เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่44เบื้องหลังตึกหมื่นเทพ




          แล้วอาจารย์ก็พาเขาแยกไปทางด้านขวามือ   เล้งปวยเริ่มรู้สึกบรรยากาศแห่งทิวทัศน์รอบๆข้างแปรเปลี่ยนไปทันทีทางเดินเริ่มแคบลงเรื่อยๆ          “ป่ามายา”  เล้งปวยบอกตัวเองเบาๆ  เมื่อปรากฏว่ามีพลังกดดันอันมหาศาลพุ่งเข้าใส่ใบหน้า และส่วนต่างๆ หากฝีมืออ่อนด้อยอาจจะถึงกับกระอักโลหิตเสียชีวิตได้เลย  แต่สำหรับเขาแค่นี้หาได้เป็นไรไม่
         หลังจากทางแยกตรงมาได้อีกราวๆยี่สิบลี้ก็ปรากฏว่าอากาศเริ่มจะหนาวขึ้นมาและเพิ่มมากขึ้นจนเย็นยะเยือก  มองไปด้านหน้าเห็นมีเพียงหมอกหนาทึบแทบไม่เห็สิ่งใด  จากนั้นอาจารย์ได้หยุดลงแล้วหันกลับมาหาเขา   พลางยื่นยาเม็ดหนึ่งมาให้ 
        “ปวยเอ๋อที่เราเห็นอยู่ข้างหน้านั้นคือหมอกพิษกร่อนวิญญาณที่มีพษาอัร้ายกาจมาก  มีหลายคนที่เคยถูกพษชนิดนี้แทรกซึมจนแทบเอาชีวิตไม่รอด เจ้าต้องกินยานี่ก่อนจึงจะสามารถผ่านเข้าไปได้”  
      “ท่านอาจารย์ได้โปรดวางใจ  ร่างกายของข้าสามารถต้านนานาพิษได้  ฉะนั้นคงไม่ต้องใช้ยาหรอกกระมัง”   มันพูดด้วยท่าทีที่ปลอดโปล่ง
      “เช่นนั้นก็ประเสริฐยิ่ง  เราจะคลายกังวลไปได้อีกไม่น้อย  เพราะในสถานที่แห่งนั้นน่ากลัวที่สุดยังคงเป็นเรื่องการใช้พิษ  เพราะรุ่นพี่ของเจ้าผู้นั้นก็ตกตายด้วยพิษ  ด้วยเรื่องนี้เองที่เป็นเหตุทำให้อาจารย์กังวลไม่กล้าให้เจ้าเคลื่อนไหวใดๆ    
      จากนั้นทั้งอาจารย์และศิษย์ก็ฝ่าเข้าไปในหมอกพิษที่หนาทึบนั่น โดยปลอดภัย  จากนั้นก็ลัดเลาะไปตามโขดหิน  
          ทันใดนั้นปราณมังกรเขาพลันตื่นขึ้นเมื่อสัมผัสได้ว่าในระยะสองร้อยวาได้มีคลื่นพลังปราณอันรุนแรงปรากฏอยู่เมื่อเขามองไปทางอาจารย์เขายิ่งแปลกใจที่เห็นท่านซึ่งหลบอยู่ข้างโขดหินใหญ่นั้นนัยตาเบิกโพลงอย่างผิดปกติ     ท่านกวักมือเรียกเล้งปวยเข้าไปหาพลางชี้ไปที่ด้านล่าง  เมื่อมองตามไปได้เห็นกลุ่มคนที่แต่งตัวแปลกๆด้วยชุดสีขาวตรงหน้าอกปักเป็นรูปดวงอาทิตย์สีแดง สร้างความตื่นเต้นให้แก่เขายิ่ง  อาจารย์พลันเรียกเขาให้เข้าไปหาและได้กระซิบบอกเขาอยู่ครู่หนึ่ง ทำให้เขายิ่งมีท่าทีที่ตื่นเต้นมากกว่าเดิม  
       จากนั้นก็เพียงได้ยินเสียงกระดูกลั่นดังเกรียวกราว   แล้วใบหน้าของเล้งปวยพลันเปลี่ยนเป็นใบหน้าของ  โอ้วเทียน  ในอดีตขึ้นมาทันใด   มันหยิบผ้าสีขาวขึ้นมาคลุมหน้าเผยให้เห็นแค่ในตาอันคมวาวคู่หนึ่ง   ตามรูปลักษณ์การปรากฏตัวของโอ้วเทียนในอดีตมิผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย
    “นี่ท่านอาจารย์  นับว่าศัตรูร้ายทางคับแคบจริงๆ”  เล้งปวยมันพลันกล่าวขึ้นมาด้วยเสียงที่อำมหิต   รังสีสังหารได้แผ่กระจายออกรอบๆร่างอย่างเปี่ยมล้น  
      ร่างมันพลันเหินขึ้นฟ้าแล้วพุ่งตรงไปหากลุ่มคนที่ลานหินเบื้องล่างทันที
               
     กลุ่มคนประหลาดมีทั้งหมด7 คนคล้ายดั่งชายชราผมขาวมีพลังถึงขั้นสวรรค์ตอนปลายแล้ว  ส่วนอีก6 คนอยู่ขั้นกลางและขั้นต้น ตามลำดับ
      “พี่ใหญ่ที่นี่ไม่เห็นจะมีอะไรน่ากลัวเลย  ไม่สวยงามเหมือนทวีปของพวกเราด้วย”  บุรุษหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มกล่าวออกมา
    “แป๊ะยี่ เจ้าอย่าได้ประมาทไป  หากไม่น่ากลัวประมุขไหนเลยให้พวกเรามามากคนเพียงนี้”เสียงกล่าวเตือนที่แฝงพลังปราณอันทรงพลังของผู้นำทีมทำให้อีกฝ่ายเงียบไป 
         ทันใดน้ันพลันมีเสียงขับขานบทกวีโบราณแว่วกังวานมาแต่ไกลแต่ได้ยินอย่างชัดเจนเพราะเป็นเสียงที่ขับด้วยสลมปราณที่กล้าแกร่ง
         “สรรพสิ่งล้วนก่อเกิดแต่ใต้หล้า     เทพ อสูร มาร ต่างพากันระย่นย่อ     มังกรทผันผ่านพริกทะยานขึ้นสู่ฟ้า   ปฐพีแซ่ซ้องดุจดั่งเทพแดนสวรรค์”

        ทันทีที่ได้ยินบทกวีโบราณขับขานมาเท่านั้น  แป๊ะไซ  ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มพลันสะดุ้งเฮือกขึ้นมาอย่างมิอาจสะกดกลั้นเอาไว้ได้จนรู้สึกเข่าอ่อนเอาดื้อๆ   มันย่อมจำเสียงนี้ได้ ดุจดั่งเสียงของพยามัจจุราชก็มิปาน
    “มะ มะ  มัน   มัน  ยังไม่ตาย… จริงๆ…”    ในห้วงสมองของมันพลันปรากฏฉากไล่ล่าอันโหดเหี้ยมที่ยอดฝีมือนับร้อยในดินแดนของมัน กลุ้มรุม  จู่โจม เข่นฆ่า เข้าใส่ คนผู้เดียว อย่างอำมหิต มันกลัดฟันสู้สุดชีวิตทั้งที่ถูกฝ่ามือพิษกร่อนวิญญาณแล้ว  สุดท้ายมันหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด  
         แต่ความหวาดผวา ระย่นย่อ ต่อคนผู้นั้นยังคงฝังรากลึกลงไปในจิตของพวกมันทุกคน  จนไม่หยุดนิ่ง จัดขบวนออกเฝ้าค้นหา ติดตาม เพื่อขจัดเภทภัยในภายหน้าให้ได้  ไม่เช่นนั้นพวกมันคงนอนตาไม่หลับ
         แป๊ะไช  เป็นผู้เดียวในกลุ่มที่ได้เข้าร่วมไล่ล่า  นอกนั้นเป็นคนใหม่ทั้งหมด เห็นพี่ใหญ่มีท่าทางเช่นนั้นมันอดพูดไม่ได้       “เป็นไรพี่ใหญ่ มันเพียงคนเดียวกลับตื่นเต้นไปได้มาข้าจะตัดคอมันเอง”  
      เด็กหนุ่มย่อมเป็น โคถึกไม่กลัวพยัคฆ์  มันชักกระบี่ออกแผ่พรุ่งไส่พร้อมร่างทะยานหาคู่ต่อสู้อย่างเร็ว มันถึงกับเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่ง   ทว่า
       “สรรพสิ่งล้วนก่อเกิดแตใต้หล้า”  เสียงกู่ก้องกังวาลดังขึ้น
      พลันร่างบุรุษหนุ่มนามแป๊ะยี่พลันถูกดูดกลืนหายเข้าไปคลื่นแห่งพายุคลั่งที่หมุนดูดกลืนใทุกสรรพสิ่ง และมันกำลังเคลื่อนเข้าหาผู้ที่เหลืออย่างบ้าคลั่ง
      “แป๊ะไซ เจ้าชาติชั่วจงมอบชีวิตบัดซบของเจ้า  ข้าจะให้ที่เหลือไมตายดีแม้แต่สักคนเดียว”
    ทั้งหกที่เหลือเห็นเช่นนั้นไม่ต่างกับได้เห็นพยายมที่กำลังจะมาเอาชีวิต ต่างพุ่งหนีไปคนละทางไม่เว้นแม้แต่แป๊ะไซที่ยิ่งแตกตื่นกว่าเมื่อหลายปีก่อน
      ทว่าเคล็ดวิชานี้กลับไม่อนุญาตให้ใครเล็ดลอดไปได้ ทั้งหมดได้เช่นสังเวยให้พายุคลั่งจนหายไปกับทุกสรรพสิ่งในคราเดียว  ดังนั้นผู้อาจารย์จึงได้เน้นย้ำพร่ำบอกต่อศิษย์อยู่ตลอดเวลา
    “ปวยเอ๋อเอ๋ย  หากมิใช่ศัตรูคู่อาฆาต อาจารย์ก็ไม่อยากให้เจ้าใช้กระบวนท่านี้เลย   มันโหดเหี้ยมเกินไป  จนอาจารย์ไม่อยากเชื่อว่าพลังของเจ้านั้นใช่ระดับ8 ของขั้นนภาจริงหรือไม่มันรุนแรงกว่าที่อาจารย์เคยใช้เสียอีก
     “ขอรับอาจารย์  ข้าจะทำตามที่ท่านว่า”
    “ แต่สำหรับคนพวกนี้แล้วเจ้าก็ไม่ต้องปราณี  นี่แสดงว่ามันเริ่มแกะรอยตามอาจารย์มาได้ถูกทางแล้ว  โอคงถึงคราที่เราต้องเริ่มดำเนินตามแผนเร็วขึ้นอีกแล้ว”       จากนั้นอาจารย์ก็เดินนำเขาไปด้านล่าง  เขาตามไปสักครู่ก็ไปถึงตรงจุดที่พอมองลงไปจะเห็นมีชะง่อนหินขนาดใหญ่ยื่นออกมาจากหน้าผา  อาจารย์ได้หยุดลงอีกครั้ง  แล้วหันมาบอกต่อเขาว่า
       “ระวังให้มาก ”   พูดจบพลันเห็นร่างอาจารย์ได้ลอยละลิ่วดุจปุยนุ่นลงไปยังชะง่อนหินนั้นและต่อมาก็หายวับไป  เล้งปวยพริ้วร่างตามลงไปบ้างด้วยวิชาท่ามังกรร่อนนภา ลอยลงไปช้าๆ  พอลงไปถึงจึงพบว่าที่อาจารย์หายไปเพราะมีปากอุโมงลึกเข้าไปด้านในของหน้าผา  
      อาจารย์ก็เดินนำเข้าไปด้านในจนกระทั่งไปถึงจุดที่มีมวลอากาศปั่นป่วนบิดเบี้ยวจนมีประกายระยิบระยับนั่น  อาจารย์จึงชี้ให้เขาดู     “นี่คือประตูแห่งมิติอันเร้นลับที่จะเปิดไปสู่อีอีกโลกหนึ่ง”
      เล้งปวยได้ยินเช่นนั้นรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง  “อาจารย์ ข้าจะไม่ให้ท่านต้องผิดหวังอย่างแน่นอน ”  เขายากที่จะระงับความรู้สึกตื่นเต้นเอาไว้ได้    แล้วอาจารย์เล่าต่อไปว่า
      “ลู่ซิงเทียนแอบเห็นตอนที่อาจารย์เข้าออกไปมา  มันกับศิษย์ได้พากันลอบเข้าไปหลายครั้งโดยมิให้อาจารย์รู้    มาจนกระทั่งเกิดเรื่องขึ้นกับมันและศิษย์  ทำให้ศิษย์มันตายไปเพราะถูกฝ่ามือพิษ  ตัวมันก็ถูกฝ่ามือพิษจนบาดเจ็บสาหัสเช่นกันถึงจะหนีเอาชีวิตรอดออกมาได้แต่อาจารย์ก็เพียงช่วยได้ชั่วคราวพิษยังคงแทรกซึมเข้ากระแสโลหิต  สุดท้ายมันก็หนีหายไปทั้งที่บาดเจ็บคาดว่ากลับไปเสียชีวิตที่โลกนั้น”
    “ปวยเอ๋อ มีหลายสิ่งที่เจ้าต้องเตรียมและเรียนรู้ก่อนจะเข้าไปเผชิญกับโลกนั้น  ถ้ารีบร้อนข้ามไปในตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อันใดมีสู้เรากลับไปวางแผนก่อน
               หลังจากกลับมาถึงกระท่อม  อาจารย์ได้เล่าถึงช่วงชีวิตที่อยู่ในต่างโลกร่วมๆ 5 ปีให้ผู้เป็นศิษย์ฟังอย่างละเอียดจนผู้เป็นศิษย์ตื่นเต้นอย่างยิ่ง  กระทั่งถึงตอนที่ถูกรุมสังหารและรอดกลับมาได้ แล้วสรุปว่า    “แม้อาจารย์จะหนีรอดกลับมาได้แต่ด้วยการถูกฝ่ามืออสูรพิษกร่อนวิญญาณ  ซึ่งมันจะค่อยๆกัดกร่อนพลังจิตวิญญาณของอาจารย์ลงเรื่อยๆ  ทำให้ไม่กล้าที่จะกลับไปล้างแค้นได้  จึงได้แต่ฝากความหวังไว้ที่เขา
       เล้งปวยจึงเข้าใจเหตุผลที่อาจารย์รีบถ่ายทอดเคล็ดทุกสรรพสิ่งล้วนก่อเกิดจากใต้หล้าให้มัน  ที่แท้หากนานไปมันจะถ่ายทอดไม่ได้นั่นเอง


    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรเหนือปฐพี ที่คุณอ่าน