ไป๋เจินจูเดินเข้าตำหนักเงียบ ๆ ด้านหลังมีองค์รัชทายาทหลี่รุ่ยเดินตามมาติด ๆ นางได้ยินเสียงฝีเท้าตามไม่ห่างแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร ใบหน้าเล็กแดงระเรื่อ นึกถึงเหตุการณ์ในรถม้าเมื่อครู่หัวใจก็เต้นแรง...
เขาสารภาพรักกับนาง...
แล้วนางควรทำอย่างไร...
“พระชายา...”
เสียงองค์รัชทายาทเรียกนาง ไป๋เจินจูหยุดฝีเท้า สูดลมหายใจเข้าลึกแล้วหมุนตัวมาเผชิญหน้า พยายามปรับสีหน้าให้เป็ปกติ แต่เมื่อได้สบตาคมเข้มของเขา ถ้อยคำที่ตระเตรียมไว้ก็นึกไม่ออก เสียงที่เปล่งออกมาจึงตะกุกตะกัก
“ขะ ข้า...”
หลี่รุ่ยมองเห็นอาการเขินอายอย่างเห็นได้ชัดของนาง ก็ยิ้มกว้าง เดินตรงเข้ามาแล้วยกร่างบอบบางขึ้น
“อ๊ะ” ไป๋เจินจูร้องอย่างใ จู่ ๆ ก็ถูกยกจนตัวลอย นางถูกเขากอดรัดจนเท้าลอยเหนือพื้น “องค์รัชทายาท ท่านเล่นอะไร ปล่อยข้าลงนะ ข้าเวียนหัว”
หลุ่รุ่ยได้ยินดังนั้นจึงปล่อยนางลง
“ขอโทษ...ข้าดีใจจนลืมตัวไปหน่อย” เสียงของเขานุ่มทุ้ม แววตาที่มองนางเต็มไปด้วยความรักใคร่ “ดีใจ...ที่ความรู้สึกของเราตรงกัน”
“ทะ ท่านมัน...หลงตัวเองนัก ข้าไม่ได้พูดแบบนั้นเสียหน่อย”
“แค่เ้าจูบตอบข้า อิงแอบแนบอกข้า ข้าก็รู้แล้ว...” เขาพูดพลางดึงมือนางไปกุม
“หยุดทำหน้าตาแบบนี้สักที ท่านไม่อาย...แต่ข้าอาย” นางหลบสายตาร้อนแรงที่ส่งมา บ่าวรับใช้ในตำหนักนี้ก็ช่างรู้งาน พอเห็นองค์รัชทายาทผู้นี้กำลังเกี้ยวพานางก็พากันหายหัวไปหมด ทำเหมือนตำหนักนี้มีเพียงนางและเขาแค่สองคน
“สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว มีอันใดต้องอาย” หลี่รุ่ยมองสตรีในดวงใจ แววตาลึกซึ้ง “ั้แ่เราแต่งงานกันข้าก็ตกหลุมรักเ้า ไม่สิ ข้าตกหลุมรักเ้าั้แ่เห็นเ้าครั้งแรกที่ตำหนักเสด็จแม่ เ้าเป็สตรีเพียงคนเดียวที่ทำให้ข้าหวั่นไหว กินไม่ได้นอนไม่หลับ มิใช่เพียงรูปร่างหน้าตาอันงดงาม แต่ความมีชีวิตชีวา ความไร้เดียงสาของเ้าที่ทำให้ข้าตกหลุมรัก”
“...”
“เจินจู...เ้าจะยินดีใช้ชีวิตร่วมกับข้าตราบสิ้นลมหายใจหรือไม่ การแต่งงานนี้มิใช่การแต่งงานการเมือง นี่คือการแต่งงานที่เกิดจากความรักของข้า เ้าเข้าใจหรือยัง”
ไป๋เจินจูเงยหน้ามองบุรุษตรงหน้า บุรุษผู้นี้เป็ถึงองค์รัชทายาท ฐานะสูงส่ง รูปร่างหน้าตาหล่อเหลา องอาจ หากเขารักมั่นดีต่อนางจริง ก็ถือว่าชีวิตต่อไปนี้ของนางก็จะมีความสุข ตอนจบของนิยายรักทั้งหลายมันก็ต้องแฮปปี้ ดีต่อใจ ถูกไหม หากถามนางว่านางรักเขาหรือไม่ บุรุษหน้าตาดี นิสัยดี รักมั่นกับนางเพียงคนเดียว ที่หากเป็เมื่อก่อนนางก็คงเบ้ปากแล้วบอกว่าบุรุษเพียบพร้อมแบบนี้มีแค่ในนิยายเท่านั้น
มันก็มีแต่ในนิยายจริง ๆ เมื่อเจอของดีมีแต่ในนิยายแบบนี้ใครจะปล่อยให้หลุดมือ!
โชคดีที่นิยายเื่นี้ถึงแม้ตัวละครจะประหลาดไปบ้าง แต่เนื้อเื่ไม่ได้เต็มไปด้วยหยดเืและน้ำตา ตอนนี้นางรู้สึกขอบคุณคนแต่งนิยายเื่นี้ ที่เขียนให้นางเอกมีความสุข เส้นทางชีวิตปลอดภัยไร้กังวล...
ในเมื่อได้มีโอกาสเริ่มต้นใหม่ มีชีวิตใหม่อีกครั้ง แม้จะเป็เพียงตัวละครหนึ่งในนิยาย นางก็ต้องใช้ชีวิตต่อไปให้ดีที่สุด
ไป๋เจินจูยิ้มกว้างให้กับบุรุษผู้เป็สวามีตรงหน้า ริมฝีปากบางจิ้มลิ้มเอ่ยตอบเสียงหวาน
“ข้ารู้แล้วว่าท่านรักข้า...ข้าก็รักท่านองค์รัชทายาท...”
หนึ่งเดือนผ่านไป
ไป๋เจินจูมององค์รัชทายาทผู้เป็พระสวามี บัดนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล มือแข็งแกร่งลูบไล้ใบหน้าอันซีดเผือดของนาง ไป๋เจินจูนอนอยู่บนเตียง สีหน้าอ่อนล้า นางตั้งครรภ์ได้สองเดือน แต่ท้องโตเหมือนตั้งครรภ์สี่เดือน ขณะตั้งครรภ์ก็กินอะไรแทบไม่ได้ ทั้งวันได้แต่กินดื่มนอนอยู่บนเตียง ขยับตัวไปไหนก็ถูกห้าม ทั้งลำบากและหงุดหงิดใจ
ด้วยรูปร่างบอบบาง อายุไม่มาก เมื่อตั้งครรภ์จึงมีความเสี่ยง
ใครบอกให้คนแต่งนิยายเื่นี้ให้นางเอกแต่งงานั้แ่อายุสิบห้ากันล่ะ...
ช่างเถอะ ช่างเถอะ นางบ่นไปก็เท่านั้น ถึงแม้ครรภ์นี้จะดูอันตรายน่าเป็ห่วง แต่นางรู้ว่ามันจะผ่านไปอย่างราบรื่น นางเป็นางเอกในนิยาย ก็ต้องมีชีวิตรอดไปจนถึงตอนจบสิ!
“เจินจู เ้าเป็อย่างไรบ้าง...”
น้ำเสียงกังวลของเขาทำให้นางต้องฝืนลืมตาขึ้น แล้วยิ้มบางให้
“ข้าไม่เป็ไร...พอครรภ์ได้สี่เดือนก็คงดีขึ้น”
“เราไม่มีลูกกันดีไหม...” หลี่รุ่ยก้มลงจูบหน้าผากมนของนาง ก่อนจะร้องด้วยความเจ็บ “โอ๊ย!”
“ท่านว่าไม่มีก็ไม่มีได้รึ!” ไป๋เจินจูใช้แรงที่มีทั้งหมดบิดเอวพระสวามี “หากไม่คิดมีท่านจะขยันถึงเพียงนั้นทำไม!”
หลี่รุ่ยได้ยินน้ำเสียงโกรธขึ้งของนางก็ได้แต่ยิ้มแห้ง
ไม่นานหมอหลวงก็มาถึง หลี่รุ่ยมองหมอหลวงจับชีพจร ตรวจครรภ์ให้นาง เมื่อเสร็จเรียบร้อยเขาก็รีบเอ่ยปากถาม
“พระชายาและลูกในครรภ์เป็อย่างไร”
“เรียนองค์รัชทายาท...” หมอหลวงวัยกลางคนก้มหน้ารายงาน “พระชายามีอาการแพ้ท้องที่ดูรุนแรงกว่าปกติ...พอพ้นสองเดือนนี้ไปก็จะดีขึ้น ให้กินยาบำรุงตามที่หม่อมฉันจัดให้ ส่วนครรภ์พระชายาก็ไม่มีอะไรเป็ห่วง นอกเสียจาก เอ่อ...”
“พูดมา” หลี่รุ่ยเห็นท่าทางอึกอักของหมอหลวง แววตาก็เข้มขึ้นหลายส่วน ในใจตื่นตระหนกไปไกล กลัวว่าทั้งแม่และลูกจะเป็อันตรายอะไร
“เด็กในครรภ์ดูเหมือนจะเป็...แฝด”
“แฝด?” สีหน้าหลี่รุ่ยตกอกใยิ่งนัก เขามองไป๋เจินจูที่หลับตาพริ้ม แววตากังวล ครรภ์แฝด แสดงว่าลูกมีมากกว่าหนึ่งคน ถึงแม้จะเป็เื่น่ายินดี แต่ตอนนี้เขากลับยินดีไม่ออก...
ครรภ์แฝด ท้องโต ไป๋เจินจูจะคลอดลูกไหวหรือ
คิดแล้วก็นึกเสียใจ เขาไม่ควรปล่อยให้นางตั้งครรภ์เลย
“ไม่ต้องเป็ห่วง...” ไป๋เจินจูลืมตาขึ้นอีกครั้ง ยื่นมือไปทาบทับหลังมืออุ่นร้อนที่เกาะขอบเตียงไว้ นางบอกหลี่รุ่ยทั้งรอยยิ้ม “ลูกของเราจะคลอดออกมาแข็งแรงสมบูรณ์...”
“แต่เ้า...”
“ข้าก็จะปลอดภัย ข้ารู้ท่านกังวลอะไร” นางยกมืออีกข้างลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นเบา ๆ “ข้าจะอยู่จนถึงลูก ๆ ของเราเติบโตเป็ผู้ใหญ่ จวบจนพวกเขามีชีวิตที่ดี ท่านเชื่อใช่หรือไม่”
“เชื่อ ข้าเชื่อเ้า...” หลี่รุ่ยยิ้มรับ “เ้าว่าอย่างไรข้าก็ว่าอย่างนั้นพระชายา”
เมื่อปลอบโยนพระสวามีตนเองเสร็จนางก็หลับตาลงอีกครั้ง เพราะตอนเช้าทั้งเวียนหัวและอาเจียน ตอนนี้จึงไม่มีแรงแม้จะลืมตา ที่นางมั่นใจว่าทุกอย่างจะราบรื่น และไม่ใที่ตนเองตั้งครรภ์แฝดก็เพราะรู้ก่อนหน้าอยู่แล้ว
นางจะได้ลูกแฝด คลอดลูกอย่างปลอดภัย
ถ้านางจำไม่ผิด ไป๋เจินจูจะมีลูกหกคน แต่ถ้าหากให้คลอดทีเดียวหกคนมันก็ผิดมนุษย์มนาเกินไป ท้องนี้นางเลยไม่แน่ใจว่าจะเป็ก้อนแป้งน้อยกี่ก้อน...
ไป๋เจินจูฝัน...
นางเดินอยู่บนเส้นทางแห่งหนึ่ง รอบด้านขาวโพลน เมื่อเดินไปเรื่อย ๆ ก็มองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ปลายทาง นางเร่งฝีเท้าไปใกล้ อยากจะถามหญิงสาวผู้นั้นว่าที่นี่คือที่ไหน
“ขออภัย คือข้าอยากจะถาม...” นางมองหญิงสาวในชุดกระโปรงสีครีม คนตรงหน้ารูปร่างผอมบาง ใบหน้าเล็กเรียว ั์ตาโศก เมื่อเห็นการแต่งกายเหมือนหญิงสาวยุคปัจจุบัน ถ้อยคำต่อมาจึงเปลี่ยนเป็ทันสมัยอัตโนมัติ “ที่นี่ที่ไหนคะ คุณพอจะทราบไหม”
หญิงสาวตรงหน้านิ่งเงียบ ไป๋เจินจูจึงถามย้ำอีกครั้ง
“คุณคะ...ได้ยินที่ฉันพูดใช่ไหม”
“ค่ะ ได้ยิน”
ได้ผล คนตรงหน้าตอบกลับ เมื่อตอบนางเสร็จก็เผยรอยยิ้มลึกลับ ไป๋เจินจูรู้สึกขนลุก จนยกมือขึ้นกอดตัวเอง
ยะ...อย่าบอกนะว่า นางเจอผี!
“ใช่ ฉันเป็ผี”
เสียงหญิงสาวในชุดสีครีมดังขึ้นก้องหูโดยที่ริมฝีปากไม่ขยับ ไป๋เจินจูเผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าว ใกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ที่นางคิดในใจ แต่อีกฝ่ายกลับได้ยิน
“เอ่อ...”
“เป็ยังไงนิยายที่ฉันแต่ง เธอบ่นว่าไม่สนุก ไร้สมอง แต่เมื่อมาอยู่ในนิยายของฉัน สุดท้ายเธอก็หลงรักพระเอกที่เธออ่านไปด่าไป”
“ธะ เธอ เป็คนแต่งนิยายเื่นี้?”
“ใช่” หญิงสาวตรงหน้าบอกเสียงเรียบ
ไป๋เจินจูตั้งสติ เงยหน้าขึ้น
“ฉันยอมรับว่าตอนนี้หลงรักตัวละครของเธอ นิยายที่ฉันเคยคิดว่าไม่ดี ไม่สนุก ฉันขอโทษที่เคยบอกว่านิยายเื่นี้ไม่ดี เคยคอมเม้นติเธอเสีย ๆ หาย ๆ แต่เมื่อฉันได้เข้ามาอยู่ในนิยายเื่นี้ ได้ัักับความรักที่พระเอกมอบให้ ฉันก็ได้แต่คิดว่านิยายเื่นี้มันดีจริง ๆ และนางเอกของเื่นี้ก็ช่างโชคดีที่สุด”
“ที่ฉันพาเธอมาที่นี่ก็เพราะอยากได้ยินคำนี้” หญิงสาวผู้เป็เ้าของนิยายบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ฉันเป็โรคหัวใจั้แ่เกิด ร่างกายอ่อนแอจนไปเรียนไม่ไหว ทั้งวันอยู่แต่ในห้องนอนสี่เหลี่ยม ทั้งชีวิตก็มีเพียงการอ่านนิยาย และการเขียนคอยอยู่เป็เพื่อน การอยู่ในโลกนิยายที่ตนเองสร้างขึ้นมันมีความสุขจนอยากแบ่งปันให้คนอื่นอ่าน แต่ว่า...การลงงานเขียนในโลกออนไลน์ ก็มีทั้งคนที่ชอบงานเขียนของฉันและคนที่ไม่ชอบมัน บางครั้งก็มีคอมเม้นด่าทอ ต่อว่ากับเนื้อเื่เบาสมอง ไร้สาระที่ฉันสร้างขึ้น พอฉันได้อ่านมันฉันก็รู้สึกแย่ เมื่อถึงวันที่ฉันป่วยหนักสุดท้ายก็เสียชีวิต ฉันจึงกังวลและมีห่วง ฉันอยากทำให้ใครสักคนที่ไม่ชอบนิยายของฉันได้ลองเข้ามาเป็หนึ่งในตัวละคร ให้รู้สึกยอมรับว่านิยายของฉันมันก็มีดี สร้างเสียงหัวเราะได้เหมือนกัน”
“เธอก็เลยเลือกฉัน...”
“ใช่ เธอประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตพอดี ฉันเลยดึงเธอเข้ามาในนิยายเื่นี้”
“ละ แล้ว ตะ ตอนนี้ เธอจะมาดึงฉันออกจากนิยายเื่นี้ใช่ไหม...ในเมื่อเธอหมดห่วงแล้วนี่” พูดออกไปก็ใบหน้าซีดเผือด รู้สึกวูบโหวง นึกถึงว่าต่อไปนี้เธอจะไม่ได้เห็นหน้าหลี่รุ่ย ไม่ได้คลอดลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ก็แสบจมูกจนน้ำตาพานจะไหล
“มันขึ้นอยู่กับเธอ...เธอจะเป็ไป๋เจินจูต่อไป หรือจะไปเกิดใหม่ ฉันให้เธอตัดสินใจ” หญิงสาวเ้าของเื่ยิ้ม “เื่ทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันเป็โชคชะตา ทำตามที่ใจเธอเรียกร้อง ตอนนี้เธอคิดอย่างไร เธอก็ทำอย่างนั้น”
ไป๋เจินจูปาดน้ำตา บอกหญิงสาวตรงหน้าน้ำเสียงหนักแน่น
“ฉันจะมีชีวิตต่อไป...ในนิยายของเธอ”
เมื่อพูดจบภาพตรงหน้าก็เริ่มเลือนราง น้ำเสียงอ่อนโยนดังก้องในหู
“ยินดีด้วยไป๋เจินจู ขอให้เธอมีแต่ความสุข เป็แม่ที่ดีกับเด็ก ๆ ทั้งหกคนล่ะ”
พรึ่บ!
นางสะดุ้งตื่น เด้งตัวขึ้นจากที่นอน ใบหน้าชื้นไปด้วยเหงื่อ หลี่รุ่ยที่นอนอยู่ด้านข้าง เมื่อเห็นนางลุกนั่งกลางดึกก็ใจนลุกตาม เขาหันกายไปจุดตะเกียง เมื่อแสงจากตะเกียงส่องให้เห็นใบหน้าซีดเผือด ดวงตาฉ่ำวาวเพราะร้องไห้ ก็ถามเสียงสั่น
“เจินจูเ้าเป็อะไร ฝันร้ายหรือ”
นางเอนตัวไปพิงอกเขา คิดถึงความฝันเมื่อครู่ก็นึกดีใจนักที่ได้กลับมาอยู่ที่นี่ ตรงนี้ ยกมือขึ้นลูบท้องกลมนูนของตนก็รู้สึกดีขึ้น จึงเงยหน้าขึ้นจูบปลายคางของคนข้างกายเบา ๆ
“หลี่รุ่ย ข้ารักท่าน”
“เป็อะไรหืม ฝันร้ายใช่หรือไม่ จู่ ๆ เ้าร้องไห้ ข้าใจไม่ดีเลย” เขาดึงนางเข้าไปในอ้อมกอด ยกมือขึ้นััท้องของนางเบา ๆ “หรือลูกกวนเ้า ให้ข้าเรียกหมอหลวงไหม”
“ไม่มีอะไร ข้าไม่ได้ฝันร้าย ข้าฝันดีมาก”
“แต่เ้าร้องไห้”
“ร้องไห้เพราะดีใจต่างหาก...” นางเงยหน้าส่งยิ้มให้เขา
“ดีใจเื่ใด เล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”
“ข้าฝัน...ในอนาคตเราจะมีลูกรายล้อม ชีวิตเต็มไปด้วยความสุข” ไป๋เจินจูพูดขณะจับมือหลี่รุ่ยแล้วลูบท้องตนขึ้นลง “ลูกของเรามีหกคน แต่ละคนจ้ำม่ำ เป็เ้าก้อนแป้งน้อยที่สมบูรณ์แข็งแรง”
“หกคน...” หลี่รุ่ยฟังแล้วรู้สึกฉงน “งั้นท้องนี้ของเ้าเป็แฝดหกรึชายารัก?”
ไป๋เจินจูได้ยินพระสวามีถาม รอยยิ้มบนใบหน้าก็แข็งค้าง
นั่นสิ หญิงสาวคนนั้นบอกว่านางจะมีลูกหกคน อย่าบอกนะว่า...
จะให้นางคลอดที่เดียวทั้งหมดหกคน!
นางกลับไปเรียกหญิงสาวผู้นั้นกลับมาแก้ไขนิยายเื่นี้ใหม่ได้หรือไม่ คนอะไรคลอดเด็กทีเดียวหกคน นางเป็คนนะ ไม่ใช่แม่หมู!