ท่ามกลางความเงียบสงัดหลังพายุสวาทที่เพิ่งสงบลง ภายในถ้ำขาวที่ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งหยินหยางที่เข้มข้น หลินเฟิงที่กำลังโอบกอดร่างที่อ่อนระทวยของไป๋เอ๋อร์อยู่บนเตียงหญ้าหอมพลันขมวดคิ้วมุ่น ดวงตาสีทองของเขาสาดประกายเย็นเยียบออกมาทันที หูจิ้งจอกที่ซ่อนอยู่ใต้เส้นผมสีเงินกระดิกรับสัญญาณบางอย่างที่ผิดปกติ
ไป๋เอ๋อร์ในยามนี้ดูงดงามราวกับเทพธิดาที่เพิ่งตกจาก์ ิัสีขาวนวลของนางเปล่งประกายระยิบระยับใต้แสงจันทร์ที่ส่องลงมา เหงื่อที่ยังคงแตกระรื่นอยู่ตามร่องกระดูกไหปลาร้าและหุบเขาแห่งความงามทำให้นางดูเซ็กซี่และเย้ายวนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ผมสีขาวสลวยยาวพาดไหล่ของนางบัดนี้ยุ่งเหยิงจากการดิ้นรนในห้วงสวาท เส้นผมบางเส้นเปียกชื้นด้วยเหงื่อติดแนบไปกับแก้มที่ยังคงแดงก่ำ
ใบหน้าที่เคยดูใสซื่อและไร้เดียงสาบัดนี้กลับมีเสน่ห์ของผู้หญิงที่เพิ่งได้รู้จักกับบทรักครั้งแรก ริมฝีปากสีชมพูอ่อนของนางบวมเล็กน้อยจากการจูบแลกลิ้นที่ดุดัน ดวงตาสีแดงทับทิมที่เคยใสใสกลับมีความลึกลับและเซ็กซี่ขึ้นมา หน้าอกอวบอิ่มของนางที่เคยซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าบัดนี้เปิดเผยให้เห็นความงามอันสมบูรณ์แบบ ทรวงอกคู่นั้นใหญ่โตเกินสัดส่วนกับร่างเล็กของนาง แต่กลับดูสวยงามและเย้ายวนอย่างไม่น่าเชื่อ
ยอดอกสีชมพูที่ยังคงแข็งชันจากการถูกกระตุ้นเป็จุดเด่นที่ดึงดูดสายตา รอบๆ ยอดอกมีรอยฟันเล็กๆ และรอยดูดที่หลินเฟิงทิ้งไว้เป็เครื่องหมายแห่งการ เอวบางของนางโค้งเว้าอย่างสวยงาม สะโพกมนกลมที่เคยซ่อนอยู่ใต้กระโปรงบัดนี้เผยให้เห็นเส้นสายที่เซ็กซี่และเย้ายวน ขาเรียวยาวสีขาวนวลของนางเปิดออกในท่าที่ดูเซ็กซี่ ิัเนียนนุ่มของต้นขาและน่องยังคงมีรอยแดงจากการที่หลินเฟิงใช้เล็บเขี่ยและบีบคลึง
ส่วนที่ลับลึกที่สุดของนางซึ่งเพิ่งถูกรุกล้ำครั้งแรกบัดนี้ยังคงบวมเล็กน้อยและเปียกชื้นด้วยน้ำรักที่ผสมกับของเหลวสีขาวขุ่นของหลินเฟิง ร่องรักสีชมพูอ่อนที่เคยบริสุทธิ์บัดนี้ถูกทำเครื่องหมายอย่างถาวร ปากร่องรักที่เคยแน่นสนิทบัดนี้เผยอออกเล็กน้อย เผยให้เห็นความเปียกชื้นข้างในที่ยังคงระยิบระยับใต้แสงจันทร์ ความงามหลังบทรักของนางดูราวกับดอกบัวที่เพิ่งบานสะพรั่งในสระน้ำใส มีความงดงามที่ผสมผสานระหว่างความบริสุทธิ์และความเซ็กซี่อย่างลงตัว
แสงจันทร์ที่เคยส่องลงมาอย่างอ่อนโยนบัดนี้กลับดูมืดครึ้มลง เหมือนกับว่าเมฆดำหนาทึบกำลังปกคลุมดวงจันทร์ไว้ กลิ่นอายที่แปลกประหลาดเริ่มแทรกซึมเข้ามาในถ้ำ มันไม่ใช่กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าหรือกลิ่นหวานของน้ำค้างยามเช้า แต่เป็กลิ่นคาวเหม็นของเืและเนื้อเน่าที่ผสมปนเปกับกลิ่นสาบสางที่รุนแรง
หลินเฟิงรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศอย่างชัดเจน สัญชาตญาณของจิ้งจอกที่ผ่านการต่อสู้มานับร้อยปีกำลังส่งสัญญาณเตือนภัย เขาสามารถััได้ถึงรังสีอำมหิตที่กำลังเข้าใกล้ถ้ำแห่งนี้ มันไม่ใช่พลังของปีศาจธรรมดา แต่เป็พลังที่เต็มไปด้วยความโลภและตัณหาที่น่าขยะแขยง
"พี่สาวครับ... ดูเหมือนจะมี 'หมู' บางตัวอยากลองดีกับเราเสียแล้ว" หลินเฟิงกระซิบด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็ความเ็าจนน่าขนลุก
เสียงของเขาแม้จะยังคงเป็เสียงเด็กน้อยที่ใสใส แต่กลับมีความเย็นเยียบที่ทำให้อากาศรอบข้างแทบจะเยือกแข็ง ดวงตาสีทองที่เคยอ่อนหวานบัดนี้กลับเปล่งประกายที่เฉียบคมราวกับใบมีดที่เพิ่งถูกลับให้แหลมคม
ไป๋เอ๋อร์ที่ยังคงหอบหายใจรวยรินสะดุ้งสุดตัว ร่างกายที่เพิ่งผ่านบทเรียนสวาทอันเร่าร้อนยังคงอ่อนแรงและไวต่อการัั นางพยายามพยุงกายที่อ่อนแรงขึ้น ผ้าแพรบางๆ ที่ปกปิดร่างกายลื่นหลุดลงมาเผยให้เห็นิัสีขาวนวลที่ยังคงมีรอยแดงจากการรักใคร่เมื่อครู่
"อาเฟิง... เ้าหมายความว่าอย่างไร? ใคร... ใครมาที่นี่?" นางถามด้วยเสียงสั่นเครือ ดวงตาสีแดงทับทิมเต็มไปด้วยความกังวล
นางพยายามรวบรวมพลังปราณที่กระจัดกระจายหลังจากการบำเพ็ญเพียร แต่ร่างกายยังคงอ่อนแรงและไม่สามารถเรียกพลังมาได้เต็มที่ ความรู้สึกหวาดกลัวเริ่มคืบคลานเข้ามาในใจเมื่อนางััได้ถึงรังสีอำมหิตที่กำลังเข้าใกล้
ยังไม่ทันที่นางจะได้รับคำตอบ เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่เหยียบย่ำลงบนใบไม้แห้งก็ดังก้องมาจากปากถ้ำ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงฝีเท้าของมนุษย์หรือปีศาจธรรมดา แต่เป็เสียงของสิ่งมีชีวิตที่มีน้ำหนักมหาศาลและเท้าที่หนาใหญ่ ทุกก้าวที่เดินจะทำให้พื้นดินสั่นะเืเล็กน้อย
พร้อมกับกลิ่นสาบสางที่รุนแรงจนแทบจะทำให้อาเจียน ร่างกำยำของปีศาจหมูป่าสามตนปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านหมอก ร่างกายของพวกมันสูงใหญ่และกำยำ ิัสีน้ำตาลเข้มเต็มไปด้วยแผลเป็และรอยขีดข่วนจากการต่อสู้ในอดีต กล้ามเนื้อที่โปรยโรยทำให้ดูน่าเกรงขาม
พวกมันมีเขี้ยวโง้งยาวสีเหลืองเขรอะที่ยื่นออกมาจากปากขนาดใหญ่ เขี้ยวเ่าั้แหลมคมและเปื้อนคราบเืแห้งของเหยื่อที่เคยถูกล่า ดวงตาสีแดงฉานที่เต็มไปด้วยตัณหาและรังสีอำฆาตจ้องมองเข้ามาในถ้ำด้วยความหิวกระหาย
ตัวหัวหน้าที่มีแผลเป็พาดผ่านใบหน้าจากหูข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่งแสยะยิ้มจนเห็นเหงือกสีดำและฟันที่เหลืองคราบ ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความโลภและความ้าที่น่าขยะแขยง มือใหญ่ของมันกำกระบองหินที่มีขนาดใหญ่เท่าลำต้นไผ่
"ฮ่าๆๆ! กลิ่นหอมอะไรขนาดนี้! ที่แท้ก็แม่กระต่ายขาวไป๋เอ๋อร์กำลัง 'กิน' เด็กน้อยอยู่นี่เอง" มันคำรามด้วยเสียงที่หยาบกระด้างและเต็มไปด้วยความ้า พลางกวาดสายตาหื่นกระหายไปตามร่างกายที่เปลือยเปล่าของไป๋เอ๋อร์
ดวงตาของมันเลื่อนไปตามทุกส่วนของร่างกายนาง จากใบหน้าที่ยังคงแดงก่ำจากความเสียวซ่าน ลงมาที่หน้าอกอวบอิ่มที่ยังคงมีรอยฟันและรอยดูดจากหลินเฟิง จนถึงส่วนที่ลับลึกที่ยังคงเปียกชื้นและบวมเล็กน้อยจากการรักใคร่เมื่อครู่
"เฮ้ยไอ้หนู! ร่างกายเล็กๆ ของเ้าจะไปรับมือความเร่าร้อนของนางไหวได้อย่างไร" มันหัวเราะอย่างหยาบคาย พลางชี้ไปที่หลินเฟิงด้วยความดูถูก "ไสหัวไปซะก่อนที่ข้าจะใช้เขี้ยวนี้เสียบพุงเ้าให้ทะลุ แล้วข้าจะช่วย 'ดูแล' แม่กระต่ายนี่ต่อเอง!"
ปีศาจหมูป่าตัวอื่นๆ หัวเราะลั่นด้วยความเห็นด้วย พวกมันเลียริมฝีปากด้วยลิ้นสีแดงเข้มที่หยาบกระด้าง ดวงตาเต็มไปด้วยความ้าที่จะได้ลิ้มรสความงามของไป๋เอ๋อร์ พวกมันไม่ได้มาเพื่อฆ่าเท่านั้น แต่มาเพื่อสนองความ้าทางกามที่สกปรกและป่าเถื่อน
ไป๋เอ๋อร์หน้าซีดเผือดเมื่อได้ยินคำพูดที่หยาบคายและเต็มไปด้วยความ้าที่น่าขยะแขยง นางรีบคว้าผ้าแพรมาปกปิดร่างกายพลางสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ความรู้สึกที่เพิ่งจะอบอุ่นและมีความสุขจากการรักใคร่กับหลินเฟิงบัดนี้กลับถูกแทนที่ด้วยความกลัวและความขยะแขยง
"พวกเ้า... ปีศาจหมูป่าแห่งหุบเขาเขี้ยวทมิฬ! ออกไปนะ! ที่นี่คือเขตแดนของข้า!" นางะโด้วยเสียงสั่นเครือ พยายามแสดงความแข็งแกร่งแม้ว่าร่างกายจะยังอ่อนแรง
แต่ปีศาจหมูป่าเ่าั้กลับหัวเราะลั่นเมื่อได้ยินคำขู่ของนาง พวกมันรู้ดีว่าไป๋เอ๋อร์ในสภาพปัจจุบันไม่สามารถต่อสู้ได้ ความอ่อนแรงหลังจากการบำเพ็ญเพียรทำให้นางเป็เหยื่อที่ง่ายดาย
หลินเฟิงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ ความเคลื่อนไหวของเขาดูสงบและมั่นคง แต่กลับมีความน่าเกรงขามที่ซ่อนอยู่ ร่างเด็กน้อยของเขาดูเล็กจ้อยเมื่อเทียบกับปีศาจหมูป่าั์ แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างเขากลับกดดันจนอากาศรอบข้างแทบจะจับตัวเป็น้ำแข็ง
อุณหภูมิในถ้ำลดลงอย่างรวดเร็ว ลมหายใจของทุกคนกลายเป็ไอขาว แม้แต่ปีศาจหมูป่าที่เคยดูมั่นใจก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ พวกมันััได้ถึงพลังที่น่าเกรงขามที่กำลังตื่นขึ้นในร่างเด็กน้อยตรงหน้า
หางสีทองสองหางะเิออกมาจากเื้ั มันโบกสะบัดอย่างทรงพลังและแผ่กลิ่นอายอสูรที่เข้มข้นกว่าเดิมหลายเท่า กลิ่นอายนั้นไม่ใช่กลิ่นหอมเย้ายวนที่เขาใช้กับไป๋เอ๋อร์ แต่เป็กลิ่นอายแห่งความตายและการทำลายล้างที่ทำให้สัตว์ป่าทั่วป่าหมอกต้องหนีกระเจิงไปหมด
ขนบนหางทั้งสองหางเปล่งแสงสีทองอ่อนๆ แต่ละเส้นขนดูเหมือนจะมีชีวิตของตัวเอง มันเคลื่อนไหวราวกับใบมีดเล็กๆ ที่พร้อมจะฟันผ่าทุกสิ่งที่ขวางทาง ปลายหางแหลมคมราวกับหอกที่เพิ่งถูกลับให้คมกริบ
"พี่สาวครับ... หลับตาลงเถอะครับ" หลินเฟิงกล่าวพลางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เสียงของเขายังคงอ่อนหวานแต่มีความเย็นเยียบที่ทำให้หัวใจหยุดเต้น "อาเฟิงไม่อยากให้พี่สาวเห็นภาพที่... ไม่ค่อยน่าดูเท่าไหร่"
ทุกก้าวที่เขาเดินไปข้างหน้า พื้นหินใต้เท้าจะแตกระแหงเป็รอยเท้าเล็กๆ แต่ลึก แสดงให้เห็นถึงพลังที่มหาศาลที่ถูกบีบอัดอยู่ในร่างเล็กๆ นั้น
"ไอ้เด็กเหลือขอ! กล้าอวดดีนักนะ!" ปีศาจหมูป่าตัวหนึ่งคำรามพลางพุ่งเข้าใส่หลินเฟิงพร้อมกับกระบองหินั์ในมือ มันเหวี่ยงกระบองลงมาด้วยแรงมหาศาลหมายจะบดขยี้ร่างเล็กๆ นั้นให้แหลกคามือ
กระบองหินที่หนักหลายร้อยกิโลกรัมนั้นผ่าอากาศลงมาด้วยความเร็วสูง เสียงหวือของลมที่ถูกผ่าดังก้องไปทั่วถ้ำ หากกระบองนั้นโจมตีถูกเป้า แม้แต่หินก้อนใหญ่ก็จะแตกเป็เสี่ยงๆ
ทว่า... หลินเฟิงกลับหายไปจากสายตาของมันในพริบตา!
ความเร็วของเขาเหนือกว่าที่ตาเปล่าจะมองเห็นได้ เขาไม่ได้หลบหรือหลีกเลี่ยง แต่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติ ร่างกายของเขาดูเหมือนจะละลายเข้ากับเงาและปรากฏขึ้นในตำแหน่งใหม่
"ช้าไปครับ... คุณหมู" เสียงเย็นเยียบดังขึ้นที่ข้างหูของมัน เสียงนั้นใกล้จนมันััได้ถึงลมหายใจเย็นเยียบ
ก่อนที่หางหนึ่งของหลินเฟิงจะพุ่งเข้ารัดคอของมันอย่างแม่นยำ หางที่ดูนุ่มนวลและสวยงามนั้นกลับแข็งแกร่งราวกับเหล็กกล้า มันรัดรอบคอของปีศาจหมูป่าด้วยแรงกดที่น่าสยดสยอง
แรงรัดมหาศาลที่แฝงไปด้วยพลังปราณอสูรที่เพิ่งยกระดับทำให้กระดูกคอของปีศาจหมูป่าแหลกละเอียดในพริบตา เสียงกระดูกแตกดังแก๊กๆ ก้องไปทั่วถ้ำ ปีศาจหมูป่าตัวนั้นยังไม่ทันได้ร้องขอความช่วยเหลือ
หลินเฟิงไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น เขาใช้หางอีกข้างแทงทะลุหน้าอกของมันด้วยความรวดเร็วฟ้าผ่า หางที่แหลมคมราวกับใบหอกผ่าเข้าไปในเนื้อและกระดูกโดยไม่มีความต้านทาน กระชากเอาหัวใจที่ยังเต้นอยู่ติดมือออกมา
หัวใจสีแดงเข้มที่ยังคงเต้นระรัวในมือเล็กๆ ของเขาดูน่าสยดสยองอย่างไม่น่าเชื่อ เืสีดำหยดลงมาจากหัวใจนั้น แต่หลินเฟิงกลับมองดูมันด้วยความสนใจราวกับเป็ของเล่นชิ้นใหม่
"อั๊ก... อะ... อะ..." ปีศาจหมูป่าตัวแรกสิ้นใจตายโดยที่ยังไม่ทันได้ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว ร่างกายใหญ่โตของมันล้มลงกับพื้นด้วยเสียงดังตึง
"แก! แกมันตัวอะไรกันแน่!" ปีศาจหมูป่าหัวหน้ากลุ่มร้องลั่นด้วยความใ เสียงของมันสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวที่เพิ่งจะตื่นขึ้นมา
มันไม่เคยเห็นการฆ่าที่รวดเร็วและโหดร้ายขนาดนี้มาก่อน แม้แต่อสูรชั้นสูงที่มันเคยพบก็ไม่ได้น่าเกรงขามเท่านี้ เด็กน้อยตรงหน้าดูเหมือนปีศาจร้ายที่แฝงตัวมาในร่างเด็ก
มันสั่งให้ลูกน้องที่เหลือพุ่งเข้าใส่พร้อมกัน หวังว่าจำนวนจะช่วยให้พวกมันได้เปรียบ แต่หลินเฟิงกลับแสยะยิ้มที่ดูไร้เดียงสาแต่กลับน่าสยดสยองที่สุด รอยยิ้มนั้นไม่มีความอบอุ่นหรือความเมตตาใดๆ มีเพียงความเ็าและความโหดร้ายที่บริสุทธิ์
เขาประสานมือร่ายมนต์อสูรลับที่เพิ่งปลดล็อกได้จากระบบ การเคลื่อนไหวของมือเล็กๆ นั้นสวยงามและลื่นไหลราวกับการเต้นรำ แต่พลังที่ถูกเรียกออกมากลับน่าสยดสยองอย่างไม่น่าเชื่อ
"นาฏกรรมจิ้งจอก: ระบำเพลิงผลาญิญญา!"
เปลวเพลิงสีทองอมชมพูะเิออกมาจากร่างของหลินเฟิง มันไม่ใช่ไฟธรรมดาแต่เป็ไฟอสูรที่เผาผลาญได้แม้กระทั่งิญญา เปลวเพลิงนั้นร้อนแรงจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว แต่กลับไม่ทำร้ายไป๋เอ๋อร์แม้แต่น้อย
เปลวเพลิงนั้นม้วนตัวเป็รูปจิ้งจอกั์ที่มีดวงตาเปล่งแสงสีทอง มันพุ่งเข้าใส่ปีศาจหมูป่าที่เหลือด้วยความเร็วสูง เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปดังก้องไปทั่วป่าหมอก เสียงนั้นไม่ใช่เสียงร้องของความเ็ปทางกาย แต่เป็เสียงร้องของิญญาที่กำลังถูกเผาไหม้
ร่างของพวกมันถูกแผดเผาจนกลายเป็เถ้าถ่านในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ แม้แต่กระดูกและเขี้ยวที่แข็งแกร่งก็ละลายหายไปราวกับไม่เคยมีตัวตนอยู่เลย เหลือเพียงกองเถ้าถ่านสีดำที่ยังคงร้อนแรงอยู่
กลิ่นของเนื้อไหม้และกำมะถันลอยฟุ้งไปทั่วถ้ำ แต่หลินเฟิงกลับดูเหมือนไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เขายังคงยืนอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงที่ค่อยๆ ดับลงด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม
หลินเฟิงเดินเข้าไปหาหัวหน้าปีศาจหมูป่าที่บัดนี้ทรุดลงไปกองกับพื้นด้วยความหวาดกลัวจนปัสสาวะราด ร่างกายใหญ่โตที่เคยดูน่าเกรงขามบัดนี้กลับสั่นเทาราวกับใบไผ่ในลมแรง ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความโลภบัดนี้เต็มไปด้วยความหวาดกลัวสุดขีด
"อ... อย่า... อย่ามาใกล้ข้า! แกมันปีศาจตัวจริง!" มันร้องขอความเมตตาด้วยเสียงสั่นเครือ
หลินเฟิงใช้เท้าเล็กๆ เหยียบลงบนหน้าอกของมันแล้วก้มลงกระซิบ น้ำหนักของเด็กน้อยดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับทำให้ปีศาจหมูป่าตัวนั้นรู้สึกเหมือนมีูเาทับอยู่บนอก
"ขอบคุณสำหรับพลังตบะที่เ้าอุตส่าห์นำมาส่งให้ถึงที่นะครับ... เพื่อเป็การตอบแทน อาเฟิงจะส่งเ้าไปสบายเอง"
เสียงของเขาอ่อนหวานราวกับเด็กน้อยที่กำลังขอบคุณสำหรับของขวัญ แต่กลับทำให้ปีศาจหมูป่าตัวนั้นรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงเรียกจากนรก
กรงเล็บจิ้งจอกที่แหลมคมตวัดผ่านลำคอของมันอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนไหวนั้นสวยงามและลื่นไหลราวกับงานศิลปะ แต่ผลลัพธ์กลับโหดร้ายอย่างไม่น่าเชื่อ
เืสีดำพุ่งกระฉูดออกมาอาบใบหน้าของหลินเฟิงเล็กน้อย หยดเืบนแก้มขาวนวลของเขาทำให้ดูน่าสยดสยองและสวยงามไปพร้อมกัน เขาสะบัดมือชำระล้างคราบเืออกด้วยพลังอสูรจนสะอาดสะอ้าน ราวกับไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
แล้วเขาหันกลับไปหาไป๋เอ๋อร์ที่นั่งตัวสั่นด้วยความทึ่งและยำเกรง ดวงตาสีแดงทับทิมของนางเต็มไปด้วยความตกตะลึงและความหลงใหลในตัวเขาไปพร้อมกัน
"พี่สาวครับ... ขยะพวกนั้นถูกกำจัดหมดแล้ว" หลินเฟิงโผเข้ากอดนางด้วยท่าทางออดอ้อนเหมือนเดิม ราวกับไม่เคยฆ่าใครมาเลย "เราไปจากที่นี่กันเถอะครับ... มุ่งหน้าสู่เมืองมนุษย์ ที่นั่นน่าจะมี 'อาหาร' ที่อร่อยและสนุกกว่านี้รอเราอยู่"
คำว่า 'อาหาร' ที่เขาพูดถึงไม่ใช่อาหารธรรมดา แต่หมายถึงพลังชีวิตและิญญาของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่จะช่วยให้เขาแข็งแกร่งขึ้น
ไป๋เอ๋อร์มองดูเด็กน้อยในอ้อมกอดด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินบรรยาย ความหวาดกลัว ความหลงใหล ความรัก และความยำเกรงผสมปนเปกันอยู่ในใจ นางรู้ดีว่านับจากนี้ไป ชีวิตของนางจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป
ภายใต้รูปลักษณ์ที่แสนน่ารักนี้ คืออสูรจิ้งจอกที่พร้อมจะสั่นะเืทั้งสามภพ และนาง... ก็ยินดีที่จะเป็ทาสสวาทและผู้ติดตามของเขาไปจนวันตาย ไม่ว่าเขาจะนำนางไปที่ไหน ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับอะไร นางก็พร้อมจะติดตามเขาไป
ทั้งคู่เริ่มออกเดินทางออกจากป่าหมอก มุ่งหน้าสู่แสงไฟของเมืองมนุษย์ที่อยู่ไกลออกไป โดยหารู้ไม่ว่า การปรากฏตัวของจิ้งจอกสองหางในครั้งนี้ จะเป็จุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่ที่เต็มไปด้วยคาวเืและกามราคะที่โลกมนุษย์ไม่เคยพบเจอมาก่อน