“ถ้าข้าสามารถปรุงเม็ดยาโอสถฟื้นฟูพลังลมปราณระดับเก้าส่วน แล้วสามารถเอาชนะเจ้าได้ล่ะก็..พวกเจ้าสามคนจะต้องถูกตัดแขนซ้ายของตัวเองทิ้ง! เหมือนอย่างศิษย์สำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ผู้นั้น!” เฉินซูย่วนยิ้มมุมปากกล่าวด้วยสายตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว ถึงข้อตกลงอันแสนจะโหดเหี้ยมนี้!
“อึก!!..” สายตาของพวกมันทั้งสามคนต่างพากันมองสำรวจไปที่ศิษย์ร่วมสำนักคนนั้นด้วยใบหน้าตื่นตระหนกหวาดกลัว..ตอนแรกพวกเขาคิดว่าศิษย์ผู้ที่มีผ้าพันแผลอยู่ตรงแขนซ้ายนั้นอาจโดนสัตว์อสูรเข้าจู่โจมทำร้าย จนได้รับบาดเจ็บสาหัสระหว่างการเดินทางมาที่นี่.. แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นแบบนั้นซะแล้ว..
“นั่นมัน.. เหลียงซือห้าวไม่ใช่รึน่ะ!?” หวังมู่เบิกตาโตกล่าวด้วยความตกใจ เพราะมันพอจะรู้จักคนผู้นี้อยู่บ้าง..
“ผู้ใดกันที่ทำกับเจ้าแบบนี้!?” หวังมู่ขมวดคิ้วกล่าวถามมันออกไป..
เหลียงซือห้าวไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงเงยใบหน้าขึ้นสบตากับเซี่ยซูเหยาแค่แวบเดียว..ก็พลันก้มหน้างุดลงเบือนสายตาหลบหนีไปอีกทาง ด้วยร่างที่สั่นกลัวอย่างหวาดผวาทันที!
“ระ..หรือว่า!?..”
หวังมู่สังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของมันได้แล้วรีบหันไปมองทางเซี่ยซูเหยาด้วยความตื่นตระหนกทันที..
“หึ..ข้าก็ว่าดีเหมือนกัน..เอาตามที่ท่านพี่ซูย่วนต้องการดีกว่า..เป็นบทลงโทษฐานที่พวกเจ้าเข้ามาก่อความวุ่นวายจนทำพวกข้าเสียเวลาโดยใช่เหตุ!..” เซี่ยซูเหยายกใบหน้างามฉีกยิ้มขึ้นกล่าวเสริมด้วยความถูกใจในความคิดของเฉินซูย่วน
“เป็นฝีมือท่านเซี่ยซูเหยาจริงๆด้วย!” หวังมู่กล่าวด้วยสีหน้าแววตาสั่นไหวอย่างหวาดกลัวในใจ
“ตะ แต่ว่ามันไม่ยุติธรรมกับพวกข้าเลยนะ!..”
โจวอี้หานปากสั่นกล่าวด้วยใบหน้าเหงื่อตกร้อนรน..เริ่มจะหมดหนทาง..
“หึ!..เจ้าก็เห็นหลักฐานเป็นเม็ดโอสถระดับ 9 ส่วนของข้าแล้วนี่!..ยังจะแข่งกันเพื่อพิสูจน์อะไรอีกเล่า!..พวกข้าไม่เห็นจำเป็นต้องทำแบบนั้นเลยสักหน่อย..ถ้าพวกเจ้าไม่ทำตามข้อตกลงนี้..ข้าก็ไม่แข่งกับเจ้าให้เสียเวลาหรอก!..” เฉินซูย่วนกล่าวอย่างเย็นชาไม่แยแซพวกมันแม้แต่น้อย
เฉินซู่ย่วนยิ่งไม่ชอบหน้าพวกศิษย์สำนักกระบี่เมฆาสวรรค์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วจากเรื่องที่เกิดลูกสาวตนเองเมื่อสักครู่ โดยเฉพาะกับโจวอี้หานที่เป็นศัตรู และยังเคยเกือบจะสังหารเฉินอี้มาก่อน..นางก็ยิ่งเกลียดมันเข้าไปใหญ่ จึงไม่จำเป็นจะต้องปรานีหรือให้ความรู้สึกสงสารใดๆกับมันสักนิดเดียว!..
“ฮึ่ย!..แต่ท่านผู้อาวุโสเรื่องนี้..” โจวอี้หานที่ไม่เชื่อยังคงดื้อรั้นต่อ..เขากล่าวขอร้องให้ผู้อาวุโสสำนักตนเองช่วย.. เพราะตัวมันเคยขอดูเม็ดโอสถระดับ9ส่วนที่สมาคมการค้าจันทร์เสี้ยวในสาขาของเมืองเหอหยางเมื่อตอนที่ได้ยินข่าวแล้ว แต่ทว่าดันกลับไม่มี! เพราะคนขายบอกว่ามันยังส่งมาไม่ถึงเมืองนี้.. โจวอี้หานเลยฟันธงคิดเองเออเองเอาว่าตระกูลเฉินจะต้องกุเรื่องสร้างข่าวโกหกหลอกลวงขึ้นมาเพื่อดึงดูดลูกค้าให้มายังเมืองเซียงหนาน และทำให้การค้าของตระกูลโจวได้รับความเสียหายแน่ๆ.. แต่สุดท้ายแล้วใครจะไปคิดล่ะว่า ตนเองจะต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่แบบนี้!
เฉินอี้ยิ้มบางกล่าวในใจ “ทั้งหมดเป็นเพราะความอคติของเจ้าเอง..ไม่เกี่ยวกับพวกข้าสักหน่อย..พวกเจ้าทำตัวเองทั้งนั้น!”
“อืม..เป็นพวกเจ้าเองที่แส่หาเรื่องกัน!..ข้าจะไม่ช่วยในเรื่องนี้..พวกเจ้าจงรีบๆตัดสินใจกันเอาเอง!” อาวุโสเจิ้งหู่ไม่คิดจะช่วยพวกมันสามคนที่เป็นศิษย์ในสำนักแต่อย่างใด..เพียงปล่อยให้เป็นไปตามเวรตามกรรม..
“อึก!..” เมื่อโจวอี้หานได้ยินผู้อาวุโสปฎิเสธให้ความช่วยเหลือเช่นนี้ก็ถึงกับยืนกำหมัดก้มใบหน้าบิดเบี้ยวกลืนน้ำลายลงคอทันที..
“หึ่ม!..เพราะเจ้าแท้ๆที่ไม่ตรวจสอบให้ดี!..”หวังชุนเทียนถลึงตากล่าวเสียงแข็งใส่โจวอี้หาน..ตัวเขาเริ่มลังเลว่าจะท้าเฉินซูย่วนประลองปรุงยาเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนรู้ดีแล้วหรือไม่ เพราะถ้าตนเองเกิดแพ้ขึ้นมาจะต้องเสียแขนที่เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักกระบี่ไป นับว่าเป็นอะไรที่ไม่คุ้มอย่างมาก!..
“จะ..ใจเย็นก่อนศิษย์พี่!” โจวอี้หานกล่าวสีหน้าท่าทางลนลาน อย่างไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปถึงจะสามารถช่วยแก้วิกฤตนี้ได้.. และมันยังไม่มีความคิดจะเลิกลาหรือยอมรับความจริงกันง่ายๆ.. เพราะลึกๆแล้วเขายังไม่อยากจะเชื่อว่าคนตระกูลเฉินที่ดูด้อยกว่าในสายตาตนเองมาตลอด จะสามารถปรุงเม็ดยาระดับเก้าส่วนออกมาได้จริงๆ
“ถ้าพวกเจ้าไม่คิดจะประลองปรุงยาเพราะกลัวโดนตัดแขนซ้ายล่ะก็..งั้นข้าจะเปลี่ยนข้อตกลงให้ใหม่ก็ได้!” เฉินอี้ได้ก้าวเดินมาข้างหน้า พลางกล่าวยื่นข้อเสนอให้พวกมัน..
“หือ..อะไรงั้นเหรอ?.." หวังมู่กล่าวถามอย่างสนใจเมื่อได้ยินสิ่งที่เฉินอี้กำลังจะบอก..
เฉินอี้หรี่ตามองตรงไปที่โจวอี้หานก่อนกล่าวอย่างเสียงดังชัดเจน“ถ้าพี่สาวซูย่วนข้าชนะ..พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องตัดแขน..แต่แค่เจ้าโจวอี้หานเท่านั้นจะต้องทำสัญญาเลือดประลองเป็นตายกับข้า!..”
“หืม!!?..” ทุกคนภายในห้องต่างมีสีหน้าตกใจราวกับยังไม่เชื่อหูตนเองถึงสิ่งที่เฉินอี้เพิ่งจะกล่าวออกมา..
“น้องเฉินอี้เจ้าแน่ใจแล้วงั้นรึ?..” เซี่ยซูเหยาย่นคิ้วส่งสายตาจริงจังกล่าวถามเขาอีกครั้งให้แน่ใจ..
ตัวเซี่ยซูเหยาที่รู้ถึงความสามารถของเฉินอี้แล้วนางจึงไม่ได้ห่วงว่าเขาจะถูกฆ่าตาย..แต่นางเริ่มสงสัยว่าเฉินอี้กับเจ้าคนที่ชื่อโจวอี้หานผู้นี้อาจมีเรื่องบาดหมางแค้นเคืองกันมาก่อนก็ได้?..ถ้าเป็นแบบนั้นเพียงเฉินอี้เอ่ยขอให้นางสังหารมันเสียตรงนี้ นางก็สามารถจะจัดการให้เขาได้เลยแท้ๆ!..
“ข้าแน่ใจ..ข้าอยากจะสะสางจัดการกับมันให้จบด้วยตัวเอง..ขอบคุณพี่หญิงซูเหยามาก..”เฉินอี้เข้าใจเจตนาที่เซี่ยซูเหยาอยากจะสื่อออกเป็นอย่างดี..แต่เขาต้องการจะจัดการปัญหาส่วนตัวนี้ด้วยตัวเองโดยใช้ประโยชน์จากความบ้าของพวกมันในครั้งนี้..
การทำสัญญาเลือดประลองเป็นตายถือเป็นกฎเหล็กของยุทธภพ ที่เมื่อมีผู้ใดตกตายในการประลอง.. คนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะต้องห้ามมีการล้างแค้นกันเกิดขึ้นทีหลัง นอกจากจะมีการทำสัญญาเลือดระหว่างกันขึ้นมาใหม่ ซึ่งไม่อาจมีใครบังคับให้ทำกันได้.. แม้แต่คนในเจ็ดสำนักใหญ่ก็ต้องเคารพในกฎนี้ ไม่เช่นนั้นจะถูกผู้คนตราหน้าอย่างเสียหาย และได้รับการลงโทษจากผู้มีอำนาจสูงสุดตามมาทีหลังอย่างแน่นอน..
“อื้ม..ถ้างั้นก็ตามใจเจ้า..” เซี่ยซูเหยาพยักหน้าหลับตาลงกล่าวอย่างเรียบเฉย
"ได้!..บิดาจะขอเชื่อใจเจ้า!.." ทั้งเฉินเหว่ยหงและคนอื่นๆในตระกูลเฉินต่างก็เคารพในการตัดสินใจของเฉินอี้จึงไม่คิดจะเอ่ยห้ามสิ่งใด..
“ฮ่าๆๆ..”
โจวอี้หานเงยหน้าอ้าปากกล่าวหัวเราะลั่นห้องอย่างไม่สนใจสิ่งใด..พลางแอบคิดในใจว่า “เจ้าบ้าเฉินอี้! ไม่คิดว่าแค่ไม่ได้เจอกันเพียงไม่นาน ตัวมันจะกลับโง่ขึ้นถึงเพียงนี้..มันคิดจริงๆเหรอว่า..แค่ระดับพลังก่อตั้งลมปราณขั้นที่8 จะสามารถเอาชนะข้าที่อยู่ในระดับหลอมลมปราณขั้นที่ 5 ได้!”
“เจ้าจะตกลงมั้ย?..”
เฉินอี้มองการตอบสนองของโจวอี้หานด้วยใบหน้าเฉยชาไม่รู้สึกอะไรต่อท่าทางนี้ของมัน..
“ตกลง!..ข้าขอรับคำท้าประลองเป็นตายนั่น!”
โจวอี้หานกล่าวตอบรับด้วยความมั่นใจ ไม่ได้มีความกังวลว่าพวกมันอาจจะแพ้ในการแข่งปรุงยาครั้งนี้จนอับอายขายหน้า..แต่ถ้าสามารถฆ่าเฉินอี้ในการทำสัญญาเลือดประลองเป็นตายได้อย่างถูกต้องแล้วล่ะก็..ยังถือว่าคุ้มค่านัก!
“เฉินอี้..แค่เจ้าเพิ่มระดับพลังลมปราณได้เพียงนิดหน่อยในเวลาอันสั้น..ก็กล้าคิดจะสังหารข้าแล้วเหรอ!?..ข้าจะใช้โอกาสอันดีที่เจ้าหยิบยื่นมาให้นี้จัดการสังหารตัวเจ้าทิ้งให้ไปพ้นๆทางผู้หญิงของข้าซะ!” โจวอี้หานกระตุกยิ้มมุมปากกล่าวด้วยสีหน้าแววตาอำมหิตในใจ..
เป็นที่แน่นอนว่าโจวอี้หานมันยังไม่รู้เรื่องที่ระหว่างเฉินอี้กับหลินฉีหนิงได้ทำการถอนหมั้นกันแล้ว.. เพราะยังไม่ได้มีการประกาศข่าวอย่างเป็นทางการออกไป
พอเฉินอี้ได้ฟังคำตอบจากปากโจวอี้หานแล้ว เขาก็หมุนตัวเดินหันหลังกลับไปหาเฉินซูย่วนโดยไม่ได้สนใจมันอีก..
เฉินซูย่วนปรากฏสีหน้าท่าทางเป็นกังวลเล็กน้อย พลางคิดได้ว่า“ถ้าข้าชนะการแข่ง..ก็ไม่ต่างกับส่งหลานตัวเองไปตายหรอกหรือ!?”นางรู้สึกขัดแย้งกับตนเองนักในตอนนี้ เพราะไม่มีความมั่นใจว่าเฉินอี้จะสามารถเอาชนะโจวอี้หานมันได้..
“พี่สาวซูย่วนข้าฝากจัดการเรื่องการประลองปรุงยาครั้งนี้ด้วย..ข้าเชื่อในตัวท่าน..ขอเพียงท่านต้องเชื่อในตัวข้าเท่านั้น..ท่านสามารถเอาชนะเจ้าคนแซ่หวังมันได้อยู่แล้ว อย่าได้รู้สึกหวั่นไหวเป็นอันขาด!..”เฉินอี้จับบ่าของเฉินซูย่วนพลางกล่าวให้กำลังใจนาง.. เขาเข้าใจท่าทีการแสดงออกของนางเป็นอย่างดี เพราะรู้ว่านางยังไม่ได้เห็นถึงความสามารถที่แท้จริงของมัน..
เมื่อเฉินซูย่วนได้ยินเช่นนี้ นางก็กล่าวด้วยสีหน้าแววตาจริงจังเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจว่า "อื้ม! เจ้าวางใจได้เลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง!"
เฉินอี้ยิ้มบางให้กับคำกล่าวของเฉินซูย่วน พลางมีความคิดในใจว่า “เมื่อจบเรื่องนี้ข้าคงต้องหาเวลาคุยกับทุกคนในตระกูลสักหน่อย..”
ขณะเดียวกันผู้อาวุโสเจิ้งหู่ที่กำลังมองภาพเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ ก็นึกกล่าวในใจด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวดว่า “เจ้าเด็กหนุ่มตระกูลเฉินผู้นี้..ใช่ว่ามันเสียสติไปแล้วหรือไม่!?..” เหตุที่เขาไม่ได้เอ่ยคำคัดค้านในเรื่องนี้ เพราะคิดว่านี่เป็นเรื่องความแค้นส่วนตัวระหว่างพวกมันสองคน ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์แต่อย่างใด.. และยังเป็นการประลองเป็นตายโดยที่ทำสัญญาเลือดอีกด้วย ต่อให้มีคนในสำนักตนเองต้องสิ้นชีพ ก็ไม่อาจหาข้ออ้างเพื่อสังหารฝ่ายตรงข้ามลงได้ ยกเว้นแต่ว่าจะต้องทำสัญญาเลือดมาล้างแค้นเหมือนกัน..
ถึงอย่างนั้นเจิ้งหู่ก็ไม่มีทางเชื่อแน่นอนว่าเฉินอี้จะสามารถเอาชนะโจวอี้หานได้!
ส่วนผู้อาวุโสจินอิ้งที่สังเกตได้ถึงความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างเซี่ยซูเหยากับเฉินอี้นั้นก็ได้มีสีหน้าครุ่นคิดขึ้นว่า “ถ้าเจ้าเด็กนี่จะขอให้นางสังหารศิษย์สำนักกระบี่ผู้นั้นก็สามารถทำได้แท้ๆ..แต่กลับใช้วิธีที่ยุ่งยากเช่นนี้..มันคิดอะไรอยู่?..แล้วเหตุใดถึงไม่มีใครในตระกูลเฉินห้ามมันเลยด้วย?..”
จินอิ้งเริ่มรู้สึกได้ว่าเฉินอี้อาจมีอะไรที่พิเศษแตกต่างออกไป
และในเรื่องการประลองปรุงยา ผู้อาวุโสทั้งสองต่างไม่ได้มีความคิดเห็นใดๆ เพราะใจจริงพวกเขาก็อยากชมเฉินซูย่วนลงมือปรุงโอสถให้เห็นกับตาตนเองเหมือนกัน!..
หยางเค่อศิษย์หลักเพียงคนเดียวของสำนักสุสานทมิฬที่เอาแต่นั่งหลับตาสงบเสงี่ยมนิ่งเงียบดุจรูปปั้นหิน..ก็ค่อยๆลืมตาสีแดงของตนเองขึ้นมองไปที่เฉินอี้ชั่วครู่หนึ่ง..จากนั้นเขาก็หลับตาลงอยู่ในท่าทางเช่นเดิมอย่างไม่สนใจสิ่งใดอีก..
“ถ้าเช่นนั้นเรามาเริ่มการประลองกันเลย! ส่วนเรื่องวัตถุดิบสมุนไพรข้าจะให้พวกท่านเป็นคนจัดการ จะได้ไม่ต้องมีการมาหาว่าข้าโกงทีหลัง!” หวังชุนเทียนกล่าวด้วยสีหน้าแววตาหึกเหิมท่าทางถือดี มันอยากจะรู้นักว่านางจะสามารถปรุงเม็ดโอสถระดับ9 ส่วนออกมาได้ยังไง!?
“หึ!..ย่อมได้สิ..เฉินหรุ่ย!..รีบไปเอาวัตถุดิบโอสถฟื้นฟูพลังลมปราณมาคนละหนึ่งชุดที!” เฉินซูย่วนกล่าวใบหน้าแสยะยิ้มแล้วหันไปออกคำสั่งสามีตนเองราวกับเป็นคนใช้ทันที
“ดะ..ได้จ๊ะที่รัก!..” เฉินหรุ่ยหน้าตาเลิ่กลั่กกล่าวตอบ แล้วรีบจ้ำอ้าววิ่งไปที่ห้องคลังเก็บสมุนไพรที่อยู่หลังร้าน..และถือโอกาสนี้หายาเอามาทาหน้าที่ปูดบวมจนแสบของตนเองด้วย
“นะ..นายท่านพวกข้าจะช่วยด้วยนะ!” ระหว่างนี้ก็มีพวกคนงานรับใช้ประจำร้านโอสถตระกูลเฉินที่ตัวซ่อนอยู่ ด้วยความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์เมื่อครู่ค่อยๆทยอยออกมาช่วยเตรียมสมุนไพรกันอีกแรง ซึ่งพวกเขาไม่กล้าจะต้อนรับแขกคนสำคัญเหล่านี้ด้วยตัวเอง..เฉินหรุ่ยเลยต้องให้ลูกๆของตนเองออกมาต้อนรับแทน..
“อื้ม..ฝากด้วยนะ..”เฉินหรุ่ยไม่คิดจะโทษพวกเขาที่ทำตัวขี้ขลาด..เพราะแม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่รู้ว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น และยังไม่สามารถปกป้องเฉินเหม่ยเย่บุตรสาวคนโตของตนเองไว้ได้เลย เขาจึงค่อนข้างรู้สึกเจ็บใจและล้มเหลวในฐานะบิดานัก..
.
.
.
หวังชุนเทียนและเฉินซูย่วนต่างยืนประจำตำแหน่งตรงหน้าเตาหม้อปรุงยาของตนเอง พร้อมกับท่อนฟืนและวัตถุดิบสมุนไพรวางอยู่บนโต๊ะข้างๆคนละชุด..
สำหรับกฎในการแข่งขันครั้งนี้นั้นง่ายมาก เพียงแค่มีคนใดคนหนึ่งสามารถปรุงเม็ดโอสถในระดับที่สูงกว่าอีกฝ่ายได้ก็ถือว่าเป็นอันชนะไปโดยปริยายทันที!
เหล่าสายตามวลชนทุกคู่ภายในห้อง ต่างกำลังเพ่งมองไปที่การประลองปรุงยาครั้งนี้อย่างใจจดใจจ่อ..
“หม้อปรุงยาของเจ้าคนที่ชื่อหวังชุนเทียนนั่นไม่ธรรมดาเลย ค่อนข้างจะดีกว่าของพี่สาวซูย่วนซะอีก..”เฉินอี้เหลือบตามองไปที่เตาปรุงยาสีเงินลายรูปกิเลนของหวังชุนเทียนอย่างให้ความสนใจ..
คนอื่นๆต่างก็มองรูปร่างเตาอันน่าเกรงขามของหวังชุนเทียนอย่างสนอกสนใจเช่นเดียวกัน..
“แน่นอน!..เตาหม้อนี้เป็นของล้ำค่าที่ตกทอดกันมาภายในตระกูลหวังของข้าเลยเชียวนะ!..” หวังมู่เชิดหน้าชูตากล่าวออกมาด้วยความภาคภูมิใจเมื่อได้ยินเฉินอี้พึมพำถึงหม้อใบนี้ จากนั้นเขาก็แสยะยิ้มมุมปากขึ้นกล่าวอยู่ภายในใจของตนเองด้วยว่า
“หึ!..พวกเจ้าจะมาตกใจกันตอนนี้น่ะ..มันยังเร็วเกินไป!..”
“ท่านแม่ของข้าต้องชนะแน่!..” เฉินเจี้ยนเหาสองมือกำหมัดขึ้นกล่าวด้วยแววตามุ่งมาดเปล่งประกายยืนดูอยู่ทางฝั่งของเฉินซูย่วน เขารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่ได้เห็นมารดาผู้เป็นที่เคารพรักของตนเองแข่งปรุงยากับศิษย์ในสำนักใหญ่เช่นนี้!
“ท่านแม่พยายามเข้านะ!..” ทั้งพี่ใหญ่เฉินเหม่ยเย่กับน้องเล็กเฉินหยู่หลินเอง แม้จะมีความกังวลปรากฎออกมาบนสีหน้าเล็กน้อย..แต่ก็ยังคอยกล่าวให้กำลังใจให้มารดาตนเองกันอย่างเต็มที่
เฉินซูย่วนในตอนนี้กำลังยืนก้มหน้าหลับตาลงรวบรวมทำสมาธิโดยไม่ได้ยินเสียงรอบข้างหรือสนใจสิ่งใด..
“ข้าขอเริ่มก่อนล่ะนะ!”
มือซ้ายของหวังชุนเทียนหยิบสมุนไพรต้นแรกขึ้นมา แล้วโยนใส่ลงไปในหม้อปรุงยาโดยที่ยังไม่ได้จุดไฟที่ฟืน และในทันใดนั้นเขาก็ได้ชูนิ้วชี้ข้างขวาขึ้นมาตรงด้านหน้าของตนเอง..
“หรือว่ามันจะ!?..” เฉินอี้มองดูการกระทำของหวังชุนเทียนด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย พอจะคาดเดาได้ว่าเขาคิดจะทำอะไรเป็นการต่อไป..
พรึ่บ! พลันมีเปลวไฟสีเขียวส่องสว่างลุกโชนออกมาจากข้างบนปลายนิ้วชี้ของหวังชุนเทียน.. นี่เป็นกลวิธีเฉพาะที่มีแต่นักปรุงยาในระดับแก่นแท้มนุษย์ลมปราณขึ้นไปบางคนเท่านั้นที่สามารถใช้ได้!
“ไม่น่าเชื่อ!..”
จินอิ้งและเจิ้งหู่พลันนั่งหลังตรงขึ้นด้วยความรู้สึกตกใจกับสิ่งที่เห็น..โดยเฉพาะเจิ้งหู่ที่ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าศิษย์สายในสำนักตนเองที่มีนามหวังชุนเทียน จะมีความสามารถด้านการปรุงยาที่สูงถึงขนาดนี้!
“ข้าเคยได้ยินมาว่าเมื่อเร็วๆนี้..มันได้รับการสั่งสอนโดยตรงจากนักปรุงยาอาวุโสในสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์ของเรา..ดูท่าจะเป็นเรื่องจริงสินะ..หึๆ”
ผู้ที่ทำหน้าตายิ้มบางบอกกล่าวกับผู้อาวุโสเจิ้งหู่คนนี้คือ ศิษย์หลักของสำนักกระบี่เมฆาสวรรค์นามว่า“หย่งเฉิง” ซึ่งเป็นคนที่มีอัธยาศัยดี..ชอบฟังเรื่องของคนอื่นเป็นอย่างมากจึงมักจะรู้จักบุคคลที่มีชื่อเสียงในเจ็ดสำนักใหญ่แทบทุกคน แม้ไม่ใช่สำนักตัวเองก็ตาม..และเขายังเป็นหนุ่มรูปงามหน้าตาดี รวบผมดำหางม้าทรงสูงด้านหน้าแสกกลาง..ผู้มีฝีมือกระบี่ไม่ธรรมดา..
“อืม..งั้นข้าคงต้องทำความรู้จักกับศิษย์หวังชุนเทียนผู้นี้ให้มากขึ้นสักหน่อยแล้ว..” เจิ้งหู่เหมือนจะเคยได้ยินชื่อของหวังชุนเทียนจากภายในสำนักมาบ้าง..จนกระทั่งได้มาเห็นความสามารถทางด้านการปรุงยาของเขาแล้ว จึงเลิกคิ้วกล่าวแสดงสีหน้าให้ความสนใจ..
หวังชุนเทียนเอาเปลวไฟบนปลายนิ้วชี้จรดลงไปในปากหม้อ จากนั้นค่อยๆใช้ความร้อนทำความสะอาดสมุนไพรเพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกไป..
“เป็นไงล่ะ!..เห็นฝีมือของข้ารึยัง!..”หวังชุนเทียนกล่าวแสยะยิ้มในใจด้วยใบหน้าหยิ่งผยอง ขณะที่ยังจดจ่ออยู่กับการปรุงยาอย่างไม่คลาดสายตา
เฉินอี้ยืนมือไพล่หลังมองการจุดไฟของหวังชุนเทียนที่ไม่ต่างจากการแสดงปาหี่นี้ด้วยสีหน้าเรียบเฉยปราศจากการร้อนรน พลางกล่าวในใจว่า “อืม.. นับว่ามันมีพรสวรรค์ในการปรุงยาค่อนข้างดีทีเดียว.. แต่ว่า..”
“นะ..นั่นมันอะไรกันน่ะ!!?..” หวังมู่พลันเบิกตาอ้าปากกล่าวเสียงดังออกมาอย่างตื่นตะลึงกับภาพที่เห็นตรงเบื้องหน้านัก
ส่วนทุกคนที่กำลังให้ความสนใจกับหวังชุนเทียนอยู่ในตอนแรกนั้น พลันรีบหันหน้าไปมองทางเฉินซูย่วน พร้อมกับดวงตาที่เบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆทันที!
คลืดๆ ๆ ภาพที่ปรากฎออกมาคือ เฉินซูย่วนไม่ได้ใช้การจุดไฟบนปลายนิ้วเหมือนเฉกเช่นตัวหวังชุนเทียนแต่อย่างใด.. นางเพียงทำการจุดไฟจากฟืนเพื่อให้ความร้อนกับเตาก่อนเท่านั้น ต่อมานางก็ค่อยๆบรรจงใส่สมุนไพรทั้งหมดลงไปภายในหม้ออย่างเร็วทีละชิ้นทีละชิ้น จากนั้นใช้มือขวาส่งพลังปราณละเอียดอ่อนทำให้สมุนไพรลอยตัวอยู่บนปากหม้อเป็นวงกลม และขยับฟืนในมือซ้ายอย่างเป็นจังหวะ ควบคุมให้ความร้อนภายในหม้อด้วยความแม่นยำที่สุด!
“ชำระล้างสิ่งสกปรกในสมุนไพรได้อย่างรวดเร็วปานนั้น..ท่านทำได้ยังไงกันน่ะ!?”
เซี่ยซูเหยาถึงกับทำหน้าอึ้งเบิกตากลมโตกล่าวอย่างลืมตัวทันที เมื่อได้เห็นวิธีการปรุงยาของเฉินซูย่วนกับตาเป็นครั้งแรก
เฉินซูย่วนยังไม่สามารถทำเลียนแบบเฉินอี้ที่สามารถโยนสมุนไพรทั้งหมดลงไปรวดเดียวได้.. จึงจำเป็นต้องค่อยๆใส่สมุนไพรเพื่อขจัดสิ่งสกปรกออกทีล่ะต้น..แต่ถึงกระนั้นสิ่งที่นางทำมันก็ยังรวดเร็วมากอยู่ดี ในสายตาของคนทั่วไปที่ไม่เคยเห็นการปรุงยาเช่นนี้มาก่อน
“งดงามจัง..มือขวาของท่านแม่เปล่งแสงเป็นประกายงดงามมาก..” เฉินหยู่หลินกล่าวสีหน้าแววตาล่องลอย..มองดูการปรุงยาของท่านแม่เฉินซูย่วนอย่างเพลินตาเพลินใจ
“เคล็ดลับของการปรุงยาที่แท้จริง... อยู่ที่การปล่อยพลังลมปราณผ่านปลายนิ้วมือด้วยความละเอียดอ่อนและการส่งความร้อนที่แม่นยำยังไงล่ะ!..”
เฉินอี้หน้าตายิ้มกว้างมองดูเฉินซูย่วนที่ขยับมือซ้าย พร้อมกับปลายนิ้วมือข้างขวาแผ่ละอองปราณเป็นประกาย ราวกับกำลังร่ายรำอยู่ตรงหน้าเตาปรุงยาด้วยความปลาบปลื้มใจ..