Pioneer Era

    ตอนที่ 53 เรื่องเล่าของถ้ำดอกบัวเฮเดส (2)

    ***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]

    “ขะ… ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนค่ะ! ”

    ว่าแล้วยัยโพแทนก็หายตัวไปอย่างรวดเร็วประดุจสายฟ้าฟาด

    ยังเก่งเรื่องหนีไม่เปลี่ยนเลยนะยัยนี่…

    “ไปลากคอยัยเสือกลับมากันเถอะค่ะทุกคน! ”

    “““เห็นด้วยอย่างยิ่ง! ”””

    พวกเผ่าอสูรกายที่เสียหายจากเหตุการณ์นั้น ต่างขานรับเสียงเชิญชวนของอสูรแมลงที่ชื่อแฟตพร้อมกัน แล้วลุกขึ้นวิ่งตามออกไปโดยทิ้งซุปต้มกระดูกงูเอาไว้บนโต๊ะข้างหลัง

    “ฝากดูจานข้าวด้วย เดียวกลับมากินค่ะ! ”

    “พรุนก็จะไปกับเขาด้วยหรือ? ดอง? "

    ผมมองดูพวกอสูรวิ่งไล่ตามเพื่อนสมัยเด็กพร้อมกับอมยิ้มอย่างขบขัน

    บ้าบอได้โล่จริง ๆ พวกนี้…

    ถ้าเผ่าอสูรกายบ้าบอได้แบบนี้ทุกคนก็คงจะดี

    “แล้วตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย? ดอง…”

    ยัยอสูรแสงบ่นกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย พร้อมกับตักนมผสมธัญพืชจากชามขึ้นมากินอย่างช้า ๆ

    น่าสงสารแฮะ…

    เห็นแก่ที่ได้รับความช่วยเหงือจากพรรคพวกของเธอมาเยอะ งั้นจะยอมลดทิฐิเล่าให้ฟังหน่อยแล้วกัน

    “ถ้ายอมรับภาษาของเผ่าผมได้ เดียวระหว่างนี้จะเล่าให้ฟังต่อเอง…”

    สำหรับผมแล้วนั้น ภาษาของเผ่าอสูรกายนั้นถือว่ายาก เลยยังพูดไม่คล่อง

    ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอคติส่วนตัวที่ไม่อยากเรียนเองด้วยละนะ

    “ได้หรือดอง! ฉันฟัง อยากฟังมาก! เล่ามาเลยดอง! ”

    ดูเหมือนว่ายัยนี่จะรับได้กับภาษาที่เป็นของเผ่าศัตรูอย่างพวกผม

    ยัยนี่ใจกว้างดีแฮะ

    “งั้นจะเริ่มละนะ ต่อจากเมื่อกี้---”



    หลังจากที่พวกเราถูกแสงสีแดงโอบอุ้ม---

    “ที่นี่ที่ไหน? ”

    ผมลุกขึ้นด้วยสายตาที่พร่ามัว

    พวกเรากำลังอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่รู้จัก

    ถึงจะบอกว่าไม่รู้จัก แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด

    พวกเรากำลังยืนอยู่บนแท่นวงกลมที่มีขอบไฟสีแดงส่องสว่างเรือนราง

    เลยออกไปจากแท่นวงกลมที่ยกสูงขึ้นมานี้ คือผนังสีขาวปิดล้อมสี่ด้าน

    ผนังที่ปิดล้อมสี่ด้านนี้ มีผนังฝั่งหนึ่งเป็นแผ่นกระจกใส

    ข้างในของแผ่นกระจกใสนั้น คือรูปร่างห้องทรงวงรีที่คุ้นเคย

    เป็นห้องพื้นหินผิวเรียบ มีแสงไฟส่องสว่างเจิดจ้าทั้งที่ไม่มีหน้าต่าง และมีโต๊ะต้อนรับตั้งอยู่ใจกลางห้อง

    ฝั่งซ้ายและขวามีเบาะสีขาวรูปร่างคล้ายปุยเมฆเหมือนอย่างที่เคยเห็นใน [หุบเขาสีชาด]

    ถึงผนังบางส่วนจะพังทลาย แต่สภาพส่วนใหญ่ของห้องถือว่าดูดีมีความสมบูรณ์สูง

    “ไม่จริงใช่ไหม? ”

    ที่นี่คงเป็นหนึ่งในสถานที่บททดสอบของเทพเจ้า [โนอาร์] ไม่ผิดแน่นอน

    แต่ว่าทำไมถึงถูกส่งมาที่นี่? ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้นี้พวกเรายังอยู่ที่โรงเรียนของพวกอสูรกายกันเลยไม่ใช่หรือ?

    ผมหันไปมองพรรคพวก

    โพแทน ซุนไกด์ วานาดิไนต์ ท่านโนอาร์ กับท่านกลัทโทนีย์

    ไม่ใช่แค่พวกเรา แม้แต่พวกกลุ่มของอสูรกายยังพ่วงติดมาด้วย

    “ยินดีต้อนรับสู่เตาสุริยะที่ 3 ค่ะ”

    ท่านโนอาร์โค้งตัวให้กับพวกเราพร้อมกับเอยคำต้อนรับ

    จะบอกว่าได้เวลาต้องรับการทดสอบแล้วเช่นนั้นหรือครับท่านเทพโนอาร์?

    เรียกได้ว่าเป็นความซวยอย่างแท้จริง

    เพราะว่าผมยังไม่พร้อม

    จากบททดสอบแรก มันทำให้ผมรู้ว่าตัวเองฝีมือยังไม่ถึง และยังต้องฝึกฝนอีกมาก

    แถมครั้งนี้ไม่มีอาวุธพกติดตัวออกมาด้วย เพราะไม่คิดว่าจะออกมาเสี่ยงอันตรายกันแบบนี้

    ชุดที่พวกเราสวมใส่ เป็นชุดเสื้อยืดคอกลมธรรมดาที่สบายตัว ไม่ได้มีพลังป้องกันอันใดเลยสักนิด

    แต่ถ้าหากเป็นประสงค์ของเทพเจ้าโนอาร์ คงมีแต่ต้องยอมก้มหน้ารับชะตากรรมเพื่อผ่านการทดสอบนี้เท่านั้น…

    ยอมรับบ้านเอ็งสิ!

    บังคับให้มาสถานที่อันตรายแบบนี้ ต่อให้เป็นเทพผมก็ไม่ยอมหรอกนะ! ---



    “ในตอนนั้นคิดว่าเป็นความต้องการของท่านเทพโนอาร์ที่ส่งพวกเราไปรับบททดสอบของเทพเจ้า เลยรู้สึกเคียงมากทีเดียว ใครมันจะคิดละว่าเป็นฝีมือที่รู้เท่าไม่ถึงการของยัยโพแทน…”

    “ลำบากแย่เลยนะดอง”

    “งั้นเล่าต่อละนะ”

    “อืม”



    --- กลับมาที่เรื่องเล่า

    “... เกิดอะไรขึ้น? ”

    “ทำไมพวกเราถึงมาอยู่ที่นี่? ”

    “ขอทีเถอะ จะบอกว่าดวงซวยถูกส่งมาเจออันตรายอีกแล้วหรือยังไงเนี่ย! ”

    ต่างคนต่างเริ่มส่งเสียงโวยวายดังขึ้นอย่างไม่พอใจ

    คนที่ดูสงบใจได้อย่างน่าประหลาด มีเพียงแค่โพแทนเท่านั้น

    แถมหน้าตาดูซีดเซียวแปลก ๆ อีกด้วย

    “ทุกคนเงียบก่อนค่ะ...”

    ในตอนนั้นเองที่พรุนกระซิบเสียงออกมาเบา ๆ พร้อมกับเอานิ้วแตะปากตัวเอง

    *กึก…กึก...*

    มีเสียงอะไรบางอย่างกำลังตรงมาทางนี้

    มันเป็นเสียงอะไรบางอย่างที่กำลังถูกลากกับพื้น

    เป็นเสียงที่แข็งกระด้างมาก

    สิ่งที่สามารถทำเสียงแบบนี้ได้ในทวีปแห่งนี้ คงมีเพียงแค่เจ้านั่นเท่านั้น…

    “ [เฮเดส] ...”

    มันคือสัตว์ร้าย [เฮเดส]

    สัตว์รูปร่างเต่าขนาดสามเมตรที่ไม่มีขา และใช้วิธีการเลื้อยเหมือนกับงู

    ไม่มีเขี้ยว ไม่มีพิษอันตราย แต่มีกรามอันแข็งแกร่ง และกระดองที่เต็มไปด้วยสินแร่เฮเดสมาชดเชย

    ใช่แล้ว แร่ [เฮเดส] ที่พวกเราขุดมาใช้ตีขึ้นรูปอาวุธกับชุดเกราะนั้น ไม่ใช่สินแร่ที่มาจากภูเขาหรือขุดจากพื้นดิน แต่เป็นสินแร่ธรรมชาติที่เกิดจากสัตว์สังเคราะห์ขึ้นมา

    วิธีขุดแร่มาจากตัวมันมีสองวิธี

    หนึ่งคือล่อด้วนอาหารผสมยาสลบ แล้วรีบขุดกระเทาะแร่ตรงกระดองออกมา

    แต่วิธีนี้จะได้แร่น้อย เพราะหากขุดออกมามากไป มันจะเริ่มรู้สึกเจ็บจนตื่นขึ้นมาอาละวาดได้

    สองคือฆ่ามันทิ้งแล้วเอาไปทั้งกระดอง

    การจะล่ามันตัวหนึ่งนั้น จะต้องใช้คนเกือบห้าคน ช่วยกันรุมจากรอบทิศทาง

    เนื่องจากพวกมันแข็งแรงมาก แถมกระดองยังหนัก งานล่าพวกมันจึงมักตกเป็นของชนเผ่าหมีหรือไม่ก็ชนเผ่ากอลิล่าไป

    โชคดีที่นิสัยของพวกมันรักสันโดษ ถึงจะมีการรวมเป็นฝูงใหญ่ แต่เวลาที่มันจะออกล่าหาอาหาร พวกมันจะแยกออกจากฝูงมาล่าเพียงตัวเดียวเท่านั้น



    “จะบอกว่าที่นี่คือ [ถ้ำดอกบัวเฮเดส] อย่างงั้นหรือ? ”

    ทวีปนี้มีเฮเดสกระจายอยู่ตามถ้ำขนาดเล็กไปทั่ว แต่ถ้ำที่ใหญ่ที่สุด และว่ากันว่าเป็นรังที่ใหญ่ที่สุดของมัน รวมไปถึงมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับพวกมันในการเติบโตมากที่สุด ก็คือ [ถ้ำดอกบัวเฮเดส] ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีป

    ถึงจะยังไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยัน อีกทั้งสภาพแวดล้อมโดยรอบเองก็ไม่ใช่ถ้ำแบบที่คุ้นเคย แต่มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นที่นี่



    อย่างแรกคือเจ้าตัวเฮเดสที่กำลังเลื้อยผ่านหน้ากระจกนั้น มันมีขนาดใหญ่กว่าปกติที่เคยเห็นมาก

    ปกติพวกมันมักจะมีขนาดแค่ 1-2 เมตร ถ้าเป็นที่ [ถ้ำดอกบัวเฮเดส] จะตกอยู่ที่ 3 เมตรขึ้นไป

    และเจ้าตัวนี้มันมีขนาดถึง 7 เมตร…

    ตัวใหญ่จนเกือบชิดผ้าเพดานข้างบนเลยทีเดียว

    การที่ตัวใหญ่ได้ขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าเป็นสถานที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ซึ่งทั้งทวีปนี้มันมีที่เดียว คือ [ถ้ำดอกบัวเฮเดส]



    อย่างที่สอง มันมีตำนานเล่าสืบกันมา ว่าในส่วนลึกสุดของ [ถ้ำดอกบัวเฮเดส] มันมีสถานที่ในตำนานปรากฏอยู่

    มันมีความเป็นไปได้สูง ที่สถานที่ในตำนาน จะเป็นสถานที่เดียวกับบททดสอบของเทพเจ้าโนอาร์

    สรุปคือพวกเราน่าจะถูกส่งมาที่ส่วนในสุดของ [ถ้ำดอกบัวเฮเดส] โดยฝีมือของท่านเทพโนอาร์



    เจ้าเฮเดสขนาดเจ็ดเมตรเลื้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า โดยไม่สนใจพวกเราที่กำลังยืนอยู่หลังแผ่นกระจกอย่างหวาดระแวง

    พอเจ้าตัวขนาดเจ็ดเมตรเคลื่อนไหวผ่านไป ก็มีเฮเดสขนาดครึ่งเมตรเลื้อยตามหลังมาอีกหนึ่งโหล

    พวกมันดูน่าเกลียดมาก

    กระดองสีขาวที่ควรเต็มไปด้วยแร่เฮเดสนั้น ยังเป็นเพียงเยื่ออ่อน ๆ สีชมพูน่าขนะแขยง ผิวหนังเองก็ยังเป็นสีเขียวอ่อนจาง ๆ ขรุขระคล้ายผิวของคางคก

    เป็นการรวมตัวของความน่าเกลียด ที่สุดจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

    “น่ารักจัง! ”

    โพแทนส่งเสียงกระซิบออกมาเบา ๆ ด้วยความตื่นเต้น

    น่ารักตรงไหนฟะ…



    “... ต้องขออภัยค่ะท่านโพแทน ดูเหมือนว่าจะมีความเสียหายบางส่วน และกลายเป็นรังของสัตว์ร้ายไปแล้ว ดิฉันขอแนะนำให้เปิดระบบพลังงานเพื่อทำการกู้คืนระบบและกวาดล้างขับไล่สัตว์ร้ายออกไปค่ะ”

    ท่านสาวก [กลัทโทนีย์] อธิบายสถานการณ์ด้วยคำพูดที่เข้าใจยากให้ยัยโพแทนฟัง

    ในตอนนั้นผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องเจาะจงไปที่โพแทน แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว

    ก็ทุกอย่างมันเริ่มจากยัยแม่เสือเพื่อนผมไปวางแผนงี่เง่ากับพวกท่านเทพโนอาร์ โดยไม่ยอมบอกใครนี่น่า

    เลยทำให้ในตอนนั้นผมเข้าไปเอาเอง ว่าบททดสอบรอบนี้ คือการขับไล่เจ้าพวกสัตว์ร้ายเฮเดส

    แต่ผมไม่มีอาวุธ ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะขับไล่สัตว์ร้ายได้

    “พวกเรามาหาทางหนีกันเถอะ…”

    “เห็นด้วยอย่างยิ่ง”

    “เห็นด้วย ปิว~”

    ชายที่ชื่อโฮปกับเยลโล่ตอบรับคำสั่งของเราด้วยใบหน้าที่ซีดเผือก

    เจ้าพวกนี้เองก็คงรู้สึกถึงอันตรายเหมือนกัน

    “ทุกคนรีบหนีออกไปเดียวนี้! ”

    “เหวอ!? ”

    ในตอนนั้นเองที่ร่างกายของพวกเราถูกใครบางคนพลักจนกระเด็นออกมาจากห้อง

    กำแพงกระจกที่เคยปิดสนิท ได้เลื่อนเปิดออก ราวกับรับรู้ได้ว่าพวกเรากำลังจะพุ่งออกไปทางนั้น

    “ไฮเจน! ”

    เสียงของชายที่ชื่อโฮปดังขึ้นอีกครั้ง

    ผมหันกลับไปดู แล้วก็พบกับภาพที่น่าตกใจ

    เจ้าเฮเดสตัวเมื่อกี้นั้น มันกำลังใช้หางของมันที่ยืดยาวออกมาจากกระดอง ฟาดเข้าไปที่ห้องอย่างรุนแรงจนพังทลายลงมา

    ร่างของวีรบุรุษที่เตือนและดันหลังพวกเราออกมาจากห้อง กำลังจมหายไปในซากที่พังทลายลงมานั้น

    เขาคือเผ่าอสูรปีกที่มีผมสีแดงยาว มีใบหน้าสวยงามเหมือนสตรีเพศ และมีปีกสีขาวบริสุทธิ์

    ชายคนนั้นคือ [ไฮเจน]

    การที่เขาช่วยพรรคพวกนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ แต่ที่น่าตกใจคือการที่เขาช่วยเหลือพวกผมให้พ้นจากสภาพอันตรายเมื่อกี้ด้วยต่างหาก

    เขาคือคนที่ยอมสละชีวิตตัวเองให้จมอยู่ใต้ซาก ยอมแลกชีวิตแม้แต่กับพวกชนเผ่าสัตว์ที่เป็นศัตรูอย่างพวกผม

    "ชิ…"

    พูดตามตรงว่ารู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก

    “ยังไม่ตาย ไม่บาดเจ็บด้วย ติดอยู่ในช่องว่างพอดี แต่ใครก็ได้ ช่วยดึงออกไปหน่อยสิ”

    อสูรปีกผมแดงคนนั้นยื่นหัวกับปีกสองข้างออกมาจากรูข้างใต้ซากนั้น

    ดูเหมือนว่าเขาจะเอี้ยวตัวหลบซากที่ถล่มลงมาได้อย่างเหมาะเจาะ จนรอดชีวิตมาได้

    “รีบช่วยไฮเจนออกมาเร็ว! ”

    “เดียวก่อน เจ้าเฮเดสมัน!? ”

    ผมรีบหยุดชายที่ชื่อโฮปเอาไว้

    หางของเจ้าเฮเดสขนาดเจ็ดเมตรยังคงวางนิ่งอยู่ตรงเศษซากของห้องเมื่อกี้

    ส่วนหัวของมันนั้น มันไม่ได้หันมาทางพวกเรา แต่กำลังจูบอย่างดูดดื่มกับเฮเดสขนาดแปดเมตรอีกตัวที่พึ่งเลื้อยเข้ามาในห้องจากทางฝั่งซ้าย

    “...ดูเหมือนกำลังจะวางไข่อยู่นะคะ? ”

    อสูรเขาคู่ที่ชื่อพรุนชี้ไปที่หางของตัวขนาดเจ็ดเมตร

    หน้าอกขนาดใหญ่ของเธอสั่นกระเพื่อมทีหนึ่งอย่างน่าสนใจจนดึงสายตาของผมไป

    อืม… ใหญ่มาก แถมทรงยังสวยงามอีกด้วย ---



    “จ้องนมเพื่อนฉันหรือดอง! ”

    ชิบหาย เผลอหลุดเล่าในเรื่องที่ไม่ควรเล่าไปซะได้ตรู

    “... อย่าไปบอกเธอแล้วกัน ไม่อย่างงั้นผมโดนยัยโพแทนกับยัยเพื่อนยักษ์เธอเล่นงานตายแน่”

    “งั้นขอเค้กเป็นค่าปิดปากดอง! ”

    “ชิ… ได้…"

    " เค้กฟรีละดอง~ สัญญาแล้วนะดอง~"

    "... ขอเล่าต่อละนะ”



    กลับมาที่เรื่องเล่าอีกครั้ง---

    “...ดูเหมือนกำลังจะวางไข่อยู่นะคะ? ”

    ผมหันไปดูที่หางของเจ้าเฮเดสขนาดเจ็ดเมตร

    มันยกหางขึ้นสูง พร้อมกับกำลังปล่อยอะไรบางอย่างขนาดครึ่งเมตรหุ้มเยื่อสีขาวออกมาจากตรงก้น

    “ดีละ พวกมันไม่สนใจพวกเรา งั้นรีบดึงเขาออกมาเลย”

    “อืม”

    โฮปวิ่งเข้าไป แล้วใช้สองมือดึงไฮเจนออกมาด้วยการจับปีกของเขา

    “เดี่ยว เดียว เดียว! มันเจ็บนะ! ปีกของผมมันบอบบาง เดียวขนก็ร่วงหมดสวยพอดี ช่วยอ่อนโยนกับผมหน่อยสิโฮป! ”

    “เวลาแบบนี้ยังจะมาห่วงสวยอีก! ย๊ากกกกก! ”

    “อย่าดึงแบบน้านนน! กรี๊ดดดดดดด! ”

    “เป็นผู้ชายอย่ามาร้องโวยว้ายเหมือนผู้หญิงสิฟะ! ”

    *กร๊อบ*

    “อ๊ะ? ”

    ชายที่ชื่อโฮปช่วยไฮเจนออกมาจากใต้ซากได้แล้ว

    แต่ดูเหมือนว่าจะทำรุนแรงไปหน่อย ปีกของเขาเลยหักผิดรูปทั้งสองข้างไปแล้ว---



    “...สรุปที่ไฮเจนแขนหัก ไม่ใช่เป็นเพราะถูกสัตว์ร้ายโจมตีหรือดอง? ”

    “ถูกต้อง”

    “...”



    ---กลับมาที่เรื่องเล่าต่อ

    * [%$] ? *

    เสียงกรีดร้องโวยวายที่ดังก้องเมื่อครู่นี้ ได้ไปดึงความสนใจของเจ้าเฮเดสทั้งสองตัวที่กำลังจะผสมพันธุ์กัน

    * [@#$#%$#^$%^%$] !!!!!! *

    พวกมันส่งเสียงอะไรบางอย่างที่ฟังได้ยากออกมาจากลำคอ แต่ถึงจะฟังไม่ออก ก็พอจะเดาได้ว่ากำลังโกรธ ที่พวกเราไปรบกวนเวลาพล๊อตรักของพวกมัน

    หลังสิ้นเสียงคำรามของมัน ก็เกิดเสียงอะไรบางอย่างลากพื้นดังขึ้นมารอบทิศทาง

    “ชิบหาย มันเรียกพวกมาแล้ว! ”

    “ไหนพวกผู้ใหญ่สอนว่าพวกมันสันโดษไม่ใช่หรือ? ”

    “ถ้าพวกมันรู้สึกอันตรายถึงชีวิต พวกมันจะเรียกพวกทันที เพราะงั้นเวลาล่าพวกมันถึงต้องฆ่าให้ตายในทีเดียวยังไงละซุนไกด์! ”

    พวกเรายืนหลังชิดกันในลักษณะถูกตีวงล้อม

    ห้องโถงขนาดใหญ่แห่งนี้ กำลังถูกเติมเต็มไปด้วยฝูงของเฮเดส

    พวกมันมีตั้งแต่ขนาดแปดเมตรสองตัว เจ็ดเมตรหนึ่งตัว ห้าเมตรสามตัว สามเมตรสิบตัว และครึ่งเมตรที่เป็นตัวอ่อนอีกหลายสิบตัว

    ส่วนฝั่งเรานั้นไม่มีแม้แต่อาวุธกับชุดเกราะ

    จะเอาตัวรอดกันยังไงดีละทีนี้…

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน