เมื่อทวนถูกนำออกมาใช้งาน เสียง ฮือฮา ก็ดังออกมาจากกลุ่มผู้ชม เพราะทวนเล่มนี้เป็นอาวุธระดับ 4 ขั้นสูงสุดนั่นหมายความว่า ทวนเล่มนี้จะมีคุณสมบัติเฉพาะตัวด้วย และนี่ก็เป็นอาวุธขั้นสูงสุดชิ้นแรกที่ถูกนำมาใช้ในการประลองแม้จะอยู่ระดับ 4 แต่ก็สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมได้อย่างมากเพราะความน่าสนใจของงานประลองอาวุธนี้ ก็คือ อาวุธที่อยู่ในขั้นสูงสุดนี่แหละ
ทวนถูกแทงออกมาอย่างรวดเร็วจนเย่อิ๋งตั้งรับเกือบไม่ทัน แต่แม้จะตั้งรับทัน ก็ต้องพลาดท่าจนได้เพราะปลายทวนยังไม่ทันถึงตัวเย่อิ๋ง นางก็ถูกกระแทกจนกระเด็นออกไป
หยางอี้เสียไม่ปล่อยให้เย่อิ๋งได้พักและตั้งตัว ทวนแทงตรงไปยังจุดสำคัญต่างๆของเย่อิ๋งอย่างต่อเนื่อง ยิ่งแทงก็ยิ่งเร็ว และระหว่างการแทงในบางครั้งจะเกิดเงาทวนตามหลังมาด้วย ทำให้การโจมตีของหยางอี้เสีย ยากจะรับมือเพราะจะเหมือนกับมีทวนสองเล่มแทงเข้าสองจุดพร้อม ๆกันในบางจังหวะและนี่เองก็คือคุณสมบัติพิเศษของทวนเล่มนี้
“อย่าตกใจตั้งสติฟังข้า ตำแหน่งที่เงาทวนจะโจมตี จะเป็นจุดเดิมก่อนหน้าเสมอ”เสียงหนึ่งที่คุ้นเคยดังขึ้นในหัวของเย่อิ๋ง เป็นเทียนคงนั่นเองเขาส่งกระแสจิตไปหานางเพื่อแนะนำการรับมือทวนเล่มนี้
เย่อิ๋งที่ถูกต้อนจนถอยกรูดจนเกือบตกเวทีพลันได้สติ จากที่ตอนแรกนางถูกกระหน่ำแทงโดยทวนและเงาทวนจนไม่มีเวลาคิดหรือมองให้ถี่ถ้วน แค่ปัดป้องการโจมตีทั้งหมดที่เข้ามาก็ยากพอแล้วแต่เมื่อได้รับคำแนะนำที่ตรงจุดเย่อิ๋งก็สามารถคิดวิธีรับมือการโจมตีของทวนเล่มนี้ได้ในที่สุด
เย่อิ๋งปัดทวนขึ้นไปด้านข้างจากนั้นก็เริ่มการโจมตีสวนกลับไปบ้าง และในระหว่างที่นางโจมตีตำแหน่งของนางจะไม่อยู่ที่เดิมเลยแม้แต่ครั้งเดียวเพื่อเลี่ยงการถูกโจมตีจากเงาทวนนั่นเอง เมื่อเป็นแบบนี้ สิ่งที่นางต้องระวังก็จะมีเพียงการโจมตีจากทวนจริงเท่านั้น
“โฮ่ ... ไม่เลวนี่นา แม่นางตระกูลหลิว รู้แล้วว่าจุดอ่อนของทวนนั่นอยู่ที่ไหน”ไหเจินมองดูการประลองอย่างสนใจ จากที่ในรอบแรกเขานั่งสัปหงกตลอดทั้งการแข่งขันเพราะมันน่าเบื่อจริง ๆ แต่ละฝ่ายเอาแต่กั๊กความสามารถที่แท้จริงมาตอนนี้ถึงจะทำให้เขาตื่นขึ้นมาได้
“องค์ชายดูออกแต่แรกแล้วรึสมกับที่เป็นอันดังหนึ่งของรุ่นเยาว์ เลยนะเพคะ”คุณหนูโจวชะโงกหน้าข้ามซินเหยียนเพื่อไปพูดคุยกับไหเจิน
“แน่นอนสิองครักษ์โจว หากแค่นี้ข้าดูไม่ออก แล้วจะแบกรับตำแหน่งอันดับหนึ่งได้อย่างไรท่านเองก็เหมือนกัน คงดูออกแต่แรกอยู่แล้ว จริงไหมล่ะ”
“อย่าหาว่าข้าโอ้อวดเลยนะองค์ชายข้ารู้ตั้งแต่ ทวนถูกนำออกมาจากแหวนมิติแล้วล่ะ อิอิ ...”
“เหอะข้ารู้ตั้งแต่ยังไม่ทันดึงทวนออกมาจากแหวนแล้วต่างหาก”
“เหอะข้ารู้ตั้งแต่ .....”
“โป๊กกกก.... โป๊กกกกก ....” เสียงเขกหัวดังขึ้นพร้อม ๆกันที่ไหเจินและคุณหนูโจวเป็นซินเหยียนที่นั่งอยู่ตรงกลางทั้งสองคนนั่นเอง
“นี่พวกเจ้าจะคุยข้ามหัวข้าอีกนานไหม นั่งลงแล้วดูการประลองเงียบ ๆไม่ได้รึไง” ซินเหยียนทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงทุบตัวยุ่งตัวสองคนจนนิ่งได้ในที่สุด
ด้านเย่อิ๋งเมื่อรู้จุดอ่อนแล้วจึงสามารถโต้กลับได้มากขึ้น และในที่สุดเย่อิ๋งก็สามารถโจมตีหยางอี้เสียจนทวนหลุดออกจากมือได้และเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะในรอบนี้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนอาวุธเลยแม้แต่ครั้งเดียว
เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วสนามด้วยความชื่นชมเย่อิ๋ง เพราะกระบี่ที่นางใช้ ก็เป็นเพียงอาวุธระดับ 5 ขั้น 2หรือขั้นต่ำ ซึ่งแม้จะมีระดับที่สูงกว่า แต่เมื่อเทียบกับขั้นสูงสุดแล้วก็ถือได้ว่าเสียเปรียบอยู่มากเพราะขั้นสูงสุดของแต่ละระดับจะยกความสามารถได้เทียบเคียงระดับที่สูงกว่าในขั้นที่ 6 หรือขั้นกลาง
การที่อาวุธที่ความสามารถต่ำกว่าเอาชนะอาวุธที่ความสามารถสูงกว่าได้นั้นมีอัตราที่ต่ำมาก ราว 3 ใน 10 ส่วน ซึ่งคนที่จะทำได้จะต้องมีความเข้าใจในอาวุธของตัวเองเป็นอย่างดีและแน่นอนว่าจะต้องรู้จุดอ่อนอาวุธของฝ่ายตรงข้ามด้วย และในการเจออาวุธครั้งแรกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมองออก
การมองความสามารถของอาวุธที่ใช้ออกนั้นคนที่ดูอยู่รอบนอกย่อมมองดูออกได้ง่ายกว่า เหมือนกับการเล่นหมากรุกที่คนนอกมักจะมองเห็นความเป็นไปของเกมได้มากกว่าผู้เล่นเทียนคงจึงมองเห็นได้อย่างง่ายดายเพียงการมองครั้งเดียวแล้วจึงได้เอ่ยแนะนำเย่อิ๋งไป ซึ่งหากให้เย่อิ๋งมองด้วยตัวเองอาจจะต้องแพ้ไปสักรอบหนึ่ง ถึงจะมองออก
“ขอบคุณที่ชี้แนะ”เย่อิ๋งรวบกระบี่ แล้วโค้งคารวะให้ฝ่ายตรงข้ามอย่างนอบน้อมซึ่งหยางอี้เสียก็ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดีแล้วกล่าวว่า
“ขอบคุณแม่นางหลิว ที่ชี้แนะข้อบกพร่องด้วยเช่นกัน หวังว่าท่านจะมีชัยในรอบต่อไป”จากนั้นสองหญิงสาวพากันเดินลงลานประลองไปพร้อมกับเสียงโห่ร้องของผู้ชมที่ต่างประทับใจในการประลองของทั้งคู่
การประลองรอบสองจบลงและก็เข้าสู่ช่วงพักก่อนจะไปต่อรอบ 4 คู่
ในห้องพักของตระกูลเฉิน
มีคนอยู่เพียงไม่กี่คนต่างจากตระกูลอื่น ๆที่ในห้องพัก จะรายล้อมไปด้วยผู้คนเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับตัวแทนเข้าแข่ง และตัวสำรอง และการให้คำแนะนำการใช้อาวุธและรับมือกับอาวุธอื่น ๆของคู่แข่ง
แต่ในตระกูลเฉินนี้มีอยู่เพียง 7 คน หนึ่งคนสวมใส่ชุดคลุมสีดำทั้งตัว และปกปิดใบหน้านั่งอยู่ด้านหน้าของอีก 6 คนที่เหลือที่กำลังคุกเข่าเพื่อฟังคำแนะนำและคำสั่ง
“เหลืออีก3 รอบ จงทำตามแผนที่ข้ามอบไว้ให้ได้และพวกเจ้าจะได้เป็นตระกูลช่างตีอาวุธอันดับหนึ่งแห่งเมืองเพชฌฆาตอสูรด้วยมีดสั้นเล่มนี้ พวกเจ้าคงไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ” พูดจบไม่รอให้ใครได้ตอบอะไร ชายชุดดำก็ก็คล้ายกับจะกลืนเข้าไปกับเงาของเขาจากนั้นเงาของเขาก็กลืนเข้าไปกับเงาของวัตถุอื่น ๆและหายไปจากสายตาของตระกูลเฉินทั้ง 6 คน
เมื่อแน่ใจว่าชายชุดดำจากไปแล้วหนึ่งในหกก็พูดขึ้นมาว่า “ท่านพ่อ สรุปแล้วชายคนนั้นเป็นใครกันแน่แล้วเขาต้องการอะไรจากพวกเรา ถึงได้มอบพลังอำนาจพวกนี้ให้พวกเขาคงไม่ได้ให้พวกเราฟรี ๆหรอก”
“อย่าห่วงเลยตระกูลเราเดิมเป็นตระกูลพ่อค้าเล็ก ๆ ตอนนี้ได้โอกาสเติบโต และยิ่งใหญ่เจ้าทำหน้าที่ของเจ้าให้สำเร็จเถอะ ที่เหลือพ่อจัดการเองอย่าได้สงสัยสิ่งใดในตอนนี้ เข้าใจไหม”
“ก็ได้ท่านพ่อ หวังว่าท่านจะรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่นะ” พูดจบ ชายหนุ่มก็หยิบมีดสั้นที่ได้มาจากชายชุดดำเมื่อครู่แล้วเก็บเข้าไปในแหวนมิติอย่างระมัดระวัง
ในขณะเดียวกันที่ห้องพักตระกูลหลิวเทียนคงกำลังแนะนำการออกท่วงท่าให้ เย่อิ๋ง อยู่แต่ในความคิดนั้นกำลังครุ่นคิดถึงสิ่งที่เห็นจากโดรนสอดแนมที่ห้องพักตระกูลเฉิน
“มีดเล่มนั้นน่าสนใจจริงๆ ดูเหมือนจะเป็นอาวุธระดับ 5 ขั้นสูงสุดเสียด้วย แล้วชายชุดดำนั่น เป็นใครกันนะความสามารถในการลอบเล้นแบบนั้น คงไม่ใช่คนธรรมดาเป็นแน่”
เมื่อรู้แล้วว่าการประลองนี้มีผู้เล่นปริศนาเข้าร่วมด้วย เทียนคงจึงส่งโดรนออกไปอย่างลับๆเพื่อไปประจำจุดต่าง ๆ เพื่อสอดส่องความเคลื่อนไหวในภาพรวมของลานประลองหากมีสิ่งใดผิดปกติ เทียนคงจะสามารถรับรู้และรับมือได้ทันท่วงที
การประลองรอบสองรอบ 4 คู่ เริ่มต้นขึ้น
คู่ที่ 1เป็นการประลองระหว่างตระกูลเกา กับตระกูลทั่วไปแน่นอนว่าตระกูลเกาสามารถเอาชนะมาได้อย่างง่ายดาย และยังคงใช้อาวุธไปชนิดเดียว
คู่ที่ 2เป็นการเจอกันระหว่างสองตระกูลม้ามืดในปีนี้ ตระกูลเฉิน และตระกูลจ้าว
“ข้าเฉินฮ่าวหลาน ตระกูลเฉิน แม่นางจ้าว โปรดชี้แนะ” ทันทีที่ เฉินฮ่าวหลานขึ้นลานประลองก็ถูกจับตาดูทุกการเคลื่อนไหวอย่างแม่นยำ จากทั้งโดรนหลายสิบตัว และจากเทียนคงเอง
“ข้าจ้าวหลี่เซียง ตระกูลจ้าว โปรดชี้แนะ”
ทั้งสองคนในใช้กระบี่ด้วยกันทั้งคู่แถมยังเป็นระดับ 5 ขั้นกลาง เช่นเดียวกันอีก ดังนั้นแล้วการประลองนี้จึงวัดกันที่กระบวนท่าล้วน ๆ
จ้าวหลี่เซียงเริ่มลงมือก่อน นางวาดกระบี่เป็นเส้นโค้งเข้าฟาดฟันเฉินฮ่าวหลานอย่างดุดันเสียงกระบี่กระทบกันดังเป็นจังหวะและดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะมีกระบวนท่าและเทคนิคในการใช้กระบี่ของตัวเองที่ทัดเทียมกันจนกินกันไม่ลง
ซึ่งทำให้ผู้ชมฮือ ฮา ไม่น้อย เพราะเฉินฮ่าวหลาน ได้ใช้กระบี่เล่มนี้เอาชนะกระบองเหมันต์ของตระกูลเกาไปได้ ซึ่งต่างขั้นกันหนึ่งขั้นเต็มด้วย แม้จะฉิวเฉียดแต่ชนะก็คือชนะ แต่ตอนนี้เขากลับเอาชนะกระบี่ของตระกูลจ้าวไม่ได้ นั่นหมายความว่ากระบี่ของตระกูลจ้าวนั้นย่อมเหนือกว่ากระบองของตระกูลเกาเช่นกัน
งานประลองปีนี้นี่มันน่าสนใจกว่าปีก่อนๆจริง เพราะมันเต็มไปด้วย เสือซุ่ม และม้ามืด ที่กำลังโชว์ของกันอย่างเมามัน
“แม่นางจ้าวกระบี่ของท่านแข็งแกร่งจริง ๆ ข้าคงเอาชนะท่านด้วยกระบี่ของข้าเล่มนี้ไม่ได้ถ้าเช่นนั้น ข้าขอเปลี่ยนอาวุธล่ะนะ โปรดระวังด้วย”ปกติการประลองผู้เข้าแข่งสามารถสับเปลี่ยนอาวุธเมื่อไหร่ก็ได้โดยมีกฏเพียงข้อเดียว คือห้ามใช้เกินสามชิ้น ซึ่งจะใช้พร้อมกันทั้งสามชิ้นก็ได้ขึ้นอยู่กับผู้เข้าแข่งเลย แต่จะไม่มีใครบอกคู่ต่อสู้ก่อน ว่า ข้าจะเปลี่ยนแล้วนะเพื่อเป็นการเตือนคู่ต่อสู้
หากมองผิวเผินคงจะมองได้ว่าเฉินฮ่าวหลานนั้นเป็นคนที่ใจกว้างและไม่ต้องการทำร้ายคู่ต่อสู้จากการสับเปลี่ยนอาวุธอย่างฉับพลันแต่หากมองอีกแง่มุมหนึ่ง การป่าวประกาศแบบนี้ออกไปย่อมทำให้คู่ต่อสู้เกิดความสับสน และอาจเกิดช่องว่างจากการระแวดระวังคู่ต่อสู้สับเปลี่ยนอาวุธ
“เคร้งงงงง..... ขออภัยด้วย แม่นางจ้าวรอบนี้ข้าชนะ” และสุดท้ายก็เป็นอย่างหลังเฉินฮ่าวหลานนี้ช่างเจ้าเล่ห์เพทุบายนักเขาใช้จังหวะที่จ้าวหลี่เซียงถอยหลังไปเล็กน้อย เพื่อตั้งตับการสับเปลี่ยนอาวุธพุ่งแทงกระบี่ออกไปอย่างรวดเร็วและสามารถปัดกระบี่ในมือของจ้าวหลี่เซียงกระเด็นออกไปปักที่พื้นลานประลองไกลออกไป
“หึช่างเจ้าเล่ห์นัก แต่แพ้ก็คือแพ้ ... มาต่อกันเถอะ รับมือด้วย”จ้าวหลี่เซียงไม่ต่อความให้ยืดยาว นางดึงกระบี่อีกเล่มออกมาจากแหวนมิติซึ่งเป็นกระบี่ระดับและขั้นเดียวกันกับก่อนหน้า แต่ที่น่าสนใจคือนางยื่นมือข้างที่เหลือออกไปทางกระบี่เล่มที่ปักอยู่ที่พื้นจากนั้นมันก็สั่นไหวแล้วบินลอยเข้ามือของจ้าวหลี่เซียง นางจะใช้วิชากระบี่คู่ ....