันถึงนักพรตชรา ในฝันนักพรตบอกว่าจะเกิดภัยพิบัติร้ายแรงขึ้นกับต้าฉี สกุลฮั่วต้องดูแลทหารสามแสนนาย ควรเตรียม พร้อมรับมือกับภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ท่านเชื่อนางจริงหรือ นั่นเป็นแค่ความฝันของเด็ก” ยามอยู่ด้วยกันเพียงสองคน หวังซื่อถามสามีถึงเรื่องที่บุตรสาวคนเล็กบอกเกี่ยวกับความฝัน ไม่คิดเลยว่าสามีจะคิดเป็นจริงเป็นจัง
“เชื่อไว้ก็ไม่เสียหลาย” บุตรสาวเชื่อมั่นใจตัวเขา เหตุใดเขาจะไม่เชื่อมั่นใจตัวบุตรสาว การตุนเสบียงเพิ่มไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ หาใช่เรื่องเสียหาย
“พรุ่งนี้พวกเราจะต้องเดินทางเข้าไปในตัวอำเภอ รีบพักผ่อนกันเถิด”
ฮั่วหนานอันยกมือขึ้นปิดปากที่กำลังหาว มืออีกข้างที่ว่างตบลงบนเตียงนอน ตั้งแต่มาอยู่หมู่บ้านซานไห่ คืนนี้นับเป็นคืนแรกที่พวกตนสองคนได้นอนร่วมเตียงกัน
ต้องขอบคุณบุตรสาวทั้งสองที่งอแง บอกว่าพวกนางสองพี่น้องโตแล้วและต้องการความเป็นส่วนตัว จึงไล่ให้ผู้เป็นมารดามานอนห้องเดียวกับตน
แผนการของเด็กน้อยทั้งสองช่างทำให้บิดาอย่างตนปรีดา ฮั่วหนานอันนอนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ กลิ่นกายหอมๆ คล้ายคลึงกับกลิ่นมวลผกาล่องลอยมาติดอยู่ปลายจมูก