การเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร

    ตอนที่ 65 โชคชะตาของเฟิงเป้าและเหวินหนิงถัง

    ณ คฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์
    หลังจากที่เหวินเจ๋อหู่และเหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวินกลับไปกันแล้ว หวังเหว่ยได้กล่าวถามจิวซื่อผ่านการสื่อสารทางจิต “จิวซื่อเจ้าเห็นด้วยหรือไม่ หากข้าจะบอกกับนางเรื่องที่เฟิงเป้าเป็นสัตว์อสูรในตอนนี้เลย” “ข้าเห็นด้วยเจ้าค่ะนายท่าน โชคชะตาของนางและเฟิงเป้าผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น เรื่องนี้จะไม่กลายเป็นอุปสรรคของทั้งสองคนอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ” จิวซื่อกล่าวกับหวังเหว่ยผ่านการสื่อสารทางจิต เมื่อได้ยินดังนั้นหวังเหว่ยได้หันมายิ้มให้เหวินหนิงถัง จากนั้นเขาได้กล่าวขึ้นว่า “คุณหนูเหวินข้าชอบนิสัยที่ซื่อตรงและจริงใจของท่าน แต่ยังมีปราการขวางกั้นท่านและเฟิงเป้าอยู่อีกด่านหนึ่ง หากท่านฝ่าปราการด่านนี้ไปได้ ก็ไม่มีอะไรมาขวางกั้นความรักระหว่างท่านและเฟิงเป้าได้อีกแล้ว” “ปราการด่านนั้นคืออะไรหรือเจ้าค่ะคุณชายเฟิงเหว่ย ?” เหวินหนิงถังกล่าวถามหวังเหว่ยด้วยความสงสัย “คุณหนูเหวิน หากท่านไม่สามารถฝ่าปราการด่านนี้ไปได้ ข้าจะใช้ทักษะพิเศษของข้าลบความทรงจำของท่านที่เกี่ยวข้องกับพวกเราทั้งหมด ท่านยอมรับข้อตกลงนี้หรือไม่ ?” หวังเหว่ยถามเหวินหนิงถังกล่าวด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจัง เมื่อได้ยินดังนั้นเหวินหนิงถังได้หันไปจ้องมองเฟิงเป้า ซึ่งเฟิงเป้าเองก็ได้จ้องมองมาที่นางด้วยเช่นกัน ทั้งสองได้ใช้สายตาจ้องมองกันและกันอย่างลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเหวินหนิงถังได้หันมากล่าวกับหวังเหว่ยด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวและหนักแน่น “ข้าตกลงเจ้าค่ะ” “ฮ่าๆ ข้าชอบความมุ่งมั่นของท่านยิ่งนักคุณหนูเหวิน เช่นนั้นข้าจะพาท่านไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้นำจิวซื่อ เฟิงเป้าและเหวินหนิงถังเข้าไปภายในมิติแดนอสูรพร้อมกับตนเอง วูบ
    มิติแดนอสูร
    “นายท่าน” เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์กล่าวทักทายหวังเหว่ย หวังเหว่ยได้พยักหน้าตอบรับคำทักทายของเหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์ จากนั้นเขาได้หันไปมองเหวินหนิงถังที่กำลังยืนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะด้วยความตกตะลึงในทันทีที่นางได้พบเห็นเมืองขนาดเล็กที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติที่ดูอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งพลังปราณอสูรภายในเมืองแห่งนี้ยังมีมากกว่าเมืองแห่งนักประดิษฐ์อีกนับสิบเท่า! “ทะ ที่นี่คือไหนหรือเจ้าค่ะ คุณชายเฟิงเหว่ย ?” เหวินหนิงถังกล่าวถามหวังเหว่ย หวังเหว่ยที่เห็นนางกำลังมองสำรวจบริเวณโดยรอบด้วยความงุนงงสับสน เขาจึงได้กล่าวขึ้นว่า “ที่นี่คือมิติส่วนตัวของข้าที่ชื่อว่ามิติแดนอสูร” หลังจากหวังเหว่ยกล่าวจบ เฟิงเป้าได้กล่าวกับเหวินหนิงถังด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่จริงจัง “หนิงถังข้าจะแสดงตัวตนที่แท้จริงข้าให้เจ้าได้เห็น ถึงแม้เจ้าจะรังเกียจข้า ข้าก็จะไม่โทษเจ้าในเรื่องนี้” เฟิงเป้าได้เริ่มทำการกลายร่างเป็นราชาแมวป่าอสูรวายุในทันทีหลังจากกล่าวจบ เหวินหนิงถังได้เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงในทันที เมื่อนางได้เห็นเฟิงเป้ากลายร่างเป็นสัตว์อสูรแมวสีขาวขนาดใหญ่ นางได้กล่าวออกมาอย่างตะกุกตะกัก “ฟะ เฟิงเป้า จะ เจ้า เป็นสัตว์อสูร !” เฟิงเป้าในร่างราชาแมวป่าอสูรวายุขนาด5เมตร ได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าวของเหวินหนิงถัง “ใช่แล้วหนิงถังข้าคือราชาแมวป่าอสูรวายุ” “เฟิงเป้าเจ้าย่อขนาดร่างกายของเจ้าลงเหลือ2เมตร” หลังจากกล่าวจบหวังเหว่ยได้ปลดผนึกระดับเลเวลของตนเองให้กลับมาเป็นระดับเลเวล34 “ขอรับนายท่าน” เฟิงเป้าได้ย่อร่างกายของตนลงเหลือขนาด2เมตรในทันทีที่ได้ยินคำกล่าวของหวังเหว่ย หวังเหว่ยได้ใช้ทักษะวิชาตัวเบากระโดดขึ้นไปขี่หลังของเฟิงเป้า หลังจากที่เฟิงเป้าย่อขนาดร่างกายลงแล้ว เหวินหนิงถังเมื่อได้เห็น หวังเหว่ยนั่งอยู่บนหลังของเฟิงเป้า บวกกับชุดสีขาวและท่วงท่าที่ดูสง่างามรวมถึงระดับเลเวลของเขา ทำให้เหวินหนิงถังนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ทันที “ทะ ท่าน ท่านคือคุณชายแมวขาว !” หวังเหว่ยได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าวของนาง “ใช่แล้วแม่นางเหวิน ข้าคือคุณชายแมวขาว ส่วนเฟิงเป้าก็คือสัตว์อสูรของข้าคุณชายแมวขาว แม่นางเหวินหากท่านยอมรับตัวตนของเฟิงเป้าไม่ได้ ข้าก็จำเป็นต้องลบความทรงจำของท่าน ท่านลองคิดตัดสินใจเรื่องนี้ดูให้ดีไม่จำเป็นต้องรีบตอบข้า ข้าให้เวลาท่านคิดเท่าที่ท่านต้องการ” เหวินหนิงถังรู้สึกสับสนเป็นอย่างมากหลังจากได้รับรู้ว่าเฟิงเป้าเป็นสัตว์อสูร จิวซื่อที่เห็นดังนั้นนางจึงได้เดินเข้าใกล้เหวินหนิงถังเพื่อกระซิบบางอย่าง “แม่นางเหวินตัวข้าเองก็เป็นสัตว์อสูรของนายท่าน รวมถึงเหล่าผู้คนที่ท่านได้พบเห็นอยู่ในตอนนี้ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสัตว์อสูรของนายท่าน ข้าจะบอกความลับบางอย่างให้ท่านฟังเล็กน้อย ท่านและเฟิงเป้ามีโชคชะตาผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น ในอนาคตพวกท่านทั้งคู่รวมถึงบุตรของพวกท่านอีกหลายคน จะกลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยนายท่านฟื้นฟูเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง” “บะ บุตรหลายคนเลยหรือเจ้าค่ะแม่นางจิวซื่อ” เหวินหนิงถังกระซิบถามจิวซื่อด้วยความขวยเขิน จิวซื่อได้ยิ้มให้กับเหวินหนิงถังพร้อมกับกล่าวกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “แม่นางเหวินข้าเพียงแค่แนะนำท่านเท่านั้น เรื่องของโชคชะตาเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน ยังมีอุปสรรคอีกมากมายที่ท่านและเฟิงเป้าต้องฝ่าฟันไปด้วยกันหากท่านเลือกเส้นทางนี้” “ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณแม่นางจิวซื่อ” หลังจากกล่าวจบเหวินหนิงถังได้หันไปมองเฟิงเป้าที่กลับมาอยู่ในร่างมนุษย์แล้ว “เฟิงเป้าเจ้าอยากแต่งงานกับข้าหรือไม่ ?” “นายท่านได้เคยถามข้าในเรื่องนี้แล้ว หนิงถังข้าต้องการครองคู่อยู่กับเจ้า” เฟิงเป้ากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง เหวินหนิงถังได้หน้าแดงขึ้นทันที หลังจากได้ยินเฟิงเป้ากล่าว “เช่นนั้นข้าก็ตกลงครองคู่อยู่กับเจ้า ไม่ว่าจะมีอุปสรรคอะไรรอพวกเราอยู่ข้างหน้า พวกเราก็จะฝ่าฟันไปด้วยกัน !” เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์ที่อยู่บริเวณโดยรอบได้พากันตกตะลึงในทันที เมื่อพวกเขาได้ยินว่าเฟิงเป้ากำลังจะมีคู่ครอง “พี่ใหญ่เฟิงเป้ายินดีด้วย” เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์ได้พากันกล่าวแสดงความยินดีกับเฟิงเป้า จากนั้นพวกเขาได้พากันออกไปกระจายข่าวเรื่องที่เฟิงเป้าจะมีคู่ครองจนทั่วทั้งมิติแดนอสูรอย่างรวดเร็ว “แม่นางเหวินท่านอยากทำสัญญากึ่งอสูรกับข้าหรือไม่ ?” หวังเหว่ยกล่าวถามเหวินหนิงถัง หลังจากที่ได้ผนึกระดับเลเวลของตนให้กลับมาอยู่ที่ระดับเลเวล21เท่าเดิม “สัญญากึ่งอสูรคืออะไรหรือเจ้าค่ะ ?” เหวินหนิงถังที่ได้ทราบว่าหวังเหว่ยคือนายของเฟิงเป้า ทำให้นางกล่าวกับหวังเหว่ยด้วยท่าทีที่สุภาพมากยิ่งขึ้น “สัญญากึ่งอสูรจะทำให้ท่านสามารถเข้าไปภายในโลกของสัตว์อสูรอัญเชิญและมิติแดนอสูรของข้าได้ อีกทั้งท่านยังสามารถมาหาเฟิงเป้าหรือเหล่าสัตว์อสูรทุกตนที่ทำสัญญากับข้ารวมถึงข้าได้ตามที่ท่านต้องการ ผ่านทางประตูมิติในโลกของสัตว์อสูรอัญเชิญหรือประตูมิติในมิติแดนอสูร” "อืม ถึงอย่างไรข้าก็ต้องครองคู่อยู่กับเฟิงเป้าอยู่แล้ว สัญญากึ่งอสูรนี้จะทำให้ข้าและเฟิงเป้าใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น" เหวินหนิงถึงคิดในใจ “ข้าตกลงทำสัญญากึ่งอสูรเจ้าค่ะ” หวังเหว่ยพยักหน้าตอบรับคำกล่าวของนาง “ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นเรามาเริ่มทำสัญญากันเลย” หวังเหว่ยได้เริ่มเขียนอักษรสัญญากึ่งอสูรขึ้นหนึ่งตัวอักษร จากนั้นเขาได้แตะเบาๆ ไปที่ตัวอักษร วิ้ง วิ้ง ตัวอักษรสีฟ้าสดใสได้ล่องลอยไปหยุดอยู่ตรงหน้าเหวินหนิงถัง เหวินหนิงถังได้นำมือของนางแตะไปที่ตัวอักษรสัญญากึ่งอสูรขณะยิ้มให้กับเฟิงเป้า วิ้ง วิ้ง วิ้ง อักษรได้ถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน จากนั้นได้ล่องลอยหายเข้าไปภายในร่างกายของเหวินหนิงถังและหวังเหว่ย หลังจากทำสัญญากึ่งอสูรเสร็จเรียบร้อย เหวินหนิงถังได้นึกถึงคำกล่าวของจิวซื่อ เรื่องที่ในอนาคตนางและเฟิงเป้าจะกลายเป็นกำลังสำคัญของหวังเหว่ย "ในตอนนี้ถือได้ว่าเขาเป็นนายของข้าแล้ว ข้าควรจะเรียกเขาว่านายท่านเช่นเดียวกับเฟิงเป้า" “ขอบคุณนายท่านที่ให้โอกาสข้าได้ติดตามรับใช้ท่านเช่นเดียวกับเฟิงเป้าเจ้าค่ะ” เหวินหนิงถังกล่าวกับหวังเหว่ย หวังเหว่ยได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าวของนาง จากนั้นเขาได้เรียกให้ฉิงเหม่ยมาหาเขาผ่านการสื่อสารทางจิต เมื่อฉิงเหม่ยมาถึงนางได้กล่าวถามหวังเหว่ย “นายท่านมีอะไรให้ข้ารับใช้หรือเจ้าค่ะ ?” “อืม ข้ามีงานให้เจ้าและเหวินหนิงถังทำ เจ้ารอข้าจัดการเรื่องตรงนี้ให้เสร็จก่อน” หลังจากกล่าวจบเขาได้หันไปมองเฟิงเป้า “เฟิงเป้าเจ้าไปหาสถานที่สำหรับสร้างเรือนหอของเจ้า จากนั้นให้เจ้าไปแจ้งภารกิจงานสร้างเรือนหอของเจ้าที่หน่วยคะแนนผลงาน” “รับทราบขอรับนายท่าน” เฟิงเป้าได้ออกไปสำรวจมิติแดนอสูรเพื่อหาสถานที่สร้างเรือนหอของตนเองในทันทีหลังจากกล่าวจบ “จิวซื่อเจ้าไปพักผ่อนได้แล้ว หากมีเรื่องอะไรข้าจะติดต่อเจ้าผ่านการสื่อสารทางจิต” “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” จิวซื่อได้เดินกลับไปพักผ่อนภายในที่พักของนาง หลังจากพูดคุยกับเฟิงเป้าและจิวซื่อเสร็จเรียบร้อยหวังเหว่ยได้หันมามองฉิงเหม่ยและเหวินหนิงถังที่กำลังหน้าแดง เนื่องจากนางได้ยินหวังเหว่ยบอกให้เฟิงเป้าออกไปหาสถานที่สำหรับสร้างเรือนหอของนาง “ฉิงเหม่ย เหวินหนิงถัง ข้ามีงานให้พวกเจ้าทั้งสองทำ ข้าจะพาพวกเจ้ากลับไปที่คฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์” หวังเหว่ยได้นำฉิงเหม่ยและเหวินหนิงถังกลับไปยังคฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์พร้อมกับตนเองในทันทีหลังจากกล่าวจบ วูบ
    คฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์
    หลังจากกลับมาถึงคฤหาสน์หวังเหว่ยได้นำชุดสีดำสองชุดพร้อมหน้ากากสีขาวสองอันออกมาจากแหวนมิติ “พวกเจ้าสองคนเลือกห้องพักภายในคฤหาสน์ที่ยังว่างอยู่ตามที่พวกเจ้าต้องการได้เลย หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้วให้พวกเจ้ามาพบข้าที่นี่” หวังเหว่ยได้มอบชุดสีดำพร้อมหน้ากากสีขาวให้กับฉิงเหม่ยและเหวินหนิงถังหลังจากกล่าวจบ “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” ฉิงเหม่ยและเหวินหนิงถังได้เดินออกจากห้องรับแขกของคฤหาสน์ จากนั้นทั้งสองคนได้เข้าไปในห้องพักที่ดูสะอาดตาคนละห้อง เวลาผ่านไปสิบนาที หลังจากเปลี่ยนไปใส่ชุดสีดำที่หวังเหว่ยได้มอบให้เสร็จเรียบร้อย ฉิงเหม่ยและเหวินหนิงถังได้กลับมาที่ห้องรับแขกในทันที หวังเหว่ยได้มองพวกนางทั้งสองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เหวินหนิงถังเจ้ามีระดับเลเวล41 ยังเสี่ยงเกินไปที่จะให้เจ้าร่วมต่อสู้ด้วยกันกับฉิงเหม่ย ข้าอยากให้เจ้าช่วยนำทางฉิงเหม่ยไปที่ตระกูลไป๋และตระกูลเพ่ยเพื่อสั่งสอนทั้งสองตระกูล โดยให้เจ้าหลบซ่อนตัวคอยดูการต่อสู้อยู่ห่างๆก็พอ” “นายท่านเจ้าค่ะ ผู้นำตระกูลไป๋มีระดับเลเวล52 ส่วนผู้นำตระกูลเพ่ยมีระดับเลเวล53 อีกทั้งแต่ละตระกูลยังมีนักสู้ยอดฝีมือระดับเลเวล40ถึง49 อยู่อีกนับร้อยคนเจ้าค่ะ” เหวินหนิงถังรีบกล่าวกับหวังเหว่ยในทันที หลังจากที่นางได้ยินว่าหวังเหว่ยจะให้ฉิงเหม่ยบุกเดี่ยวไปสั่งสอนคนในตระกูลไป๋และตระกูลเพ่ย “โอ้! ถือว่ามีกลุ่มคนที่แข็งแกร่งอยู่เยอะพอสมควร เอาเช่นนี้ก็แล้วกันหากฉิงเหม่ยสู้ไม่ไหว พวกเจ้าก็รีบหลบหนีกลับมาในทันที แต่เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ฉิงเหม่ยนางแข็งแกร่งกว่าที่เจ้าคาดคิดมากนัก บางทีภายในเมืองแห่งนี้อาจมีเพียงไม่กี่คนที่พอจะสู้กับนางได้” หวังเหว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ "บางทีฉิงเหม่ยคงมีระดับเลเวลที่สูงมากนายท่านจึงได้มั่นใจเช่นนี้" เหวินหนิงถังคิดในใจ “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะนายท่าน หากจำเป็นข้าจะช่วยแม่นางฉิงเหม่ยต่อสู้เท่าที่ข้าสามารถช่วยได้เจ้าค่ะ” เหวินหนิงถังกล่าวกับหวังเหว่ย “ขอบคุณเจ้ามาก เอาล่ะ พวกเจ้าออกไปทำภารกิจกันได้แล้ว อย่าลืมใส่หน้ากากกันด้วยล่ะ ฉิงเหม่ยหากอีกฝ่ายแข็งแกร่งมาก ให้เจ้าใช้ร่างนักสู้ของเจ้า” “รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน” หลังจากกล่าวจบฉิงเหม่ยและเหวินหนิงถังได้สวมหน้ากากสีขาวที่หวังเหว่ยมอบให้ จากนั้นพวกนางทั้งสองได้ใช้ทักษะวิชาตัวเบาออกจากคฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์ในทันที ในขณะที่ฉิงเหม่ยและเหวินหนิงถังกำลังใช้ทักษะวิชาตัวเบากระโดดข้ามหลังคาของอาคารต่างๆ เพื่อไปยังคฤหาสน์ตระกูลไป๋ เหวินหนิงถังได้กล่าวถามฉิงเหม่ยด้วยความสงสัยใคร่รู้ “ฉิงเหม่ยผู้นำตระกูลไป๋มีระดับเลเวล52 อีกทั้งในตระกูลไป๋ยังมีนักสู้ยอดฝีมือระดับเลเวล40ถึง49อีกนับร้อยคน แล้วเจ้ามีระดับเลเวล50เท่าไหร่หรือฉิงเหม่ย ?” ฉิงเหม่ยได้หันมามองเหวินหนิงถังขณะใช้ทักษะวิชาตัวเบาก้าวข้ามหลังคาของอาคาร จากนั้นนางได้กล่าวกับเหวินหนิงถังอย่างใจเย็นว่า “ข้ามีระดับเลเวล45” “อะไรนะ เจ้ามีระดับเลเวล45 !” เหวินหนิงถังกล่าวออกมาเสียงดังด้วยความตกตะลึง

    คล้ายกับเรื่องการเกิดใหม่อีกครั้งของนักอัญเชิญอสูร ที่คุณอ่าน