ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 74 ผลสรรค์สร้างลายเงิน

            ไป๋ฉางเซิงใช้เวลาตลอดทั้งเดือนอยู่ในถุงกักวิญญาณของคณบดีเฉียนและหากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกสองเดือนหลังจากนี้เขาก็คงต้องอยู่แบบนี้ต่อไป

            แม้จะน่าเบื่อไปบ้างแต่ก็นับว่ามั่นคงดี

            อย่างน้อยที่สุดค่าพลังเลือดที่เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอในทุกวันก็ทำให้เขารู้สึกชื่นใจไม่น้อย

            วันละหนึ่งร้อยแต้มมั่นคงดุจหินผา

            ในตอนนี้ค่าพลังเลือดของไป๋ฉางเซิงก้าวข้ามขีดจำกัดเจ็ดพันห้าร้อยแต้มไปเรียบร้อยแล้ว!

            หากยังรักษาความเร็วในการเติบโตระดับนี้ไว้ได้อย่างต่อเนื่องขอเวลาเพียงครึ่งเดือนเศษ เขาก็จะสามารถสัมผัสถึงกำแพงของระดับแม่ทัพอสูรได้ทันที!

            ส่วนแต้มวิวัฒนาการที่จำเป็นต้องใช้ในการทะลวงระดับแม่ทัพอสูรนั้นไป๋ฉางเซิงก็กำลังพยายามสะสมอย่างสุดกำลังเช่นกัน หากไม่มีอะไรผิดพลาดเมื่อค่าพลังเลือดถึงจุดวิกฤต แต้มวิวัฒนาการก็น่าจะสะสมได้ครบพอดี

            ก็ช่วยไม่ได้ในเมื่อมีพี่ชายใจดีคอยหนุนหลังตลอดเดือนที่ผ่านมาไป๋ฉางเซิงจึงไม่เคยขาดแคลนเรื่องอาหารการกินเลย

            ทางด้านซวนหนีหยกทมิฬเมื่อเห็นรูปร่างของไป๋ฉางเซิงที่ดูอวบอิ่มขึ้นทุกวันแววตาของมันก็ฉายแววพึงพอใจและภาคภูมิใจอยู่ลึกๆ

            เพื่อให้การดูแลเจ้าตัวเล็กผู้น่าสงสารตัวนี้มันถึงกับต้องเจียดขนมขบเคี้ยวของตัวเองออกมาป้อนให้ทุกวัน

            โชคดีที่ผลลัพธ์ออกมาน่าประทับใจเวลาเพียงหนึ่งเดือนทำให้ไป๋ฉางเซิงจากที่เคยเป็นสวะพลังรบห้ากลายเป็นสวะที่ตัวใหญ่ขึ้นมาหน่อย

            ถึงจะเป็นสวะเหมือนเดิมแต่อย่างน้อยการที่ตัวขาวๆ อวบๆ มันก็น่าดูกว่าเยอะ

            และไป๋ฉางเซิงเองก็รู้ความมากเขาคอยมอบความบันเทิงและคุณค่าทางอารมณ์ให้ซวนหนีหยกทมิฬในทุกๆ วัน

            “เฉินห้าวหนานที่รู้ข่าวว่าซานจีเกือบถูกฆ่าก็ถือดาบเตรียมจะไปคิดบัญชีกับคนพวกนั้นทันที”

            “แกกล้าแตะต้องพี่น้องฉันเหรอ? งั้นก็ข้ามศพฉันไปก่อนเถอะ!”

            “...”

            ฝั่งเจียงจืออวี๋มัวแต่ยุ่งกับการสร้างชีพจรมังกรเทียมและเรียนรู้จากคณบดีท่านอื่นๆและด้วยมหาพันธะเทพสถิตที่หยั่งรากลึกขึ้นเรื่อยๆทำให้ในตอนนี้ไป๋ฉางเซิงเริ่มจะเปล่งเสียงพูดภาษาคนออกมาได้บ้างแล้ว

            ทว่าหากอยากจะพูดให้คล่องแคล่วก็ยังจำเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างหนัก

            และการเล่าเรื่อง“กู๋หว่าไจ๋” ให้ซวนหนีหยกทมิฬฟังก็ถือเป็นการฝึกซ้อมอย่างหนึ่ง

            นอกจากนั้นไป๋ฉางเซิงยังมีแผนการอื่นแฝงอยู่อีกด้วย

            “หลังจากผ่านศึกใหญ่มาได้ เฉินห้าวหนานก็ล้างแค้นให้ซานจีสำเร็จแถมศึกครั้งนี้ยังทำให้เขาได้ครอบครองอาณาเขตเพิ่มขึ้นมากมายมิหนำซ้ำในระหว่างนั้นเขายังดึงดูดความสนใจจากหญิงงามนางหนึ่งจนเธอตกหลุมรักเขาตั้งแต่แรกเห็นอีกด้วย”

            เขาเล่าเรื่องกู๋หว่าไจ๋ที่จำใจต้องแต่งเติมใหม่เพราะจำเนื้อเรื่องเดิมไม่ค่อยได้พลางลอบสังเกตสีหน้าของซวนหนีหยกทมิฬไปด้วย

            พอเล่าตอนจบเสร็จเมื่อเห็นซวนหนีหยกทมิฬมีท่าทีครุ่นคิด ไป๋ฉางเซิงก็ถอนหายใจยาวเหยียด

            “น่าเสียดายจริงๆพี่ชายที่กล้ายอมสละชีวิตเพื่อพี่น้องอย่างเฉินห้าวหนานเนี่ยในโลกนี้หาได้ยากยิ่งนัก”

            “ถ้าผมได้เจอพี่ชายแบบนั้นบ้างต่อให้ต้องกินยาเลือดพยัคฆ์ทุกมื้อเพื่อให้สายเลือดวิวัฒนาการและพลังฝีมือพุ่งทะยานผมก็ยอม”

            “แต่ก็นั่นแหละ คนที่จะมาเป็นพี่ใหญ่ของผมได้จะต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมนำหน้า พลังเลือดทะลักทลาย ลึกลับหยั่งถึงและเป็นยอดคนเหนือหล้า การจะเจอคนแบบนั้นน่ะ... ยาก ยากเหลือเกิน”

            พอสิ้นคำพูดนี้ซวนหนีหยกทมิฬที่อยู่ตรงข้ามก็เริ่มหวั่นไหวมันมองไป๋ฉางเซิงแล้วยกอุ้งเท้าชี้เข้าหาตัวเอง

            ทว่าไป๋ฉางเซิงกลับทำเป็นมองไม่เห็นและพูดต่อไปว่า “คนที่จะมาเป็นพี่ใหญ่ของผมเนี่ยต้องเป็นคนที่มีบุญบารมีล้นฟ้า เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึงแต่ความแข็งแกร่งต้องเพิ่มขึ้นแน่นอน”

            “ต่อให้ตอนนี้เขาเป็นแค่ราชาอสูร ในอนาคตเขาต้องได้เป็นเทพอสูรแน่ๆ”

            “ก้าวเท้าออกจากบ้านก็เจอสมุนไพรวิญญาณ ฝึกฝนส่งเดชก็ทะลวงระดับได้แถมยังมีสาวๆ มาตามกรี๊ดเป็นพรวน”

            “พี่ชายที่ผมยังไม่เคยเห็นหน้าเอ๋ย พี่อยู่ที่ไหนกันแน่ผมตามหาพี่จนเหนื่อยเหลือเกินแล้วนะ”

            ได้ยินแบบนี้ซวนหนีหยกทมิฬก็เก็บอาการไม่อยู่จริงๆ

            “ฉัน... ฉัน...”

            “ฉันเป็น... พี่ใหญ่ให้... นายเอง...”

            พอได้ยินคำนี้จากปากซวนหนีหยกทมิฬไป๋ฉางเซิงก็ ‘ประหลาดใจ’ จนต้องหันขวับไปมองด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

            “พี่เหรอ? จะดีเหรอ?”

            “พี่จะยอมเป็นพี่ใหญ่ให้ผมจริงๆ เหรอ?”

            ปัง!ซวนหนีหยกทมิฬก็ตบหน้าอกตัวเองเสียงดังสนั่น ก่อนจะพยักหน้าอย่างหนักแน่น

            “อื้อ!”

            วางเบ็ดมาตั้งนานอ่อยเหยื่อมาครึ่งค่อนเดือน ในที่สุดปลาก็ฮุบเหยื่อเสียที

            แต่ไป๋ฉางเซิงไม่ได้ตอบตกลงในทันทีเขากลับทำสีหน้าลังเล

            “แต่ว่า... ผมมันพลังฝีมือต่ำต้อย แต่พี่เป็นถึงราชาอสูรสายเลือดผมก็ไม่บริสุทธิ์ แต่พี่เป็นถึงบุตรแห่งมังกร ภูมิหลังผมก็ต้อยต่ำแต่พี่มีคณบดีสุ่ยมู่หนุนหลัง...”

            ไป๋ฉางเซิงพูดยังไม่ทันจบก็ถูกซวนหนีหยกทมิฬขัดจังหวะเสียก่อน

            “ไม่เป็นไร... ฉันไม่รังเกียจ... นาย...”

            คำพูดที่ซื่อตรงแบบนี้เห็นจะมีแต่ซวนหนีหยกทมิฬเท่านั้นที่พูดออกมาได้

            ไป๋ฉางเซิงถึงกับมุมปากกระตุกแต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ ซวนหนีหยกทมิฬก็พูดขึ้นอีก

            “ฉันจะ... เป็นลูกพี่นาย...”

            “มีสุขร่วมเสพ... มีทุกข์ร่วมต้าน...”

            พูดจริงเหรอพี่ใหญ่!

            เมื่อซวนหนีหยกทมิฬยืนกรานหนักแน่นไป๋ฉางเซิงที่ทำท่า ‘เกลี้ยกล่อมจนสุดใจ’แล้วแต่ไม่เป็นผล จึงจำใจต้องน้อมรับข้อเสนอนั้น

            “พี่ใหญ่ โปรดรับการคารวะจากน้องเล็กด้วย!”

            ด้วยนิสัยที่ซื่อตรงและสติปัญญาที่ยังไม่เติบโตเต็มที่หากตัดเรื่องพลังฝีมือและรูปลักษณ์ภายนอกออกไปซวนหนีหยกทมิฬก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กมนุษย์อายุสิบเอ็ดสิบสองขวบเลย

            และตั้งแต่วินาทีที่ไป๋ฉางเซิงอ่านใจของซวนหนีหยกทมิฬออกเขาก็เริ่มวางแผนนี้ไว้แล้ว

            มันอาจจะดูเหมือนการหลอกเด็กไปบ้างแต่ศึกชิงบัลลังก์มันก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรไม่ใช่เหรอ?

            ทรัพยากรภูมิหลัง หรือเส้นสาย ไป๋ฉางเซิงไม่มีเลยสักอย่าง หากอยากจะเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงบางสิ่งบางอย่างเขาก็ต้องไขว่คว้ามาด้วยตัวเอง

            “เฉินห้าวหนาน... ของขวัญ... แรกพบ...”

            ซวนหนีหยกทมิฬพึมพำออกมาพลางหยิบผลไม้ลูกหนึ่งออกมาจากที่ไหนสักแห่งแล้วยื่นให้ไป๋ฉางเซิง

            ผลไม้ลูกนั้นไม่ใหญ่นักขนาดประมาณกำปั้นมนุษย์ ผิวเป็นสีเขียวมรกตทั้งลูกและมีลายสลักสีเงินพาดผ่านดูปราดเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา

            “ผลไม้นี่...”

            ซวนหนีหยกทมิฬขยับปากอยู่หลายรอบเหมือนพยายามจะหาคำมาบรรยายความล้ำค่าของมัน แต่คิดยังไงก็หาคำที่เหมาะสมไม่ได้สุดท้ายเลยโพล่งออกมาแค่คำเดียว

            “ดี...”

            ดูเถอะนี่แหละพี่ชายที่แสนดี

            ไป๋ฉางเซิงไม่มีความคิดที่จะเกรงใจเลยแม้แต่น้อยเขาอ้าปากงับแล้วกลืนผลไม้นั้นลงไปทันที

            วินาทีต่อมาความรู้สึกสดชื่นก็ระเบิดซ่านไปทั่วช่องปาก

            รสชาติของมันเย็นฉ่ำและไป๋ฉางเซิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าทันทีที่น้ำผลไม้ไหลลงสู่ลำคอก็มีบางอย่างเริ่มออกฤทธิ์อย่างบ้าคลั่งไปทั่วร่างกายของเขา

            [ยินดีด้วย โฮสต์กลืนกินผลสรรค์สร้างลายเงิน ได้รับค่าพลังเลือด 0 แต้ม และได้รับแต้มวิวัฒนาการ 3,000 แต้ม]

            บ้าเอ๊ย! 

            ทันทีที่ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบไป๋ฉางเซิงก็รู้สึกเสียวซ่านตั้งแต่กระดูกสันหลังพุ่งปรี๊ดขึ้นสมองมีเพียงคำเดียวที่อธิบายความรู้สึกเขาในตอนนี้ได้

            “สะใจ!”

            นี่น่ะหรือคือผลประโยชน์ของการมีซวนหนีหยกทมิฬเป็นพี่ใหญ่!

            หมอนี่ให้ผลไม้ที่มีมูลค่าถึงสามพันแต้มวิวัฒนาการกับเขาแบบหน้าตาเฉย!

            จำนวนที่มหาศาลขนาดนี้ไป๋ฉางเซิงเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรกในชีวิต

            แต้มวิวัฒนาการที่เคยขาดแคลนพอกลืนผลไม้ลูกนี้ลงไป ยอดคงเหลือก็พุ่งทะยานไปถึงสี่พันหนึ่งร้อยยี่สิบแต้มทันที!

            หัวใจเต้นรัวตัวสั่นเทา ถ้าไม่ติดว่าเพศเดียวกัน ไป๋ฉางเซิงอยากจะถวายตัวให้พี่ใหญ่เลยจริงๆ

            ทว่าหลังจากความตื่นเต้นชั่วครู่ผ่านพ้นไปไป๋ฉางเซิงก็เริ่มสังเกตเห็นความไม่ชอบมาพากล

            ผลสรรค์สร้างลายเงินนี่สามารถมอบแต้มวิวัฒนาการได้ถึงสามพันแต้มย่อมบ่งบอกถึงความล้ำค่าของมันได้เป็นอย่างดีผลไม้ระดับนี้เห็นชัดว่าเป็นของที่คณบดีเฉียนเตรียมไว้ให้ซวนหนีหยกทมิฬแน่ๆ

            และเผลอๆมันอาจจะเป็นของสำคัญที่ต้องใช้ในเรื่องคอขาดบาดตายด้วย

            แต่ตอนนี้มันดันมาอยู่ในท้องเขาเสียแล้วถ้าคณบดีเฉียนรู้เข้า จะอธิบายยังไงดีล่ะ?

            เมื่อคิดได้ดังนั้นไป๋ฉางเซิงจึงอดไม่ได้ที่จะหันไปมองซวนหนีหยกทมิฬ

            “พี่ใหญ่ที่รัก พี่จำได้ไหมที่ผมบอกว่าการขายพี่น้องเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจที่สุดน่ะ?”

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน