The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๔๕ ระดับชั้น

            หลังจากพิธีมอบตรากิลด์ให้กับสมาชิกใหม่เสร็จสิ้นเพื่อนใหม่ทั้งเก้าคนและวิฬาร์ก็นัดเจอกันเพื่อฉลองการเข้ากิลด์อนันตนาคราชที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในไตรเหมันต์ทั้งหมดทานอาหารพลางหยิบตรากิลด์ขึ้นมาลูบๆ คลำๆ อย่างตื่นเต้นระคนปลาบปลื้ม

            ในที่สุดพวกตนก็ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังสุดเข้มแข็งแล้ว

            ในเกมไม่ได้มีแค่กิลด์ใหญ่ทั้งสี่กิลด์แต่ก็มีกิลด์เล็กกิลด์น้อยอยู่อีกเพียบที่มีอาคารกิลด์ตั้งอยู่ในเมืองเดียวกันกับพวกเขาแต่ในเมื่อผลประโยชน์ไม่ได้ขัดแย้งกัน เหล่ากิลด์ใหญ่ทั้งสี่ก็ต่างปฏิบัติกับพวกเขาด้วยดีเพราะต่างก็ต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันในบางครั้ง

            ในปัจจุบันสงครามความขัดแย้งระหว่างสี่กิลด์ใหญ่ก็อยู่ในช่วงขาลงแม้ว่าจะมีกระทบกระทั่งกันบ้าง แต่ก็ไม่เกิดเหตุการณ์ใหญ่โตอะไรมากนักเพราะแต่ละฝ่ายก็อยากออมกำลัง และเก็บทรัพยากรของตัวเองเอาไว้มากกว่า

            อย่าว่าแต่ต่อให้อยากทำสงครามขั้นรุนแรงกันจริงก็นับว่าเป็นเรื่องปวดหัว เพราะกำลังพลที่มีกันก็ไม่ใช่น้อยๆ กัน อีกอย่างถ้าเกิดเปิดศึกอย่างเต็มกำลังเมื่อไหร่ หลังบ้านก็อาจจะถูกกิลด์อื่นแทงเข้าให้ทำให้ไปๆ มาๆ แต่ละกิลด์จึงไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวอะไรใหญ่โตมากนัก

            แต่ทุกคนต่างก็รู้ว่าถ้าเกิดมีใครพลาดพลั้งเผลอไผลขึ้นมา กองกำลังแต่ละฝ่ายก็มีความพร้อมจะขย้ำได้ทุกเมื่อจึงมีการเตรียมพร้อม ฝึกฝนกองกำลังรวมถึงพัฒนาความสามารถของตัวเองให้พร้อมทำศึกอยู่เสมอ

            รวมถึงอนันตนาคราชด้วยเช่นกัน

            เหล่าเศียรทั้งเจ็ดวางรากฐานของอนันตนาคราชไว้อย่างเป็นระบบภายใต้การแลกคะแนนของกิลด์ รวมถึงแจกจ่ายภารกิจเพื่อพัฒนาศักยภาพของสมาชิกอย่างต่อเนื่องก็ทำให้สมาชิกทั้งหลายถูกผลักดันให้ก้าวไปข้างหน้าอยู่เสมอ

            ระดับขั้นของอนันตนาคราชแบ่งเป็น7 ชั้น และแต่ละชั้นแบ่งเป็นสามระดับย่อย คือทองแดง เงิน และทอง ตามนี้

            ระดับทั่วไป

            ระดับนี้เปิดให้บุคคลภายนอกกิลด์สมัครเป็นสมาชิกได้ไม่ต่างกับบัตรสมาชิกห้างร้านในโลกความจริงโดยสมาชิกที่อยู่ในระดับนี้จะได้รับตราสมาชิกซึ่งใช้ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและไอเทม รวมถึงการใช้บริการทหารรับจ้างของอนันตนาคราชได้โดยยิ่งใช้บริการมาก ก็จะมีคะแนนสะสมมาก และสามารถใช้แต้มสะสมเลื่อนระดับจากระดับทองแดงเป็นระดับที่สูงกว่าได้ และยิ่งระดับสูง ก็ยิ่งจะทำให้ได้รับการบริการที่ดียิ่งขึ้นรวมถึงมีส่วนลดที่มากกว่าระดับอื่นๆ

            นอกจากนี้ถ้าเกิดสมาชิกระดับทั่วไปสีทองมีความต้องการจะสมัครเข้ากิลด์อนันตนาคราชในภายหลังก็สามารถใช้ตรานี้ยื่นขอการพิจารณาเข้ากิลด์ได้ด้วย

            ระดับพอว์น(Pawn)

            เป็นระดับพื้นฐานที่มอบให้สมาชิกกิลด์แรกเข้าทุกคนซึ่งจะมอบสวัสดิการรวมถึงส่วนลดต่างๆ จากการใช้บริการและแลกซื้อไอเทมรวมถึงใช้แลกเรียนทักษะบางชนิดจากกิลด์ได้สามารถรับภารกิจจากกระดานของกิลด์เพื่อสะสมคะแนนเพิ่มเติม

            ระดับไนท์(Knight)

            เป็นระดับถัดมาของพอว์นเมื่อสะสมคะแนนถึงที่กำหนด จะได้รับการเลื่อนระดับให้สูงขึ้นซึ่งจะนำมาซึ่งสวัสดิการต่างๆ รวมถึงสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนอื่นๆของอนันตนาคราชได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถรับภารกิจที่มีความยากสูงขึ้นได้และหากภารกิจไหนที่ต้องการสมาชิกจำนวนมาก ทำให้จะต้องมีการตั้งหัวหน้ากองกำลังสำหรับภารกิจนั้นๆสมาชิกระดับไนท์ก็จะได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าปาร์ตี้หรือหัวหน้ากลุ่มย่อยสำหรับทำภารกิจนั้นด้วยเพราะถือว่ามีความสามารถ และได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากกิลด์ในระดับหนึ่งแล้ว

            ระดับบิชอป(Bishop)

            ระดับนี้สามารถเข้าถึงข้อมูลระดับสูงบางส่วนของอนันตนาคราชได้สามารถขอยืมใช้ทรัพยากรบางส่วนของกิลด์ได้ หากมีงานระดับกลุ่มหนึ่งร้อยคนก็จะได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้ากอง นับเป็นกำลังสำคัญขั้นหนึ่งของกิลด์

            ระดับรูก(Rook)

            เข้าถึงข้อมูลและทรัพยากรส่วนมากของกิลด์ได้สามารถตั้งภารกิจในนามของกิลด์เพื่อดำเนินการตามสมควร นับว่าเป็นเสมือนผู้จัดการสาขาของกิลด์ มีกองกำลังส่วนตัวใต้อาณัติจำนวนหนึ่งและมักจะได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจที่มีความยากระดับสูงตามความเหมาะสมและได้รับค่าตอบแทนจากกิลด์ในฐานะที่เรียกได้ว่า เหมือนพนักงานกินเงินเดือนประจำ

            ระดับคิง(King)

            รับหน้าที่ดูแลและบริหารภารกิจส่วนใหญ่ของกิลด์ภายใต้แนวทางจากเจ็ดเศียรหรือพูดได้ว่าเป็นเสมือนเลขานุการของอนันตนาคราช สามารถตั้งภารกิจของกิลด์ได้รวมถึงสามารถสั่งการกองกำลังบางส่วนเป็นการเฉพาะได้ตามแต่ละสถานการณ์

            ระดับควีน(Queen)

            เป็นระดับเดียวจาก7 ระดับที่มีเพียงสองระดับย่อย คือสีขาว และสีดำโดยสีดำจะถูกถือครองโดยเหล่าเศียรทั้งเจ็ดเท่านั้น และมีอำนาจควบคุม เคลื่อนย้ายสั่งการ ปรับเปลี่ยนทุกกองกำลัง ทุกภาคส่วน ทุกทรัพยากร ในทันทีและคำสั่งที่ออกโดยตราระดับควีนสีดำจะมีผลบังคับใช้เหนือกฎอื่นใดทุกข้อโดยไม่มีข้อยกเว้นหรือพูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าถือตราสีดำไว้ในมือ จะทำอะไรในกิลด์อนันตนาคราชก็ได้ทั้งนั้น

            ส่วนตราควีนสีขาวนั้นแสดงถึงการได้รับมอบหมายให้เป็นตัวแทนของเหล่าเศียรทั้งเจ็ดเพื่อทำภารกิจบางอย่างในกรณีฉุกเฉินเท่านั้นไม่ต่างจากผู้ตรวจการที่ได้รับอำนาจแทนเจ็ดเศียรตัวจริง

            และระดับควีนนี้ต่างก็เป็นที่รู้กันว่าสงวนเอาไว้เฉพาะเหล่าผู้บริหารอย่างเจ็ดเศียรเท่านั้น หรือจะพูดให้ชัดๆ ก็คือผู้เล่นทั่วไป ถ้าหากคิดจะเติบโตในอนันตนาคราชแล้วละก็อย่างมากก็ขึ้นได้สูงสุดที่ระดับคิงสีทองเท่านั้น

            แน่นอนว่าระดับทั้งหมดนั้นเป็นเสมือนบันไดแต่ละขั้นที่ก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ของอนันตนาคราชที่ดึงดูดให้สมาชิกทุกคนแสวงหาความก้าวหน้า และพัฒนาศักยภาพตัวเองอยู่เสมอทำให้อนันตนาคราชมีความเข้มแข็งไม่แพ้กิลด์ใหญ่ๆ กิลด์อื่นเลย

             

            ....................

             

            เหล่าสมาชิกหน้าใหม่ทุกคนมองตรากิลด์ที่มีรูปเบี้ยตัวเล็กๆประดับอยู่ข้างหลังด้วยสายตาแฝงความมุ่งมั่นอันแรงกล้า

            แม้จุดเริ่มต้นจะต่ำเป็นเพียงแค่เบี้ยตัวน้อย แต่ถ้าหากมีความสามารถมากพอก็สามารถไต่เต้าจนขึ้นไปถึงระดับสูงได้

            วิฬาร์มองภาพผู้เล่นเบื้องหน้าด้วยความยินดีที่เห็นเลือดใหม่เหล่านี้แสดงความร้อนแรงกันอย่างไม่ปิดบังเขาปล่อยให้เพื่อนใหม่ซึมซับวินาทีนี้อย่างใจเย็น

            หลังจากคุยกันหลายต่อหลายเรื่องพวกเขาก็หยิบเอาไอเทมต้อนรับน้องใหม่ขึ้นมาเปิดดูกันอย่างตื่นเต้น

            ในนั้นมีของจิปาถะไม่มากนักแต่ที่ทำให้เด็กๆ พวกนี้สนใจก็คืออุปกรณ์เล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่อนันตนาคราชใจป้ำแจกสมาชิกกิลด์ทุกคน

            เอ็มเด็กซ์(MagicIndex)

            เจ้านี่นับเป็นหนึ่งในไอเทมเวทมนตร์ที่ขายดีที่สุดของอนันตนาคราชตลอดมา

            เพราะมันคืออุปกรณ์สนับสนุนแสนสะดวกสบายที่ช่วยให้ข้อมูลต่างๆในโลกของเกมให้กับผู้เล่น ไม่ว่ะเป็นพิกัดสถานที่ เวลา การนำทางข้อมูลนานาชนิดของทั้งสัตว์อสูรและพืชพรรณ จุดแข็ง จุดอ่อนรวมถึงไอเทมพื้นฐานของระบบ รวมถึงยังมีฟังก์ชันใช้งานอื่นๆ อีกมากมาย

            และด้วยความหลากหลายในการใช้งานนี้ก็ทำให้มันขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

            แต่ก็แน่นอนว่าสำหรับเอ็มเด็กซ์ที่ทางกิลด์แจกให้กับสมาชิกระดับพอว์นนั้นเป็นเพียงไอเทมระดับ Eเท่านั้น ยังมีบางฟังก์ชันที่ไม่สามารถใช้งานได้ ยกเว้นจะ ‘อัปเกรด’ มันขึ้นไปก่อนแต่นั่นก็ไม่ทำให้พวกเขาไม่พอใจแต่อย่างใด เพราะเพียงแค่เอ็มเด็กซ์ระดับ E ก็มีราคากว่า 150 เหรียญทองแล้ว

            ไอเทมระดับนี้หากจะแลกออกไปเป็นเงินจริงในโลกก็ได้เกือบห้าพันบาท!

            แต่ละคนหยิบชิ้นโลหะรูปหกเหลี่ยมบางๆขึ้นมาแล้วกางขาเกี่ยวของมันออก เสียบเอาไว้ที่หูขวา

            เอ็มเด็กซ์เรืองแสงเวทมนตร์สีเขียวอ่อนขึ้นมาหมุนซ้ายทีขวาทีเพื่อประมวลผลเล็กน้อย แล้วส่งเสียงปี๊ปเบาๆบอกว่ามันพร้อมใช้งานแล้ว

            ซานเชสที่ตื่นเต้นที่สุดเอานิ้วเคาะที่เอ็มเด็กซ์ เรียกใช้เลนส์ชนิดพิเศษที่ติดมากับมัน

            มันส่งเสียงแกร๊กเบาๆแล้วทันใดนั้น มันก็ยื่นขาโลหะเล็กๆ ออกมาจากตัวเอง บังไว้ที่ดวงตาของขวาของเด็กหนุ่มผมทองฉายภาพซ้อนทับลงบนนั้น แสดงผลค่าต่างๆ ให้เขาเห็น

            “ว้าว เจ๋งงง!!!”

            ซานเชสเหมือนเด็กได้ของเล่นใหม่เขาวิ่งไปวิ่งมาในร้านอาหารที่ทุกคนนั่งอยู่จนเรียกเสียงหัวเราะเกรียวกราว

            เขาส่องมันไปที่เพื่อนในโต๊ะก็เห็นรายชื่อไอเทมระดับ Eที่บางคนสวมใส่อยู่ และเมื่อเลื่อนสายตาไปที่ส่วนรายละเอียดก็เห็นมันโชว์ข้อมูลต่างๆ ของไอเทมขึ้นมาเต็มพรืดไปทั้งจอดูน่าตื่นตาตื่นใจมากกว่าเดิม

            ทุกคนในกลุ่มเมื่อเห็นตัวอย่างก็รีบลอกเลียนแบบทันที

            แต่ละคนพากันสลับกันส่งไอเทมกันไปมาบางคนถึงกับเปิดหน้าต่างระบบ หยิบดาบหอกโล่ขึ้นมาส่องดูบ้างกันเลยทีเดียว

            วิฬาร์ที่เห็นแบบนั้นก็อดอมยิ้มออกมาไม่ได้ก่อนจะคว้าเอ็มเด็กซ์ของตัวเองที่ได้จากฮาลอสขึ้นมาใส่บ้างจะได้ไม่ดูแปลกแยกจากกลุ่มเกินไป

            ยกเว้นก็เพียงแต่เอ็มเด็กซ์ของวิฬาร์นั้นคนละรุ่นกับของเพื่อนๆ ตรงหน้า

            ทันทีที่เขาใส่แล้วเรียกเลนส์โฮโลแกรมออกมามันก็แสดงรายละเอียดมหาศาลจนท่วมไปทั่วจอ

            ทั้งจำนวนผู้เล่นในร้านไอเทมที่ทุกคนสวมใส่และพวกติดตัว จุดแข็ง จุดอ่อนของเทมชนิดต่างๆ อุณหภูมิ แรงลม เข็มทิศระดับความสูงจากน้ำทะเล รวมถึงข้อมูลอื่นๆ อีกมากมายที่ดูทั้งวันก็ดูไม่หมด

            เขาเคาะนิ้วสองสามทีอย่างเชี่ยวชาญก็ทำให้รายละเอียดที่ละเอียดเกินไปหายไปจนเกลี้ยงเหลือไว้เพียงส่วนที่จำเป็นเท่านั้น

            จากนั้นคนเจ้าเล่ห์ก็เออออห่อหมกไปกับซานเชสที่วิ่งเข้ามาเซ้าซี้อย่างหนักเอาแต่ถามว่าพี่ๆ เห็นนี่มั้ย เห็นนั่นมั้ยจนวุ่นวายไปทั่ว

            และหลังจากเล่นกันจนอิ่มสุดท้ายก็วกกลับมาที่เรื่องราวหลังจากนี้จะไปไหนกันต่อ

            อนันตนาคราชมีกองกำลังหลายกลุ่มกระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของเกม

            แน่นอนว่าสำหรับสมาชิกใหม่ที่เลเวลยังไม่สูงรวมถึงยังมีทักษะไม่มากอนันตนาคราชก็ยินดีที่จะมอบสวัสดิการพิเศษด้วยการฝึกสอนโดยไม่ต้องเสียคะแนนสะสมโดยให้เลือกเบื้องต้นได้ทันทีคนละสามหมวดทักษะเพื่อเพิ่มศักยภาพตามความถนัดของแต่ละคนรวมถึงยังมีการฝึกสอนทักษะความสามสามารถเอาตัวรอดพื้นฐานในทุกๆ ด้านเอาไว้ให้อีกด้วยทำให้หลังจากเข้ากิลด์มาใหม่ๆ ผู้เล่นกว่าเก้าส่วนจะเข้าค่ายฝึกของอนันตนาคราชเป็นอันดับแรกยกเว้นก็แต่พวกที่มีความมั่นใจในระดับหนึ่งที่จะแยกตัวไปฝึกเอง

            ทั้งเก้าคนนอกจากวิฬาร์นั้นแม้จะเข้ากิลด์มาพร้อมกัน แต่ก็มีเพื่อนฝูงอยู่ในเกมกันบ้างแล้วสุดท้ายจึงแค่แลกเปลี่ยนข้อมูลติดต่อกันเอาไว้เผื่อว่าคราวหน้ามาเจอกันหรือชวนมาทำภารกิจด้วยกันอีก ก่อนจะแยกย้ายไปตามทางของตนกันต่อ

            ส่วนวิฬาร์นั้นเมื่อหมดธุระจากการเข้ากิลด์เพื่อสร้างประวัติไม่ให้ใครสืบสาวแล้วเห็นความผิดปกติแล้วเขาก็เบนเข็มไปหาภารกิจที่จำเป็นต่อทันทีโดยไม่ได้สนใจเรื่องค่ายฝึกทักษะของอนันตนาคราชเลยแม้แต่น้อย

            ที่ไม่ได้สนไม่ได้แปลว่าทักษะพวกนั้นไม่จำเป็นต่อการเล่นเกมของเขาแต่เพราะวิฬาร์รู้ดีว่าการฝึกร่วมกันของผู้เล่นหลายร้อยคนจะทำให้การฝึกทักษะทำได้ช้า เพราะต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ตามความสามารถของทุกคนซึ่งช้าเกินไปสำหรับเขา

            อีกอย่างไอ้ข้อมูลทักษะทั้งหมดที่สอนและที่เป็นความลับทั้งหมดนั้นเนี่ยวิฬาร์ก็มีพร้อมอยู่แล้ว

            อย่าว่าแต่ว่าหลักสูตรบางตัว เขานี่แหละเป็นคนออกแบบเองกับมือด้วยซ้ำ

             

            ....................

             

            วันต่อมาหลังจากเข้ากิลด์เป็นที่เรียบร้อย ตอนนี้เขาก็ไม่มีภารกิจอื่นติดพันอีก จึงนึกถึงภารกิจส่งของที่ฤๅษีคทานนฝากให้เขาเอาตราแปลกๆนั้นมาให้เพื่อนของท่านที่เมืองไตรเหมันต์ เพราะไม่แน่ใจว่ามันมีกำหนดเวลามั้ยจึงกะว่าเอาไปส่งให้เพื่อนของท่านก่อนแล้วค่อยหาเวลามาสะสางข้อมูลที่เพื่อนทั้งเจ็ดส่งมาให้ทีเดียวไปเลย

            เขาเปิดหน้าต่างระบบแล้วหยิบตรานั่นออกมาดูเพราะท่านบอกว่าเมื่อถึงไตรเหมันต์แล้วมันจะเป็นเครื่องชี้ทางวิฬาร์ไปหาเพื่อนของท่านต่อเอง

            เมื่อหยิบมันขึ้นมาก็เห็นว่าปลายด้านที่แตกบิ่นของตราสี่เหลี่ยมขะมุกขะมอมนั้นหมุนอยู่บนมือเขาสองสามทีแล้วหันชี้ตรงออกไปนอกเมืองด้านทิศเหนือ เมื่อวิฬาร์มองตามเส้นทางนั้นไปก็พบว่าเป็นเส้นทางสู่แนวเทือกเขาศิศีระที่บ่ายหน้าขึ้นสูงไปทุกขณะ

            “เห้อทางลำบากอีกแน่”

            เส้นทางที่ไม่รู้อนาคตแบบนี้วิฬาร์ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะพาไปเจอกับอะไร

            เขาเปิดเอ็มเด็กซ์ขึ้นมาดูแผนที่ก็เห็นมันแสดงผลให้เห็นเส้นทางบนภูเขาลาดชันเบื้องหน้าจากนั้นก็ออกเดินทางตามเข็มทิศจำเป็นอันนั้นไปเรื่อยๆ มุ่งหน้าสู่ป่าสนโปร่งที่เห็นอยู่ลิบๆ ทอดตัวเป็นแนวกว้างไปทั่วทั้งเทือกเขา

            ทางเดินออกจากเมืองนั้นมีเพียงแค่เกล็ดหิมะเบาบางเป็นหย่อมๆโปรยปรายอยู่ทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้เดินยากเย็นอะไรนัก แต่พอค่อยๆ เดินขึ้นสูงไปเรื่อยๆเส้นทางก็เริ่มจะทวีความขาวโพลนขึ้นทุกขณะ

            ก้าวแล้วก้าวเล่า


    คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน