บันทึกการเลี้ยงดูสามี

    ตอนที่ 38 บรรลุข้อตกลง

    ตอนที่ 38 บรรลุข้อตกลง

    หลังจากที่เดินมาถึงหน้าประตูวัดร้าง หูก็พลันได้ยินเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวดังลอดมาจากด้านในต่อเนื่องเป็นระยะๆ จึงเดินตามเสียงนั้นเข้าไป สิ่งที่ปรากฏสู่สายตาก็คือ กลุ่มเด็กๆ ที่กำลังนอนอยู่บนเสื่อซึ่งทำมาจากหญ้าฟางวางกองรวมกัน ไม่มีสิ่งใดช่วยมอบความอบอุ่นให้เลยสักนิด เสื้อผ้าที่สวมใส่ล้วนผ่านการเย็บปะมาแล้วทั้งสิ้น อีกทั้งใบหน้าก็ยังขมุกขมัวมอมแมมด้วยกันทุกคน

    มองเห็นเช่นนี้แล้ว ก็พลันรู้สึกเศร้าใจและพูดไม่ออกไปชั่วขณะ มักรู้สึกราวกับไม่ว่าตนจะพูดอย่างไรก็ไม่ถูกเลยสักอย่าง ครั้นเห็นพวกเขามองมาที่ตนเอง สีหน้าของทุกคนล้วนแสดงความตื่นตระหนกออกมา จึงระงับอารมณ์ที่ปั่นป่วนในใจ จากนั้นเดินเข้าไปใกล้ แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นท่าทางเฝ้าระวังตัวของพวกเขา แล้วยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาอย่างไม่ห่วงหน้าพะวงหลังเลยสักนิด

    ก่อนหน้าที่ถงเชียนจะเข้ามา เด็กๆ เหล่านั้นกำลังพูดคุยกันอยู่ว่าจะเข้าไปขออาหารในเมือง เพราะอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยให้เด็กที่ยังอายุน้อยเหล่านั้นหิวโหยได้ ในขณะที่กำลังเล่าเรื่องสนุกให้เหล่าเด็กๆ ที่ไม่อาจเข้าเมืองได้ฟังอยู่นั้น

    ฉับพลันนั้นก็เหลือบไปเห็นว่าใครบางคนสวมชุดแสนสวยเป็นพิเศษอยู่ตรงหน้า อีกทั้งพี่สาวที่ปรากฏตัวขึ้นก็ยังมีรูปโฉมงดงามราวกับนางฟ้าก็มิปาน บ้างก็มองอย่างแปลกใจ บ้างก็มองอย่างอิจฉา บ้างก็ขยี้ตาตัวเองราวกับไม่อยากจะเชื่ออย่างไรอย่างนั้น

    ทว่าสิ่งที่เหมือนกันเพียงหนึ่งเดียวคือ ทุกๆ คนนิ่งอึ้งอยู่กับที่ไปชั่วขณะหนึ่ง ทั่วทั้งวัดร้างจึงเปลี่ยนเป็นเงียบสงัดภายในชั่วพริบตา เหล่าเด็กที่โตกว่า ถึงแม้ในตอนแรกจะมีสีหน้าที่แปลกประหลาดใจไปชั่วขณะ แต่เพียงพริบตาเดียวก็ฟื้นคืนสติ ก่อนจะเผยสีหน้าเฝ้าระวัง ราวกับกลัวว่านางจะทำเรื่องไม่ดีกับเด็กน้อย

    ถงเชียนมองดูท่าทางของพวกเขา ก็นึกถึงบิดามารดาของตนในอดีตขึ้นมาอย่างอธิบายไม่ถูก ภาพเหตุการณ์ที่นำตนไปขายให้กับพ่อค้าทาสนั้น ก็ยิ่งทำให้รู้สึกแน่วแน่กับความคิดก่อนหน้านี้

    ยามนี้จึงไม่คิดที่จะปริปากเอ่ยสิ่งใด เพียงนำตะกร้าที่ตนเองบรรจุอาหารเหล่านั้น วางลงบนพื้นให้พวกเขา ครั้นเห็นว่าพวกเขาทุกคนต่างก็ไม่ขยับตัวก็ยิ่งรู้สึกพอใจมาก

    หลังจากที่ชะงักไปสักพัก จึงเอ่ยปากว่า “อาหารว่างเหล่านี้ข้าซื้อตามท้องถนนก่อนจะมาที่นี่ ข้าไม่รู้ว่าพวกเจ้าจะชอบกินหรือไม่ แล้วก็ไม่รู้ว่าพวกเจ้าชอบกินอะไร ก็เลยซื้อมาโดยไม่ได้เลือกอะไรมากนัก พวกเจ้าก็กินรองท้องกันไปก่อน ยังมีเรื่องอื่นรอให้ว่ากล่าวกันอยู่”

    ยามที่เหล่าเด็กอายุยังน้อยได้กลิ่นหอมของอาหาร ก็รู้สึกท้องร้องจ๊อกๆ พอได้ยินถงเชียนเอ่ยว่าอาหารพวกนี้มอบให้ตน หากไม่ใช่เพราะพี่ชายพี่สาวเคยกล่าวว่า ไม่ให้รับของจากคนแปลกหน้าง่ายๆ ก็คงจะไม่คิดอันใดให้มากความ จนแล้วอาจเอื้อมมือไปหยิบ เพื่อที่จะเพื่อหยิบมากินได้ในทันที 

    แต่เมื่อเห็นว่าพี่ชายพี่สาวยังไม่ขยับ เสี้ยววินาทีนั้นจึงทำได้เพียงมองดูอาหารที่วางอยู่ตาละห้อย ส่วนเหล่าเด็กโตบางส่วน ยามที่เห็นถงเชียน ก็รู้เลยว่าเรื่องในวันนี้ไม่ง่ายดายถึงเพียงนั้นแน่ แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยเชื่อว่าจะมีโชคดีหล่นลงมาจากฟ้าได้ เลยยืนอยู่ด้านหน้าคอยห้ามปรามการกระทำของเหล่าเด็กน้อยตลอด

    แล้วอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ว่า “แม่นางท่านนี้ ท่านกับพวกเราไม่ได้เป็นญาติสนิทมิตรสหายกัน แล้วเหตุใดจู่ๆ ถึงมามอบของกินให้พวกเรา ถึงแม้พวกเราจะเข้าไปหาของในเมืองทุกวัน แต่นั่นก็เป็นของที่ได้มาอย่างถูกต้อง อาหารที่ท่านซื้อมาให้เป็นกรณีพิเศษทั้งยังมากมายปานนี้ พวกเรามิอาจรับไว้ได้”

    มองดูสีหน้าตกตะลึงเล็กน้อยของถงเชียนและเอ่ยต่อว่า “หรือหากท่านต้องการให้พวกเราช่วยทำสิ่งใด ถ้าเป็นเช่นนี้ล่ะก็ ท่านลองพูดมาก่อน หากพวกเราทำได้ ก็จะให้พวกน้องชายน้องสาวกินอาหารเหล่านี้ แต่หากทำไม่ได้ล่ะก็ พวกเราไม่อาจรับอาหารนี้ไว้แน่นอน”

    ถงเชียนมองเห็นแววตาที่หนักแน่นของเด็กชายผู้นั้น ความปลาบปลื้มในใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่เขาตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ กลับสามารถคิดได้ถึงเพียงนี้ อีกทั้งเหล่าน้องชายน้องสาวที่อยู่ภายใต้การอบรมสั่งสอนของเขาก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจอะไร ดูท่าเขาเองก็คงจะมีดีอยู่เหมือนกัน

    เมื่อมีเด็กที่เป็นผู้นำเช่นนี้ เหล่าเด็กๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลจะกล้ามีปัญหาอื่นได้อย่างไรกันล่ะ ดูแล้วการที่ตนลองทำโดยไม่ได้วางแผนมาก่อนในครั้งนี้ จะทำให้ตนได้พบกับคนที่เหมาะสมที่สุดเข้าเสียแล้ว เมื่อนึกเช่นนี้ จึงส่ายหัวเบาๆ

    “อันที่จริงข้าเพียงแต่ต้องการมอบอาหารให้พวกเจ้า จากนั้นลองดูสถานการณ์ของพวกเจ้า ข้าได้ฟังจากปากเพื่อนคนหนึ่งว่าพวกเจ้าพักอาศัยอยู่ที่นี่และก็มีสภาพแวดล้อมย่ำแย่เป็นพิเศษ จึงอยากลองมาดู เพียงแต่ไม่นึกว่า สถานการณ์ของพวกเจ้าในยามนี้จะลำบากกว่าที่ข้าจินตนาการไว้อยู่บ้าง”

    มองดูสีหน้าไม่เชื่อของเด็กที่เพิ่งพูดคุยกับนางคนนั้น ก็อดที่จะพยักหน้าไม่ได้ “ความจริงแล้วเจ้าคาดเดาไม่ผิดหรอก หากจะพูดให้ละเอียด ข้าเองก็มีเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้าเช่นกัน เพียงแต่ข้าคิดว่า แทนที่จะบอกว่าข้ามาขอความช่วยเหลือจากเจ้า มิสู้บอกว่าข้าต้องการเสนอโอกาสให้พวกเจ้าจะดีกว่า”

    เมื่อเอ่ยเช่นนี้แล้ว ก็นำเรื่องที่ตนอยากจะให้พวกเขาทำ ในส่วนที่พวกเขาสามารถรับรู้ได้ เล่าให้ฟังไปจนหมด มองดูพวกเขาที่กำลังรับฟังเรื่องนี้ด้วยสีหน้าท่าทางที่แปรเปลี่ยนเป็นดีอกดีใจมากขึ้นเรื่อยๆ ก็พลันรู้สึกปลาบปลื้มใจ ดูแล้วแผนการของตนคงใกล้จะเริ่มดำเนินการได้แล้วล่ะ

    หลังจากที่พวกเด็กโตได้ฟังแล้ว ก็นิ่งเงียบไม่พูดไม่จาเกือบราวๆ หนึ่งเค่อ ส่วนคนอื่นๆ ต่างรอคอยด้วยความสงบนิ่ง ไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดเรื่องนี้อยู่ หรือรอให้เด็กเหล่านั้นตัดสินใจครั้งสุดท้ายกันแน่

    หลังจากที่เด็กชายคนนั้นชะงักไปชั่วขณะ ก็เอ่ยถามอย่างแผ่วเบาว่า “พี่สาว ท่านพูดจริงเหรอ? แค่ต้องการให้พวกเราเรียนรู้ด้านการเพาะปลูก ไม่เพียงแต่จะมีอาหารและที่พักอาศัยให้พวกเรา ยังมีเงินให้พวกเราอีกด้วย” ในขณะที่ถาม ก็จ้องถงเชียนตาไม่กะพริบ ราวกับกลัวว่าจะพลาดแววตาของนางไป

    มองดูถงเชียนพยักหน้า แล้วจึงเอ่ยต่อว่า “ท่านยังจะสอนสิ่งอื่นๆ ให้พวกเรา แล้วยังจะพาพวกเราไปเรียนรู้ด้านอื่นๆ อีก นี่ก็เป็นความจริงรึ”

    มองดูถงเชียนที่พยักหน้าติดๆ กัน แล้วถามต่อว่า “ท่านแน่ใจนะว่ามีเพียงเท่านี้ ไม่มีทางให้พวกเราทำสิ่งใดที่ไม่ดี สิ่งที่ส่งผลเสียต่อผู้อื่น หรือเป็นเรื่องที่อาจทำร้ายผู้อื่น”

    ครั้นถงเชียนได้ฟังคำถามสามข้อนี้ของเขา ก็พลันหัวเราะขึ้นมา “เจ้ามิต้องคิดมากถึงเพียงนี้ เป็นเพราะความต้องการของครอบครัวข้าจริงๆ ทั้งยังหวังเป็นอย่างยิ่งด้วยว่าจะสามารถนำโอกาสที่ไม่นับว่าเป็นโอกาสเช่นนี้ มอบให้กับคนที่ต้องการจริงๆ เอ่ยกับเจ้าตามตรง แม่นางอวิ๋นที่ขับร้องเพลงอยู่โรงน้ำชาในเมืองผู้นั้น ก็เคยได้รับความช่วยเหลือจากข้า หากเจ้าไม่เชื่อข้าล่ะก็ สามารถไปถามนางได้ นางสามารถเล่าเรื่องพวกนี้ให้เจ้าฟังได้”

    หากเอ่ยถึงเรื่องของแม่นางอวิ๋นแล้ว เด็กๆ หลายคนย่อมรู้จัก เมื่อคราที่แม่หนูอวิ๋นเตรียมจะขายตัวฝังศพบิดาอยู่ข้างนอกนั้น พวกเขาเองก็อยู่บนถนนในเมืองด้วยเช่นกัน ทว่ารู้แค่เพียงว่าพี่สาวคนงามผู้นั้นถูกพี่สาวอีกคนช่วยเหลือไว้ แต่กลับไม่อาจคาดคิดได้เลย

    .

    .

    .