***ลูกแห่งราชสีห์ [ไพไรต์]
“ขะ… ขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนค่ะ! ”
ว่าแล้วยัยโพแทนก็หายตัวไปอย่างรวดเร็วประดุจสายฟ้าฟาด
ยังเก่งเรื่องหนีไม่เปลี่ยนเลยนะยัยนี่…
“ไปลากคอยัยเสือกลับมากันเถอะค่ะทุกคน! ”
“““เห็นด้วยอย่างยิ่ง! ”””
พวกเผ่าอสูรกายที่เสียหายจากเหตุการณ์นั้น ต่างขานรับเสียงเชิญชวนของอสูรแมลงที่ชื่อแฟตพร้อมกัน แล้วลุกขึ้นวิ่งตามออกไปโดยทิ้งซุปต้มกระดูกงูเอาไว้บนโต๊ะข้างหลัง
“ฝากดูจานข้าวด้วย เดียวกลับมากินค่ะ! ”
“พรุนก็จะไปกับเขาด้วยหรือ? ดอง? "
ผมมองดูพวกอสูรวิ่งไล่ตามเพื่อนสมัยเด็กพร้อมกับอมยิ้มอย่างขบขัน
บ้าบอได้โล่จริง ๆ พวกนี้…
ถ้าเผ่าอสูรกายบ้าบอได้แบบนี้ทุกคนก็คงจะดี
“แล้วตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย? ดอง…”
ยัยอสูรแสงบ่นกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เศร้าสร้อย พร้อมกับตักนมผสมธัญพืชจากชามขึ้นมากินอย่างช้า ๆ
น่าสงสารแฮะ…
เห็นแก่ที่ได้รับความช่วยเหงือจากพรรคพวกของเธอมาเยอะ งั้นจะยอมลดทิฐิเล่าให้ฟังหน่อยแล้วกัน
“ถ้ายอมรับภาษาของเผ่าผมได้ เดียวระหว่างนี้จะเล่าให้ฟังต่อเอง…”
สำหรับผมแล้วนั้น ภาษาของเผ่าอสูรกายนั้นถือว่ายาก เลยยังพูดไม่คล่อง
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอคติส่วนตัวที่ไม่อยากเรียนเองด้วยละนะ
“ได้หรือดอง! ฉันฟัง อยากฟังมาก! เล่ามาเลยดอง! ”
ดูเหมือนว่ายัยนี่จะรับได้กับภาษาที่เป็นของเผ่าศัตรูอย่างพวกผม
ยัยนี่ใจกว้างดีแฮะ
“งั้นจะเริ่มละนะ ต่อจากเมื่อกี้---”
หลังจากที่พวกเราถูกแสงสีแดงโอบอุ้ม---
“ที่นี่ที่ไหน? ”
ผมลุกขึ้นด้วยสายตาที่พร่ามัว
พวกเรากำลังอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่รู้จัก
ถึงจะบอกว่าไม่รู้จัก แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
พวกเรากำลังยืนอยู่บนแท่นวงกลมที่มีขอบไฟสีแดงส่องสว่างเรือนราง
เลยออกไปจากแท่นวงกลมที่ยกสูงขึ้นมานี้ คือผนังสีขาวปิดล้อมสี่ด้าน
ผนังที่ปิดล้อมสี่ด้านนี้ มีผนังฝั่งหนึ่งเป็นแผ่นกระจกใส
ข้างในของแผ่นกระจกใสนั้น คือรูปร่างห้องทรงวงรีที่คุ้นเคย
เป็นห้องพื้นหินผิวเรียบ มีแสงไฟส่องสว่างเจิดจ้าทั้งที่ไม่มีหน้าต่าง และมีโต๊ะต้อนรับตั้งอยู่ใจกลางห้อง
ฝั่งซ้ายและขวามีเบาะสีขาวรูปร่างคล้ายปุยเมฆเหมือนอย่างที่เคยเห็นใน [หุบเขาสีชาด]
ถึงผนังบางส่วนจะพังทลาย แต่สภาพส่วนใหญ่ของห้องถือว่าดูดีมีความสมบูรณ์สูง
“ไม่จริงใช่ไหม? ”
ที่นี่คงเป็นหนึ่งในสถานที่บททดสอบของเทพเจ้า [โนอาร์] ไม่ผิดแน่นอน
แต่ว่าทำไมถึงถูกส่งมาที่นี่? ไม่ใช่ว่าเมื่อกี้นี้พวกเรายังอยู่ที่โรงเรียนของพวกอสูรกายกันเลยไม่ใช่หรือ?
ผมหันไปมองพรรคพวก
โพแทน ซุนไกด์ วานาดิไนต์ ท่านโนอาร์ กับท่านกลัทโทนีย์
ไม่ใช่แค่พวกเรา แม้แต่พวกกลุ่มของอสูรกายยังพ่วงติดมาด้วย
“ยินดีต้อนรับสู่เตาสุริยะที่ 3 ค่ะ”
ท่านโนอาร์โค้งตัวให้กับพวกเราพร้อมกับเอยคำต้อนรับ
จะบอกว่าได้เวลาต้องรับการทดสอบแล้วเช่นนั้นหรือครับท่านเทพโนอาร์?
เรียกได้ว่าเป็นความซวยอย่างแท้จริง
เพราะว่าผมยังไม่พร้อม
จากบททดสอบแรก มันทำให้ผมรู้ว่าตัวเองฝีมือยังไม่ถึง และยังต้องฝึกฝนอีกมาก
แถมครั้งนี้ไม่มีอาวุธพกติดตัวออกมาด้วย เพราะไม่คิดว่าจะออกมาเสี่ยงอันตรายกันแบบนี้
ชุดที่พวกเราสวมใส่ เป็นชุดเสื้อยืดคอกลมธรรมดาที่สบายตัว ไม่ได้มีพลังป้องกันอันใดเลยสักนิด
แต่ถ้าหากเป็นประสงค์ของเทพเจ้าโนอาร์ คงมีแต่ต้องยอมก้มหน้ารับชะตากรรมเพื่อผ่านการทดสอบนี้เท่านั้น…
ยอมรับบ้านเอ็งสิ!
บังคับให้มาสถานที่อันตรายแบบนี้ ต่อให้เป็นเทพผมก็ไม่ยอมหรอกนะ! ---
“ในตอนนั้นคิดว่าเป็นความต้องการของท่านเทพโนอาร์ที่ส่งพวกเราไปรับบททดสอบของเทพเจ้า เลยรู้สึกเคียงมากทีเดียว ใครมันจะคิดละว่าเป็นฝีมือที่รู้เท่าไม่ถึงการของยัยโพแทน…”
“ลำบากแย่เลยนะดอง”
“งั้นเล่าต่อละนะ”
“อืม”
--- กลับมาที่เรื่องเล่า
“... เกิดอะไรขึ้น? ”
“ทำไมพวกเราถึงมาอยู่ที่นี่? ”
“ขอทีเถอะ จะบอกว่าดวงซวยถูกส่งมาเจออันตรายอีกแล้วหรือยังไงเนี่ย! ”
ต่างคนต่างเริ่มส่งเสียงโวยวายดังขึ้นอย่างไม่พอใจ
คนที่ดูสงบใจได้อย่างน่าประหลาด มีเพียงแค่โพแทนเท่านั้น
แถมหน้าตาดูซีดเซียวแปลก ๆ อีกด้วย
“ทุกคนเงียบก่อนค่ะ...”
ในตอนนั้นเองที่พรุนกระซิบเสียงออกมาเบา ๆ พร้อมกับเอานิ้วแตะปากตัวเอง
*กึก…กึก...*
มีเสียงอะไรบางอย่างกำลังตรงมาทางนี้
มันเป็นเสียงอะไรบางอย่างที่กำลังถูกลากกับพื้น
เป็นเสียงที่แข็งกระด้างมาก
สิ่งที่สามารถทำเสียงแบบนี้ได้ในทวีปแห่งนี้ คงมีเพียงแค่เจ้านั่นเท่านั้น…
“ [เฮเดส] ...”
มันคือสัตว์ร้าย [เฮเดส]
สัตว์รูปร่างเต่าขนาดสามเมตรที่ไม่มีขา และใช้วิธีการเลื้อยเหมือนกับงู
ไม่มีเขี้ยว ไม่มีพิษอันตราย แต่มีกรามอันแข็งแกร่ง และกระดองที่เต็มไปด้วยสินแร่เฮเดสมาชดเชย
ใช่แล้ว แร่ [เฮเดส] ที่พวกเราขุดมาใช้ตีขึ้นรูปอาวุธกับชุดเกราะนั้น ไม่ใช่สินแร่ที่มาจากภูเขาหรือขุดจากพื้นดิน แต่เป็นสินแร่ธรรมชาติที่เกิดจากสัตว์สังเคราะห์ขึ้นมา
วิธีขุดแร่มาจากตัวมันมีสองวิธี
หนึ่งคือล่อด้วนอาหารผสมยาสลบ แล้วรีบขุดกระเทาะแร่ตรงกระดองออกมา
แต่วิธีนี้จะได้แร่น้อย เพราะหากขุดออกมามากไป มันจะเริ่มรู้สึกเจ็บจนตื่นขึ้นมาอาละวาดได้
สองคือฆ่ามันทิ้งแล้วเอาไปทั้งกระดอง
การจะล่ามันตัวหนึ่งนั้น จะต้องใช้คนเกือบห้าคน ช่วยกันรุมจากรอบทิศทาง
เนื่องจากพวกมันแข็งแรงมาก แถมกระดองยังหนัก งานล่าพวกมันจึงมักตกเป็นของชนเผ่าหมีหรือไม่ก็ชนเผ่ากอลิล่าไป
โชคดีที่นิสัยของพวกมันรักสันโดษ ถึงจะมีการรวมเป็นฝูงใหญ่ แต่เวลาที่มันจะออกล่าหาอาหาร พวกมันจะแยกออกจากฝูงมาล่าเพียงตัวเดียวเท่านั้น
“จะบอกว่าที่นี่คือ [ถ้ำดอกบัวเฮเดส] อย่างงั้นหรือ? ”
ทวีปนี้มีเฮเดสกระจายอยู่ตามถ้ำขนาดเล็กไปทั่ว แต่ถ้ำที่ใหญ่ที่สุด และว่ากันว่าเป็นรังที่ใหญ่ที่สุดของมัน รวมไปถึงมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับพวกมันในการเติบโตมากที่สุด ก็คือ [ถ้ำดอกบัวเฮเดส] ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของทวีป
ถึงจะยังไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยัน อีกทั้งสภาพแวดล้อมโดยรอบเองก็ไม่ใช่ถ้ำแบบที่คุ้นเคย แต่มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นที่นี่
อย่างแรกคือเจ้าตัวเฮเดสที่กำลังเลื้อยผ่านหน้ากระจกนั้น มันมีขนาดใหญ่กว่าปกติที่เคยเห็นมาก
ปกติพวกมันมักจะมีขนาดแค่ 1-2 เมตร ถ้าเป็นที่ [ถ้ำดอกบัวเฮเดส] จะตกอยู่ที่ 3 เมตรขึ้นไป
และเจ้าตัวนี้มันมีขนาดถึง 7 เมตร…
ตัวใหญ่จนเกือบชิดผ้าเพดานข้างบนเลยทีเดียว
การที่ตัวใหญ่ได้ขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าเป็นสถานที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง ซึ่งทั้งทวีปนี้มันมีที่เดียว คือ [ถ้ำดอกบัวเฮเดส]
อย่างที่สอง มันมีตำนานเล่าสืบกันมา ว่าในส่วนลึกสุดของ [ถ้ำดอกบัวเฮเดส] มันมีสถานที่ในตำนานปรากฏอยู่
มันมีความเป็นไปได้สูง ที่สถานที่ในตำนาน จะเป็นสถานที่เดียวกับบททดสอบของเทพเจ้าโนอาร์
สรุปคือพวกเราน่าจะถูกส่งมาที่ส่วนในสุดของ [ถ้ำดอกบัวเฮเดส] โดยฝีมือของท่านเทพโนอาร์
เจ้าเฮเดสขนาดเจ็ดเมตรเลื้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า โดยไม่สนใจพวกเราที่กำลังยืนอยู่หลังแผ่นกระจกอย่างหวาดระแวง
พอเจ้าตัวขนาดเจ็ดเมตรเคลื่อนไหวผ่านไป ก็มีเฮเดสขนาดครึ่งเมตรเลื้อยตามหลังมาอีกหนึ่งโหล
พวกมันดูน่าเกลียดมาก
กระดองสีขาวที่ควรเต็มไปด้วยแร่เฮเดสนั้น ยังเป็นเพียงเยื่ออ่อน ๆ สีชมพูน่าขนะแขยง ผิวหนังเองก็ยังเป็นสีเขียวอ่อนจาง ๆ ขรุขระคล้ายผิวของคางคก
เป็นการรวมตัวของความน่าเกลียด ที่สุดจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
“น่ารักจัง! ”
โพแทนส่งเสียงกระซิบออกมาเบา ๆ ด้วยความตื่นเต้น
น่ารักตรงไหนฟะ…
“... ต้องขออภัยค่ะท่านโพแทน ดูเหมือนว่าจะมีความเสียหายบางส่วน และกลายเป็นรังของสัตว์ร้ายไปแล้ว ดิฉันขอแนะนำให้เปิดระบบพลังงานเพื่อทำการกู้คืนระบบและกวาดล้างขับไล่สัตว์ร้ายออกไปค่ะ”
ท่านสาวก [กลัทโทนีย์] อธิบายสถานการณ์ด้วยคำพูดที่เข้าใจยากให้ยัยโพแทนฟัง
ในตอนนั้นผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องเจาะจงไปที่โพแทน แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว
ก็ทุกอย่างมันเริ่มจากยัยแม่เสือเพื่อนผมไปวางแผนงี่เง่ากับพวกท่านเทพโนอาร์ โดยไม่ยอมบอกใครนี่น่า
เลยทำให้ในตอนนั้นผมเข้าไปเอาเอง ว่าบททดสอบรอบนี้ คือการขับไล่เจ้าพวกสัตว์ร้ายเฮเดส
แต่ผมไม่มีอาวุธ ดังนั้นจึงไม่มีทางที่จะขับไล่สัตว์ร้ายได้
“พวกเรามาหาทางหนีกันเถอะ…”
“เห็นด้วยอย่างยิ่ง”
“เห็นด้วย ปิว~”
ชายที่ชื่อโฮปกับเยลโล่ตอบรับคำสั่งของเราด้วยใบหน้าที่ซีดเผือก
เจ้าพวกนี้เองก็คงรู้สึกถึงอันตรายเหมือนกัน
“ทุกคนรีบหนีออกไปเดียวนี้! ”
“เหวอ!? ”
ในตอนนั้นเองที่ร่างกายของพวกเราถูกใครบางคนพลักจนกระเด็นออกมาจากห้อง
กำแพงกระจกที่เคยปิดสนิท ได้เลื่อนเปิดออก ราวกับรับรู้ได้ว่าพวกเรากำลังจะพุ่งออกไปทางนั้น
“ไฮเจน! ”
เสียงของชายที่ชื่อโฮปดังขึ้นอีกครั้ง
ผมหันกลับไปดู แล้วก็พบกับภาพที่น่าตกใจ
เจ้าเฮเดสตัวเมื่อกี้นั้น มันกำลังใช้หางของมันที่ยืดยาวออกมาจากกระดอง ฟาดเข้าไปที่ห้องอย่างรุนแรงจนพังทลายลงมา
ร่างของวีรบุรุษที่เตือนและดันหลังพวกเราออกมาจากห้อง กำลังจมหายไปในซากที่พังทลายลงมานั้น
เขาคือเผ่าอสูรปีกที่มีผมสีแดงยาว มีใบหน้าสวยงามเหมือนสตรีเพศ และมีปีกสีขาวบริสุทธิ์
ชายคนนั้นคือ [ไฮเจน]
การที่เขาช่วยพรรคพวกนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ แต่ที่น่าตกใจคือการที่เขาช่วยเหลือพวกผมให้พ้นจากสภาพอันตรายเมื่อกี้ด้วยต่างหาก
เขาคือคนที่ยอมสละชีวิตตัวเองให้จมอยู่ใต้ซาก ยอมแลกชีวิตแม้แต่กับพวกชนเผ่าสัตว์ที่เป็นศัตรูอย่างพวกผม
"ชิ…"
พูดตามตรงว่ารู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก
“ยังไม่ตาย ไม่บาดเจ็บด้วย ติดอยู่ในช่องว่างพอดี แต่ใครก็ได้ ช่วยดึงออกไปหน่อยสิ”
อสูรปีกผมแดงคนนั้นยื่นหัวกับปีกสองข้างออกมาจากรูข้างใต้ซากนั้น
ดูเหมือนว่าเขาจะเอี้ยวตัวหลบซากที่ถล่มลงมาได้อย่างเหมาะเจาะ จนรอดชีวิตมาได้
“รีบช่วยไฮเจนออกมาเร็ว! ”
“เดียวก่อน เจ้าเฮเดสมัน!? ”
ผมรีบหยุดชายที่ชื่อโฮปเอาไว้
หางของเจ้าเฮเดสขนาดเจ็ดเมตรยังคงวางนิ่งอยู่ตรงเศษซากของห้องเมื่อกี้
ส่วนหัวของมันนั้น มันไม่ได้หันมาทางพวกเรา แต่กำลังจูบอย่างดูดดื่มกับเฮเดสขนาดแปดเมตรอีกตัวที่พึ่งเลื้อยเข้ามาในห้องจากทางฝั่งซ้าย
“...ดูเหมือนกำลังจะวางไข่อยู่นะคะ? ”
อสูรเขาคู่ที่ชื่อพรุนชี้ไปที่หางของตัวขนาดเจ็ดเมตร
หน้าอกขนาดใหญ่ของเธอสั่นกระเพื่อมทีหนึ่งอย่างน่าสนใจจนดึงสายตาของผมไป
อืม… ใหญ่มาก แถมทรงยังสวยงามอีกด้วย ---
“จ้องนมเพื่อนฉันหรือดอง! ”
ชิบหาย เผลอหลุดเล่าในเรื่องที่ไม่ควรเล่าไปซะได้ตรู
“... อย่าไปบอกเธอแล้วกัน ไม่อย่างงั้นผมโดนยัยโพแทนกับยัยเพื่อนยักษ์เธอเล่นงานตายแน่”
“งั้นขอเค้กเป็นค่าปิดปากดอง! ”
“ชิ… ได้…"
" เค้กฟรีละดอง~ สัญญาแล้วนะดอง~"
"... ขอเล่าต่อละนะ”
กลับมาที่เรื่องเล่าอีกครั้ง---
“...ดูเหมือนกำลังจะวางไข่อยู่นะคะ? ”
ผมหันไปดูที่หางของเจ้าเฮเดสขนาดเจ็ดเมตร
มันยกหางขึ้นสูง พร้อมกับกำลังปล่อยอะไรบางอย่างขนาดครึ่งเมตรหุ้มเยื่อสีขาวออกมาจากตรงก้น
“ดีละ พวกมันไม่สนใจพวกเรา งั้นรีบดึงเขาออกมาเลย”
“อืม”
โฮปวิ่งเข้าไป แล้วใช้สองมือดึงไฮเจนออกมาด้วยการจับปีกของเขา
“เดี่ยว เดียว เดียว! มันเจ็บนะ! ปีกของผมมันบอบบาง เดียวขนก็ร่วงหมดสวยพอดี ช่วยอ่อนโยนกับผมหน่อยสิโฮป! ”
“เวลาแบบนี้ยังจะมาห่วงสวยอีก! ย๊ากกกกก! ”
“อย่าดึงแบบน้านนน! กรี๊ดดดดดดด! ”
“เป็นผู้ชายอย่ามาร้องโวยว้ายเหมือนผู้หญิงสิฟะ! ”
*กร๊อบ*
“อ๊ะ? ”
ชายที่ชื่อโฮปช่วยไฮเจนออกมาจากใต้ซากได้แล้ว
แต่ดูเหมือนว่าจะทำรุนแรงไปหน่อย ปีกของเขาเลยหักผิดรูปทั้งสองข้างไปแล้ว---
“...สรุปที่ไฮเจนแขนหัก ไม่ใช่เป็นเพราะถูกสัตว์ร้ายโจมตีหรือดอง? ”
“ถูกต้อง”
“...”
---กลับมาที่เรื่องเล่าต่อ
* [%$] ? *
เสียงกรีดร้องโวยวายที่ดังก้องเมื่อครู่นี้ ได้ไปดึงความสนใจของเจ้าเฮเดสทั้งสองตัวที่กำลังจะผสมพันธุ์กัน
* [@#$#%$#^$%^%$] !!!!!! *
พวกมันส่งเสียงอะไรบางอย่างที่ฟังได้ยากออกมาจากลำคอ แต่ถึงจะฟังไม่ออก ก็พอจะเดาได้ว่ากำลังโกรธ ที่พวกเราไปรบกวนเวลาพล๊อตรักของพวกมัน
หลังสิ้นเสียงคำรามของมัน ก็เกิดเสียงอะไรบางอย่างลากพื้นดังขึ้นมารอบทิศทาง
“ชิบหาย มันเรียกพวกมาแล้ว! ”
“ไหนพวกผู้ใหญ่สอนว่าพวกมันสันโดษไม่ใช่หรือ? ”
“ถ้าพวกมันรู้สึกอันตรายถึงชีวิต พวกมันจะเรียกพวกทันที เพราะงั้นเวลาล่าพวกมันถึงต้องฆ่าให้ตายในทีเดียวยังไงละซุนไกด์! ”
พวกเรายืนหลังชิดกันในลักษณะถูกตีวงล้อม
ห้องโถงขนาดใหญ่แห่งนี้ กำลังถูกเติมเต็มไปด้วยฝูงของเฮเดส
พวกมันมีตั้งแต่ขนาดแปดเมตรสองตัว เจ็ดเมตรหนึ่งตัว ห้าเมตรสามตัว สามเมตรสิบตัว และครึ่งเมตรที่เป็นตัวอ่อนอีกหลายสิบตัว
ส่วนฝั่งเรานั้นไม่มีแม้แต่อาวุธกับชุดเกราะ
จะเอาตัวรอดกันยังไงดีละทีนี้…