คัมภีร์ปฐมวิญญาณ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 3)

    ตอนที่ 43 สี่พรายทะเล

    ณ หมู่บ้านแมวน้ำในยามค่ำ หนึ่งราชาหนึ่งราชินีก้าวเดินเข้าไปแสดงตัวที่ด้านหน้าเรือนผู้ใหญ่บ้าน เปลวตะเกียงน้ำมันวูบไหวยามต้องกับสายลมอันเหน็บหนาวจากทะเลเหนือ

    “ค่ำแล้ว… เชิญพระองค์ทั้งสองพักที่บ้านข้าสักคืนเถิด อีกไม่นานจะมีการประชุมสรุปข่าว ข้าขอเชิญทั้งสองพระองค์เข้าร่วมประชุมกับพวกเรา เพื่อหาหนทางแก้ปัญหาไปด้วยกันเพคะ”

    หญิงชราผู้ดำรงค์สถานะผู้ใหญ่บ้านกล่าวขึ้นด้วยความนอบน้อม

    ราชินีมันปนิตาหันไปมองหญิงชราแวบหนึ่ง ด้วยความประหลาดใจ นางจึงเอ่ยถาม “ท่าน…คือผู้เฒ่าเสวี่ยหลงเหนียง ฉายามังกรเหมันต์ ใช่หรือไม่” ด้วยความรู้สึกเหมือนเคยรู้จักกันมาบ้าง ทำให้ในที่สุดองค์ราชินีก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่า หญิงชราผู้นี้แท้จริงแล้วก็คืออดีตหัวหน้ากองเรือโจรสลัดที่ 2 นั่นเอง

    หญิงชราพยักหน้าช้าๆ น้ำตาคลอเบ้า “ใช่แล้ว…เพคะ ท่านเงือกหิมะ ข้านึกว่าท่านจะลืมยายแก่ผู้นี้เสียแล้ว” เสียงของหญิงชราสั่นเครือ ก่อนจะยกแขนเสื้อปาดน้ำตาอย่างลวกๆ

    ราชินีมันปนิตาเผยรอยยิ้มอ่อนโยน เอื้อมมือไปแตะไหล่ของนางเบาๆ “อย่าน้อยใจไปเลยท่านผู้เฒ่า…การที่พวกเรายังมีโอกาสได้พบเจอกันอีกครั้ง นั่นก็นับว่าเป็นพรจากสวรรค์แล้ว”

    ฝ่าบาทมันตราซึ่งยืนอยู่ข้างๆ พลันเอ่ยขึ้น “ตั้งแต่ข้าปราบปรามกองเรือโจรสลัด…พวกท่านก็หายสาบสูญไป ข้านึกว่าพวกท่านจะไม่รอดเสียแล้ว”

    ผู้เฒ่าเสวี่ยหลงเหนียงโค้งศีรษะต่ำลง “หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น พวกเรากองเรือที่สองก็ตัดสินใจอพยพมาปักหลักอยู่ที่นี่ สร้างหมู่บ้านเล็กๆในอ่าวลึกนี้ ใช้ชีวิตเรียบง่าย จับปลา ล่าสัตว์ และคอยสืบข่าวสารเพื่อเป็นหูเป็นตาให้กับบ้านเมือง”

    “พวกท่านอยู่กันเช่นนี้ คงจะผ่านความยากลำบากมาไม่น้อยเลย ข้าขอโทษที่ดูแลได้ไม่ทั่วถึง” ฝ่าบาทกล่าวด้วยความห่วงใย

    “ฝ่าบาทไม่ต้องทรงกังวล ตอนนี้พวกเรามีความสุขดี หาเลี้ยงชีพได้ด้วยตนเอง  ทั้งเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ และหาปลาไว้กินเอง ที่เหลือก็แบ่งขาย ไม่ต้องหนี หรือหลบซ่อนเช่นวันวานอีกแล้ว” หญิงชรากล่าวด้วยแววตาอันเปล่งประกาย 

    ราชินีมันปนิตาเลิกคิ้วเล็กน้อย ความสงสัยผุดขึ้น “ท่านผู้เฒ่า…ปกติทวีปเหนือของพวกเรา หนาวเหน็บจนเพาะปลูกไม่ได้ เหตุใดพวกท่านถึงกล่าวว่าสามารถปลูกพืชเลี้ยงชีพได้เล่า”

    หญิงชราก้มศีรษะลงตอบด้วยเสียงต่ำ “ก็เพราะ…เมื่อสี่ปีก่อน พวกเราได้ขโมย คัมภีร์ปฐมวิญญาณ บทแรกมา และพบว่ามันสามารถผนึกเข้ากับค่ายอาคม สร้างเขตแดนร้อนชื้นขึ้นได้…จึงทำให้พวกเรามีทางรอดมาจนถึงทุกวันนี้”

    ยังไม่ทันได้พูดสิ่งใดต่อ ก็มีเสียงฝีเท้าบรรดาบ่าวที่ล้วนเป็นบุรุษดังแทรกขึ้น พวกเขาเดินเรียงแถวยกสำรับอาหารเข้ามา กลิ่นหอมอบอวลยิ่งนัก

    ผู้เฒ่าเสวี่ยหลงเหนียงกล่าวเชื้อเชิญ “ทั้งสองพระองค์ เสวยพระกระยาหารค่ำก่อนเพคะ หากมีเรื่องใดเพียงสั่นกระดิ่ง บ่าวของหม่อมฉันก็จะมารับใช้พระองค์ในทันที” กล่าวจบ หญิงชราก็ถอยออกจากห้องไป…

    กลองในหมู่บ้านตีบอกเวลาสี่ทุ่ม ไม่นานนักก็มีเสียงระฆังตีขึ้นถี่ๆ ทิศทางของเสียงมาจากห้องประชุม ฝ่าบาทมันตราที่กำลังจิบชาหลังมื้อค่ำก็รู้ทันทีว่าน่าจะถึงเวลาประชุมแล้ว เขาจึงเบือนหน้าไปทางพระราชินี ทั้งสองสบตากันและพยักหน้าอย่างรู้ใจ  จึงพากันลุกเดินออกจากห้องพักไปสู่ห้องประชุมในทันที

    ณ ห้องประชุม ภายในบ้านผู้ใหญ่บ้าน

    บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัดทันทีที่ประตูไม้หนักถูกผลักเปิดออก ราชามันตราและราชินีมันปนิตาก็พลันก้าวเข้ามาด้วยท่าทางอันสง่างาม ทุกสายตาล้วนจับจ้องมายังทั้งสองพระองค์พร้อมกับการลุกขึ้นยืนถวายความเคารพ เสียงรองเท้าก้าวกระทบพื้นหินดังเป็นจังหวะท่ามกลางความเงียบ

    ผู้เฒ่าเสวี่ยหลงเหนียง ลุกขึ้นอย่างสง่างาม ก่อนเอ่ยด้วยเสียงอันก้องกังวาน “ขอแนะนำ… สี่พรายทะเล กองสอดแนมและหน่วยข่าวกรองลับแห่งหมู่บ้านแมวน้ำ ผู้เป็นดังดวงตาเหนือฟ้าและเงาใต้คลื่นทะเล พวกเขาคือยอดฝีมือที่ศัตรูต่างหวาดกลัว แม้ได้ยินเพียงชื่อ โดยมิอาจเห็นโฉมหน้าก็ตาม...”

    สี่พรายทะเลในชุดดำรัดกุม สวมหน้ากากหลากสี ศรีษะสวมหมวกกุ้ยเล้ย ก้าวออกมาจากเงามืดทีละคน แสงไฟตะเกียงส่องสะท้อนร่างที่ต่างก็แฝงด้วยเอกลักษณ์เฉพาะ

    “ท่านแรกนี้คือ “เงาสมุทร อวิ๋นไห่เฟิง” เป็นหัวหน้ากลุ่ม” ผู้เฒ่าเสวี่ยหลงเหนียง กล่าวพลางผายมือไปยัง สตรีรูปร่างสูงโปร่งผู้สวมหน้ากากสีดำเดินลายทอง คลุมกายด้วยผ้าคลุมเวทย์สีดำปักลายเกลียวคลื่นจันทราสีทอง กล่าวกันว่าการเคลื่อนไหวของนางเงียบกริบประหนึ่งเงาของมหาสมุทร มีเพียงประกายโลหะจาก เข็มเพลิงเหมันต์ ที่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย เมื่อซัดออกไปจากมือแล้วย่อมไม่พลาดเป้า”

    “หน้าที่ของข้าน้อย ก็คือลอบสังหาร ก่อนที่ศัตรูจะรู้ตัว” เงาสมุทร อวิ๋นไห่เฟิงกล่าวอย่างหนักแน่น

    “ต่อไป ผู้นี้ก็คือ “ฉลามดำ เฮยซ่าโฉว” บุรุษชุดดำ สวมหน้ากากสีแดงลวดลายสีขาวผู้นี้ มีร่างกายสูงใหญ่กล้ามเนื้อหนาแน่นเหมือนผนังหิน แววตาแข็งกร้าวและดุดัน เขามี หอกสั้น และ กรงเล็บเหล็ก เป็นนักล่าทะเลลึกที่ไม่เคยปล่อยให้เหยื่อรอดชีวิตไปได้” ผู้เฒ่ากล่าวอย่างชื่นชม

    “ใต้น้ำหรือบนบก ล้วนไม่ต่างกัน ศัตรูที่เข้ามาใกล้ข้า จะเหลือแต่ร่างอันไร้วิญญาณ หน้าที่ของข้าก็คือปกป้องสมาชิกในกลุ่ม” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงห้าวและดุดัน

    “ท่านนี้คือกระพรุนไฟ ไป๋อวิ๋นฮวา หญิงสาวร่างระหงในชุดรัดรูปสีดำ สวมหน้ากากสีม่วงลวดลายสีขาว ดวงตาโศกแต่แฝงรอยยิ้มอำมหิต นางสะบัด พัดประดับลายคลื่น ที่ซ่อนเข็มพิษไว้ พร้อมโรยผงสมุนไพรที่วาบแสงเป็นประกายราวแสงกระพรุนไฟกลางท้องน้ำ” ผู้เฒ่ากล่าวด้วยเสียงเย็นเยียบ

    “เพียงลมหายใจเดียว… ข้าสามารถเปลี่ยนรอยยิ้มของศัตรูให้กลายเป็นเสียงกรีดร้องด้วยพิษของข้า ส่วนภารกิจของข้าก็คือสร้างความปั่นป่วนและก่อความสับสนให้กับศัตรู ด้วยพิษและค่ายกล” นางกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว

    “คนสุดท้าย กระเบนขาว อี้เฟิงไห่ บุรุษร่างปราดเปรียวในชุดดำ สวมหน้ากากสีขาวลวดลายสีแดง แววตาคมวาวคล้ายผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับการไล่ล่า” เขาชักดาบบางคู่ ฟาดฟันในอากาศ เสียงใบดาบแหวกอากาศกรีดแหลมดังโหยหวนน่าสะพรึงยิ่งนัก

    “ข้าคือเงาใต้ผิวน้ำ นักฆ่าผู้ว่องไว เป็นมือสังหารใต้น้ำที่ศัตรูจะไม่รู้เลยว่าความตายกำลังซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำ” เขากล่าวอย่างน่าเกรงขาม

    ราชามันตราและราชินีมันปนิตาเพียงสบตากันก็รับรู้ได้ทันทีว่า ตรงหน้าพวกเขาไม่ใช่ใครอื่น หากแต่คือเหล่านักฆ่าระดับพระกาฬ ที่หายสาบสูญไปจากยุทธภพนานกว่าสิบปี

    “ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ผู้คนล้มตายเกลื่อนกลาด สาเหตุล้วนเกี่ยวพันกับการปล้น คัมภีร์ปฐมวิญญาณ” เสียงแหลมแหบของ เงาสมุทร ดังขึ้น

    “แล้วท่านพอจะรู้หรือไม่…ว่าใครอยู่เบื้องหลัง?” ฝ่าบาทมันตราถามพลางเพ่งมองแววตาคมกริบของอีกฝ่าย

    “ไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่ร่องรอยชี้ชัดว่าเป็นผู้มีอำนาจในทวีปกลาง” กระพรุนไฟ กล่าวเสริม

    “เราสืบได้อีกว่า…คัมภีร์ที่ถูกปล้นไป ถูกนำไปซุกซ่อนไว้ใน คลังสมบัติของตระกูลหวัง” กระเบนขาวกล่าวด้วยเสียงเรียบๆ

    “ข้าเคยลอบเข้าไปที่คลังสมบัตินั่นแล้ว ทว่าถูกขัดขวางโดยยอดฝีมือ จนเกือบเสียท่าศัตรู” เงาสมุทรเผยความจริง สีหน้าของเขาดูขึงขัง

    ราชินีมันปนิตาเลิกคิ้ว “ใครกัน ที่แข็งแกร่งจนท่านต้องล่าถอย?”

    “เหยียนโม่หง แม่ทัพแห่งเผ่าปีศาจ!” เสียง ฉลามดำ ดังก้องราวฟ้าผ่า “พลังปีศาจของมันสูงส่งเกินคาด แม้เราทั้งสี่ที่อยู่ในระดับเซียน ยังแทบจะฝังร่างไว้ที่นั่น” ทุกคนในห้องถึงกับนิ่งงันไป

    “เผ่าปีศาจ…เหตุใดจึงปรากฏกายในดินแดนมนุษย์ได้?” ราชินีมันปนิตากล่าวพึมพำ คล้ายถามตนเองมากกว่า

    เงาสมุทรส่ายหน้า “กระหม่อมทั้งสี่ก็หาคำตอบมิได้ พวกเราถูกขัดขวาง มิอาจล่วงล้ำเข้าไปใกล้คลังสมบัตินั้นได้เลย”

    ความเงียบครอบงำ ก่อนที่มันตราจะกล่าวเสียงเด็ดขาด

    “ไม่เป็นไร เช่นนั้น…พรุ่งนี้ เราสองคนจะไปสืบดูเอง”

    ผู้เฒ่าเสวี่ยหลงเหนียงยกมือขึ้น “วันนี้เลิกประชุมเพียงเท่านี้ อีกเจ็ดวัน…ขอให้พวกท่านกลับมารวมตัว ณ ที่แห่งนี้อีกครั้ง”