เราเดินข้ามท่อนไม้ที่ไม่สูงจากแม่น้ำมากนักจนเกือบจะถึงอีกฝั่ง ฉันก็พูดออกมาลอยๆด้วยความสงสัยว่าบนเกาะบนภูเขาทำไมมีแม่น้ำด้วยวะ งง แต่ทันไดนั้นก็ได้ยินเสียงเฟยเจินร้อง “โอ๊ะ!” แล้วตามมาด้วยเสียงตู้มม! เพราะเฟยเจินพลาดเหยียบตะไคร่ลื่นตกจากท่อนไม้ ลงไปในแม่น้ำที่กำลังไหลเชี่ยว
ฉันรีบตะโกนบอกเฟยจินให้บิน แต่เฟยเจินตะโกนโหวกเหวกกลับมาว่าบินไม่ได้ และพยายามตะกุยตะกายน้ำเดี๋ยวจมเดี๋ยวโผล่ไหลไปตามกระแสน้ำเชี่ยว หมอจงจึงโยนห่อผ้าและสัมภาระข้ามไปตกอีกฝั่ง แล้วรีบกระโดดลงแม่น้ำว่ายเข้าไปช่วยเฟยเจิน
ฉันจึงรีบวิ่งข้ามไปอีกฝั่ง แล้วทิ้งห่อผ้าสัมภาระทุกอย่างกองไว้ตรงนั้น จากนั้นก็รีบวิ่งไปตามตลิ่งให้ทันหมอจงกับเฟยเจินที่กำลังไหลไปตามกระแสน้ำ ในใจก็นึกโมโหตัวเองว่ามีเทพนกอัคคีสวรรค์อยู่ในตัวแท้ๆแต่ดันบินไม่ได้ แถมพลังวิญญาณของเฟยเจินยังไม่ช่วยให้บินได้อีก ช่วยได้แค่ร่อนลงแต่ไม่ช่วยให้บินขึ้น ไม่งั้นคงบินไปช่วยเฟยเจินกับหมอจงขึ้นมาจากแม่น้ำแล้ว ในใจก็เฝ้าภาวนาขอให้คนทั้งสองปลอดภัยขึ้นจากน้ำได้โดยเร็ว
กระทั่งหมอจงว่ายน้ำใกล้ถึงตัวเฟยเจินที่กำลังจมน้ำผลุบๆโผล่ๆ เพราะพยายามตะเกียกตะกายให้ตัวเองรอด ฉันทั้งลุ้นเอาใจช่วยหมอจงให้พาเฟยเจินกลับขึ้นฝั่ง อยากจะกระโดดลงน้ำไปช่วยอีกคน แต่ก็คงจะไปเป็นภาระมากกว่าจะไปช่วย
จนในที่สุดหมอจงก็สามารถคว้าจับแขนของเฟยเจินไว้ได้ แต่กระแสน้ำนั้นไหลแรงมาก จึงทำให้ยากที่จะลากเฟยเจินขึ้นฝั่งได้ อีกทั้งเฟยเจินยังหมดสติจากการจมน้ำ ฉันจึงตะโกนบอกหมอจงว่าข้างหน้ามีก้อนหินใหญ่อยู่กลางลำน้ำ ให้พยายามว่ายไปที่ก้อนหินนั้น และนับว่ายังโชคดีที่หมอจงสามารถคว้าเกาะก้อนหินใหญ่ที่อยู่กลางลำน้ำไว้ได้ จึงทำให้ไม่ไหลตามน้ำไปไกล
หมอจงจึงตะโกนบอกฉันว่าให้โยนเชือกมา แล้วให้ช่วยดึงเขากับเฟยเจินเข้าตลิ่ง แต่เชือกนั้นอยู่กับเฟยเจิน ทั้งเชือกทั้งห่อผ้าไหลหายไปกับน้ำหมดแล้ว จึงบอกหมอจงว่าให้หาผ้ามาพันมือไว้ป้องกันถูกพิษ เพราะฉันจะตวัดปลายแซ่ส่งให้เขาจับ และอย่าให้ผิวหนังสัมผัสถูกแซ่เด็ดขาดเพราะแซ่มันมีพิษรุนแรง หมอจงแม้จะไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่ฉันบอก แต่เขาก็รีบทำตามทันทีโดยฉีกแขนเสื้อที่เปียกน้ำของตัวเองมาคลุมไว้ที่มือไว้ข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างหนึ่งกอดรัดเฟยเจินไว้แน่นไม่ให้ไหลไปตามกระแสน้ำ
จากนั้นฉันจึงเรียกแซ่อสรพิษออกมาแล้วสะบัดปลายแซ่ส่งให้หมอจงคว้าจับ แล้วหมุนตัวหนึ่งรอบให้แซ่พันขดไว้รอบเอว พร้อมกับพูดสั่งกับแซ่อสรพิษว่าห้ามปล่อยมือหมอจงเด็ดขาดจนกว่าจะขึ้นฝั่ง ปลายแซ่ด้านที่หมอจงจับไว้จึงตวัดปลายหางพันมือหมอจงไว้แน่นเหมือนมีชีวิต จนหมอจงสะดุ้งตกใจเผลอสะบัดมือ แต่แซ่ก็ไม่ยอมคลายหลุดรัดมือเขาไว้เหมือนหางงูไม่มีผิด
จากนั้นจึงออกแรงดึงรั้งพยายามลากหมอจงกับเฟยเจินขึ้นฝั่ง แต่กระแสน้ำไหลแรงมากอีกทั้งยังต้องดึงลากคนสองคน จึงทำให้เท้าที่พยายามยันพื้นไว้ลื่นไถลยันพื้นดินไม่อยู่ ถึงกับต้องเรียกกงเล็บเสือดำออกมา แล้วก้มลงจิกที่พื้นดินเพื่อช่วยยึดไม่ให้ลื่นไถล
แต่แล้วหูก็ได้ยินเสียงนกร้องคุ้นหูดังมาจากบนฟ้า จึงแหงนหน้าขึ้นไปมองก็เห็นนกเหยี่ยวที่เฟยเจินเลี้ยงไว้กำลังบินวนอยู่บนฟ้า มันคงบินตามเฟยเจินมา ฉันจึงรีบตะโกนเรียกนกเหยี่ยวว่าอยู่ทางนี้ให้มาช่วยเร็วเข้า!! นกเหยี่ยวจึงบินโฉบลงมา ใช้กงเล็บที่แข็งแรงจับที่คอเสื้อของหมอจง แล้วกระพือปีกบินช่วยลากหมอจงเข้าฝั่ง แม้จะดูทุลักทุเลแต่นกเหยี่ยวก็ช่วยผ่อนแรงในการลากดึงให้ฉันได้มาก
กระทั่งหมอจงกับเฟยเจินถูกลากเข้าฝั่งได้สำเร็จ ฉันกับหมอจงก็ช่วยกันดึงลากเฟยเจินขึ้นบนตลิ่ง แต่เฟยเจินนอนแน่นิ่งไม่ขยับตัวแม้จะเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น จนฉันใจหายวาบเริ่มรู้สึกชาที่หลังตรงรอยสัญลักษณ์พลังวิญญาณปีกนกอินทรีย์
หมอจงรีบเอานิ้วทาบที่จมูกเฟยเจินทันทีแล้วอุทานว่า "ไม่หายใจ!!" จากนั้นเขาก็ก้มลงเอาหูแนบที่หน้าอกเพื่อฟังให้แน่ใจแล้วอุทานอีกครั้งว่า "หัวใจไม่เต้น!!" ฉันเริ่มร้องไห้ตื่นตระหนกทำอะไรไม่ถูก ไม่คิดว่าเทพนกอินทรีย์ทองแค่ตกน้ำจะตายง่ายดายขนาดนี้ จึงพยายามตั้งสติแล้วคิดว่าการช่วยคนจมน้ำต้องทำยังไง
ก็นึกขึ้นได้ว่าเคยดูข่าวในทีวีเห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยอุ้มเด็กจมน้ำขึ้นบ่า แล้วแบกเขย่าให้น้ำออกจากปาก จากนั้นก็ทำ CPR เลยนึกย้อนไปถึงวัยเด็กตอนเรียนมัธยมต้น ดีนะที่ในวันนั้นไม่ได้โดดเรียนไปดูหนังกับก๊วนเพื่อนต่างห้อง
แต่กลับขยันไปโรงเรียนเพราะอยากเรียนการปฐมพยายาบาลเบื้องต้น อยากไปจับคู่เป่าปากผายปอดกับเพื่อนผู้ชายที่แอบชอบในห้องคนหนึ่ง แต่ต้องแห้วเพราะหนุ่มที่แอบชอบดันไปจับคู่กับเพื่อนสนิทที่เป็นผู้ชายด้วยกัน แต่ยังดีนะที่เวลาผ่านมาเนิ่นนานแล้วแต่ยังจำวิธีการปฐมพยาบาลได้อยู่
จึงรีบบอกหมอจงให้อุ้มเฟยเจินขึ้นบ่าทำตามอย่างเจ้าหน้าที่กู้ภัย ซึ่งแม้ในใจของหมอจงจะคิดว่าเฟยเจินตายแล้ว การทำแบบนี้ไปเฟยเจินก็คงไม่ฟื้น แต่เขาก็พยายามทำตามที่ฉันบอก เพราะคิดว่าลองพยายามช่วยก่อนดีกว่านั่งอาลัยอาวรณ์ไม่คิดทำอะไรเลย
จากนั้นก็ให้หมอจงวางเฟยเจินลงนอนหงาย รีบบอกให้หมอจงช่วยคลายคอเสื้อของเฟยเจินออกหลวมๆ แล้วฉันก็จับหน้าเฟยเจินให้เงยขึ้น ล้วงนิ้วเข้าในปากควานหาสิ่งแปลกปลอมที่เฟยเจินอาจกลืนเข้าไปตอนจมน้ำ
จากนั้นก็ให้หมอจงขยับตัวไปนั่งด้านเหนือศรีษะของเฟยเจิน คอยจับปากเฟยเจินให้อ้าและแหงนคอเพื่อเปิดทางเดินหายใจ แล้วฉันก็เริ่มทำการนวดหัวใจหรือที่เรียกกันว่าปั๊มหัวใจ ด้วยการวางมือขวาประกบทับมือซ้าย ตรงบริเวณกึ่งกลางของกระดูกหน้าอก และเริ่มนวดหัวใจโดยนับสิบห้าครั้ง พร้อมกับพร่ำพูดทั้งน้ำตาว่า “ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าตาย เจ้าก็ห้ามตาย!” จากนั้นก็สลับด้วยการบีบจมูกเป่าปากผายปอดโดยนับห้าครั้ง
ฉันทำสลับกันไปแบบนี้ไม่กี่ครั้ง หมอจงที่นั่งมองอยู่ก็ถามด้วยความสงสัยว่ากำลังทำอะไร ฉันตอบพร้อมกับสองมือที่ยังทำต่อไม่หยุด ตอบเขาว่ากำลังนวดหัวใจและแบ่งลมหายใจ หมอจงจึงพูดว่าเขาจะช่วยนวดหัวใจให้ได้ ส่วนฉันก็คอยแบ่งลมหายใจ เพราะเขาเห็นฉันทำแค่ไม่กี่ครั้งก็จำได้ ให้เราสองคนช่วยกันน่าจะดีกว่า ฉันจึงขยับตัวให้หมอจงมาช่วยนวดหัวใจแทน
เราช่วยกันทำ CPR อยู่หลายครั้งแต่เฟยเจินยังคงนอนนิ่ง จนฉันร้องไห้สติแตกเรียกชื่อเขาให้ตื่นแต่เฟยเจินก็ยังไม่ตื่นยังไม่หายใจ จึงทุบเฟยเจินที่หน้าอกเพราะฉันเริ่มคลุมสติตัวเองไม่ได้ ทั้งกลัวทั้งเสียใจที่จะต้องสูญเสียเขาไป
กระทั่งแผ่นหลังฉันรู้สึกร้อนวาบขึ้นมาอีกครั้งตรงรอยสัญลักษณ์พลังวิญญาณ พร้อมกับทรวงอกของเฟยเจินเริ่มขยับหายใจและเริ่มรู้สึกตัว เพราะเฟยเจินยกมืออันอ่อนแรงขึ้นมาจับมือฉันไว้ แล้วพูดเบาๆว่า “อย่าทุบ ข้าเจ็บ”
ฉันรีบประคองตัวเฟยเจินขึ้นมานั่งกอด ร้องห่มร้องไห้ด้วยความดีใจที่เฟยเจินฟื้น ส่วนหมอจงจากที่นั่งชันเข่านวดหัวใจให้เฟยเจิน ถึงกับงงไม่คิดว่าวิธีที่เราพยายามทำนั้นจะทำให้เฟยเจินฟื้นขึ้นมาได้ แต่เขาก็ดีใจที่เราทำสำเร็จ จึงทรุดลงนั่งแผ่หราเพราะนวดหัวใจจนเหนื่อย นั่งมองดูและยิ้มที่เห็นฉันกับเฟยเจินกอดกันดีใจที่เฟยเจินรอดตาย และนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นหมอจงมีรอยยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา
จากนั้นเราจึงช่วยกันประคองเฟยเจินให้ไปนอนพักใต้ต้นไม้ใหญ่ โดยมีนกเหยี่ยวบินตามมาอยู่ข้างๆเฟยเจินไม่ห่าง ฉันบอกเฟยเจินว่าโชคดีที่นกเหยี่ยวบินมาตามหาเขา จึงได้นกเหยี่ยวช่วยลากเขาเข้าฝั่งอีกแรง ไม่เช่นนั้นฉันกับหมอจงคงลากเขาเข้าฝั่งช้าไปกว่านี้แน่ๆ เฟยเจินที่ยังอ่อนแรงจึงได้แต่มองแล้วพูดว่าหนาว
หมอจงก็บอกว่าเดี๋ยวเขาจะรีบเดินย้อนกลับไปเอาของสัมภาระ เพราะแท่งจุดไฟอยู่ที่นั่น จะได้ก่อกองไฟช่วยให้เฟยเจินอบอุ่น ฉันจึงบอกหมอจงว่าเดี๋ยวให้นกเหยี่ยวบินไปเอาของสัมภาระจะได้ไวกว่า ส่วนเราก็ช่วยกันหากิ่งไม้มารอก่อไฟ หมอจงจึงให้ฉันอยู่ดูแลเฟยเจิน ส่วนเขาจะไปหากิ่งไม้เองซึ่งก่อนที่เขาจะไปหากิ่งไม้ ได้ถามฉันว่านกเหยี่ยวตัวนั้นมาจากไหนทั้งตัวใหญ่และฉลาดมาก
ฉันตอบว่าเป็นนกเหยี่ยวของเฟยเจินที่ปล่อยให้บินเที่ยวอย่างอิสระ มันคงเพิ่งบินกลับมาและมาตามหาเฟยเจินที่นี่ หมอจงมองตามนกเหยี่ยวที่กำลังบินไปเอาของสัมภาระตามคำสั่ง พร้อมกับชื่นชมว่าเฟยเจินฝึกนกยังไงให้เชื่องและเข้าใจภาษามนุษย์ได้ขนาดนี้ จากนั้นเขาก็รีบเดินไปหากิ่งไม้เพื่อมาก่อกองไฟ
ซึ่งฉันเองก็คิดว่าอาจเป็นเพราะนกเหยี่ยวมีความผูกพันธ์ทางใจกับเฟยเจิน จึงรักและติดตามเฟยเจินไม่ยอมบินหนีไปไหน แต่ที่นกเหยี่ยวเข้าใจภาษามนุษย์นั้น เพราะเป็นสัตว์ปีศาจในป่าอัคคีแต่มีพลังเวทย์ต่ำจึงเข้าใจภาษามนุษย์ เพียงแต่พูดไม่ได้เหมือนปีศาจที่มีพลังเวทย์สูง
ฉันจึงหันกลับมามองเฟยเจินที่กำลังนอนหลับ แต่ใจก็อดห่วงไม่ได้กลัวว่าเฟยเจินจะหยุดหายใจไปอีก จึงก้มลงจูบที่ริมฝีปากของเฟยเจินเพื่อให้ยาบำรุงฟื้นฟูพลัง จึงทำให้เฟยเจินตื่นสลึมสะลือ ค่อยๆยกมือขึ้นมาจับที่แขนฉันเบาๆแล้วจูบตอบ จึงทำให้ฉันรู้สึกเบาใจเพราะจูบนี้จะช่วยทำให้เขาไม่หยุดหายใจไปอีก
ฉันจึงบดริมฝีปากแหย่ลิ้นดูดปากกันดังจ๊วบ พร้อมทั้งกอดเฟยเจินไว้แนบแน่น ด้วยความรู้สึกรักและห่วงใยเขาเหลือเกิน ในสายตาฉันไม่เคยมองเฟยเจินว่าเป็นเพียงพี่น้องแลกจอกเหล้าเลือด แต่กลับมองว่าเขาเป็นเหมือนน้องชายตัวเล็กน่ารักร่วมสายเลือดเลยด้วยซ้ำ
แต่แล้วเสียงนกกระพือปีกก็ดังขึ้นพร้อมกับเสียงของสัมภาระถูกวางลงใกล้ๆ แล้วนกเหยี่ยวก็ก้าวเดินมายืนข้างๆเฟยเจิน นกเหยี่ยวคงจะเป็นห่วงเฟยเจินเช่นกัน ฉันจึงถอนริมฝีปากออกจากการจูบ แล้วลูบศรีษะของเฟยเจินเบาๆด้วยความรักและห่วงใย บอกเขาว่าจะเอาผ้าแห้งมาเช็ดตัวให้ แล้วบอกให้เขานอนพักเมื่อตื่นแล้วเราค่อยเดินทางกันต่อ เฟยเจินพยักหน้าช้าๆแล้วหลับตาลงรอให้ฉันเช็ดตัวให้
จากนั้นฉันก็เอื้อมหยิบห่อผ้ามาวางเตรียมเช็ดตัว จึงถอดคลายเสื้อของเฟยเจินออก พอดีกับหมอจงเดินหอบกิ่งไม้กลับมาวางกองไว้ แล้วเดินเข้ามาช่วยฉันถอดเสื้อผ้าให้เฟยเจิน แต่สายตาที่เขามองฉันกับเฟยเจินนั้นดูอึดอัดตะขิดตะขวงใจแปลกๆ เหมือนมีคำถามแต่ไม่กล้าถาม จึงเดาว่าหมอจงอาจจะมาเห็นฉันกับเฟยเจินกำลังจูบกันอยู่พอดี
แล้วหมอจงก็ถามฉันว่าอาการของเฟยเจินดีขึ้นแล้วเหรอ ฉันจึงตอบว่าดีขึ้นแล้วเพราะฉันให้เขากินยาบำรุงฟื้นฟูกำลังแล้ว ปล่อยให้เฟยเจินนอนพักสักตื่นเดี๋ยวก็ลุกขึ้นเดินทางต่อได้ หมอจงก็มีสีหน้าเหมือนกำลังคิดแล้วใช้นิ้วลูบแตะที่ริมฝีปากตัวเองเบาๆ ซึ่งในขณะนั้นฉันกำลังจะถอดเข็มขัดพันเอวของเฟยเจินออกและจะถอดกางเกง
หมอจงก็รีบทักว่าเดี๋ยวเขาทำเองดีกว่าเพราะเขาเป็นผู้ชาย ฉันจึงตอบเขาว่าไม่เป็นไรฉันกับเฟยเจินเห็นกันบ่อยจนชิน หมอจงก็ยังยืนยันว่าเขาจะทำเอง แล้วบอกให้ฉันไปก่อกองไฟจะได้เอาเสื้อผ้าเปียกของเฟยเจินไปตากให้แห้งด้วย เพราะห่อผ้าของเฟยเจินลอยหายไปกับสายน้ำ
ฉันจึงรีบทำตามที่หมอจงสั่ง รีบลุกเดินไปหยิบกิ่งไม้มาก่อกองไฟใกล้ๆเฟยเจินทันที แต่สายตายังคงหันไปมองหมอจงกำลังถอดกางเกงให้เฟยเจิน แล้วหยิบเสื้อผ้าแห้งของฉันที่วางอยู่เช็ดตัวให้เฟยเจินจนแห้ง จากนั้นเขาก็หยิบเสื้อคลุมในห่อผ้าของเขามาห่มคลุมให้เฟยเจินเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
จากนั้นหมอจงก็หยิบเสื้อผ้าเปียกของเฟยเจินมาวางกองไว้รอตาก บอกให้ฉันไปเปลี่ยนใส่เสื้อผ้าแห้งจะได้ไม่เป็นหวัด ส่วนกองไฟเขาจะก่อเอง ฉันจึงเดินไปหยิบเสื้อผ้าแห้งที่เหลือ เดินถือเข้าไปเปลี่ยนที่หลังพุ่มไม้ พร้อมกับหยิบกิ่งไม้ยาวๆติดมือมาด้วยสามกิ่ง นำมาปักพาดกันเป็นราวตากผ้า จากนั้นหมอจงก็ลุกขึ้นเดินไปเปลี่ยนเสื้อผ้าบ้าง
ในขณะที่ฉันกำลังนำเสื้อผ้าเปียกของทุกคนมาตากอยู่นั้น หมอจงก็เดินไปที่แม่น้ำยืนมองดูแม่น้ำอยู่ครู่หนึ่ง ก็เดินกลับมาพูดกับฉันว่ากระแสน้ำไหลเชี่ยวคงไม่มีปลาให้ตก ไหนๆเราก็ต้องรอเฟยเจินตื่น เช่นนั้นเราก็พักหาอะไรกินที่นี่กันก่อน หมอจงจึงเดินไปดูที่กองสัมภาระยังมีเนื้อแห้งเหลืออยู่นิดหน่อย แต่คงไม่พอกินสำหรับคนสามคน
หมอจงจึงบอกให้ฉันรออยู่ตรงนี้ เพราะเขาจะเดินไปหาดูของกินในป่า เผื่อจะมีผลไม้ป่าให้เรากินได้บ้าง จากนั้นเขาก็เดินหายเข้าไปในป่าทางด้านหลังพร้อมด้วยกระบี่ สักพักหมอจงก็เดินกลับมาพร้อมกับผลไม้ป่าลูกเล็กๆสีเหลือง ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้จักว่าเป็นผลอะไร แต่ทั่วบริเวณนี้มีแต่ผลไม้ชนิดนี้ขึ้นเต็มไปหมด และมีเห็ดสีน้ำตาลอีกนิดหน่อย ทั้งยังมีงูตัวสีดำที่ตายแล้วเพราะถูกตัดหัวมาด้วยอีกตัวหนึ่ง
ฉันรีบพูดขึ้นทันทีว่าจะไม่กินงูโดยเด็ดขาด หมอจงก็บอกว่าถ้าไม่กินงูก็ให้ฉันกินแต่เห็ดกับผลไม้ ส่วนเขาจะกินงูเอง ฉันจึงเปิดดวงตาปีศาจมองดูก็เห็นว่าผลไม้กับงูนั้นมีพิษ ถ้าฉันกินเข้าไปพิษพวกนั้นไม่มีผลกับฉันแน่นอน แต่ถ้าหมอจงกินอาจเดี้ยงได้เหมือนกัน จึงมีแต่เห็ดเท่านั้นที่หมอจงสามารถกินได้ หมอจงจึงโยนงูกับผลไม้ทิ้งกลับเข้าไปในป่าทางด้านหลัง แล้วบอกให้ฉันกินเนื้อแห้งที่เหลือกับเห็ดนำเอาไปย่างไฟ ส่วนเขาค่อยไปหาของกินเอาภายหลัง
แล้วถามฉันว่าดวงตาสีฟ้านี้ใช่ไหมที่ทำให้ฉันมองเห็นพิษ เพราะเขาเคยเห็นฉันใช้ดวงตานี้ เมื่อครั้งที่เขาถูกพิษของเสวี๋ยฉี แล้วถามไปถึงแซ่อสรพิษที่ฉันนำออกมาดึงลากเขาขึ้นจากน้ำ ว่าเป็นอาวุธมีพิษอีกชนิดของฉันใช่หรือไม่ ฉันตอบว่าใช่ทั้งสองคำถามที่เขาถามมา หมอจงก็ทำหน้าแปลกใจพูดว่าฉันมีอะไรให้เขาแปลกใจเสมอ ทั้งเรื่องที่รักษาเฟยเจินให้ฟื้นได้อีก ถ้าฉันสามารถทำได้ขนาดนี้เขาก็ไม่มีอะไรจะสอนฉันอีกแล้ว
เขายังถามอีกว่าฉันรู้วิธีรักษานี้มาจากสำนักแพทย์ที่ไหน จึงตอบให้เขาเข้าใจง่ายๆ และเพื่อไม่ให้เขาเดินทางไปตามหา ว่าวิชายื้อชีวิตฉันเรียนมาจากอาจารย์ท่านหนึ่ง ตอนนั้นฉันอายุประมาณสิบสี่หรือสิบห้าปี แต่ตอนนี้อาจารย์ท่านนั้นแก่ชรามากแล้ว ไม่มีแรงจะสอนใครไหวอีก
แต่ถ้าเขาอยากเรียนวิชายื้อชีวิตฉันจะสอนให้ แต่วิชานี้มีข้อจำกัดตรงที่สามารถช่วยยื้อชีวิตให้คนที่หยุดหายใจกระทันหันเท่านั้น แต่ถ้าหยุดหายใจเป็นเวลานาน โอกาสจะช่วยให้รอดจะมีโอกาสน้อยมากหรือไม่มีเลย
หมอจงก็รีบตอบทันทีว่าอยากเรียนพร้อมกับหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วพูดว่าจากที่เขาเป็นอาจารย์ ตอนนี้กลับกลายเป็นศิษย์ของลูกศิษย์ตัวเอง ฉันยิ้มแล้วพูดว่าเขายังคงเป็นอาจารย์ ฉันแค่แบ่งปันความรู้ที่ได้รับมาให้เขาเท่านั้น
แล้วฉันก็บอกหมอจงว่าเดี๋ยวจะให้นกเหยี่ยวบินออกไปหาอาหาร เพราะนกเหยี่ยวสายตาดี บินเร็วบินไกลเผื่อจะจับอะไรมาให้เรากินได้บ้าง จากนั้นนกเหยี่ยวก็โผบินออกไปทันที ในขณะที่เรากำลังรอนกเหยี่ยวกลับมา ฉันก็สอนหมอจงอีกครั้งเรื่องการนวดหัวใจและผายปอด ซึ่งหมอจงก็เรียนรู้ได้ไวโดยไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เสร็จจากนั้นฉันก็ขอออกไปหาเห็ดมาเพิ่ม เพราะฉันสามารถมองเห็นพิษได้ดีกว่าเขา
กระทั่งหาเห็ดมาได้มากพอสำหรับกินกันสามคน จึงเดินกลับมาก็เห็นหมอจงกำลังยกกระต่ายสีน้ำตาลสองตัวขึ้นดู ฉันจึงรีบวิ่งไปหาหมอจงเพื่อดูกระต่ายที่ห้อยต่องแต่งมีเลือดไหลเปื้อนเปรอะขน เพราะนกเหยี่ยวฆ่ากระต่ายตายก่อนแล้วค่อยจับบินกลับมา หมอจงก็พูดด้วยอาการดีใจว่า นกเหยี่ยวเก่งชะมัดบินไปจับกระต่ายมาได้สองตัว กระต่ายตัวใหญ่เสียด้วย พร้อมกับบอกให้ฉันตรวจดูว่ากระต่ายมีพิษหรือไม่
ฉันดูแล้วยิ้มชอบใจเพราะกระต่ายไม่มีพิษ หมอจงจึงรีบจับกระต่ายที่ตายแล้วไปวางข้างๆกองไฟแล้วถอนขน จากนั้นก็ไปหาไม้มาเสียบกระต่ายขึ้นย่างไฟทันที ซึ่งช่วงระหว่างกำลังรอให้เนื้อกระต่ายสุก
ฉันกับหมอจงก็พูดคุยด้วยความสงสัยกันว่า นกเหยี่ยวไปจับกระต่ายมาจากที่ไหน เพราะตลอดทางที่เราเดินกันมายังไม่พบเจอกระต่ายเลยสักตัว แต่ถ้าจะให้นกเหยี่ยวนำทางไปจับกระต่ายอีกก็เกรงจะเสียเวลา เพราะเราจะต้องรีบไปหาดอกนกยูงแดงรำแพนให้เจอโดยเร็ว ฉันจึงถือโอกาสที่เริ่มสนิทกับหมอจงมากขึ้น ยิงคำถามไปตรงๆเลยว่าเขาใช้แซ่จงมาตั้งแต่เกิดหรือเปล่า
หมอจงที่กำลังหมุนไม้กลับข้างเนื้อกระต่ายให้โดนไฟ ก็มีปฏิกิริยาหยุดชะงักนิดหนึ่งก่อนจะตอบด้วยสีหน้าปกติ ทำเหมือนไม่ค่อยสนใจในคำถามเท่าไหร่นัก แล้วตอบว่าเขาแซ่จงมาตั้งแต่เกิด แล้วถามฉันกลับว่าสงสัยอะไรในแซ่ของเขา
ฉันก็เล่าให้เขาฟังถึงเรื่องที่เหม่ยอิงเคยเล่าถึงเด็กผู้ชายที่ชื่อว่านหยู และบอกหมอจงว่าเหม่ยอิงอยากพบอยากพูดคุยกับเขาเรื่องนี้จริงๆ น่าจะให้โอกาสเหม่ยอิงได้เข้าพบพูดคุยด้วยสักครั้ง หรือไม่ก็ไปบอกเหม่ยอิงให้รู้จากปากเขาสักหน่อย ว่านางจำคนผิดจะได้ไม่ต้องเทียวมารอพบบ่อยๆ
หมอจงก็ตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่ดูขรึมขึ้นกว่าตอนแรก ว่าเขาไม่ใช่ว่านหยูหรือใครที่เหม่ยอิงเคยรู้จักในอดีต เขาจึงไม่จำเป็นต้องไปพูดหรืออธิบายอะไรกับเหม่ยอิงทั้งนั้น ยิ่งยอมให้พบจะยิ่งทำให้เหม่ยอิงเข้าใจผิดคิดว่าเขายอมสานสัมพันธ์
และบอกให้ฉันอย่าไปใส่ใจหรือสนใจในเรื่องที่เหม่ยอิงเล่า ไม่นานเหม่ยอิงก็จะเลิกราไปเอง แล้วหมอจงก็เปลี่ยนเรื่องพูดคุย โดยบอกให้ฉันส่งเห็ดให้เขานำมาเสียบไม้ เพราะเนื้อกระต่ายใกล้จะสุกแล้ว
ฉันจึงไม่ถามเขาเรื่องเหม่ยอิงอีก เพราะดูท่าทางเขาไม่อยากจะพูดถึงจริงๆ เมื่อทุกอย่างสุกพร้อมเสร็จจึงหันไปปลุกเฟยเจินให้ลุกขึ้นมากินอาหาร แต่หมอจงดูท่าจะชอบใจนกเหยี่ยวมาก เพราะเขาฉีกขากระต่ายย่างขาหนึ่งยื่นให้นกเหยี่ยวกิน แต่นกเหยี่ยวกลับทำเมินบินหายขึ้นไปบนฟ้าเสียดื้อๆ
หมอจงถึงกับหน้าเหวอพูดว่านกเหยี่ยวคงไม่ชอบกินกระต่ายสุก สงสัยจะบินไปหาจับกระต่ายกินเองแล้วล่ะมั้ง เฟยเจินก็งัวเงียตอบว่าอื้ม นกเหยี่ยวชอบกินของดิบมากกว่าของสุก แล้วเฟยเจินก็ก้มมองตัวเองที่เปลือยเปล่าแต่มีเสื้อคลุมของหมอจงห่มคลุมไว้ เขาจึงมองดูไปรอบๆเพื่อตั้งสติ จากนั้นจึงเอาเสื้อคลุมมาผูกไว้ที่เอวเพื่อปกปิดท่อนล่างไม่ให้โป๊ แล้วขยับเข้ามาโอบกอดฉันทางด้านหลังแล้วพูดว่าคิดถึงฉันเหลือเกิน
ฉันก็ตอบกลับว่า ฉันคิดถึงเขามากกว่าและเยอะกว่า จึงถามเฟยเจินว่ารู้สึกดีขึ้นหรือยัง เขาตอบว่าดีขึ้นแล้ว ฉันจึงฉีกเนื้อกระต่ายป้อนใส่ปากให้เขากินชิ้นหนึ่ง แล้วส่งเนื้อกระต่ายชิ้นใหญ่ที่หมอจงตัดแบ่งยื่นส่งให้เฟยเจิน
ซึ่งในขณะที่กำลังนั่งกินกันอยู่นั้น เฟยเจินก็เล่าว่าตอนที่เขาจมน้ำหมดสติ ฝันเห็นท่านตาผมสีขาวหนวดสีขาว แต่งกายงามสง่าเปล่งประกายแสงสีทองระยิบระยับจนแสบตาและกำลังยืนมองเขาอยู่บนก้อนเมฆ แล้วท่านตาคนนั้นก็พูดกับเขาว่า “ยังไม่ถึงเวลาของเจ้า” จากนั้นท่านตาก็ผลักเขาตกลงมาจากก้อนเมฆทันที แล้วเขาก็รู้สึกตัวตอนที่ถูกฉันทุบหน้าอก
ในความรู้สึกฉันขณะนั้นมันบอกว่าท่านตาที่เฟยเจินเล่าให้ฟัง ต้องเป็นเทพเทวดาที่ไม่ธรรมดาแน่ๆ จึงกล้าผลักเฟยเจินตกลงมาจากก้อนเมฆ และรู้ได้ชัดเลยว่าตอนนั้นเฟยเจินวิญญาณออกจากร่างไปแล้วจริงๆ แต่ด้วยเหตุผลอะไรไม่รู้เทพเทวดาจึงส่งเฟยเจินกลับลงมา หรือคำทำนายจากยุคบรรพกาลของแคว้นหลวนเซียนจะเป็นความจริง ว่าเราทั้งห้าคนคือผู้ปกป้องแคว้นหลวนเซียนจากเงื้อมมือปีศาจเยือกแข็ง งั้นก็แสดงว่าเราน่าจะมีโอกาสชนะแหงมๆ
แต่ว่าตอนนี้เราจะเป็นอะไรก็ช่าง ขอแค่ให้เฟยเจินยังมีชีวิตอยู่กับฉันก็พอ จึงพูดหยอกเฟยเจินแบบทีเล่นทีจริงเพื่อไม่ให้หมอจงสงสัยติดใจอะไรอีก ว่าเฟยเจินไม่ยอมตื่น เพราะมัวไปคุยอยู่กับเทวดาเหรอ ปล่อยให้ฉันเป่าปากนวดหัวใจจนเหนื่อย เฟยเจินก็หยอกกลับว่าเดี๋ยวเขาจะเป่าปากนวดหัวใจคืนให้พันครั้งเลย
ซึ่งหมอจงก็คงคิดว่าเฟยเจินหมดสติแล้วฝันเพ้อ จึงพูดตลกหน้าตายว่าไม่ต้องนวดหัวใจคืนให้เขาหรอก เพราะหัวใจเขาแข็งแรงดี จากนั้นเราก็รอจนกระทั่งเฟยเจินมีเรี่ยวแรงกลับมาเป็นปกติ และรอเสื้อผ้าของเฟยเจินแห้งหมาด ซึ่งในตอนนั้นเวลาก็ปาเข้าไปช่วงบ่ายจึงออกเดินทางกันต่อ
โดยมีนกเหยี่ยวยืนเกาะอยู่ในกรงไม้ที่เฟยเจินทำขึ้นเองแบบง่ายๆ แล้วแบกกรงไม้ขึ้นหลังเพื่อพานกเหยี่ยวเดินไปด้วยกัน โดยทำกรงให้เปิดฝาโล่งไว้ด้านหนึ่ง เพื่อที่นกเหยี่ยวจะได้บินออกไปยืดเส้นยืดสายสักพักแล้วบินกลับเข้ากรงเองตามเดิม แล้วเราก็เดินออกจากแม่น้ำมุ่งหน้าเข้าในป่าทึบอีกครั้ง
กระทั่งเดินมาถึงตีนเขาในเวลาใกล้เย็น หนทางเริ่มชันมากขึ้นจนเราเดินมาถึงผาสูงตั้งชันซ้อนกันสี่ชั้น หมอจงก็พูดว่าถ้าเราปีนหน้าผานี้ขึ้นไปน่าจะช่วยย่นระยะทางถึงยอดเขาได้เร็วขึ้น ซึ่งเร็วกว่าเดินอ้อมไปตามไหล่เขา และคิดว่าถ้าปีนขึ้นไปน่าจะถึงด้านบนตอนค่ำพอดี จากนั้นก็หาที่พักแรมกันก่อนพอรุ่งเช้าค่อยไปหาดอกนกยูงแดงรำแพน แต่เขาเกรงว่าเราจะปีนกันไม่ไหวเพราะหน้าผาสูงชันหลายชั้นกว่าถึงด้านบน
ฉันกับเฟยเจินจึงช่วยกันมองดู แล้วปรึกษากันว่าปีนหน้าผาน่าจะช่วยย่นระยะทางได้เร็วกว่าจริงๆ อีกทั้งตอนนี้ใจของพวกเราก็อยากไปให้ถึงจุดหมายปลายทางไวๆเช่นกัน จึงถามเฟยเจินว่าเขาปีนไหวไหม เฟยเจินตอบว่าไหวให้ปีนหน้าผายังง่ายกว่าว่ายน้ำตั้งเยอะ
ฉันจึงอาสาจะเป็นคนปีนนำหน้า เพราะมีกงเล็บเสือดำสามารถจิกลงบนหินผาช่วยยึดไม่ให้ตก แล้วเสนอว่าเราน่าจะเอาเสื้อผ้ามาฉีกแล้วผูกต่อกันเป็นเชือก ผูกไว้ที่เอวของทุกคนเชื่อมต่อกันไว้ ถ้าใครพลาดตกคนที่เหลือจะได้ช่วยกันดึงรั้งไว้ไม่ให้ตกลงไปด้านล่าง
ซึ่งคนทั้งสองก็เอาด้วยแม้จะดูไม่ค่อยเข้าท่าสักเท่าไหร่ แต่ก็น่าลองทำตามที่ฉันคิด เฟยเจินจึงบอกเราว่าให้เขาเป็นคนปีนนำขึ้นไปดีกว่า เรี่ยวแรงเขากลับมาเป็นปกติแล้ว จะได้ช่วยดึงทุกคนให้ปีนขึ้นไปได้เร็วขึ้น ส่วนหมอจงจะอยู่รั้งท้ายคอยระวังเผื่อฉันพลาดตก เราจึงตกลงกันตามแผนนี้
แล้วเฟยเจินก็ปล่อยนกเหยี่ยวให้บินขึ้นไปรอที่ด้านบนก่อน แต่ก่อนที่เฟยเจินจะปีนขึ้นหน้าผา เขาเดินมากระซิบบอกฉันว่า ให้เขาพาบินขึ้นไปด้านบนแปบเดียวก็ถึงแล้ว ฉันกระซิบตอบว่าปีนขึ้นไปเถอะน่าไม่ต้องบิน