เห็นว่าเธอกังวลแบบนั้นหลินอู๋เฉินจึงบอกไปว่า “ง่ายมาก กลับไปพักที่บ้านสิ หลังจากนั้นฉันก็จะได้ไปรักษาพี่เธอที่นั่น จะได้ไม่ต้องมาพักโรงพยาบาล เพราะถึงยังไงซะหมอในโรงพยาบาลก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่แล้ว กลับไปพักบ้านดีกว่าถือว่าประหยัดเงินได้เยอะเลย”
“อื้อ...ก็คงจะจริงของนาย งั้นพรุ่งนี้ฉันคงต้องเก็บข้าวของกลับบ้าน” จ้าวหานพยักหน้าเห็นด้วย
“เอาล่ะจบเรื่องแล้ว พรุ่งนี้จะมารักษาใหม่ยังไงก็แชร์โลเคชั่นให้ดูล่ะ” หลินอู๋เฉินที่กำลังเดินออกไปจากห้องดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ถึงได้หยุดเท้าลง แล้วหันกลับมา
“มะ...มีอะไรเหรอ”
“อ้อ ยาน่ะ...นี่คือยาที่ฉันต้มเอง ให้พี่เธอกินด้วยล่ะ แต่ตอนนี้ไม่ตื่นนี่นา งั้นใส่กระปุกน้ำเกลือแล้วกัน บ่อยแค่ไหนก็ได้ไม่ได้ห้าม แต่ต้องทุกวันอย่าให้ขาด”
เขาวางกระติกเก็บอุณหภูมิไว้ให้เธอ ยาด้านในเป็นยาต้มของหยางลู่ซือที่ถูกตัดแบ่งออกมา แม้จะถูกเจือจางแล้วแต่ประสิทธิภาพนับว่าดีกว่ายาทั่วไป
“ขอบคุณนะ” จ้าวหานเผยรอยยิ้มหวาน มองดูเขาเดินออกไปก่อนจะลงกลอนล็อคประตูหนาแน่น
..........
หลินอู๋เฉินกลับมาถึงบ้านที่หยางลู่ซือกำลังนอนหลับ
ผู้หญิงคนนี้มีหน้าตาเพลิดพริ้ง งดงามทุกมุมทุกส่วนที่จับต้องได้ แต่เขาไม่ให้ความสนใจมาก ตอนนี้กำลังปวดหัวต่างหาก
หยางลู่ซือความจำเสื่อม สาเหตุคงมาจากสมองกระทบกระเทือนเมื่อถูกรถชน หลินอู๋เฉินมีทักษะเทพจักรวาล แต่ไม่สามารถรักษาแผลทางใจได้ ต้องให้เธอจำทุกอย่างได้ด้วยตัวเอง
“ช่างเถอะ ไว้พรุ่งนี้ค่อยคิดแล้วกิน” หลินอู๋เฉินบอกตัวเอง จากนั้นเข้านอนที่ห้องข้างๆ
.........
เช้าวันถัดมาหลินอู๋เฉินที่นอนอยู่ในห้องถูกปลุกให้ตื่น
เขาลืมตาขึ้นสลึมสลือ ค่อยเห็นว่าเป็นใคร
“สามี อย่านอนตื่นสาย คนเขาว่านอนตื่นสายไม่ดีจะเกียจค้าน รีบล้างหน้าล้างตาได้แล้ว จะได้มากินอาหารกัน” หยางลู่ซืออยู่ในชุดจีนโบราณสีขาวตัวเมื่อวาน ยังมองเห็นร่องรอยขาดวิ่นและเลือดแห้งกรังที่ยังไม่ได้ซักติดอยู่
“อะไรนะ...อาหารเช้าเหรอ?”
หลินอู๋เฉินดูจะไม่เข้าใจสิ่งที่เธอกล่าว
เขาจำได้ว่าเพิ่งมาที่ฉู่หลงเมื่อวาน ไม่ได้ซื้ออะไรติดตู้เย็นไว้ ไม่เหมือนกับป่านหลงวิลล่าเพราะที่นั่นมีลู่ซินหยีคอยทำอาหารเช้า แล้วแบบนี้หยางลู่ซือจะเอาวัตถุดิบที่ไหนมาทำอาหาร
คงไม่ใช่ปล้นใครมาหรอกนะ
แต่ก่อนที่เขาจะล้างหน้าล้างตา ก็นำชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงขายาวของผู้ชายออกมาจากถุงต่างมิติ แล้วยื่นให้หยางลู่ซือ
“นี่คือ...ชุดผู้ชายไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใช่ไง เห็นเธอยังใส่ชุดเดิมแถมยังติดเลือดแห้ง มันดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ไปเปลี่ยนชุดเถอะ อ้อไม่ต้องกังวลไป นี่คือชุดที่ฉันซื้อมาใส่เอง”
“ชุดของสามี...”
หยางลู่ซืออดไม่ได้ต้องสูดดมกลิ่นจากชุดในมือทีหนึ่ง ใบหน้าถึงกับเห่อร้อน รีบหมุนตัวออกไปจากห้องนอน ดูเหมือนว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า
ไม่นานหลินอู๋เฉินได้อาบน้ำนั่งลงบนโต๊ะอาหาร
หยางลู่ซืออยู่ในชุดเสื้อเชิ๊ตสีดำกางเกงสแลคสีน้ำตาลเข้ม กระดุมเสื้อถูกปิดครบทุกเม็ดแต่ยังมองเห็นลำคอขาวผ่องแผ้วน่าดูดคลึง
“นี่คืออาหารที่เธอว่าเหรอ?” หลินอู๋เฉินมองอาหารตรงหน้า มันคือไก่ย่างเสียบไม้ตัวหนึ่ง ถูกถอนขนเด็ดปีก ดูก็รู้ว่าไม่ใช่ขายกันตามตลาด เหมือนกับย่างเองด้วยฟืนและเสียบไม้คอยหมุน
“ใช่แล้ว”
“ไปเอาไก่มาจากไหน”
“ไปจับมา”
“อะไร...”
“ก็จับมาไง งงอะไรอยู่ได้”
หยางลู่ซือหัวเราะขัน ฉีกน่องไก่ย่างไว้ในชามเขา
“กินสิคะสามี ไก่ย่างตัวนี้ฉันล้างน้ำจับทำความสะอาดอย่างดี รับรองว่าอร่อยถูกหลักอนามัย”
“แล้วไปจับมาจากที่ไหน”
นี่คือฉู่หลงและมันคงไม่มีไก่มาเดินเพ่นพล่านเหมือนกับเมืองในชนบท ดังนั้นเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะเดินดุ่มๆ บนถนนแล้วได้ไก่ตัวหนึ่ง
“อ้อ...ข้างบ้างมีไก่อยู่หลายสิบตัว ฉันแค่ขอมาตัวหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
“ขอ...มีคนอยู่ด้วยเหรอ”
“ไม่มี ฉันขอกับไก่น่ะ”
หลินอู๋เฉินหัวเราะไม่ออก ดูเหมือนว่าเขาคงต้องขอโทษเพื่อนบ้านคนนี้สักหน่อยแล้ว
กินไก่ย่างของเธอเสร็จหลินอู๋เฉินที่อยู่ในชุดนักศึกษาก็กำลังขับรถออกไปเรียน แต่ก่อนหน้านั้นได้หันหน้ามาบอกเธอเรื่องหนึ่ง
“ลู่ซือ ห้ามไปที่บ้านคนอื่นอีก จำไว้ถ้าหากอยากกินอาหารก็ให้ไปที่โรงแรมการ์เด้นกรีน”
“ทำไมล่ะสามี ฉันขอแล้วนะ ไม่มีใครว่าหรอก”
หลินอู๋เฉินเอามือกุมขมับ ไอ้ท่าทางน่ารักใสซื่อนี่มันไม่เข้ากับเธอสักนิด เลิกทำสักทีได้ไหม
“ไม่ได้ อีกอย่างหนึ่งโรงแรมการ์เด้นกรีนเป็นของฉัน ด้วยบัตรทานอาหารฟรี 1 ปี แค่ไปที่นั่นแล้วยื่นบัตรให้ดู เธอจะกินอะไรก็ได้”
“เอ๋...มีของวิเศษแบบนี้ด้วย” หยางลู่ซือรับบัตรจากมือเขาด้วยรอยยิ้ม
“เอาล่ะ ทำตัวน่ารักๆ รอฉันกลับมา ถ้าหากเธอคิดว่าฉันเป็นสามีล่ะก็นะ” หลินอู๋เฉินคงได้แค่บอก ผู้หญิงคนนี้ดูจะไม่ค่อยเชื่อฟัง เหมือนเลี้ยงดูเด็กๆ มิน่าบางครอบครัวถึงได้มีลูกติดๆ กันเพราะขี้เกียจเลี้ยงหลายครั้งนั่นเอง
“สามี ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะ ฉันเป็นภรรยาของคุณนะ แน่นอนว่ายังไงคุณก็เป็นสามีของฉัน”
“โอเค ฉันไปเรียนก่อนนะ”
หลินอู๋เฉินโบกมือ ก่อนจะขึ้นรถซูเปอร์คาร์ ขับออกไปจากฉู่หลง
หยางลู่ซือมองบัตรทานอาหารโรงแรมการ์เด้นกรีนก็หัวเราะคิดคัก เก็บใส่กระเป๋าสวมรองเท้าเก่าๆ ที่ลงจากเขา เดินออกไปนอกบ้าน
........ ......
เพิ่งเข้ามาในรั้วมหาลัย หลินอู๋เฉินถูกต้อนรับโดยคนสกุลหวัง หวังเห่า!
“โอ้...ครั้งก่อนยังไม่เข็ดอีกเหรอ ถึงได้กล้ามาหาเรื่องฉันอีก” ในสายตาของหลินอู๋เฉิน นายน้อยหวังเป็นแค่ขยะตัวหนึ่ง
ครั้งก่อนสั่งให้คนของชมรมคาราเต้เข้ามาเล่นงานเขา ตอนนั้นเพราะติดธุระของเหวินจิงจึงไม่ได้สั่งสอนบวกกับมีส่วนหนึ่งที่เป็นคนของบาร์ติงหวน แต่ครั้งนี้มันไม่เหมือนกัน
เพื่อสั่งสอนปลาซิวปลาสร้อย หลินอู๋เฉินพร้อมจะซื้อธุรกิจตระกูลหวังด้วยเงินเพียงไม่กี่พันหยวน
“ฉัน...” นายน้อยหวังมีใบหน้าซีดเผือด ด้วยนิสัยเดิมแค่เห็นหน้าหลินอู๋เฉินก็เกลียดมากพอแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการก้มหน้า หรือการขอโทษเลย
แต่แล้วเสียง'เพี้ย'ได้ดังขึ้น นายน้อยหวังถูกตบโดยผู้หญิงที่มาด้วย หน้าตาเธอสวย รูปร่างสูงโปร่ง อยู่ในชุดทางการสีขาว กระโปรงทรงเอ ใส่รองเท้าส้นสูง ผมถูกรวบเป็นหางม้า
หลินอู๋เฉินเพียงยืนมองการแสดงนี้เงียบๆ
หวังปี่ถงจับหลานชายราคาถูกก้มศีรษะ ตามด้วยกล่าว “คุณหลินต้องขอโทษด้วยค่ะ เป็นหลานชายของฉันเองที่โง่เง่าไม่เห็นภูเขาไท่ซานอยู่ตรงหน้า เพราะงั้นได้โปรดอย่าโกรธเขาเลยนะคะ และขอให้คุณ...ช่วยบอกให้ตระกูลถังและตระกูลเย่เลิกโจมตีเราได้แล้ว”
“อะไรนะ สองตระกูลนั้นโจมตีตระกูลหวังเหรอ”
“คุณหลินไม่รู้เหรอคะ” หวังปี่ถงที่ก้มหน้าคิดว่ามันแปลก ทำไมเขาถึงไม่รู้เรื่องล่ะ ทั้งที่ต้นเหตุคือเขาทั้งนั้น
“คุณป้า ผมก็บอกแล้วว่าเขาน่ะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรอก เพราะงั้น...อ๊ากก!”
ยังพูดไม่ทันขาดคำหวังเห่าถูกตบจนหน้าหันด้วยมือของหวังปี่ถง
“หุบปาก”
หวังเห่าหน้าร้อนผ่าว กลัวจนต้องหดหัวเข้าไปในกระดองเหมือนลูกเต่า
“คุณหลินคะ ถึงคุณจะไม่รู้เรื่องแต่ทั้งสองตระกูลทำเพื่อคุณ พวกเขาถอนโครงการที่พัฒนากับหวังกรุ๊ปฯ ทำให้เสียเงินไปมากกว่า 100 ล้านหยวน เพราะงั้นคุณหลิน ถ้าหากคุณยอมออกหน้าครั้งนี้ให้สกุลหวังล่ะก็ บุญคุณครั้งนี้ฉันจะไม่ลืมเลยค่ะ”
“อะไรนะ จะให้ฉันออกหน้าให้?”
“ใช่ค่ะ บุญคุณครั้งนี้ฉันจะไม่ลืมเลย...” หวังปี่ถงอดไม่ได้ต้องเหลือบมองหน้าชายหนุ่มเจ้าของปัญหา ดูไปแล้วหน้าตาธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่น อายุพอๆ กับหลานราคาถูก
“นอกจากนั้นทางสกุลหวังเราได้ยกเลิกการหมั้นหมายกับเจียงหยุนเออร์แล้ว”
หลินอู๋เฉินหัวเราะไม่ออก
ดูเหมือนว่านายน้อยหวังคิดว่าเขาชอบเจียงหยุนเออร์ แต่ตอนนั้นที่เข้าหาเธอก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าเป็นเพราะความร่ำรวย ถึงได้โชว์ความสามารถด้วยการเล่นเปียโนที่เหนือกว่า
แต่ตอนนี้ด้วยสิ่งที่เขามี หลินอู๋เฉินไม่ได้สนใจเจียงหยุนเออร์แล้ว
“น่ารำคาญ ตระกูลถังและตระกูลเย่จะทำอะไรก็เรื่องของพวกเขาสิ มันไม่เกี่ยวกับฉัน” หลินอู๋เฉินยักไหล่ ไม่ได้สนใจหวังปี่ถงอีกต่อไป
“อะไรนะคะ...คุณจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้นะคะ สกุลหวังไม่สามารถล้มได้ เพราะงั้นได้โปรด!” หวังปี่ถงยืนขวางหน้าเขา นัยน์ตาคู่นั้นจ้องเขม็งตึง
“คุณหลินอยู่ที่นี่เอง เช้านี้ทานข้าวมาหรือยังคะ ถ้ายังไงเราไปหาอะไรทานกันดีไหมคะ”
ระหว่างนั้นเสียงผู้หญิงคนหนึ่งดังขึ้นที่อีกด้านของทางเดิน หวังปี่ถงผินหน้ามองค่อยเห็นว่าเป็นใคร
“คุณหนูเย่...”
“โอ๊ะ...ป้าหวังนี่เองนึกว่าใคร มาทำอะไรที่มหาลัยชุนเหลียนเหรอคะ คุณไม่มีลูกหรือสามีนี่นา หรือว่าจะมาเพราะหวังเห่า?” เย่หลิงแสร้งเอามือปิดปากเล็กๆ พลางหัวเราะ ทั้งที่ความจริงรู้อยู่แล้วว่าเพราะอะไรเธอถึงได้มาที่นี่
หวังปี่ถงพยายามควบคมอารมณ์ ต้องแสร้งปั้นหน้ายิ้มทักทายศัตรู “คุณหนูเย่ ฉันมีเรื่องส่วนตัวที่ต้องคุยกับคุณหลิน เพราะงั้นคนที่ไม่เกี่ยวช่วย...”
“ใครว่าไม่เกี่ยวล่ะ” หลินอู๋เฉินโอบเอวเย่หลิงเข้ามา และนั่นทำให้เธอดีใจมาก