ครั้งนี้เสียงที่ดังออกมามีแววข่มขู่ปะปนอยู่ด้วย
นอกจากนี้ผมยังสังเกตเห็นว่าเปลวไฟในศาลหลักเมืองที่เคยเป็นสีแดงค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเขียวอมน้ำเงิน
บรรยากาศยิ่งดูน่าขนลุกมากขึ้น
ความคิดแรกของผมคือต้องออกไปจากที่นี่ร่างเงาในศาลหลักเมืองพวกนั้นชัดเจนว่าไม่ใช่มนุษย์
พวกมันพยายามชักชวนให้ผมเข้าไปข้างในซึ่งแน่นอนว่าไม่มีเรื่องดีรออยู่
ที่สำคัญคำสั่งของอาจารย์ยังดังก้องในหัว
‘อยู่ที่หน้าประตู อย่าเดินไปไหน อย่าลงจากเขา และที่สำคัญ อย่าเดินสำรวจรอบๆ...ห้ามเข้าไปข้างใน’
ผมจึงทำได้เพียงรอดูสถานการณ์
ขณะที่เปลวไฟในศาลกลายเป็นสีเขียวเงาดำที่อยู่ข้างในก็ดูเหมือนจะลุกขึ้นยืน
พวกมันไม่ได้ออกมาเพียงแต่เดินวนอยู่รอบกองไฟที่เปลี่ยนสีไป
เสียงกระซิบดังแว่วออกมาจากข้างใน
“หมายความว่าไงเนี่ย ยืนอยู่หน้าบ้านเรา แต่กลับไม่พูดอะไรสักคำซ้ำยังไม่ยอมเข้ามาด้วย”
“ช่างไร้มารยาท มาแอบฟังกันสินะ”
“ถ้ายังไม่พูดอะไรอีก ฉันจะออกไปลากเข้ามาเองแล้ว”
เสียงเหล่านั้นทำให้ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
เงาที่มีใบหน้าซีดขาวซึ่งยืนอยู่หน้าประตูขยับเข้ามาใกล้อีกเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง
“พี่ชาย พูดอะไรสักคำเถอะ! ถ้ายังเงียบอยู่แบบนี้ พวกพี่ข้างในจะออกไปจับตัวเข้ามาแล้วนะ”
ผมได้ยินชัดเจนแต่ผมไม่โง่พอจะตอบ
ยิ่งพวกมันอยากให้ผมพูดมากเท่าไรก็ยิ่งแสดงว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ผมยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับและไม่ส่งเสียง
พร้อมกันนั้นผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วส่งข้อความหาอาจารย์ทันที
[อาจารย์มีบางอย่างอยู่ในศาลหลักเมือง พวกมันพยายามให้ผมเข้าไป ขู่จะจับตัวผมด้วยผมควรทำยังไง]
ไม่นานอาจารย์ก็ส่งข้อความตอบกลับมา
[อย่าไปสนใจ พวกมันพยายามล่อลวงนาย ฉันกำลังขึ้นเขาแล้ว]
เมื่อเห็นข้อความของอาจารย์ผมก็รู้สึกโล่งใจทันที
อาจารย์กำลังมาวิญญาณพวกนี้ไม่น่าจะก่อเรื่องอะไรได้มาก
ผมยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ตอบโต้พวกมัน
ผีที่ยืนอยู่หน้าประตูเห็นว่าผมไม่สนใจมันเป็นเวลานานจึงแค่นเสียงเย็นชา
“ไอ้เด็กไม่รู้จักบุญคุณ! เรียกให้มาอุ่นไฟก็ไม่มา เอาแต่จ้องพวกเราตาไม่กะพริบ แถมไม่พูดสักคำ รีบไสหัวไปซะ!”
ทันใดนั้นลมเย็นยะเยือกก็พัดมาปะทะใบหน้าผม
เสียงลมพัดก้องกังวานทำให้ต้นไม้รอบๆ แกว่งไหวอย่างรุนแรง กิ่งไม้เสียดสีกันจนเกิดเสียงแหลมดัง
แต่ผมยังคงยืนนิ่งไม่ขยับแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นว่าผมไม่เดินออกไปไม่ขยับ และไม่พูดอะไรเลย เงาร่างนั้นจึงเริ่มเดินเข้ามาหาผม
“ไม่ไปใช่ไหม! งั้นฉันจะไล่ออกไปเอง”
มันก้าวเท้าใกล้เข้ามาทีละนิดระยะห่างจากสิบเมตรค่อยๆ ลดลง
รายละเอียดของร่างมันชัดขึ้นเรื่อยๆ
เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างปานกลาง แต่ใบหน้าซีดขาวผิดธรรมชาติ ดวงตาสีเทาหม่นใต้แสงจันทร์ดูน่าขนลุก
เมื่อมันเข้าใกล้ผมกำกระบี่กระดูกปลาแน่น เตรียมชักออกจากฝัก
แต่ก่อนที่ผมจะได้ลงมือจู่ๆ ก็มีมือข้างหนึ่งกดลงบนมือของผม
ผมสะดุ้งสุดตัวแต่เมื่อมองไปก็พบว่าเป็นอาจารย์ของผมเอง
“อาจารย์!” ผมร้องเรียกอย่างดีใจ
อาจารย์พยักหน้าเล็กน้อยก่อนกล่าวอย่างราบเรียบ
“ฉันจัดการเอง”
น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่รีบร้อนแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
หัวใจที่แขวนอยู่ของผมสงบลงทันทีราวกับได้รับยาวิเศษ
ในขณะเดียวกันเมื่อผีที่อยู่ห่างจากผมเพียงห้าเมตรได้ยินเสียงของอาจารย์สีหน้าของมันก็เปลี่ยนไปทันที
ผีที่อยู่ตรงหน้าสูดลมหายใจแรงๆแล้วเอ่ยขึ้น “ชื่นใจจัง นึกว่านายจะไม่พูดเสียแล้ว!”
ระหว่างที่มันพูดสีหน้าของมันก็เริ่มบิดเบี้ยวดูน่าสะพรึงกลัว
เหล่าผีที่อยู่ภายในศาลหลักเมืองก็โผล่ศีรษะออกมาใบหน้าซีดขาวเรืองแสงในความมืด
พวกมันพ่นลมหายใจเย็นเยียบออกมาและส่งเสียงพูดกันอย่างตื่นเต้น “ในที่สุดก็ติดกับ!นี่ก็นานแล้วที่ไม่ได้ดูดไอมนุษย์ แทบจะแข็งตายอยู่แล้ว”
“ใช่แล้ว! ในที่สุดก็ได้อบอุ่นร่างเสียที”
“ดูเหมือนจะมีสองคน ฉันหนาว ฉันไปดูดก่อน!”
เสียงของพวกมันดังก้องอยู่ในศาลก่อนที่ผีสี่ตนจะเดินออกมา
แต่ละตนมีสีหน้าตื่นเต้นราวกับกำลังจะได้ลิ้มลองบางสิ่งที่พวกมันโหยหา
ผีที่เดินนำมาเพิ่มความเร็วพุ่งตรงมาทางพวกเราที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้
อาจารย์ของผมดูเหมือนยังงัวเงียอยู่แต่เขากลับจับตัวผมลากไปไว้ข้างหลัง จากนั้นก้าวออกจากพุ่มไม้โดยไม่ปิดบังตัวเองแม้แต่น้อย
“เหอะ พวกแมวหมาข้างถนนก็กล้าคิดจะเล่นงานฉันงั้นเหรอ!” พูดจบ เขาก็ก้าวออกไปเผชิญหน้ากับพวกมัน
ผีตนแรกที่พุ่งเข้ามาดูเหมือนไม่รู้ถึงความร้ายกาจของอาจารย์ผม มันยังคงมีสีหน้าตื่นเต้นเมื่อเห็นอาจารย์
ทั้งร่างพุ่งเข้ามาหาพลางกล่าวอย่างกระหาย “ฉันขอดูดพลังหยางของเขาก่อน!”
พูดจบมันอ้าปาก แล้วพุ่งเข้าหาอาจารย์
อาจารย์ไม่ขยับร่างเพียงแค่ยกมือขึ้น แล้วคว้าคอของมันไว้แน่น
ผีตนนั้นหยุดชะงักทันทีดิ้นพล่านด้วยความเจ็บปวด
เสียงคราง“อ๊า...อ๊า...” ดังออกมาจากปากของมัน
เพียงแค่เสี้ยววินาทีก่อนหน้านี้มันยังเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่ตอนนี้ดวงตาของมันกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
อาจารย์มองมันโดยไม่แสดงอารมณ์ใดๆแล้วเอ่ยเสียงเย็นชา “ดูดสิฉันอยากเห็นนักว่าแกจะดูดอะไรจากฉันได้บ้าง”
มือของเขาบีบแน่นขึ้นผีตนนั้นดิ้นรนอย่างหนัก ความกลัวแทบทะลักออกจากร่าง “ไม่…ไม่ดูดแล้ว! ฉันผิดไปแล้ว! โปรดไว้ชีวิตด้วย!”
แต่คำขอร้องของมันไม่มีผลอาจารย์เพียงแค่แค่นเสียงเย็นชา “ลาละ”
เสียง“ปัง!” ดังสนั่น ร่างของผีตนนั้นระเบิดกลายเป็นเปลวไฟสีฟ้า ก่อนจะสลายหายไปในอากาศ
ผมมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตกตะลึง
อาจารย์ก็คืออาจารย์จริงๆแม้เขาจะอารมณ์ร้อน แต่เขาก็แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
ผีอีกสี่ตนที่พุ่งออกมาจากศาลต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
พวกมันมองอาจารย์ด้วยความหวาดหวั่น
เมื่อสายตาของอาจารย์หันไปจับจ้องพวกมัน
ผีทั้งสี่ถึงกับตัวสั่นสะท้านก่อนจะรีบหมุนตัวกลับ แล้ววิ่งหนีเข้าไปในศาลหลักเมืองอย่างไม่คิดชีวิต
อาจารย์ไม่ได้รีบตามพวกมันไปเพียงหันมาสั่งผม “ไป เข้าไปข้างในกัน”
“ครับ อาจารย์!” ผมตอบรับ แล้วเดินตามอาจารย์ไป
ผีทั้งสี่ตนวิ่งกลับเข้าไปในศาลอย่างรวดเร็ว
“โครม!”
ประตูไม้เก่าของศาลหลักเมืองปิดลงทันที
แต่อาจารย์ไม่สนใจเดินนำหน้าผมตรงไปยังประตู
เมื่อมาถึงหน้าศาลเขายกเท้าขึ้น แล้วถีบลงไปเต็มแรง
“ปัง!”
เสียงดังสนั่นราวกับระเบิด
ประตูไม้เก่าผุพังของศาลแตกกระจายออกเป็นสี่ห้าชิ้น
ผมมองด้วยความตกตะลึงไม่คิดว่าแค่การถีบครั้งเดียวจะรุนแรงขนาดนี้
อาจารย์ก้าวเข้าไปข้างในพร้อมลากเสียงพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย
“ไหนพวกแกบอกว่าจะดูดพลังหยางของพวกฉันไง? มาสิ!”
อาจารย์ดูโอหังอย่างที่สุด
ผมเดินตามเข้าไปข้างหลังเห็นผีทั้งสี่ตนยืนตัวสั่นไม่เป็นกระบวน
“ไม่…ไม่ดูดแล้ว”
“โปรดไว้ชีวิต! โปรดไว้ชีวิตด้วย!”
“พวกเราผิดไปแล้ว! ผิดไปแล้ว!”
“พวกเราไม่ได้ตั้งใจ! ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ!”
เสียงร้องขอชีวิตดังระงม
แต่อาจารย์ไม่ใส่ใจเพียงหันกลับมามองผม “เสี่ยวเจียง วันนี้ฉันจะสอนบทเรียนให้นาย พวกที่ตั้งใจจะทำร้ายมนุษย์แบบนี้ ต่อให้พวกมันพูดจาดีแค่ไหนก็อย่าได้ใจอ่อนและอย่าได้สงสาร ไป จัดการพวกมันให้หมด!”