ขุนปราบกามสวาท
ตอนที่ 90 | ดวงใจที่กลับคืน
ไออุ่นจากร่างบางที่เอนตัวลงมาพิงต้นไม้ สัมผัสอันอ่อนโยนจากฝ่ามืออันเรียวบาง เสียงแห่งความคะนึงหาที่นางเอื้อนเอ่ย หยาดน้ำตาอันเศร้าโศกที่รินไหลออกมาจากดวงตาอันเศร้าหมอง ทุกประโยกทุกคำพูดที่นางกล่าวกับเขาผ่านทางต้นครองพิภพ ทัพรับรู้ถึงมันทั้งหมด
ซึ่งมันก็เป็นหนึ่งปีอันยาวนานที่ทัพทำได้แค่เพียงฟังเสียงนางจากตรงนี้ เขานั้นไม่รู้เลยว่าเหตุใดตัวเองถึงยังคงอยู่ เขาไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองมันคืออะไร เขารู้เพียงแค่ว่าตัวเองยังคงอยู่ คงอยู่ในฐานะละอองวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในต้นครองพิภพ ทัพนั้นเฝ้าอ้อนวอนต่อโชคชะตาว่าให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับตัวเองสักครั้ง หรือไม่ก็ขอให้ได้กอดนางอันเป็นที่รักอีกสักหน
เขาในวันนี้ปาฏิหาริย์นั้นมันก็เกิดขึ้นกับทัพจริงๆ เขาที่เป็นเพียงละอองวิญญาณก็ตั้งใจฟังทุกคำที่นางพูดเหมือนเคย แต่พอรู้ตัวอีกทีทุกสัมผัสของโลกใบนี้มันกลับชัดเจนขึ้นมาอย่างน่าแปลกใจ ทั้งสายลมที่พัดผ่านตัว ทั้งไออุ่นของแสงแดดที่สาดส่องลงมา แม้กระทั่งกลิ่นกายของนางอันเป็นที่รักเขายังได้กลิ่นนั้นอย่างชัดเจน
"......" และพอมองดูตัวเองดีๆ เขาก็เห็นว่าตัวเองนั้นไม่ได้เป็นละอองวิญญาณที่ล่องลอยอยู่ในต้นครองพิภพแล้ว ทัพนั้นกลับมามีร่างกายเฉกเช่นมนุษย์อีกครั้ง พลั่บ!!!! เขาที่เห็นแบบนั้นก็พยายามจะลุกขึ้นไปหาบุษบาทันที แต่ทว่าแขนขามันกลับอ่อนแรงจนเขาขยับตัวไม่ได้เลย แม้กระทั่งเสียงพูดเขาก็ไม่สามารถเปล่งออกไปได้
"....." เขาเลยนั่งฟังบุษบาเล่าเรื่องต่างๆ ต่อไปทั้งอย่างนั้น พลางพยายามรวบรวมกำลังขยับร่างกายไปด้วย
"ถ้ามีเวลาน้องจะมาหาอีกนะพี่ทัพ" แต่จนถึงวินาทีสุดท้ายที่นางอันเป็นที่รักจะจากไป เขาก็ยังขยับร่างกายหรือเปล่งเสียงออกไปไม่ได้เลย
"อื้อออออ" ขนาดที่พยายามอย่างสุดกำลังก็เปล่งเสียงพูดออกมาไม่ได้สักคำ แม้แต่ท่อนขาก็ยกขึ้นมาจากพื้นได้ไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ
ตุบ!!!! แต่ในตอนที่เขากำลังสิ้นหวังอยู่นั้น ก็มีผลไม้สีแดงตกลงมาจากต้นไม้ ทัพที่เห็นแบบนั้นก็เลยเงยหน้าขึ้นไปมองที่ด้านบน เขาจึงได้เห็นว่ามีนกตัวหนึ่งอยู่บนกิ่งไม้เหนือตัวเขา ตุบ!!! จากนั้นนกตัวนั้นก็โยนผลไม้สีแดงลงมาอีกครั้ง แล้วเอี้ยวคอของมันไปดูที่อีกฟากของต้นครองพิภพ
"...." เจ้านกตัวนั้นทำท่าครุ่นคิดอยู่สักพัก จึก!!!!! ก่อนที่มันจะจิกกิ่งก้านของต้นครองพิภพออกมา พลั่บ!!! จากนั้นมันก็ปล่อยกิ่งของต้นครองพิภพลงมา ตุบ!!! แกร๊บ!!! จนเกิดเสียงที่ดังขึ้นกว่าเดิมขึ้นมา
"....." ในอีกไม่กี่วินาทีถัดมาทัพก็เข้าใจว่าเจ้านกตัวนั้นกำลังช่วยเขาอยู่ เพราะตอนนี้บุษบาได้มายืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
"".....พี่..ทัพ....."" เพียงแค่เสียงของนางดังขึ้นมันก็ทำน้ำตาของเขาไหลรินทันที
"บุษบา...." และทัพก็กลับมาเปล่งเสียงพูดได้แล้ว หมับ!!!! ส่วนร่างบางก็โผเข้ากอดเขาทันที เจ้านกตัวน้อยที่เห็นว่าทั้งคู่ได้เจอกันแล้ว ก็ผายปีกคู่น้อยบินออกจากตรงนั้นไป
หลังจากที่ทัพฟื้นคืนชีพขึ้นมาก็ผ่านมาได้ราวๆ 6 เดือนแล้ว เขาใช้เวลา 3 เดือนแรกไปกับการฟื้นฟูร่างกาย และใช้เวลาของ 2 เดือนต่อมาไปกับการฟื้นฟูพลัง ซึ่งมันก็ทำให้ทัพได้รู้ว่าตัวเองไม่สามารถใช้อาคมได้อีกแล้ว จากคำอธิบายของพระอาจารย์ ทัพในตอนนี้นั้นไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว
ซึ่งมันก็สอดคล้องกับการกลับมาของเขาได้เป็นอย่างดี ทัพได้ตายในฐานะมนุษย์ไปแล้วและเกิดใหม่อีกครั้งในฐานะของสัตว์วิเศษ หรือจะบอกว่าเขากลายเป็นสิ่งมีชีวิตในพิภพหิมพานต์ไปแล้วก็ย่อมได้ ทั้งร่างกาย ทั้งแก่นดวงจิตที่ใช้ในการหลอมรวมพลังเวทย์ถูกสร้างขึ้นโดยอำนาจของต้นครองพิภพทั้งหมด มีเพียงแค่วิญญาณเท่านั้นที่เป็นของทัพดังเดิม
ถึงจะมีอะไรหลายๆ อย่างที่ต้องปรับตัว แต่ทัพก็เข้าใจและยอมรับมันได้เป็นอย่างดี เพราะการได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งมันก็เป็นปาฏิหาริย์สำหรับเขาแล้ว ส่วนเวลาอีกหนึ่งเดือนต่อมาทัพก็ใช้มันไปกับคนที่เขารัก และปรับตัวเข้ากับบ้านหลังใหม่อย่างพิภพหิมพานต์
ทัพนั้นได้รู้ว่าหลังจากสงครามผู้ครองพิภพยุติลง ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปมาก บุษบาขึ้นเป็นทั้งผู้ครองพิภพและผู้ครองนคร ทั้งคำแก้วและนารีต่างก็มาใช้ชีวิตอยู่ที่พิภพนี้ ไหนจะเรื่องที่อาเนียได้ขึ้นเป็นผู้ปกครองคนใหม่ของอาณาจักรปฐพีอีก และนางก็ทำมันได้ดีเสียด้วย เพราะอาณาจักรที่แห้งแล้งในตอนนั้น ได้กลายเป็นอาณาจักรที่ร่มรื่นไปด้วยพืชนานาพันธ์ุแล้ว
แต่เรื่องที่เปลี่ยนไปมากที่สุดเลยก็คือพิภพมนุษย์ในตอนนี้ หลังจากเกิดการล่มสลายของพิภพหิมพานต์ในตอนนั้น มิติแห่งกาลเวลาของพิภพหิมพานต์และพิภพมนุษย์ก็ได้เกิดกันปั่นป่วน ถึงในท้ายที่สุดทัพจะสละตัวเองเพื่อปลูกต้นครองพิภพขึ้นมาใหม่ แต่กาลเวลาที่ผิดเพี้ยนไปแล้วก็ไม่อาจกลับมาเป็นดังเดิม ณ ตอนนี้ที่พิภพมนุษย์จึงอยู่ในช่วงของ ค.ศ. 2023 จากการปั่นป่วนของเวลาในครั้งนั้น และมนุษย์ก็ได้หลงลืมการมีอยู่ของพิภพหิมพานต์ไปจนหมดสิ้น
"เป็นเช่นไรบ้างพี่ทัพ" ในขณะที่ทัพกำลังยืนชมทิวทัศน์ของอาณาจักรผืนป่า จากริมระเบียงห้องนอนของบุษบา เสียงของนางก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทัพที่ได้ฟังแบบนั้นก็หมุนตัวกลับไปหานาง แล้วตอบคำถามของนางด้วยรอยยิ้ม ว่าวันนี้เขาก็สบายดีเช่นเดิม
ร่างกายของทัพนั้นเหมือนเดิมแทบทุกอย่าง ทั้งหน้าตา รูปร่าง น้ำเสียง จะมีก็เพียงแค่อักขระอาคมตามผิวกายที่มันหายไป ถึงจะดูแปลกตาไปจากทัพคมเดิมเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงดูดีเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน "วันนี้พี่อยากออกไปชมเมืองเหมือนทุกทีหรือไม่" บุษบายิ้มตอบรอยยิ้มของทัพเมื่อครู่ ก่อนที่จะเดินตรงเข้ามาหาเขา แล้วถามพลางมองออกไปยังทิวทัศน์ที่ทัพมองเมื่อครู่ ภาพของดวงอาทิตย์ที่กำลังตกดินมันงดงามเสียจนนางหุบยิ้มไม่ได้เลย
หมับ!!!! ทัพที่ดูเหมือนว่าอยากจะใช้เวลากับนางมากกว่าออกไปเดินชมเมืองก็ขยับมือลงมาจับแขนนางไว้ แล้วดึงร่างบางเข้าไปหาตัวเอง พลั่บ!!! จนร่างบางเข้ามาอยู่ในอ้อมแขน "วันนี้พี่อยากใช้เวลากับน้องมากกว่า" หมับ!!!! พอพูดจบทัพก็โน้มหน้ากดริมฝีปากลงไปจูบนาง
สัมผัสอ่อนนุ่มของริมฝีปากที่กดลงมาและรสอันหอมหวานของรอยจูบที่ถูกบดบี้ลงมา มันทำเอาร่างบางเคลิ้มตามจนอ่อนระทวยไปทั่วทั้งเรือนร่างเพราะจูบนั้น พลั่บ!!! ก่อนที่ร่างบางนั้นจะร้อนผ่าวขึ้นมา เพราะถูกเขาดันไปแนบชิดกับผนังห้อง //// และยิ่งร้อนผ่าวขึ้นไปอีก เมื่อรสจูบอันอ่อนหวานนั้นได้ถูกเร่งจังหวะจนกลายเป็นจูบรสร้อนแรงอันแสนจะดูดดื่ม
"จ๊วบ ม๊วฟ ฮ่าห์ จ๊วบ" จังหวะจูบอันร้อนแรงของทัพมันทำเอานางหายใจไม่ทั่วท้อง ไออุ่นจากเรือนร่างอันกำยำของเขามันทำเอานางฟุ้งซ่านไปไกล สัมผัสจากฝ่ามือที่ลูบไล้ไปทั่วทั้งเรือนร่างเองก็ทำเอานางร้อนผ่าวจนร้อนรุ่มไปหมด
"ม๊วฟ จ๊วบ อื้อส์ จ๊วบ" และเพราะความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งเรือนร่างนั้น มันก็ทำให้นางกดความกระสันซ่านในกามไว้ไม่ไหว พอรู้ตัวอีกทีก็จูบตอบทัพกลับไปอย่างร้อนแรงไม่แพ้กันแล้ว หมับ!!!! ส่วนทัพที่ถูกนางจูบตอบกลับมาแบบนั้นก็ยิ่งร้อนรุ่มมากขึ้นไปอีก เขาก็เลยสอดฝ่ามือลงไปอุ้มร่างบางของนางขึ้นมา แล้วพาร่างบางอันร้อนผ่าวนั้นมุ่งหน้าไปยังเตียงนอนหลังใหญ่ เพื่อช่วยดับไฟร้อนอันซาบซ่านนี้ให้แก่นาง
โปรดติดตามตอนต่อไป