หลายวันผ่านไป ซิ่วอิ๋งยามกลางวันนอกจากฝึกคัดอักษรกับเสิ่นจวินเซี่ยวแล้ว เวลาที่เหลือล้วนติดหนึบอยู่ข้างกายเฟิงซื่อ กระทั่งยามค่ำคืนยังต้องนอนเบียดกับนาง เฟิงซื่ออดขำไม่ได้ที่อยู่ๆ นางมาออดอ้อน เดาว่านางยังใที่ตกจากูเาจำลอง
วันนี้ สาวใช้ล้างเท้าให้ซิ่วอิ๋ง นางนั่งอยู่บนเตียง พิงหมอนสีแดงเข้มอ่านหนังสืออยู่
นางตัวเล็กกลม หดตัวอยู่บนเตียง หนังสือเล่มนั้นปิดใบหน้านางจนมิด เฟิงซื่อเข้ามาเห็นภาพนี้ก็หัวเราะ นั่งลงที่ขอบเตียง “เ้าพึ่งจะรู้อักษรได้ไม่กี่ตัว ยังจะอ่านหนังสืออีก หรือว่าตระกูลของเรากำลังจะมีจอหงวนหญิงกัน!?”
เมื่อโดนมารดาหยอกล้อ ซิ่วอิ๋งหน้าง้ำงอ ยัดหนังสือเข้าไปในมือมารดา “ท่านล้อลูกเล่นหรือ พรุ่งนี้อาสามจะสุ่มบทเรียนให้ท่องออกมา หากไม่ใช่เช่นนั้นแล้วข้าก็ไม่อยากจะอ่านหรอก”
เฟิงซื่อก้มลงมอง เป็หนังสือรวมบทกลอนเล่มหนึ่ง หัวเราะอย่างสมใจเอ่ยว่า “ข้าคิดว่าอาสามของเ้า้าปลูกฝังเ้าให้กลายเป็จอหงวนหญิงแล้ว”
มารดาของนางฉลาดขนาดนี้จะไม่สามารถเข้าใจความหมายของนางได้อย่างไร นางอยากให้มารดาไปพูดกับอาสาม เผื่อว่านางจะรอดพ้นไปได้ ไม่ใช่ว่านางไม่สามารถท่องได้ แต่ภายหลังนางอ่านหนังสือเยอะมาก พอจำอันนี้ได้ก็ลืมอันก่อน หนังสือรวมบทกวีเล่มนี้นับแต่นางอายุสิบขวบก็ไม่เคยอ่านอีกเลย
จะจำได้ที่ไหนกัน
เฟิงซื่อจงใจแกล้งโง่ ทำเป็ฟังความหมายในคำพูดของบุตรสาวไม่ออก นำหนังสือยัดคืนใส่มือนาง ด้านนอกมีเสียงสาวใช้รายงานการมาของนายท่านใหญ่ สายตาอ่อนโยนของเฟิงซื่อมืดลง
ซิ่วอิ๋งเห็นอารมณ์ที่เปลี่ยนไปของมารดาก็เม้มริมฝีปาก นางไม่เคยเข้าใจว่าทำไมความสัมพันธ์ของมารดาและบิดาถึงตึงเครียดขนาดนี้ ในความทรงจำของนางแต่ไหนแต่ไรมาบิดาไม่เคยค้างคืนกับมารดาที่นี่ ยังดีที่มารดาของนางมีความสามารถ ควบคุมดูแลบ้านได้ดี ไม่เช่นนั้นพวกนางสองแม่ลูกคงโดนชุยอี๋เหนียงรังแกจนตาย
ใบหน้าเฟิงซื่อบึ้งตึง ลูบใบหน้าเรียวเนียนนุ่มของซิ่วอิ๋ง “เ้าอ่านต่อไปเถอะ แม่ออกไปด้านนอกสักครู่” พูดเสร็จก็ลุกขึ้นจากไป
นายท่านใหญ่เสิ่นนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ สาวใช้รินน้ำชาให้เขา ชาเหมาเจียนชั้นหนึ่งจากเมืองซินหยาง แฉกแหลมของใบชาคมชัด ต้มอยู่ในน้ำสามารถยอดแหลมพวกนั้นได้ถนัดตา เฟิงซื่อเดินเข้าไปด้านหน้าคำนับเขา
นายท่านใหญ่เสิ่นเงยหน้าขึ้น สตรีใบหน้าเ็าผู้อยู่ด้านหน้าเขานั้นไม่ต่างจากใบชาพวกนี้ ชอบเชือดเฉือนประชดประชันเขาอยู่เสมอ เห็นได้ชัดว่านางมีหน้าตางดงามหมดจด แต่เหตุใดจึงมีบุคลิกที่เ็าดุจน้ำคางแข็งเช่นนี้
ทั้งสองคนไม่พูดไม่จา ผ่านไปได้สักพักใหญ่ นายท่านใหญ่เสิ่นจึงเปิดปากพูดก่อน “ยัยหนูอิ๋งนอนแล้วหรือ”
“ท่องหนังสืออยู่” เฟิงซื่อตอบเสียงเรียบ
นายท่านใหญ่เสิ่นหงุดหงิดเล็กน้อย ทุกครั้งที่นางพูด ราวกับว่าไม่ยินยอมที่จะพูดแม้แต่ตัวอักษรเดียว บนใบหน้าของเขาปรากฏความอดกลั้นอย่างชัดเจน “หลายวันที่ผ่านมาข้ายุ่งมาก ตอนนี้ยัยหนูอิ๋งดีขึ้นแล้วกระมัง”
คงหมายถึงเื่ที่ตกลงมาจากูเาจำลอง
เื่นี้ผ่านมาสี่ห้าวันได้แล้วกระมัง เขากลับนึกขึ้นได้ตอนนี้ เฟิงซื่อยิ้มเย็นในใจ “เพียงแค่น้อยใจเล็กน้อย”
สีหน้านายท่านใหญ่เสิ่นย่ำแย่ลง เฟิงซื่อกำลังโทษเขาที่ขอร้องแทนบุตรสาวคนรอง แต่ว่าอุ้งมือและหลังมือล้วนเป็เืเนื้อ มิหนำซ้ำบุตรสาวคนรองปกติก็ล้อมหน้าล้อมหลังอยู่ข้างกายเขา เขาย่อมลำเอียงเป็ธรรมดา
เขาหยุดชะงักเอ่ยขึ้น “ยัยหนูเหลียนก็โดนลงโทษไปแล้ว มารดาของนางก็กักบริเวณนาง ทำไมเ้าต้องเอาความกับเด็กคนหนึ่งด้วย”
แววตาของเฟิงซื่อยิ่งมืดหม่น ไม่ช้าก็หัวเราะอย่างไร้อารมณ์ “หากว่าเหยาเหย่าเป็ฝ่ายผลักเสิ่นซิ่วเหลียนลงไป แล้วนายท่านปฏิบัติเหมือนกันคงจะดี”
“เฟิงซื่อ!”
นายท่านใหญ่เสิ่นไหนเลยจะฟังคำถากถางของนางไม่ออก อุทานเสียงเบา แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าแววตาแหลมคมของนาง รู้สึกลมหายใจติดขัด เขาได้ยินจากฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นแล้วว่า บุตรสาวคนรองจงใจผลักบุตรสาวคนโตตกลงไป หากไม่มีเสิ่นจวินเซี่ยว บางทีบุตรสาวคนโตอาจจะมีอันเป็ไปไปแล้วจริงๆ
เขารู้ว่าจริงๆ แล้วเื่นี้ไม่อาจโทษนางได้ที่มีโทสะ กำมือแล้วกระแอมออกมาสองครั้ง “ข้าได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดว่าในเมืองมีร้านเครื่องประดับร้านใหม่ พรุ่งนี้ข้าจะให้ผู้ดูแลร้านพาคนเข้ามา ยัยหนูอิ๋งจะได้มีเครื่องประดับเพิ่ม”
นายท่านใหญ่คิดจะใช้เงินทองมาชดเชย เฟิงซื่อจะไม่รู้ความคิดของเขาได้อย่างไรกัน นางยังคงไม่แสดงสีหน้าดีๆ แก่เขา นายท่านใหญ่เสิ่นรู้สึกว่าตนนั่งไม่ติด เผยจุดประสงค์ที่แท้จริงที่ตนมาวันนี้ออกมา “มะรืนนี้ข้าชวนมิตรสหายหลายท่านมาชุมนุมร่ายโคลงกลอนที่จวน ฮูหยินของพวกเขาก็จะมาด้วย เกรงว่าหย่งผิงโหวซื่อจื่อ[1]ก็จะมาด้วย เ้าเตรียมการให้ดี”
สมกับคำกล่าวที่ว่าหากไม่มีเื่ไม่เข้าวัด ใบหน้าของเฟิงซื่อเ็า ทำเสียงอืมตอบรับ
นายท่านใหญ่เสิ่นลุกขึ้น มองใบหน้าเฉิดฉายของเฟิงซื่อใต้แสงเทียน ผ่านมาจะสิบปีแล้ว กาลเวลาดูเหมือนจะไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้บนใบหน้าของนางเลย ท่ามกลางแสงสลัว ใบหน้านางนั้นราวกับมีแสงจางๆ เปล่งออกมาด้วยซ้ำ ทั้งผิวยังอ่อนนุ่มราวกับเด็กสาว
ในใจนายท่านใหญ่เสิ่นร้อนรุ่ม ชีพจรเต้นแรง นึกย้อนไปยังตอนที่เขาได้นางมา นางร่ำไห้อยู่ใต้ร่างเขาราวกับดอกสาลี่ต้องสายฝน ทำให้เขาเคลิบเคลิ้มมัวเมา ความลุ่มหลงนั้นกัดกร่อนไปถึงกระดูก เกรงว่าชั่วชีวิตเขาก็ไม่สามารถลืมความงดงามของนางได้
ลูกกระเดือกของเขาขยับ ในตาส่องประกายประหลาด เฟิงซื่อเห็นเขายืนขึ้นอีกทั้งไม่ขยับ จึงเหลือบตามองเขา เมื่อเห็นดวงตาของเขาที่เต็มไปด้วยความใคร่มองมายังตน น้ำย่อยรสเปรี้ยวในท้องก็ตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ตรงอก ทำให้นางรู้สึกอยากอาเจียน
“อวิ๋นเจิง…” นายท่านใหญ่เสิ่นเรียกนางอย่างอดไม่ได้ ก้าวเข้าหานางก้าวหนึ่ง
เฟิงซื่อลุกขึ้น แล้วผลักเขาออกไป
แรงผลักนี้ทำให้ท่านนายใหญ่เสิ่นกระแทกเข้ากับที่เท้าแขนเก้าอี้ ส่งผลให้เขาหลุดจากห้วงตัณหาของตน เขาสบเข้ากับั์ตาที่เต็มไปด้วยความชิงชังของเฟิงซื่อ ในปากรู้สึกขมจากความขมขื่น หลังจากนั้นก็หันหลังเดินจากไปอย่างเอน็จอนาจ
หากเปลี่ยนเป็สตรีอื่นกล้าต่อต้านเขาแบบนี้ เขาจะต้องจัดการอย่างไร้ความปรานีอย่างแน่นอน แต่เมื่อเป็เฟิงซื่อเขาทำไม่ได้ ตอนนี้ที่เขามีฐานะเป็ถึงขุนนางชั้นสี่ก็เพราะอาศัยพึ่งพานาง สตรีนางนี้ต่อให้เขาอยากจะจัดการก็ทำไม่ได้
นายท่านใหญ่เสิ่นไม่ได้สิ่งที่้า ไฟตัณหาในร่างยิ่งแผดเผาลุกโชน ทันใดนั้นก็ชักเท้าตรงไปยังเรือนของชุยอี๋เหนียง
ชุยอี๋เหนียงพึ่งสระผม เส้นผมยาวสยายเต็มหลัง เอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนเตียงเตาปล่อยให้สาวใช้ช่วยเช็ดผมนางให้แห้ง บนเรือนร่างมีเพียงเสื้อคลุมยาวคลุมไว้หลวมๆ เมื่อนายท่านใหญ่เสิ่นเข้ามาก็เห็นคอเสื้อของนางเปิดออกอยู่เล็กน้อย ใต้แสงไฟสามารถมองเห็นผิวขาวโพลนราวกับหิมะ ต่ำลงไปเป็เนินเขาที่ถูกซ่อนไว้
สาวใช้ย่อเข่าลงคำนับ พวกนางถูกนายท่านใหญ่เสิ่นโบกมือไล่ออกไปทั้งหมด หลังจากนั้นเขาก็ไม่พูดไม่จา ตรงไปยังเตียงเตากดชุยอี๋เหนียงลงใต้ร่าง แม้นางจะเต็มใจแต่บนใบหน้างดงามดุจดอกท้อของนางกลับแสดงสีหน้าไม่เต็มใจออกมา จากนั้นดวงตาคู่สวยก็พร่ามัว นางครางเสียงสูงขึ้นเรื่อยๆ นายท่านใหญ่เสิ่นดำดิ่งลงไปในห้วงตัณหา ขณะกำลังจะถึงฟากฝั่งก็เรียกชื่ออวิ๋นเจิงออกมา
ร่างกายของชุยอี๋เหนียงแข็งทื่อ หลับตาลงทันใด ปล่อยคน้ากระทำการตามใจ ความเกลียดชังภายในใจราวกับคลื่นน้ำที่ผุดขึ้น ยิ่งมายิ่งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเฟิงซื่อกลับเข้าไปในห้องด้านในอีกครั้ง ซิ่วอิ๋งสัปหงกโยกไปโยกมา หนังสือหล่นอยู่ข้างๆ เฟิงซื่อหัวเราะอย่างจนใจ หยิบหนังสือขึ้นมาส่งให้ซินเหมย ซินเหมยเอ่ยเสียงเบา “พวกบ่าวไม่กล้าขยับเขยื้อนคุณหนูเ้าค่ะ นางตื่นง่าย ใครเข้าใกล้นิดหน่อยก็รู้สึกตัว”
เฟิงซื่อพยักหน้า หลายวันมานี้นางพบว่า บุตรสาวดูเหมือนจะกระวนกระวายมาก มีคนเข้ามาใกล้ก็สะดุ้งตื่น เวลาคุยกับนางก็มีบ่อยครั้งที่ทำราวกับจะพูดอะไรแต่ก็ไม่พูด มีเพียงเวลาที่นางอยู่ใกล้ ถึงจะนอนหลับได้อย่างสงบ คาดว่าวันนั้นบุตรสาวคงใจริงๆ เป็เื่ยากที่ใครจะยิ้มได้หลังพบเจอเหตุการณ์เช่นนั้น
บุตรสาวไม่อยากให้นางเป็กังวล
เฟิงซื่อยิ่งรักซิ่วอิ๋งมากขึ้นทั้งยังปวดใจ ขยับให้นางนอนดีๆ อย่างเบามือ แล้วคลุมผ้าห่มให้ คิดไปถึงว่าหลายวันมานี้เวลาบุตรสาวเห็นเสียงเกอเอ๋อร์ ช่างดูมีชีวิตชีวาเสียจริง
บางที นางคงต้องทบทวนเื่การนำเสียงเกอเอ๋อร์มาไว้ข้างกายจริงๆ แล้ว
เฟิงซื่อนั่งคิดอยู่ข้างหน้าต่าง ในเรือนเงียบมาก บางครั้งก็มีเสียงแมลงร้องขึ้นมาสองครั้ง นางเรียกซินเหมย “ไปดูสิว่าหวังอี๋เหนียงนอนรึยัง ถ้าหากว่ายัง ให้นางมาพบข้าหน่อย”
ประมาณหนึ่งเค่อต่อมา[2] หวังอี๋เหนียงให้สาวใช้จุดโคมไฟนำทางมายังเรือนของเฟิงซื่อ
ความเคลื่อนไหวในห้องชุยอี๋เหนียงมีต่อเนื่องไปราวครึ่งชั่วยามก่อนจะหยุดลง หลังชำระกายอีกครั้ง เงาของซู่เสวี่ยสาวใช้คนสนิทของชุยอี๋เหนียงโผล่มาให้เห็นด้านนอกห้องหลายครั้ง
ชุยอี๋เหนียงเอียงศีรษะมองนายท่านใหญ่เสิ่นที่ส่งเสียงกรน แล้วออกจากห้องไปอย่างเงียบๆ ฟังซู่เสวี่ยรายงานอยู่ที่ห้องโถง
“สาวใช้เรือนหวังอี๋เหนียงแจ้งมาว่า ฮูหยินเรียกหวังอี๋เหนียงไปพบกลางดึก พูดคุยกันอยู่ราวเค่อหนึ่งเต็มๆ”
แววตาของชุยอี๋เหนียงเปลี่ยนไป ท่าทางเ็าบอกว่าตนเข้าใจแล้ว จากนั้นกลับเข้าไปในห้องนั่งลงข้างเตียง นางวางมือลงบนท้องน้อยเนิ่นนาน จากนั้นก็กำหมัดหัวเราะออกมา ในเสียงหัวเราะนั้นแฝงนัยบางอย่างที่ไม่อาจรู้ได้
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/7012340b7983053f1267ffdb04fe563d
[1] ทายาทผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์
[2] เป็หน่วยนับเวลาของจีน หนึ่งเค่อ เท่ากับ 15 นาที