กำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re

    บทที่ 37 ปราสาทราชา(1)

            ด้านหลังของศาลาที่แปด...ถนนที่ถูกปูด้วยหินอ่อนทอดยาวไปยังน้ำพุใหญ่ตรงกลางของเขตชั้นในเวลานี้มีเด็กชายคนหนึ่งในชุดสีขาวกำลังก้าวเดินไปอย่างช้าๆเย่ฉีผ่านการทดสอบของศาลาที่หก เจ็ดและแปดได้อย่างไม่ยากนักและเขาก็เก็บรวบรวมตราประทับได้ทั้งหมดแปดสิบอันหลังจากผ่านการทดสอบจากศาลาทั้งแปดแน่นอนว่าเวลานี้ชื่อของเขาได้ขึ้นไปอยู่บนอันดับที่สองของศิลาใหญ่หน้าประตูแล้ว

            อย่างไรก็ตามเย่ฉีค่อนข้างผิดหวังเล็กน้อยเพราะในสามศาลาที่เหลือนั้นเป็นการทดสอบเกี่ยวกับค่ายกลเวทและความรู้สมัยโบราณมันทำให้เขาไม่สามารถเก็บเกี่ยวสิ่งใดเพิ่มเติมได้ ดังนั้นความหวังของเขาที่จะก่อกำเนิดดาราที่สามจึงไปรวมอยู่กันในปราสาทหลักทั้งหมด

            ถนนหินอ่อนเส้นนี้คือเส้นทางเชื่อมเพียงทางเดียวในการเข้าไปยังเขตชั้นในและน้ำพุใหญ่ที่ตั้งอยู่ตรงกลางก็คือจุดที่ตัดแบ่งถนนออกเป็นทางแยกทั้งสามแน่นอนว่ามันคือเส้นทางไปสู่ปราสาทอ๋องและปราสาทราชา เย่ฉีเดินมาหยุดอยู่ที่ตรงด้านหน้าของน้ำพุและมองไปยังศิลาหินอ่อนขนาดใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยค่ายกลเวทในศิลานั้นมีรายชื่ออยู่ทั้งหมดแปดสิบหกรายชื่อเช่นเดียวกับศิลาที่ด้านหน้าของประตูพระราชวัง

            ‘จ่ายตราประทับเพื่อเปิดเส้นทางเข้าสู่ปราสาทผู้ใดฝ่าฝืนกฎจะถูกกำจัดทิ้งทั้งร่างกายและวิญญาณ!

            สี่สิบตราประทับเพื่อเปิดเส้นทางสู่ปราสาทอ๋องลำดับที่ห้า!

            สี่สิบตราประทับเพื่อเปิดเส้นทางสู่ปราสาทอ๋องลำดับที่หก!

            ห้าสิบตราประทับเพื่อเปิดเส้นทางสู่ปราสาทราชามู่!’

            เย่ฉีนำตราประทับออกมาทั้งหมดห้าสิบดวงแน่นอนว่าเขาเลือกที่จะเข้าสู่ปราสาทของราชามู่ตราประทับห้าสิบดวงโบยบินอยู่กลางอากาศก่อนที่ศิลาหินอ่อนจะส่องแสงเรืองรองออกมาและดูดพวกมันทั้งหมดเข้าไปในทันทีหลังจากตราประทับทั้งหมดผ่านการตรวจสอบค่ายกลเวทที่ปิดกันเส้นทางสู่ปราสาทราชาก็เปิดออกร่างกายของเย่ฉีถูกอาบไล้ไปด้วยแสงสีทองพร้อมกับตัวอักษรที่ปรากฏขึ้นด้านหน้าของเขา

            ‘ยืนยันคุณสมบัติในการเข้าสู่ปราสาทราชา’

            บรรยากาศยังคงเงียบสงบเช่นเดิมในขณะที่เย่ฉีเดินผ่านเข้าไปในเส้นทางที่ทอดยาวสู่ปราสาทหลังใหญ่อันงดงามทันทีที่เขาเหยียบย่างเข้าไปในค่ายกลเวทร่างของเขาก็เกิดเป็นแสงสีทองห่อหุ้มเอาไว้ก่อนที่มันจะหายไปพร้อมกับที่ค่ายกลเวทกลับมาทำงานอีกครั้ง

            ‘มู่’

            ด้านหน้าของประตูทางเข้าปราสาทมีเพียงตัวอักษรเดียวที่สลักเอาไว้อย่างไรก็ตามตัวอักษรนี้กลับเต็มไปด้วยอำนาจลึกลับที่เก่าแก่เพียงมองไปยังตัวอักษรนี้ก็ราวกับประสบเข้ากับพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่สามารถสะกดข่มไปทุกชั้นฟ้าเย่ฉีไม่ได้ใส่ใจกับมันมากนักเพราะด้วยดวงตาของเขาแท้จริงแล้วมันเต็มไปด้วยอำนาจลึกลับที่มากยิ่งกว่าตัวอักษรนี้หลายเท่า

            ผ่านหน้าประตูปราสาทเข้ามาก็คือห้องโถงที่ยาวไปจนถึงสุดทางซึ่งถูกขั้นไว้ด้วยประตูบานใหญ่เย่ฉีส่ายหัวให้กับการออกแบบเช่นนี้อย่างช่วยไม่ได้เพราะความเป็นจริงแล้วนี่มันก็เป็นเหมือนคลังสมบัติและไม่สามารถเรียกว่าพระราชวังได้เลยในห้องโถงนี้สองข้างทางยังมีประตูบานเล็กอีกนับร้อยๆ บานที่ตั้งอยู่ในจำนวนประตูทั้งหมดมีทั้งสีทองแดง สีเงิน และสีทอง การจะเปิดมันจำเป็นต้องใช้ตราประทับเท่านั้น!

            อาวุธโอสถ สมุนไพร และคัมภีร์ ด้านบนของประตูเหล่านั้นมีตัวอักษรกำกับไว้อย่างชัดเจนถึงสิ่งที่อยู่ด้านในทว่าตราประทับก็เป็นเพียงสิ่งที่ใช้เปิดประตูเท่านั้นการจะได้มาหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่เข้าไปจะผ่านการทดสอบสุดท้ายหรือไม่สายตาของเย่ฉีกวาดไปรอบๆ มีประตูทั้งหมดสิบสองบานที่หม่นแสงทั้งหมดเป็นประตูทองแดงและแน่นอนว่าผู้ที่เปิดมันออกก็คือรายชื่อยี่สิบอันดับแรกของป้ายศิลาที่มีตราประทับเจ็ดสิบดวง

            เปลวไฟจากตะเกียงไม้ที่ติดไว้สองข้างทางทอดยาวไปถึงด้านในสุดของห้องโถงเย่ฉีเดินไปอย่างช้าๆขณะที่เขามองไปยังรายชื่อสมบัติที่ติดอยู่ด้านบนของประตูนับร้อยมันช่วยไม่ได้จริงๆเพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านเมื่อเห็นรายชื่อของสมบัติเหล่านี้โดยเฉพาะประตูสีทองมันมีแม้กระทั่งเพลิงศักดิ์สิทธิ์และอาวุธระดับพระเจ้า!ไม่ต้องสงสัยเลยว่ายุคโบราณนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่ายุคปัจจุบันอย่างมาก บางทีสมบัติโบราณหนึ่งในสิบส่วนที่มีอยู่อาจจะถูกเก็บเอาไว้ที่นี่!

            เย่ฉีเดินอย่างช้าๆจนไปหยุดอยู่หน้าประตูด้านในสุดโดยไม่รู้ตัว ด้วยการที่เขาจมอยู่กับความคิดและปล่อยให้ร่างกายเดินไปเองโดยไม่รู้ตัวสิ่งที่เห็นอยู่นั้นมันสามารถทำให้เขาสั่นคลอนได้อย่าแท้จริงมันไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้น...บางทีหากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปมันอาจทำให้เกิดสงครามเขตแดนอีกครั้งเลยก็ได้!เพราะที่กล่าวว่าสมบัติจากยุคโบราณหนึ่งในสิบส่วนนั้นไม่ใช่แค่ในโลกมนุษย์แต่เป็นของทั้งจักรวาล!สิ่งที่ทำให้เย่ฉีเหม่อลอยก็เพราะว่าเขากำลังหาวิธีที่จะนำมันทั้งหมดออกไป!

            ดวงตาที่หม่นหมองของเย่ฉีกระจ่างใสขึ้นอีกครั้งเมื่อมาหยุดที่ด้านหน้าของประตูด้านในสุดมันเป็นเพียงประตูไม้เก่าๆ ที่แตกต่างจากประตูบานอื่นๆ ถึงจะมองดูแล้วทรุดโทรมแต่ก็แฝงเร้นไว้ด้วยพลังของกฎโบราณเสี้ยวหนึ่งเบื้องหลังประตูบานนี้ก็คือสถานที่ที่สามารถเก็บตราประทับเพิ่มได้!

            ‘ห้องลับ’

            เพียงสองคำสั้นๆที่บ่งบอกถึงตัวตนของมันถึงแม้ว่าห้องลับนี้จะตั้งอยู่อย่างโจ่งแจ้งผิดกับคำที่บอกไว้ในศิลาหินด้านหน้าแต่เย่ฉีไม่คิดว่ามันจะง่ายเหมือนที่ตาเห็นการทดสอบของศาลาทั้งแปดนั้นเป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความยากของพระราชวังชนเผ่าโบราณแห่งนี้แน่นอนว่าที่สำคัญที่สุดมันคือด่านทดสอบเพื่อหาผู้ที่มีคุณสมบัติในการเข้าสู่ห้องมรดกราชา!

            เย่ฉีรู้ว่าไม่ง่ายแต่ก็ยังเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจเขาใช้มือผลักไปที่ประตูไม้เก่าๆ ตรงหน้าก่อนที่มันจะเปิดออกอย่างช้าๆสำหรับห้องลับแน่นอนว่าไม่ต้องใช้ตราประทับในการเปิดเย่ฉีไม่แน่ใจว่าเคยมีใครท้าทายห้องนี้หรือไม่แต่ที่แน่นอนคือไม่เคยมีผู้ใดผ่านได้อย่างแน่นอน

            ด้านหลังของประตูไม้คือลานหินที่กว้างราวร้อยจั้งนับว่าใหญ่ไม่น้อยเมื่อมันมาอยู่ในปราสาทเช่นนี้เขาเดินเข้าไปด้านในพร้อมกับกวาดตาไปรอบๆด้วยความประหลาดใจเพราะในห้องลับนี้ไม่ใช่การเคลื่อนย้ายด้วยค่ายกลแต่มันตั้งอยู่ในตัวปราสาทจริงๆ

            หลังจากประตูปิดลงตะเกียงไฟก็ถูกจุดขึ้นพร้อมกับเสียงของใครบางคนที่ดังขึ้นมาก้องไปทั้งสี่ทิศ

            “ยินดีต้อนรับสู่ห้องลับปราสาทราชา...เราคืออ๋องลำดับที่หกผู้ติดตามราชามู่!”

            เสียงนั้นค่อยๆเงียบไปก่อนที่ด้านหน้าของเย่ฉีจะเกิดเป็นสายลมม้วนเกลียวเอาฝุ่นดินที่อยู่รอบด้านพัดไปรวมตัวกันกลายเป็นหุ่นดินของชายคนหนึ่งแม้จะเป็นเพียงหุ่นดินแต่เมื่อรวมเข้ากับชุดเกราะดินที่ดูน่าเกรงขามก็ทำให้ผู้ที่มองเห็นนั้นเต็มไปด้วยความหวั่นเกรงแน่นอนว่ามันไม่ใช่กับเย่ฉี!

            “เจ้าคือผู้ทดสอบในห้องลับนี้?”

            เดิมทีเย่ฉีก็คาดเดาเอาไว้อยู่แล้วเขาจึงไม่ได้แปลกใจที่เห็นว่าด้านหน้าคือหุ่นดินของอ๋องลำดับที่หกของจักรพรรดิขุ่ยอย่างไรก็ตามการแสดงออกของเขาก็ทำให้กลิ่นอายของหุ่นดินปะทุขึ้นและพุ่งมายังเย่ฉีก่อนที่หุ่นดินนั้นจะกล่าวออกมาอย่างเย็นชา

            “ข้าซุยกุ่ยอ๋องลำดับที่หกของจักรพรรดิขุ่ยผู้ติดตามของราชามู่จะเป็นผู้ทดสอบเจ้าในครั้งนี้!”

            ถึงแม้จะเป็นหุ่นดินแต่มันก็เหมือนกับว่าตัวมันนั้นคืออ๋องลำดับที่หกจริงๆเย่ฉีมั่นใจว่านี่คือดวงวิญญาณของอ๋องที่สถิตอยู่เพื่อทำตามหน้าที่จากราชามู่แต่สำหรับเย่ฉีแล้ว...อ๋องลำดับที่หกนั้นก็ไม่ได้มีค่าใดๆ เลย กลิ่นอายของกฎโบราณที่พุ่งตรงมาก็ไม่สามารถทำอันตรายต่อเย่ฉีได้ด้วยเช่นกัน

            “หุ่นดินนี้สถิตด้วยดวงวิญญาณของข้าและมีความแข็งแกร่งหนึ่งในสิบของกายเนื้อที่แท้จริงกฎการทดสอบของห้องลับนี้คือหนึ่งหมัดหนึ่งตราประทับ!หากเจ้าสามารถรับหมัดของข้าได้หนึ่งหมัดเจ้าจะได้รับตราประทับหนึ่งดวง!”

            เสียงของหุ่นดินนั้นเต็มไปด้วยพลังอำนาจขณะที่มันใช้สองมือไพล่หลังและมองตรงมายังเย่ฉีอย่างเย็นชาส่วนทางด้านเย่ฉีเองก็ไม่ได้หวั่นเกรงใดๆ แม้ว่าเขาจะคาดเดาได้ว่าความแข็งแกร่งหนึ่งในสิบของวิญญาณอ๋องจะเทียบได้กับบรรพชนโบราณเป็นอย่างน้อยก็ตาม!ในการต่อสู้เป็นตายเย่ฉีอาจจะยังไม่สามารถรับมือกับบรรพชนโบราณได้แต่หากเพียงแครับการโจมตีเขาสามารถทำได้อย่างแน่นอน

            “ข้าพร้อมแล้ว”

            เย่ฉีกล่าวออกมาขณะที่จ้องมองไปยังหุ่นดินเบื้องหน้าด้วยสายตาเรียบเฉยซึ่งมันทำให้อีกฝ่ายไม่ค่อยพอใจนักก่อนจะแค่นเสียงออกมาและเพียงพริบตาเดียวร่างของหุ่นดินก็หายวับมาปรากฏตัวอยู่ด้านหน้าของเย่ฉีหมัดที่เต็มไปด้วยกฎโบราณไหลเวียนอยู่ถูกต่อยออกมาทันที!

            ชั่วขณะนั้นดวงตาของหุ่นดินพลันเบิกกว้าขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจ...อันที่จริงต้องเรียกว่าประหลาดใจเสียมากกว่า!เพราะการกระทำของเย่ฉีนั้นผิดแปลกไปจากที่เคยเป็นมานามของอ๋องทั้งแปดภายใต้จักรพรรดิขุ่ยนั้นเป็นที่โด่งดังไปทั่วทั้งเก้าโลกอำนาจของอ๋องแต่ละคนก็เป็นสิ่งที่มีคนเพียงหยิบมือเท่านั้นที่สามารถต้านทานได้!

            ทว่า...

            การกระทำของเย่ฉีนั้นไม่ใช่การตั้งรับแต่อย่างใดหมัดที่เต็มไปด้วยพละกำลังกายสมบูรณ์แบบของเขากำลังพุ่งออกไปเพื่อปะทะกับหมัดของหุ่นดินที่สติตด้วยวิญญาณอ๋อง!

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดจอมราชันสะท้านภพ Re ที่คุณอ่าน