สาวน้อยเซี่ยเพ่ยอิง

    ตอนที่ 42 ความวุ่นวายที่เพ่ยอิงก่อ

    ตอนที่ 42 ความวุ่นวายที่เพ่ยอิงก่อ

     


    ในตอนนี้ทั้งพ่อบ้านจากจวนต่าง ๆ ที่มารอขนผักขึ้นเกวียนหรือแม้แต่ชาวบ้านที่มาซื้อผักจากแผงขายที่ได้ทำแยกไว้ด้านข้างสำหรับคนที่มาซื้อไม่มาก ก็ได้เข้ามามุงดูการพิสูจน์ความจริงที่ว่าด้วยความสนใจ

    พ่อบ้านลู่ที่เห็นว่าเด็กสาวตรงหน้านั้นมีท่าทีมั่นอกมั่นใจและไม่เกรงกลัวเลยแม่แต่น้อย จากที่ตอนแรกคิดจะยั้งมือไว้บ้าง ก็เปลี่ยนใจเป็นต้องอัดพลังปราณเข้าไปใส่จักรยานด้วยความรุนแรง เพราะเขาก็อยากรู้เช่นกันว่ามันจะทนทานอย่างเช่นที่เด็กสาวมั่นใจหรือไม่

    โครม!!

    เสียงจักรยานที่โดนปราณอัดใส่จนกระเด็นไปเสียไกล บ่งบอกว่าพ่อบ้านลู่ก็ใส่แรงไปไม่ยั้งเช่นกัน

    “ไม่มีรอยขีดข่วนแม้แต่น้อย” คนที่วิ่งเข้าไปดูจักรยานที่กระเด็นไปไกลเอ่ยขึ้นมาเสียงดัง แล้วหลังจากนั้นคนอื่น ๆ ก็ทยอยกันเข้าไปสำรวจจักรยานคันเมื่อสักครู่

    “เป็นเช่นไรกันเจ้าคะ จักรยานคันนี้แข็งแรงอย่างเช่นที่ข้ากล่าวไปใช่หรือไม่” เมื่อเพ่ยอิงกลาวจบพูดคนที่พูดคุยกันเสียงดังอยู่แล้วก็ยิ่งทวีความเสียงดังกันขึ้นไปอีก

    “เช่นนั้นข้าเอาหนึ่งคัน” พ่อบ้านลู่ที่ได้ลองพิสูจน์ความแข็งแรงด้วยตัวเองเอ่ยขึ้นมาทันที

    “ข้าก็เอาด้วยหนึ่งคัน” ตามมาด้วยพ่อบ้านฮุย 

    แล้วหลังจากนั้นก็มีคนอื่น ๆ อีกหลายคนเอ่ยขอซื้อขึ้นมา

    “ทุก ๆ ท่านใจเย็น ๆ กันก่อนเถิดเจ้าค่ะ อันที่จริงแล้วจักรยานที่มีใช้กันในไร่ก็มีอยู่อย่างจำกัด ถ้าให้ทุกท่าน ๆ ซื้อไปหมดแล้วคนงานในไร่ของข้าจะใช้อะไรกันเล่าเจ้าคะ” เธอกล่าวออกไปด้วยมีสีหน้าลำบากใจ

    “ที่จริงแล้วข้าก็อยากจะขายจักรยานให้ทุกท่านเช่นกันเจ้าค่ะ แต่ติดที่ว่าของมันมีน้อย เอาอย่างนี้เป็นเช่นไรเจ้าคะ ข้าจะแบ่งขายให้พวกท่านไปสักสิบคัน” เพ่ย อิงกล่าวออกไป เพื่อเพิ่มความต้องการจากของที่มีน้อย

    “โถ่ แม่หนูสิบคันมันจะไปพอได้อย่างไร ในเมื่อคนที่ต้องการมีมากกว่าสิบคน” หนึ่งในลูกค้าผักกล่าวขึ้นมา

    “ข้าก็ลำบากใจจริง ๆ เจ้าค่ะ เพราะข้าก็แบ่งขายไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว” 

    “เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร ใครที่เสนอราคาได้สูงกว่าก็ได้จักรยานไป” พ่อบ้านฮุยเอ่ยเสนอขึ้นมาเมื่อเห็นถึงความลำบากใจของเด็กสาว

    “จะดีหรือเจ้าคะ ข้าขายถึงราคาคันละสิบตำลึงทองก็แพงมากพออยู่แล้วนะเจ้าคะ ถ้าให้พวกท่านซื้อไปในราคาที่สูงกว่านี้จะไม่มีคนคิดว่าข้าเอาเปรียบมากไปหรอกหรือ” ถึงจะกล่าวออกไปเช่นนั้นแต่ในใจของเพ่ยอิงกลับยินดียิ่ง

    “ใครมันกล้า พวกข้าสิที่เอาเปรียบเจ้า จักรยานที่มีความแข็งแรงเช่นนี้  สิบตำลึงทอง เห็นทีจะถูกเกินไป” เมื่อมีคนกล่าวออกมาเช่นนี้ก็มีคนอื่น ๆ กล่าวเห็นด้วยขึ้นมาทันที

    “เช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะ แต่ข้ามีข้อแม้ว่าหากผู้ใดที่ใดจักรยานทั้งสิบคันไป จะต้องมาหัดขี่จักรยานให้เป็นภายในเวลา หนึ่งชั่วยาม ถ้าหาใครที่ขี่ไม่ได้ภายในเวลาที่ข้ากำหนด ก็จะหมดสิทธิ์ในจักรยานคันนั้นไป ส่วนผู้ที่ไม่ได้จะร่วมเข้าเสนอราคาด้วยก็สามารถซื้อผักกันไปได้ตามปกติเจ้าค่ะ” 

    หลังจากที่เพ่ยอิงกล่าวจบก็มีผู้ที่สนใจเสนอราคาจักรยานอยู่ไม่น้อยทีเดียว เธอจึงให้คนไปเตรียมจักรยานที่จะขายทั้งสิบคันออกมาจอดตรงที่พักด้านข้าง ซึ่งเธอจะให้คนเอ่ยเสนอราคากันที่ตรงนั้นนั่นเอง

    จักรยานทั้งสิบคันนี้ ทุก ๆ คันก็จะมีตะกร้าหน้ารถ และมีเบาะสำหรับซ้อนท้ายได้อีกหนึ่งคนซึ่งจักรยานที่ใช้คนถีบภายในไร่นั้นก็มีเป็นร้อยคัน อีกทั้งยังมีจักรยานแบบสามล้อ ที่ให้คนนั่งปั่นด้านหน้าแล้วด้านหลังก็เอาไว้สำหรับบรรทุกของ

    หรือแม้แต่ สองคนปั่น หรือ สามคนปั่นก็มี ซึ่งจักรยานพวกนี้จะขึ้นอยู่กับกำลังของคนปั่นว่าจะมีแรงพอให้ใส่ของได้หนักเท่าไหร่แต่ส่วนมากเธอก็จะให้ผู้ชายที่มีร่างกายกำยำและมีกำลังมาก มาเป็นคนใช้งาน

    “จักรยานทั้งสิบคันนี้เป็นจักรยานที่ยังไม่ผ่านการใช้งานมาเลยเจ้าคะ มาเริ่มเสนอราคากันที่คันแรกกันเลยเจ้าคะ” 

    “ห้าสิบตำลึงทอง” พ่อบ้านลู่เอ่ยเสนอราคาไปคนแรก ซึ่งก็เป็นราคาที่สูงทีเดียวจักรยานคันแรกจึงตกเป็นของพ่อบ้านลู่

    และคันที่สองก็ตกเป็นของพ่อบ้านฮุย ในราคาห้าสิบตำลึงทองเช่นเดียวกัน ส่วนคันอื่นอีกแปดคัน ก็จบลงในราคา สามสิบสอง, สามสิบห้า, สี่สิบเอ็ด, สี่สิบสอง, ห้าสิบ, สามสิบแปด, สี่สิบสามและ สี่สิบแปด ตำลึงทอง

    “เช่นนั้นพวกท่านทั้งสิบคนที่ได้จักรยานไปก็มาเริ่มหัดจักรยานกันก่อนเจ้าค่ะ โดยจะมีคนงานของลานส่งผักทำตัวอย่างให้ดู” เพ่ยอิงเอ่ยอธิบายออกไป

    “ขั้นแรกเรามารู้จักเบรกมือกันก่อน เบรกมือก็คือตัวที่จะทำให้ล้อหยุดหมุน ซึ่งจะมีสองข้างคือด้านซ้ายและด้านขวา ทางด้านซ้ายสำหรับหยุดล้อหลัง ทางด้านขวาสำหรับหยุดล้อหน้า เอาล่ะเจ้าค่ะทุกท่านทำตามตัวอย่างได้เลย” 

    เพ่ยอิงกล่าวอธิบายไปพลาง คนที่งานทำหน้าที่แนะนำก็แนะนำและทำท่าทางตามที่เพ่ยอิงกล่าวออกมา ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่ทั้งสิบคนต้องหัดขี่จักรยาน ทุกคนก็ขี่ได้ภายในเวลาไม่นาน เพราะมันไม่ได้ใช้งานยากอะไร

    และในขณะที่ทุกคนกำลังหัดปั่นจักรยานอยู่นั้นเพ่ยอิงก็ได้ให้คนงานไปหยิบตะกร้าซ้อนท้ายมาให้สิบใบ เพื่อเป็นของแถมกับจักรยานไปให้

    ถึงแม้ว่าบางคนจะยังขี่ไม่คล่องก็ตามแต่ก็ถือว่าขี่เป็นแล้ว ที่เหลือก็แค่ไปหัดขี่ให้คล่องกันเอาเอง 

    “เนื่องจากทุก ๆ ท่านให้ขับขี่จักรยานกันได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าจึงมีของแถมเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับพวกท่าน” เมื่อกล่าวจบเธอก็ให้คนนำตะกร้าทั้งสิบใบไปแจก ซึ่งตะกร้าทั้งหมดจะเป็นแบบมีฝาปิด สามารถนำตะขอมาเกี่ยวกันเพื่อยึดฝาปิดได้

    “นี่เป็นตะกร้าพ่วงท้ายจักรยานเจ้าค่ะ หากว่าท่านไปจ่ายตลาดหรือไปซื้อของไม่มากนัก ก็จะสามารถนำของมาใส่ได้ทั้งตะกร้าหน้ารถและตะกร้าพ่วงท้าย ซึ่งการติดตะกร้าพ่วงท้ายข้าจะให้คนมาทำเป็นตัวอย่างให้ดูเจ้าค่ะ” 

    หลังจากนั้นก็มีคนงานเข้ามาสาธิตการติดตะกร้าพ่วงท้ายให้ดู ซึ่งก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก ก็แค่นำตัวยึดจากตะกร้าลงมาเหนี่ยวและยึดติดเข้ากับเก้าอี้ของคนซ้อนท้ายเพียงเท่านั้น

    อยากแอบกระซิบว่า ทั้งที่จักรยานและที่ตะกร้ามีโลโก้ที่เธอออกแบบขึ้นมาด้วย คือเป็นลวดลายเถาวัลย์สีแดงพันเป็นตัว Z

    และเมื่อทุกคนจ่ายเงินค่าจักรยานกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็พากันขี่จักรยานกลับไป ซึ่งบางคนที่มาขนผักคนเดียวก็ได้เอาจักรยานขึ้นไปไว้บนเกวียนแล้วพากลับไปด้วย ส่วนที่มากันมากกว่าหนึ่งคนก็ขี่จักรยานตามเกวียนไป

    และหลังจากที่จบความวุ่นวายที่เพ่ยอิงได้ก่อเอาไว้เมื่อสักครู่ที่ทางด้านหน้าลานส่งผักไปเสร็จเรียบร้อยแล้วนั้น เธอก็ได้เดินเข้าไปหาท่านแม่ที่คอยทำหน้าที่คิดเงินอยู่ที่โต๊ะด้านใน

    “ท่านแม่เจ้าคะ ข้ามาช่วยท่านแม่เจ้าค่ะ” 

    “เจ้ามาช่วยแม่หรือมาก่อความวุ่นวายกันแน่ ดูสิแค่เจ้าเข้ามาไม่นานก็ทำเอางานของแม่หยุดชะงักไปเสียพักใหญ่ๆ” ท่านแม่กล่าวออกมาขัดเพ่ยอิง

    “แต่ข้าก็ได้เงินจากจักรยานมาเสียหลายร้อยตำลึงทองนะเจ้าคะท่านแม่” เธอกล่าวกับท่านแม่ออกมาด้วยสีหน้าแย้มยิ้ม

    “คุณหนูมีความสามารถยิ่งขอรับ จักรยานคันหนึ่งก็ขายได้ตั้งหลายสิบตำลึงทองเชียว” หมิงเว่ยที่เดินเข้ามากล่าวขึ้น

    “เจ้าก็กล่าวชมเกินไปแล้ว แต่ข้ายอมรับคำชมของเจ้า” เพ่ยอิงหันไปกล่าวกับหมิงเว่ย

    “แม่เชื่อแล้วว่าเจ้าเก่ง ดูสิเจ้าเป็นคนริเริ่มให้ครอบครัวของเราปลูกผักขายกัน จนทำให้ครอบครัวมีทุกวันนี้ได้ก็เพราะเจ้านะอิงเอ๋อร์” 

    “เป็นเพราะทุกคนช่วยกันต่างหากเล่าเจ้าคะท่านแม่” 

    “แต่ถึงอย่างไรก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเจ้ามีส่วนสำคัญที่ทำให้ครอบครัวเป็นอย่างเช่นทุกวันนี้ได้” 

    แล้วในขณะที่เธอกำลังจะเอ่ยปฏิเสธออกไปท่านแม่ก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน

    “เจ้าไม่ต้องปฏิเสธอะไรแล้ว แม่จะทำงานต่อแล้ว” 

    แล้วหลังจากนั้นท่านแม่ก็ทำงานต่อโดยที่ไม่สนใจเธออีกเลย จากที่จะเอ่ยปฏิเสธออกมาในตอนแรก เมื่อเห็นว่าท่านแม่กับหมิงเว่ยทำงานกันไม่ได้หยุดพักเธอจึงเข้าไปช่วยด้วยอีกคนหนึ่ง เพราะส่วนมากคนที่มาซื้อผักก็จะมากันตั้งแต่เช้า 

    เมื่อเริ่มสาย ๆ คนก็จะเริ่มลดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย เพราะที่ลานส่งผักแห่งนี้จะมีคนเข้ามาซื้อผักเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวันไปจนถึงตอนเย็น แต่ที่ยุ่งมาก ๆ เห็นทีจะเป็นช่วงเช้าเท่านั้น

    เมื่อถึงยามอู่ (11.00-12.59น.) ก็มีคนนำอาหารมาส่ง ซึ่งยามนี้ก็จึงเวลาที่คนว่างพอดีทุกคนจึงพักจากการทำงานมาทานข้าวกันก่อน

    และหลังจากที่ทุกคนทานข้าวกันเสร็จได้ไม่นานก็ได้มีรถม้าคันหนึ่งวิ่งเข้ามาด้านในลานส่งผัก จากนั้นก็ได้มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินลงมาจากรถม้า คนงานของลานส่งผักแห่งนี้ก็ทำหน้าที่อย่างดี รีบเข้าไปต้อนรับและสอบถาม 

    เพ่ยอิงมองออกไปจากโต๊ะคิดเงินที่ติดกับโรงเก็บผักก็สังเกตเห็นว่าชายวัยกลางคนผู้นั้นคงมาติดต่ออะไรสักอย่าง เธอจึงออกไปต้อนรับด้วยตัวเอง เพราะสายตาของเพ่ยอิงมองชายวัยกลางคนผู้นั้นเป็นบ่อเงินบ่อทองที่หลงเข้ามาจนเธอจะต้องไปต้อนรับด้วยตัวเอง

    “ประเดี๋ยวข้าจะออกไปดูแลให้เองเจ้าค่ะท่านแม่” 

    “เจ้าไปเถิด แม่เชื่อว่าเจ้าจัดการทุกอย่างได้อยู่แล้ว” 

     

     

    คล้ายกับเรื่องสาวน้อยเซี่ยเพ่ยอิง ที่คุณอ่าน