ตอนที่84 กระดานหมากของชยุต
มิวที่รู้สึกไม่สบายใจมาโดยตลอดได้จมอยู่กับความเครียดมาหลายวันในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเดินทางมาหาติ๊กที่ร้านคาเฟ่การมาของเธอในครั้งนี้เธอไม่ได้ชวนเพื่อนสนิทของเธอจูลี่มาด้วยเธอรวบรวมความกล้าและตัดสินใจที่จะเดินทางมาเพียงลำพังเพียงแต่ว่าเธอไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนแอบสะกดรอยตามเธอมาด้วยและตอนนี้คนคนนี้กำลังยืนมองเธอที่เปิดประตูเดินเข้าไปในร้านคาเฟ่ของติ๊ก
แชะ! แชะ! แชะ!
เสียงถ่ายรูปด้วยดังออกมาจากนาฬิกาในยุคอนาคตที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี นาฬิการาคาถูกๆก็ยังสามารถนำมาถ่ายรูปและใช้เป็นโทรศัพท์ได้อุปกรณ์เหล่านี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติของโลกไปแล้วเพราะไม่ว่าจะมีเทคโนโลยีที่น่าตื่นตาตื่นใจขนาดไหนก็ยังไม่อาจเทียบได้กับเทคโนโลยีของ ‘เตียงแคปซูล’
ชายหนุ่มปริศนาที่แอบตามมิวมาเดินหามุมถ่ายรูปใหม่อยู่หลายมุมด้วยกันเขาซูมผ่านกระจกเข้าไปในร้านคาเฟ่เพื่อให้ได้รูปภาพที่เห็นทั้งติ๊กและมิวในรูปเดียวกันเมื่อชายหนุ่มปริศนาคนนี้ถ่ายจนเป็นที่พอใจแล้วเขาก็คิดขึ้นในใจว่า
‘ต้องรายงานนายท่าน’ เมื่อคิดได้ก็เดินออกไปหามุมเงียบๆแล้วติดต่อหาเจ้านายของเขาเพื่อรายงานและส่งรูปที่เขาถ่ายมาได้ให้
ในร้านคาเฟ่Admiration
“เอ่อ...คุณมิวมาทำอะไรที่นี่เหรอครับ” ต๋องเดินเข้ามาถามเมื่อเห็นมิวเปิดประตูเข้ามาแล้วทักทายติ๊ก
“สวัสดีต๋อง คือพี่...มีเรื่องอยากคุยกับติ๊กเขาน่ะ” มิวพูดพร้อมกับชำเลืองมาทางติ๊ก
“ฮึ! คนอะไรตบหัวแล้วลูบหลัง เดี๋ยวก็คงตบใหม่วนไปวนมา สร้างแต่ปัญหา!”หวาน บ่นคนเดียวเบาๆ โดยไม่มีใครได้ยิน แต่ในขณะที่เธอกำลังบ่นอยู่คนเดียวจู่ๆด้านข้างของเธอก็มีเสียงดังขึ้นว่า
“บางทีฉันก็ยั้งไม่อยู่...บางทีฉันก็รู้แต่ทนไม่ไหว...บางทีฉันใจร้อนเกินไปโปรดจงเข้าใจ ที่เป็นไปนะเป็นไปด้วยรัก...แต่อาจจะขึ้หึงเกินไป...โอ๊ย!” ฮิวโก้ที่กำลังร้องเพลงอยู่ข้างๆ หวานถูกหวานเขกหัวไปอีกครั้ง
“ไม่ต้องมาทำเป็นชอบเพลงเก่าตอนนี้!” หวานดุฮิวโก้
“โธ่เจ๊! ถึงผมจะยังหนุ่มยังแน่นแต่ผมก็ชอบฟังเพลงเก่าๆ เหมือนกันนะโดยเฉพาะแนวเพลงเมื่อสมัย 6-7 ร้อยปีที่แล้วเนี่ยเพราะเป็นพิเศษ...ไอ้หย่าครับๆ จะไปทำงานต่อครับ ขอโทษครับๆ” ฮิวโก้ที่กำลังฝอยเรื่องแนวเพลงให้หวานฟังสังเกตเห็นสายตาอาฆาตของหวานจึงรีบ กล่าวขอโทษแล้วเผ่นแนบอย่างลนลานเพื่อกลับไปทำงานที่หน้าเค้าเตอร์ทันที
“ถ้ามีอะไรจะคุยกับผมงั้นก็เชิญครับ” ติ๊กผายมือไปยังโต๊ะที่อยู่มุมร้านที่เดิม
มิวเดินไปนั่งลงตรงที่เก้าอี้ตัวเดิมที่เคยมาเมื่อครั้งที่แล้วส่วนติ๊กเองก็นั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมเช่นกัน ทั้งคู่มองหน้ากันอยู่สักพักมิวก็ตัดสินใจเป็นฝ่ายเริ่มพูดขึ้นก่อน
“คือ...ฉันอยากมาขอโทษนายเรื่องที่ผ่านมา...เอ่อ...เรื่องในเกมน่ะ”
“เรื่องนั้น...ไม่เป็นไรหรอกครับเหตุการณ์ได้ผ่านไปนานแล้วผมไม่ติดใจอะไรหรอกครับ...แต่ผมรู้สึกเหมือนคุณมิวดูเปลี่ยนไปนะครับคงเป็นเพราะเรื่องของโอมยังไม่จบสินะครับ”
ติ๊กที่เห็นว่าแววตาของมิวนั้นดูเศร้าใบหน้าก็ดูหมองๆ คล้ายกับคนที่กำลังวนเวียนอยู่ในความทุกข์เขานึกถึงตัวเองตอนที่คุณป้าของเขาต้องเสียชีวิตและไม่ได้รับความเป็นธรรมเขาในเวลานั้นก็อับจนหนทางที่จะต่อสู้คล้ายๆ กับมิวในเวลานี้เช่นกันเขาพอจะเดาออกว่ามิวยังคงไม่มีวิธีหรือหนทางแก้ปัญหาเรื่องของที่บ้านที่ได้ไปตกลงกับโอมเอาไว้
“เรื่องนั้น...ฉันกำลังหาทางอยู่นายไม่ต้องห่วงหรอก...แต่นายไม่โกรธฉันใช่มั้ย...ฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆนะ” มิว ที่ได้ยินติ๊กพูดก็นิ่งไปสักพักก่อนจะเข้าใจว่าติ๊กนั้นดูออกว่าเธอเป็นอะไรเธอจึงพยายามพูดให้ติ๊กไม่ต้องมาสนใจเรื่องของเธอ
“ผมบอกไปแล้วไงว่าเรื่องนั้นให้ปล่อยไปน่ะคนเราควรมองที่อนาคตมากกว่าอดีตที่ผ่านไปแล้วเพียงแต่ว่าเมื่อไหร่คุณมิวจะก้าวออกมาจากตรงนั้นแล้วมองไปที่อนาคตสักทีละครับแบบนี้อนาคตของคุณมิวมีแต่จะถูกปิดกั้นไปเรื่อยๆ นะครับ” ติ๊กพยายามเตือนมิวอีกครั้ง ตัวเขาไม่อยากให้มิวต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ต่อไปอีกแต่หากอีกฝ่ายไม่เอ่ยขอความช่วยเหลือเขาก็ไม่อยากยื่นมือเข้าไปเพราะติ๊กอยากให้มิวเป็นฝ่ายเดินออกมาหาเขาเองมากกว่าที่ตัวเขายื่นมือไปดึงเธอออกมา
มิวที่ได้ยินติ๊กพูดพร้อมกับบุคลิกที่แตกต่างจากที่ผ่านมาราวกับคนละคนเธอรู้สึกอึ้งไปเล็กน้อยที่ติ๊กนั้นดูเหมือนจะเติบโตมากขึ้นกว่าวันที่เธอมาหาเยี่ยมเขาที่ร้านเมื่อครั้งที่แล้วมากนัก
‘เขากำลังเดินห่างเราออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ’ มิวคิดในใจพร้อมกับที่เธอรู้สึกเหมือนต้องทำอะไรสักอย่างเพราะตอนนี้ติ๊กเหมือนจะก้าวเดินล้ำหน้าเธอไปแล้วจากแต่ก่อนที่ติ๊กเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่แอบมองเธอไกลๆหน้าที่การงานก็เป็นเพียงพนักงานฝ่ายบุคคลธรรมดาส่วนเธอนั้นหน้าที่การงานดูเจริญก้าวหน้ากว่าติ๊กมากนักแต่เวลานี้ติ๊กเป็นทั้งเจ้าของร้านคาเฟ่แล้วยังเป็นหัวหน้ากิลที่เก่งกาจที่มีเมืองในครอบครองถึง 2 เมืองอีกต่างหากทำให้ตอนนี้มิวรู้สึกเหมือนตัวเธอนั้นกำลังล้มเหลว
มิวที่กำลังกังวลอาจจะกังวลมากขึ้นหากรู้ว่าติ๊กกำลังจะกลายเป็นผู้บริหารใหญ่ของบริษัทจักรพรรดิคาร์เซนเตอร์ ที่เป็นบริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์มือสองและติ๊กก็กำลังจะขยายสาขาร้านคาเฟ่ แถมในเกมติ๊กก็ไม่ได้เป็นเจ้าของเมืองแค่ 2 เมืองแต่ยังมีเมืองจ้านลู่ที่ติ๊กและเพื่อนๆ สร้างขึ้นเองอีก 1 เมืองด้วย หากเธอรู้เรื่องทั้งหมดมิวจะต้องรู้สึกกังวลมากขึ้นกว่าเดิมจนนอนไม่หลับอย่างแน่นอน
มิวที่เห็นติ๊กเติบโตจนกังวลนั้นเธอไม่ได้อิจฉาหรืออยากให้ติ๊กกลับไปเป็นเหมือนเดิมสิ่งที่เธอกังวลคือเธอกลัวว่าหากติ๊กเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆตระกูลอัครพิมุขอาจจะยื่นมือเข้ามาก่อกวนอีกครั้ง เพราะเธอรู้ว่าประธานชลากรและโอมนั้นเกลียดติ๊กมากและอีกเรื่องคือยิ่งเธอรู้ว่าติ๊กมีพลังพอที่จะช่วยเหลือเธอเธอก็กลัวว่าวันหนึ่งติ๊กจะมาหาเรื่องตระกูลอัครพิมุขเสียเองเพื่อช่วยเหลือเธอเหมือนตอนเด็กๆเธอที่เคยสาบานเอาไว้ในใจแล้วว่าจะไม่ให้ติ๊กช่วยเหลือเธออีกแต่เธอจะเป็นฝ่ายช่วยเหลือติ๊กเป็นการตอบแทนแต่เวลานี้ดูเหมือนติ๊กอาจจะเป็นฝ่ายช่วยเธอมากกว่าเพราะเรื่องของตัวเองมิวยังไม่อาจจัดการได้เลยเธอยังไม่เห็นแม้แต่หนทางในการหาเงินมาให้ได้ไวๆ เพื่อชดใช้หนี้แล้วถอนหมั้นเลย
ในตอนแรกมิวนั้นพยายามหาเงินในเกมให้มากที่สุดแล้วแลกออกมาเพื่อปลดหนี้แต่ทว่ามิวไปทำข้อตกลงกับโอมเอาไว้ว่าจะทำตามและช่วยเหลือโอมในเกมเพื่อแลกกับอิสรภาพในโลกภายนอกทำให้โอมใช้ข้อได้เปรียบนี้ในการบีบบังคับให้มิวออกตะเวรทำภารกิจให้กับกิลมาโดยตลอดนั่นหมายความว่ามิวไม่มีเวลาไปทำธุรกิจหรือหาเงินในเกมได้เลยเพราะเวลาแทบทั้งหมดเธอถูกส่งไปทำภารกิจให้กับกิลตำหนักเซียนที่โลกภายนอกเองมิวก็ทำงานได้เงินเดือนไม่สูงมากนักทำให้เธอยิ่งไม่สามารถเก็บเงินก้อนใหญ่เพื่อมาปลดหนี้ได้
โอมเองก็เหมือนจะเดาออกว่ามิวกำลังคิดจะทำอะไรเขาจึงกดดันทางบ้านของมิวหลายต่อหลายครั้งเพื่อเร่งวันแต่งงานใช่แล้วมิวกำลังจะต้องแต่งกับโอมในอีกไม่กี่เดือนนี้และนี่คือเหตุผลที่เธอกังวลและเครียดมากขึ้นเรื่อยๆใจหนึ่งเธออยากจะขอร้องติ๊กให้ช่วยเธอตอนนี้ซะเลยแต่เธอก็ไม่กล้าพูดออกไปยิ่งเมื่อเธอเผลอยิงธนูใส่ติ๊กในเกมไปครั้งหนึ่ง เธอยิ่งไม่กล้าขอความช่วยเหลือใดๆอีก ลำพังติ๊กที่ไม่โกรธหรือเกลียดเธอ เธอก็ดีใจมากแล้ว มิวยิ่งคิดก็ยิ่งสิ้นหวังเธอนั่งก้มหน้านิ่งอยู่เป็นเวลานานจนในที่สุด
“เป็นอะไรหรือเปล่า...หากต้องการให้ช่วยก็แค่พูดออกมา” ติ๊ก เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
มิวเงยหน้ามาสบตาก็เข้าใจทันทีว่าติ๊กนั้นมองออกว่าเธอต้องการขอความช่วยเหลือแต่มิวเองก็ตัดสินใจที่จะรับเอาปัญหาของตัวเองไปแก้ไขเองจึงยิ้มตอบไปว่า
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจัดการเองได้ ถ้านายให้อภัยก็ดีแล้วฉันสบายใจขึ้นเยอะ”
ติ๊กที่เห็นมิวยังปฏิเสธเหมือนเดิมถึงแม้ใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้าเขาจะยิ้มแต่เขากลับสังเกตออกว่าในใจของหญิงสาวคนนี้กำลังจมอยู่กับความทุกข์เหมือนเดิมแต่ติ๊กเองก็ไม่อยากพูดอะไรมากไปกว่านี้เขาจึงชักชวนมิวคุยเรื่องอื่นๆเพื่อลดความตึงเครียด
ติ๊กนั้นไม่ได้รู้เลยว่าตัวเขานั้นทั้งบุคลิกและความคิดได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากมายจนทำให้มิวนั้นรู้สึกแปลกใจความจริงต้องบอกว่าทั้งหวานและต๋องเองก็แปลกใจเพราะติ๊กในตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นเจ้าคนนายคนมากกว่าแต่ก่อนมากอาจเป็นเพราะติ๊กนั้นอาศัยอยู่กับต้วนเจิ้งฉุนที่เป็นเชื้อพระวงศ์อยู่นานเพื่อฝึกวิชาและอาจเป็นเพราะติ๊กซึมซับเอาความสุขุมมาจากกุยแกด้วยทำให้ตอนนี้ติ๊กเติบโตขึ้นจนกลายเป็นคนที่น่าเชื่อถือและมีออร่าของคนใหญ่คนโตที่เริ่มเปล่งประกายออกมา
มิวและติ๊กคุยกันต่อเพียงไม่กี่ประโยคมิวก็ขอตัวกลับแต่ในระหว่างที่เธอกับติ๊กกำลังนั่งคุยกันอยู่ในร้านนั้นห่างออกไปไม่ไกลจากร้านคาเฟ่มีชายคนหนึ่งกำลังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ปลายสายนั้นไม่ใช่ใครแต่เป็น ‘ชยุต’ น้องชายของโอมนั่นเอง
“คุณมิวมาที่ร้านคาเฟ่ของคุณติ๊กแล้วครับ จะให้ผมรอจนเธอกลับเลยมั้ยครับ”
“ไม่ต้องรอแล้ว แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว...กลับมาเอารางวัลของนายได้นายทำได้ดีมาก” ชยุต พูดจบก็วางสายไป
ชยุตยิ้มอย่างมีเลศนัยเล็กน้อยเขานั่งมองรูปถ่ายที่กำลังฉายเป็นภาพโฮโรแกรมเบื้องหน้ารูปถ่ายนั้นมีหลากหลายมุมมาก ชยุตนั่งคัดรูปที่น่าสนใจอยู่หลายรูปสุดท้ายเขาก็ตัดสินใจลุกขึ้นยืนและมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของโอม
ช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่ทั้งชยุตและโอมได้เข้ามาประชุมที่บริษัทซูเปอร์มอเตอร์ เหมือนกันพอดี ชยุตรีบเดินเข้าไปยังห้องทำงานของโอมแล้วเล่าเรื่องราวของมิวให้กับโอมฟังซึ่งแน่นอนว่าเรื่องราวที่เขาเล่านั้นเป็นเรื่องที่เขาแต่งขึ้นเองทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คนรู้จักของเขาบังเอิญเห็นมิวไปหาติ๊กหรือเรื่องที่เขาแอบรู้มานานแล้วว่ามิวแอบติดต่อกับติ๊กคล้ายกับกำลังคบกันอยู่เมื่อมีรูปถ่ายที่ลูกน้องของเขาถ่ายส่งมาให้เป็นหลักฐานยืนยัน โอมก็เริ่มโกรธชยุตที่เห็นว่าโอมเริ่มมีอารมณ์โกรธจึงพูดประโยคเด็ดออกไป
“ธนูดอกนั้นแทนที่จะยิงใส่จุดตายกับยิงเข้าที่หัวไหล่...เอ๊ะหรือว่าคุณมิวจะฉวยโอกาสทำให้พี่ไว้วางใจจะได้ไม่ระแวงเรื่องของหมอนั่นความจริงยอดฝีมือด้านธนูอย่างคุณมิวไม่น่าจะยิงพลาดได้เลยน้า...”
โอมที่ได้ยินชยุตพูดถึงข้อสงสัยต่างๆจนประโยคสุดท้าย เขาก็ไม่ลังเลใดๆ อีกเขาเป็นคนที่มีอารมณ์รุนแรงไม่เหมือนกับชยุตที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย โอมโกรธจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่อีกต่อไปเขาลุกขึ้นยืนแล้วรีบออกจากห้องทำงานไปทันที
ชยุตที่เห็นพี่ชายของตัวเองโกรธจนหน้ามืดกลับแอบยิ้มขึ้นที่มุมปาก
“เท่านี้ก็เรียบร้อย...ขอโทษด้วยนะคุณมิวแต่เพื่อเป้าหมายแล้วผมจำเป็นต้องใช้พี่เป็นเหยื่อล่อจริงๆ ฮ่าๆๆๆ” ชยุตหัวเราะอย่างสะใจ พร้อมกับคิดในใจว่า
‘กระดานหมากตานี้ ผมขอเป็นฝ่ายเริ่มก่อนก็แล้วกันนะ ฮ่าๆๆๆ’
เลขาของโอมที่เห็นโอมหุนหันพลันแล่นออกจากบริษัทไปจึงไม่เข้าใจเธอที่กำลังจะเข้ามาถามชยุตว่าเกิดอะไรขึ้น กลับต้องพบกับภาพที่ทำให้เธอตกใจใบหน้าของชยุตที่คล้ายกับวายร้ายจอมชักใยอยู่บ้างหลังแววตาที่ใสซื่อกลับเป็นแววตาที่ดูชั่วร้ายเมื่อรวมกับการหัวเราะที่คล้ายกับภาพของตัวร้ายเข้าด้วยแล้วเลขาไม่กล้าแม้แต่จะเปิดประตูเข้าไปถามอีกต่อไปเธอได้แต่คิดในใจอย่างหวาดกลัว ‘คุณชยุตคิดจะทำอะไรกันแน่นะเป้าหมายคือคุณโอมงั้นเหรอ’
……
หลังจากที่มิวออกจากร้านไปติ๊กที่กำลังจะกลับไปเข้าเกมกลับถูกรายการทีวีของเกม LC ที่กำลังฉายอยู่บนทีวีในร้านดึงดูดความสนใจเอาไว้หวานเองที่กำลังจะมาหลอกถามเรื่องมิวก็ถูกข่าวในทีวีดึงดูดเอาไว้เช่นกัน
ข่าวใหญ่นี้ไม่ได้เกิดบนทวีปตะวันออกที่ติ๊กและหวานอยู่แต่เกิดบนทวีปตะวันตกทางด้านทวีปตะวันตกในเวลานี้กำลังเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว เพราะมหาอำนาจทั้งสามได้ออกมาประกาศเป็นพันธมิตรกันชั่วคราวเพื่อร่วมมือกันปราบ ‘คิงอาเธอร์’
มหาอำนาจทั้งสามได้ส่งกองทัพขนาดใหญ่ออกมาพร้อมกันแล้วมุ่งหน้าไปยังปราสาทของคิงอาเธอร์พิธีกรที่รายงานข่าวกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเพราะนี้ถือว่าเป็นสงครามที่ใหญ่ที่สุดตั้งแต่เกมเปิดตัวมา
“คุณอรุณ!พอจะทราบมั้ยครับว่าทำไมมหาอำนาจของทวีปตะวันตก จู่ๆถึงประกาศเป็นพันธมิตรกันตอนนี้ เป็นเพราะพวกเขาหวาดกลัวคิงอาเธอร์เหรอครับ”พิธีกร หันไปถามอรุณที่ถูกรับเชิญมาอีกครั้ง
“ไม่ใช่เลยครับ หลังจากที่พวกเขาขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทั้งสาม พวกเขาก็ไม่ได้กลัวคิงอาเธอร์แล้วครับแต่สิ่งที่พวกเขากลัวคือ การ...อัพ...เดต...แพทช์!” อรุณอธิบายพร้อมกับเน้นย้ำอย่างมั่นใจ
“กลัวการอัปเดตแพทช์เนี่ยนะเอ่อ...ช่วยอธิบายให้เข้าใจหน่อยได้มั้ยครับ” พิธีกรทำหน้าตางุนงงแล้วถามอรุณซ้ำ
“ไม่นานมานี้บริษัทเกมได้ประกาศไว้ชัดเจนว่าจะมีมหาอำนาจเกิดขึ้นทั้งทวีปตะวันตกและตะวันออกหมายความว่ากองทัพที่แข็งแกร่งพอๆกับคิงอาเธอร์จะปรากฏตัวขึ้นแล้วจะไม่ให้พวกเขาไม่รู้สึกหวาดกลัวได้เหรอครับพวกเขาจึงจำเป็นต้องโค่นคิงอาเธอร์ลงก่อนที่จะอัปเดตแพทช์หลังจากนั้นถ้าผมเดาไม่ผิดพวกเขาจะแบ่งอาณาเขตที่ยึดจากกษัตริย์คิงอาเธอร์มาได้โดยแบ่งกันครอบครองอย่างเท่าเทียมเพื่อเตรียมรับมือกับกองทัพของสามมหาอำนาจใหม่”อรุณ อธิบายด้วยท่าทางสบายๆ คล้ายกับว่าเขาคิดมาจากที่บ้านก่อนแล้ว
ติ๊กและหวานหันมามองหน้ากันหลังจากได้ยินสิ่งที่อรุณอธิบายติ๊กนั้นก็วิเคราะห์ได้ใกล้เคียงกับที่อรุณกล่าวมาทั้งหมดแต่สำหรับหวานติ๊กนั้นไม่แน่ใจเขาจึงถามหวานไปตรงๆ ว่า
“หวาน...เธอคิดว่าที่อรุณกล่าวมาถูกต้องหรือเปล่า”
หวานที่เหมือนจะรู้ว่าติ๊กนั้นกำลังลองเชิงเธออยู่จึงแอบคิดในใจว่า
‘คงอยากจะลองเชิงเราที่เรียนกับกุยแกมาโดยตรงสินะ ว่าเรามีความคิดแบบไหนหึหึ’
“ที่หมอนั่นพูดมาก็ถูกอยู่โดยเฉพาะที่บอกว่ามหาอำนาจเคลื่อนไหวเพราะกลัวการอัปเดตแพทช์นั่นน่ะแต่มันไม่ใช่เรื่องแค่นั้นหรอกเพราะถ้าพวกนั้นกลัวจริงๆก็แค่ทำเรื่องเป็นพันธมิตรกับคิงอาเธอร์ซะก่อนแล้วร่วมมือกันจัดการกับผู้มาใหม่ก็จบแล้วแต่พวกนั้นกลับไม่ทำ เป็นเพราะอะไรกันน้า...” หวาน แกล้งทำเป็นครุ่นคิด
“บอกมาเถอะน่า...” ติ๊ก เร่งให้หวานพูดสิ่งที่เธอวิเคราะห์ออกมา
“โอเคๆ ฉันคิดว่า 1 ใน 3 มหาอำนาจที่ยกทัพไปจะต้องทรยศแน่นอนหรือบางทีอาจมีมหาอำนาจที่ 4 ชักใยอยู่เบื้องหลังและสร้างเรื่องให้พวกนั้นออกไปโจมตีคิงอาเธอร์ในตอนนี้ซึ่งมหาอำนาจที่ 4นี้คงแอบกลืนอาณาเขตมหาอำนาจทั้งสามในขณะที่ยกทัพออกไปใหญ่โตแบบนี้นั่นแหละ”
“ทำไมเธอถึงคิดว่าเป็นแบบนั้นล่ะ” ติ๊ก ถาม
“ก็อย่างที่บอกต่อให้มหาอำนาจออกมาใหม่อีก 3 แต่ทุกคนก็สามารถใช้การทูตเจรจาเป็นพันธมิตรได้ไม่ใช่ว่าพวกนั้นออกมาแล้วจะบุกโจมตีมั่วซั่วได้เลยที่ไหน การที่จู่ๆมาร่วมมือกันอย่างเร่งด่วนแบบนี้คงมีเหตุผลเดียวคือมีบุคคลชักใบเบื้องหลังแล้วนำเอาความกลัวที่ฝังลึกอยู่กับผู้เล่นของทวีปตะวันตกออกมาใช้”
“ความกลัว...อ้อจริงสินะคิงอาเธอร์นั้นออกมาตั้งแต่ปีที่แล้วตอนนั้นผู้เล่นของทวีปตะวันตกต่างตกอยู่ในไฟสงครามใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบากถึงขนาดคิงเธอร์ยึดไปเกินครึ่งทวีป ทำให้ผู้เล่นของทวีปตะวันตกส่วนใหญ่กลัวกองทัพของบุคคลในประวัติศาสตร์สินะแต่ผู้เล่นระดับสูงโดยเฉพาะหัวหน้ากิลอย่างกิลมหาอำนาจทั้งสามจะไม่รู้เลยเหรอ”
“อาจจะมีบางคนที่รู้ แต่ทำอะไรไม่ได้” หวาน พูดขึ้นสั้นๆ
“พลังมวลชนสินะ” ติ๊ก เข้าใจได้ทันที
ความหมายของพลังมวลชนคือผู้บริหารกิลหรือผู้เล่นระดับสูงอาจจะรู้ว่ามีคนชักใยอยู่เบื้องหลังแต่เนื่องจากกิลมหาอำนาจของทวีปตะวันตกนั้นใหญ่เกินไปเพราะพวกเขาได้รวมเอาผู้เล่นทั่วทั้งทวีปเอาไว้เพื่อต่อกรกับคิงอาเธอร์เท่ากับว่าอำนาจการบริหารของพวกเขานั้นมีจำกัดเมื่อมีคนออกมาสร้างกระแสปลุกปั่นผู้เล่นที่ไม่รู้เรื่องราวจึงออกมาสร้างเรื่องและบีบให้ผู้นำจับมือกันจัดการคิงอาเธอร์นั่นเอง
“ถ้าเป็นอย่างที่เธอบอก งั้นทวีปตะวันตกก็เกิดเรื่องใหญ่แล้วจริงๆ นั่นแหละดีหน่อยที่ทวีปตะวันออกไม่มีใครใช้วิธีแบบนี้ไม่งั้นคงแย่แน่” ติ๊กพูดพร้อมกับทำท่าโล่งอก แต่ทว่า
“ตรงข้ามต่างหากละ ทวีปตะวันออกนั้นไม่ได้มีมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่เหมือน 3กิลนั้นเลยทำแบบนั้นไม่ได้ต่างหาก และนี่แหละจุดอ่อนของพวกเราหากพวกเราไม่จัดการโจโฉก่อนจะอัปเดตแพทช์ พวกเรานี่แหละที่จะแย่” หวานพูดขึ้นด้วยน้ำเสีงจริงจัง
“ห๊ะ...ทำไมเป็นงั้นล่ะ พวกเราก็ใช้วิธีทางการทูตหรือเจรจาเหมือนที่เธอบอกตอนแรกได้นิ”ติ๊ก ถามอย่างสงสัย
หวานหันมาสบตาติ๊กแล้วพูดสั้นๆว่า “ลองคิดใหม่ดีๆ”
ติ๊กไม่เร่งรัดเอาคำตอบจากหวานอีกเขาเชื่อฟังโดยการคิดทบทวนใหม่ตั้งแต่ต้น ติ๊กคิดได้สักพักสายตาก็เบิกโพลงเขาหันมามองหวานที่กำลังยิ้มพร้อมกับพูดขึ้นว่า
“เข้าใจแล้ว...พวกเราไม่อาจใช้การเจรจาได้จริงๆเธอเก่งมากเลยนะที่วิเคราะห์ทุกอย่างนี้ได้ภายในเวลาไม่กี่นาทีแบบนี้”
“เป็นเพราะมีอาจารย์ดีนะสิ คิกคิก” หวาน ทีได้รับคำชมยิ้มกว้างจนตาหยี
แต่ในขณะนั้นเองฮิวโก้ที่แอบฟังอยู่นานแล้วเขาพยายามคิดตามแต่ก็ยังคิดไม่ออกสุดท้ายหมดความอดทนจึงเดินเข้ามาถามว่า “ทำไมถึงใช้การทูตขอเป็นพันธมิตรไม่ได้ละครับ”
หวานและติ๊กหันมามองฮิวโก้ตามเสียงพร้อมกับพูดขึ้นพร้อมกันว่า
“อำนาจไงล่ะ”
ฮิวโก้ที่ได้ยินคำว่าอำนาจเขาพยายามก้มหน้าคิดหาเหตุผลต่อแต่เหมือนจะคิดไม่ออกสุดท้ายหวานจึงเดินมาตบไหล่ของฮิวโก้พร้อมกับอธิบายให้ฮิวโก้เข้าใจด้วยตัวเอง
“สมมุตินายคิดจะเป็นหุ้นส่วนเปิดร้านคาเฟ่กับเถ้าแก่ นายจะทำยังไง” หวานถาม
“จะเป็นหุ้นส่วนก็ต้องลงทุนร่วมกันนะสิ”
“แล้วนายมีเงินเหรอ” หวาน ถามอีกครั้ง
“ไม่มี” ฮิวโก้ ตอบ
“งั้นเถ้าแก่ก็ไม่มีเหตุผลต้องคุยกับนายไงละ” พูดจบหวานก็เดินออกไป
ถามตอบกันไปไม่กี่ประโยคฮิวโก้ก็เข้าใจแล้วโดยการเปรียบเงินเป็นอำนาจในเกมนั่นเองใช่แล้วสำหรับทวีปตะวันตกที่มีหลายกิลที่แก่งแย่งชิงดีกันอาณาเขตในทวีปตกเป็นของกิลหลายกิลที่ครอบครองเป็นเจ้าของอยู่ซึ่งไม่เหมือนกับทวีปตะวันตกที่มีเพียงกิลมหาอำนาจแค่ 3 กิล
นั่นหมายความว่าอำนาจของกิลแต่ละกิลในทวีปตะวันออกนั้นมีน้อยกว่ากิลของทวีปตะวันตกอยู่มากแล้วแบบนี้กองกำลังของ NPC ที่จะออกมาหลังจากอัปเดตแพทช์จะมีเหตุผลอะไรให้เปิดการเจรจากับกิลผู้เล่นไม่สู้พวกเขาไปจับมือเป็นพันธมิตรกันเองแล้วไล่ฆ่ากิลผู้เล่นแบบนั้นไม่ง่ายกว่าเหรอ
ฮิวโก้เดินกลับไปทำงานพร้อมกับได้บทเรียนที่เขาจะขอจดจำเอาไว้จนวันตายเขาเข้าใจแล้วว่าการเจรจาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนกันอย่างเท่าเทียม
ฮิวโก้คิดในใจอย่างมุ่งมั่นว่า ‘หากเราจะขอพี่หวานกินข้าวมื้อละสามจานเราก็ต้องให้พี่หวานได้กินมื้อละสามจานเหมือนกันดีละพรุ่งนี้เราจะเตรียมกับข้าวให้มากขึ้น’
ฮิวโก้ไม่ได้รู้ตัวเลยว่าพรุ่งนี้เขาจะโดนเขกหัวชุดใหญ่และคนที่เขกหัวเขาย่อมไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นหวานนั่นเอง