ท่ามกลางราตรีกาลของเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพมหานคร ยังคงมีหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาจับจ้องไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของตัวเองอย่างคร่ำเคร่ง มือเรียวของเธอขยับคลิกเม้าส์ไปมา เพื่อเลื่อนดูตำแหน่งงานที่บริษัทต่างๆ นำมาลงประกาศไว้บนเว็บไซต์หางานชื่อดังของเมืองไทยอย่างรู้สึกเบื่อหน่าย หญิงสาวเลื่อนเคอร์เซอร์กดตรงปุ่มลูกศรลงอย่างย้ำๆ เพื่อให้หน้าจอนั้นเปลี่ยนไปดูตำแหน่งงานที่ลงไว้ของบริษัทอื่นๆ อย่างรวดเร็ว ทำไมนะโชคชะตาถึงได้เล่นตลกกับตัวเธอถึงเพียงนี้ ภายในเดือนเดียวตกงานถึง 3 รอบ ซึ่งทำลายสถิติการตกงานอย่างรวดเร็วของตัวเองลงไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่เพราะว่าตนเองจะเป็คนที่ี้เีทำงานหรอกนะ เอาเข้าจริงๆ แล้วส่วนใหญ่มันเกิดจากความสวยมากกว่า
ในบางครั้งก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่า การที่มีรูปเป็ทรัพย์ มันก็อันตรายเกินไป!!
นอกเหนือจากความรู้และความสามารถแล้ว มธุรสยังมีความสวยน่ารักพ่วงเข้ามาด้วยอีกหนึ่งตำแหน่ง จึงไม่ยากเลยที่บริษัทชั้นนำอื่นๆ ตัดสินที่จะจ้างเธอในตำแหน่งประชาสัมพันธ์บ้าง หรือตำแหน่งการตลาดบ้าง ด้วยความที่หญิงสาวเป็คนร่าเริง สดใส มิหนำซ้ำยังมีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานทุกคน ไม่แปลกเลยที่ใครๆ ก็ชอบเข้าหา โดยเฉพาะพนักงานชายส่วนใหญ่ที่ชอบแวะเวียนเข้ามา แรกๆ ก็เหมือนมาแซว เฮฮากันไปตามประสา ไม่มีอะไร แต่หนักๆ เข้า จากคำแซวเล่นๆ เริ่มเป็คำพูดที่ฟังแล้วส่อเจตนาที่ไม่ดี หนักๆ เข้าเริ่มมีััถึงเนื้อถึงตัว ไม่ว่าจะเป็ ท่อนแขน หรือสะโพก พอหันไปต่อว่า ก็ได้แต่คำขอโทษตอบกลับมาเสียทุกครั้งไป จนสุดท้ายจึงทนไม่ไหว ขอลาออกมาเพื่อตัดปัญหาที่เกิดขึ้น
แต่แล้วก็เหมือนกับหนีเสือปะจระเข้ อุตส่าห์ตั้งปฏิญาณเอาไว้ในใจแล้วเชียว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะตั้งใจทำงาน ไม่มีปากมีเสียงกับใครทั้งนั้น แล้วนี่อะไร… เื่ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น แค่มาทำงานวันแรก ก็ถูกคุกคามทางเพศด้วยสายตาที่แทะโลม หื่นกามอย่างน่ารังเกียจอย่างที่สุดของหัวหน้าแผนกจนรู้สึกทนไม่ไหว ขนาดหลบเลี่ยงไปทำงานในส่วนอื่นแล้ว กลับมาก็ยังเจอกับสายตาที่จ้องมองมาอย่างสำรวจสัดส่วนของเธอทุกตารางนิ้ว เสมือนหนึ่งว่าสายตาของเขานั้นเหมือนกับเครื่องเอ็กซ์เรย์ที่สามารถมองทะลุเข้าไปถึงเนื้อในภายใต้ร่มผ้าได้ มารู้สึกตัวอีกที แป้นสก็อตเทปใสขนาดใหญ่ ก็ลอยพุ่งไปโดนหัวเจาะจนเือาบไปแล้ว เลยเป็สาเหตุอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ต้องมานั่งเท้าคางมองหางานใหม่อยู่นี่ไง
ทำไมน้า… ทำไม แค่เธอเป็ผู้หญิงตัวเล็ก บอบบาง ปากนิด จมูกโด่ง ตาโต น่ารัก หน้าท้องแบนราบเพราะว่าชอบกินข้าวทัพพีเดียวมาั้แ่ยังเป็เด็กหญิงตัวน้อย อีกทั้งยังชอบการวิ่งเป็ชีวิตจิตใจ แต่วิ่งแบบไม่มีกฎเกณฑ์อะไรที่ตายตัว วันไหนอากาศดีๆ นึกอยากจะวิ่งก็สามารถสวมรองเท้าผ้าใบวิ่งได้เลย แถมยังเป็คนที่โชคดีมากๆ ที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน เลยเป็ที่อิจฉาของเพื่อนในกลุ่มอยู่เสมอ แต่ก็อย่างว่า ผู้หญิงอิจฉา ส่วนผู้ชายก็หวังจะเคลม หวานล่ะเบื่อจริงๆ เฮ้อ…
มธุรสลองคลิกเข้าไปดูหมวดงานอื่นๆ อีก 2 – 3 หมวดที่คิดว่าตัวเองนั้นสามารถทำได้ ไล่อ่านตำแหน่งงานที่เห็นอย่างคร่าวๆ รวมไปถึงที่ตั้งของบริษัทอีกครั้ง ก็ยังไม่พบกับตำแหน่งงานที่ถูกใจ เธอจึงขยับเม้าส์คลิกชัตดาวน์ ปิดการทำงานของโน๊ตบุ๊คสีทองตัวเก่ง ที่ติดสติ๊กเกอร์ มายเมโลดี้ สีชมพูแสนหวาน ก่อนที่จะพับหน้าจอลงวางมันไว้บนโต๊ะทำงานขนาดเล็กที่อยู่ภายในห้องนอนของคอนโดหรูย่านธุรกิจในเมืองหลวง
หญิงสาวพาตัวเองออกมายืนอยู่ที่ริมระเบียง เพียงเพื่อสูดอากาศธรรมชาติจากภายนอกเข้าไปให้เต็มปอด จริงๆ แล้วเธอก็ไม่ได้เป็มิตรกับความมืดสักเท่าไหร่นัก แต่ว่าเวลาที่เครียด คิดอะไรไม่ออก กลับพบว่าตัวเองชอบอยู่ในที่โล่งกว้าง มากกว่าที่แคบเสมอ สาเหตุที่ไม่ชอบความมืด ไม่ใช่ว่าเป็คนที่บอบบาง อินโนเซ้นต์ กลัวผี อะไรหรอกนะ เพราะว่าผีกับเธอน่ะ ซี้กันมานาน จะเรียกว่าสนิทกันั้แ่เด็กก็ว่าได้ ใช่แล้วล่ะ ตัวเธอเองเห็นผีมาั้แ่เด็ก เจอจนชิน เจอมาทุกสภาพ แต่ถึงจะเห็นจนชินยังไงมาให้เจอบ่อยๆ ก็ไม่ค่อยโอเคเท่าที่ควร เพราะยังไงเราก็ยังเป็คนอยู่นะ มีแอบกลัวอยู่บ้าง จิตใจยังไม่เข้มแข็งพอ
เสียงริงโทนดังขึ้นมาจากโทรศัพท์มือถือที่วางทิ้งเอาไว้อยู่บนเตียงนอนหนานุ่มขนาดคิงไซส์ั้แ่่บ่ายหลังจากที่โดนไล่ออกจากงานแล้ว นี่ยังถือว่าโชคดีที่เป็คนพอมีฐานะอยู่บ้าง สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลและค่าทำขวัญไปด้วยเงินก้อนใหญ่พอสมควร ไม่เช่นนั้นสายที่โทรเข้ามาสายนี้ คงไม่แคล้วจะเป็สายจากเ้าหน้าที่ตำรวจแน่ๆ เลย มธุรสจึงตัดสินใจเดินเข้าไปหยิบโทรศัพท์สมาร์ทโฟนขึ้นมา ก่อนกดรับสายเมื่อเห็นว่าเป็เบอร์ของใครโทรเข้ามาอย่างไม่ลังเล
“ว่าไงมีมี่?” หญิงสาวกรอกเสียงลงไปตามสายอย่างเซ็งๆ พลางนั่งลงบนขอบเตียงนุ่ม
“ฮาย…..เพื่อนเลิฟ ่นี้ว่างไหมแก ช่วยชั้นหน่อยสิ นะๆ ๆ” เสียงปลายสายออดอ้อนน่ารัก
“ว่างยาวเลยแก… ชั้นเพิ่งโดนไล่ออกจากงานวันนี้เอง ให้ช่วยอะไรล่ะบอกมาเลย”
“อะไรนะแก แกโดนไล่ออก! ไหนเหลามาสิ ชั้นรอฟังอยู่เร็วเลยให้ไว” นรมนหรือมีมี่เร่งเร้า เธอใมากกับสิ่งที่ได้ยินจากปากของเพื่อนเมื่อครู่
“เดิมๆ ไม่อยากพูดเยอะ มันผ่านไปแล้ว ว่าแต่แกอ่ะมีเื่อะไร ช่วยได้ชั้นช่วยนะ ช่วยไม่ได้ก็ขอโทษก่อนเลยแล้วกัน” มธุรสรีบออกตัว
“หวานจ๋า… อย่าเพิ่งตัดรอนกันเลยนะ พอดีฉันเพิ่งรับงานมาตัวนึงบัดเจคดีมาก แต่บังเอิญคิวงานมันชนกันพอดีแถมคิวที่ชนน่ะ ดันเป็งานที่รอมานานมากเลยนะแกกว่าฉันจะได้ ช่วยหน่อยเถอะนะ ถือว่าทำบุญ”
“ได้ๆ ถ้าเป็การไปทำงานแทนเหมือนเดิมละก็… ว่าแต่คราวนี้เป็งานเกี่ยวกับอะไรล่ะ?” มธุรสพูดพลางคว้าเ้าตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ั์นุ่มนิ่มที่คุณป๋าซื้อมาให้อยู่เป็เพื่อนเอามากอด
“งานรอบนี้ง่ายมาเลยจ้ะคุณเพื่อน ไม่ต้องพูดเยอะ แค่ยิ้มหวานๆ แล้วก็ยื่นของให้กับกลุ่มเป้าหมายเพียงอย่างเดียว แค่นั้นเลยจริงๆ” นรมนเริ่มจีบปากจีบคอเล่าให้เพื่อนสนิทฟัง
“โอเค ได้ๆ ไม่ใช่ MC เนอะ สินค้าเป็อะไรเหรอ? แล้วทำงานที่ไหน กี่วัน ต้องบรีฟงานกับใคร หรือกับแก เรทให้ยังไง?” มธุรสซักถามอย่างละเอียดเพื่อให้รู้ถึงขอบเขตในการทำงาน ทำเอาคู่สนทนาเงียบไปพักใหญ่ จนเธอต้องเอาโทรศัพท์ออกมาเพื่อเช็คดูสัญญาณว่าหลุดไปหรือเปล่า แต่ก็พบว่าปลายสายยังเชื่อมต่อกันดีอยู่
“ฮัลโหล…มีมี่ ยังอยู่ไหมแก?”
“ยังอยู่..” เพื่อนสาวตอบเสียงอ่อยๆ “หวาน…แกอย่าโกรธชั้นนะแก”
“โกรธเื่อะไรเหรอ ?” มธุรสถามเสียงงงๆ ไม่เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูด
“สินค้าที่จะแจกอ่ะแก…มันคือ….”
“คือ? ..”
“มันคือถุงยางอ่ะแก” มีมี่ตัดสินใจตอบเพื่อนสาวอย่างรวดเร็ว
“เฮ้ย!! ไม่เอา ฉันขอผ่าน” มธุรสร้องเสียงหลง ตายๆ ๆ ๆ ขืนเธอไปยืนแจกถุงยาง ภาพลักษณ์ที่อุตส่าห์สร้างสมมามิป่นปี้วอดวายเหรอเนี่ย
“หวาน…แกช่วยฉันหน่อยนะ ฉันมองไม่เห็นใครแล้วจริงๆ” นรมนพยายามออดอ้อนเจือเสียงสะอื้นมาจากปลายสาย
“มองไม่เห็นใคร หรือไม่มีใครช่วย เอาดีๆ” มธุรสคาดคั้น หญิงสาวเริ่มมั่นใจแล้วว่ายายเพื่อนสนิทซี้ย่ำปึ๊กของเธอ แถมเป็พริตตี้มือ 1 ของเมืองไทย คงน่าจะให้งานคนอื่นๆ ที่รู้จักกันหมดแล้ว แต่ทุกคนต้องปฏิเสธมาหมดแล้วอย่างแน่นอน หวยเลยมาออกที่เธอประมาณนั้น
“หวาน ….” คราวนี้น้ำเสียงของเพื่อนสาวเริ่มปนเสียงสะอื้นไห้ จากที่ตั้งใจจะต่อว่ากลับกลายเป็ว่าหญิงสาวเริ่มเปลี่ยนใจ
“โอเค…ฉันจะช่วยแก แค่งานนี้งานเดียวเท่านั้นนะ มีกี่วัน ที่ไหน ว่ามา”
“หวาน..แกเป็เพื่อนที่แสนดีที่สุดของฉันจริงๆ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันไปหาแกที่คอนโดนะ แล้วจะบรีฟงานให้ฟัง ขอบใจมากๆ” พูดจบคู่สนทนารีบชิงวางสายไปราวกับกลัวว่าเพื่อนสาวจะเปลี่ยนใจ ถ้าหากยังคุยกันต่อแบบยืดเยื้อ
มธุรสมองโทรศัพท์ที่ดับลงไปแล้วพลางถอนหายใจยาว ให้ตายเถอะทำไมนะเธอถึงชอบแพ้น้ำตาของเพื่อนคนนี้จริงๆ เลยเชียว
เสียงริงโทนของโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวเ้าของเครื่องรีบกดรับสายทันทีอย่างไม่ได้ดูเบอร์โทรเข้าที่หน้าจอเลย ว่าเป็เบอร์ของใคร เนื่องจากเข้าใจว่าอาจจะเป็นรมนที่โทรมาเมื่อครู่นี้ แล้วยังพูดไม่จบ
“ว่าไง มีมี่ มีอะไรอีกเหรอ?”
ปลายสายกลับกลายเป็เสียงคลื่นซ่า หญิงสาวเอาโทรศัพท์ออกจากหู คราวนี้เธอเริ่มมองเห็นแล้วว่าไม่มีเบอร์ของคนที่โทรเข้ามา หน้าจอดำสนิท
“ซวยอีกแล้วเรา”
คลื่นซ่าเริ่มดังขึ้น ดังจนได้ยินออกมานอกโทรศัพท์โดยที่ไม่ต้องแนบหูฟังหรือว่ากดเปิดลำโพง ก่อนที่จะมีเสียงผู้หญิงดังลอดออกมาถึงแม้ว่าจะแ่เบา แต่เธอก็ได้ยินมันอย่างชัดเจน
“ช่วยด้วย ……”
น้ำเสียงที่ดังลอดออกมานั้น ฟังดูเยือกเย็นจนน่าขนลุก ทำเอาใจของเธอหล่นไปที่ตาตุ่ม ขนแขนลุกชันก่อนที่จะไล่ไปจนถึงเส้นผม คำว่าขนหัวลุก เป็อย่างนี้นี่เอง
“ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอเป็ใคร และอยู่ที่ไหน? เอาเป็ว่า เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าฉันจะทำบุญไปให้เธอก็แล้วกัน แล้วอย่ามาทำแบบนี้อีก ไม่อย่างนั้นเรา 2 คนจะมีวิบากกรรมร่วมกัน ครั้งนี้ฉันขออโหสิกรรมให้นะ”
พูดจบมธุรสวางสาย ก่อนเปลี่ยนอิริยาบถเป็นั่งขัดสมาธิบนเตียงเพื่อสวดมนต์ก่อนนอน และไม่ลืมที่จะแผ่เมตตาให้กับตนเองและผู้มาเยือนเมื่อครู่