ขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล]

    บทที่ 72 เปล่งเสียงออกไป สูดพลังหยาง

    ครั้งนี้เสียงที่ดังออกมามีแววข่มขู่ปะปนอยู่ด้วย

            นอกจากนี้ผมยังสังเกตเห็นว่าเปลวไฟในศาลหลักเมืองที่เคยเป็นสีแดงค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมน้ำเงิน

            บรรยากาศยิ่งดูน่าขนลุกมากขึ้น

            ความคิดแรกของผมคือต้องออกไปจากที่นี่ร่างเงาในศาลหลักเมืองพวกนั้นชัดเจนว่าไม่ใช่มนุษย์

            พวกมันพยายามชักชวนให้ผมเข้าไปข้างในซึ่งแน่นอนว่าไม่มีเรื่องดีรออยู่

            ที่สำคัญคำสั่งของอาจารย์ยังดังก้องในหัว

            ‘อยู่ที่หน้าประตู อย่าเดินไปไหน อย่าลงจากเขา และที่สำคัญ อย่าเดินสำรวจรอบๆ...ห้ามเข้าไปข้างใน’

            ผมจึงทำได้เพียงรอดูสถานการณ์

            ขณะที่เปลวไฟในศาลกลายเป็นสีเขียวเงาดำที่อยู่ข้างในก็ดูเหมือนจะลุกขึ้นยืน

            พวกมันไม่ได้ออกมาเพียงแต่เดินวนอยู่รอบกองไฟที่เปลี่ยนสีไป

            เสียงกระซิบดังแว่วออกมาจากข้างใน

            “หมายความว่าไงเนี่ย ยืนอยู่หน้าบ้านเรา แต่กลับไม่พูดอะไรสักคำซ้ำยังไม่ยอมเข้ามาด้วย”

            “ช่างไร้มารยาท มาแอบฟังกันสินะ”

            “ถ้ายังไม่พูดอะไรอีก ฉันจะออกไปลากเข้ามาเองแล้ว”

            เสียงเหล่านั้นทำให้ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

            เงาที่มีใบหน้าซีดขาวซึ่งยืนอยู่หน้าประตูขยับเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง

            “พี่ชาย พูดอะไรสักคำเถอะ! ถ้ายังเงียบอยู่แบบนี้ พวกพี่ข้างในจะออกไปจับตัวเข้ามาแล้วนะ”

            ผมได้ยินชัดเจนแต่ผมไม่โง่พอจะตอบ

            ยิ่งพวกมันอยากให้ผมพูดมากเท่าไรก็ยิ่งแสดงว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล

            ผมยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับและไม่ส่งเสียง

            พร้อมกันนั้นผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วส่งข้อความหาอาจารย์ทันที

            [อาจารย์มีบางอย่างอยู่ในศาลหลักเมือง พวกมันพยายามให้ผมเข้าไป ขู่จะจับตัวผมด้วยผมควรทำยังไง]

            ไม่นานอาจารย์ก็ส่งข้อความตอบกลับมา

            [อย่าไปสนใจ พวกมันพยายามล่อลวงนาย ฉันกำลังขึ้นเขาแล้ว]

            เมื่อเห็นข้อความของอาจารย์ผมก็รู้สึกโล่งใจทันที

            อาจารย์กำลังมาวิญญาณพวกนี้ไม่น่าจะก่อเรื่องอะไรได้มาก

            ผมยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ตอบโต้พวกมัน

            ผีที่ยืนอยู่หน้าประตูเห็นว่าผมไม่สนใจมันเป็นเวลานานจึงแค่นเสียงเย็นชา

            “ไอ้เด็กไม่รู้จักบุญคุณ! เรียกให้มาอุ่นไฟก็ไม่มา เอาแต่จ้องพวกเราตาไม่กะพริบ แถมไม่พูดสักคำ รีบไสหัวไปซะ!”

            ทันใดนั้นลมเย็นยะเยือกก็พัดมาปะทะใบหน้าผม

            เสียงลมพัดก้องกังวานทำให้ต้นไม้รอบๆ แกว่งไหวอย่างรุนแรง กิ่งไม้เสียดสีกันจนเกิดเสียงแหลมดัง

            แต่ผมยังคงยืนนิ่งไม่ขยับแม้แต่น้อย

            เมื่อเห็นว่าผมไม่เดินออกไปไม่ขยับ และไม่พูดอะไรเลย เงาร่างนั้นจึงเริ่มเดินเข้ามาหาผม

            “ไม่ไปใช่ไหม! งั้นฉันจะไล่ออกไปเอง”

            มันก้าวเท้าใกล้เข้ามาทีละนิดระยะห่างจากสิบเมตรค่อยๆ ลดลง

            รายละเอียดของร่างมันชัดขึ้นเรื่อยๆ

            เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างปานกลาง แต่ใบหน้าซีดขาวผิดธรรมชาติ ดวงตาสีเทาหม่นใต้แสงจันทร์ดูน่าขนลุก

            เมื่อมันเข้าใกล้ผมกำกระบี่กระดูกปลาแน่น เตรียมชักออกจากฝัก

            แต่ก่อนที่ผมจะได้ลงมือจู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งกดลงบนมือของผม

            ผมสะดุ้งสุดตัวแต่เมื่อมองไปก็พบว่าเป็นอาจารย์ของผมเอง

            “อาจารย์!” ผมร้องเรียกอย่างดีใจ

            อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อยก่อนกล่าวอย่างราบเรียบ

            “ฉันจัดการเอง”

            น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่รีบร้อนแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

            หัวใจที่แขวนอยู่ของผมสงบลงทันทีราวกับได้รับยาวิเศษ

            ในขณะเดียวกันเมื่อผีที่อยู่ห่างจากผมเพียงห้าเมตรได้ยินเสียงของอาจารย์สีหน้าของมันก็เปลี่ยนไปทันที

            ผีที่อยู่ตรงหน้าสูดลมหายใจแรงๆแล้วเอ่ยขึ้น “ชื่นใจจัง นึกว่านายจะไม่พูดเสียแล้ว!”

            ระหว่างที่มันพูดสีหน้าของมันก็เริ่มบิดเบี้ยวดูน่าสะพรึงกลัว

            เหล่าผีที่อยู่ภายในศาลหลักเมืองก็โผล่ศีรษะออกมาใบหน้าซีดขาวเรืองแสงในความมืด

            พวกมันพ่นลมหายใจเย็นเยียบออกมาและส่งเสียงพูดกันอย่างตื่นเต้น “ในที่สุดก็ติดกับ!นี่ก็นานแล้วที่ไม่ได้ดูดไอมนุษย์ แทบจะแข็งตายอยู่แล้ว”

            “ใช่แล้ว! ในที่สุดก็ได้อบอุ่นร่างเสียที”

            “ดูเหมือนจะมีสองคน ฉันหนาว ฉันไปดูดก่อน!”

            เสียงของพวกมันดังก้องอยู่ในศาลก่อนที่ผีสี่ตนจะเดินออกมา

            แต่ละตนมีสีหน้าตื่นเต้นราวกับกำลังจะได้ลิ้มลองบางสิ่งที่พวกมันโหยหา

            ผีที่เดินนำมาเพิ่มความเร็วพุ่งตรงมาทางพวกเราที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้

            อาจารย์ของผมดูเหมือนยังงัวเงียอยู่แต่เขากลับจับตัวผมลากไปไว้ข้างหลัง จากนั้นก้าวออกจากพุ่มไม้โดยไม่ปิดบังตัวเองแม้แต่น้อย

            “เหอะ พวกแมวหมาข้างถนนก็กล้าคิดจะเล่นงานฉันงั้นเหรอ!” พูดจบ เขาก็ก้าวออกไปเผชิญหน้ากับพวกมัน

            ผีตนแรกที่พุ่งเข้ามาดูเหมือนไม่รู้ถึงความร้ายกาจของอาจารย์ผม มันยังคงมีสีหน้าตื่นเต้นเมื่อเห็นอาจารย์

            ทั้งร่างพุ่งเข้ามาหาพลางกล่าวอย่างกระหาย “ฉันขอดูดพลังหยางของเขาก่อน!”

            พูดจบมันอ้าปาก แล้วพุ่งเข้าหาอาจารย์

            อาจารย์ไม่ขยับร่างเพียงแค่ยกมือขึ้น แล้วคว้าคอของมันไว้แน่น

            ผีตนนั้นหยุดชะงักทันทีดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวด

            เสียงคราง“อ๊า...อ๊า...” ดังออกมาจากปากของมัน

            เพียงแค่เสี้ยววินาทีก่อนหน้านี้มันยังเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่ตอนนี้ดวงตาของมันกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

            อาจารย์มองมันโดยไม่แสดงอารมณ์ใดๆแล้วเอ่ยเสียงเย็นชา “ดูดสิฉันอยากเห็นนักว่าแกจะดูดอะไรจากฉันได้บ้าง”

            มือของเขาบีบแน่นขึ้นผีตนนั้นดิ้นรนอย่างหนัก ความกลัวแทบทะลักออกจากร่าง “ไม่…ไม่ดูดแล้ว! ฉันผิดไปแล้ว! โปรดไว้ชีวิตด้วย!”

            แต่คำขอร้องของมันไม่มีผลอาจารย์เพียงแค่แค่นเสียงเย็นชา “ลาละ”

            เสียง“ปัง!” ดังสนั่น ร่างของผีตนนั้นระเบิดกลายเป็นเปลวไฟสีฟ้า ก่อนจะสลายหายไปในอากาศ

            ผมมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตกตะลึง

            อาจารย์ก็คืออาจารย์จริงๆแม้เขาจะอารมณ์ร้อน แต่เขาก็แข็งแกร่งอย่างแท้จริง

            ผีอีกสี่ตนที่พุ่งออกมาจากศาลต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

            พวกมันมองอาจารย์ด้วยความหวาดหวั่น

            เมื่อสายตาของอาจารย์หันไปจับจ้องพวกมัน

            ผีทั้งสี่ถึงกับตัวสั่นสะท้านก่อนจะรีบหมุนตัวกลับ แล้ววิ่งหนีเข้าไปในศาลหลักเมืองอย่างไม่คิดชีวิต

            อาจารย์ไม่ได้รีบตามพวกมันไปเพียงหันมาสั่งผม “ไป เข้าไปข้างในกัน”

            “ครับ อาจารย์!” ผมตอบรับ แล้วเดินตามอาจารย์ไป

            ผีทั้งสี่ตนวิ่งกลับเข้าไปในศาลอย่างรวดเร็ว

            “โครม!”

            ประตูไม้เก่าของศาลหลักเมืองปิดลงทันที

            แต่อาจารย์ไม่สนใจเดินนำหน้าผมตรงไปยังประตู

            เมื่อมาถึงหน้าศาลเขายกเท้าขึ้น แล้วถีบลงไปเต็มแรง

            “ปัง!”

            เสียงดังสนั่นราวกับระเบิด

            ประตูไม้เก่าผุพังของศาลแตกกระจายออกเป็นสี่ห้าชิ้น

            ผมมองด้วยความตกตะลึงไม่คิดว่าแค่การถีบครั้งเดียวจะรุนแรงขนาดนี้

            อาจารย์ก้าวเข้าไปข้างในพร้อมลากเสียงพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

            “ไหนพวกแกบอกว่าจะดูดพลังหยางของพวกฉันไง? มาสิ!”

            อาจารย์ดูโอหังอย่างที่สุด

            ผมเดินตามเข้าไปข้างหลังเห็นผีทั้งสี่ตนยืนตัวสั่นไม่เป็นกระบวน

            “ไม่…ไม่ดูดแล้ว”

            “โปรดไว้ชีวิต! โปรดไว้ชีวิตด้วย!”

            “พวกเราผิดไปแล้ว! ผิดไปแล้ว!”

            “พวกเราไม่ได้ตั้งใจ! ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ!”

            เสียงร้องขอชีวิตดังระงม

            แต่อาจารย์ไม่ใส่ใจเพียงหันกลับมามองผม “เสี่ยวเจียง วันนี้ฉันจะสอนบทเรียนให้นาย พวกที่ตั้งใจจะทำร้ายมนุษย์แบบนี้ ต่อให้พวกมันพูดจาดีแค่ไหนก็อย่าได้ใจอ่อนและอย่าได้สงสาร ไป จัดการพวกมันให้หมด!”


             

    คล้ายกับเรื่องขอโทษที พอดีบรรพจารย์ผมเป็นเจ้าแห่งยมโลก [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน